<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 17:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำรวจชี้ชัดประชาชนร้อยละ 75.2 ต้องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ภูเก็ตนำโด่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19) เกี่ยวกับกรณีของวัคซีน โดยทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยการสัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนตัวอย่าง 46,600 คน&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 17-22 พฤษภาคม 2564 พบว่าประชาชนร้อยละ 75.2 ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในจำนวนนี้มีผู้ต้องการฉีดและพร้อมที่จะฉีดวัคซีนร้อยละ 47.7 และผู้ต้องการฉีดแต่ยังไม่พร้อมร้อยละ 27.5&amp;nbsp; ส่วนที่ฉีดวัคซีนแล้วมีร้อยละ 5.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ร้อยละ 19.3 ไม่ต้องการฉีดวัคซีน โดยให้เหตุผลว่า กลัวผลข้างเคียงร้อยละ 16.4 , ไม่เชื่อมั่นว่าวัคซีนจะสามารถป้องกันได้ร้อยละ 4.9 , มีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย เช่น พิการ มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ร้อยละ 4.6, สามารถป้องกันตัวเองได้ร้อยละ 3.6&amp;nbsp; และไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจร้อยละ 3.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนระบุว่า วัคซีนที่ต้องการมากที่สุดคือ วัคซีนที่รัฐบาลจัดหาให้ร้อยละ 54.6,&amp;nbsp; วัคซีนยี่ห้อไฟเซอร์ร้อยละ 12.5, วัคซีนโมเดอร์นาร้อยละ 3, วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันร้อยละ 2.5 และวัคซีนโนวาแวกซ์ร้อยละ 0.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 6 จังหวัดที่มีผู้ที่ฉีดวัคซีนไปแล้วและผู้ที่พร้อมจะฉีดสูงกว่าร้อยละ 70&amp;nbsp;ได้แก่ ภูเก็ตร้อยละ 80.2 , ตรังร้อยละ 80 , ระนองร้อยละ 78.8 , บุรีรัมย์ร้อยละ 73.3 , ชลบุรีร้อยละ 71.8 และ นนทบุรีร้อยละ 71.2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุพบว่า ผู้ที่มีอายุ 18-29 ปี&amp;nbsp;ไม่ต้องการฉีดวัคซีนและไม่พร้อมที่จะฉีดมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป ขณะที่นักเรียน นักศึกษา ผู้ว่างงาน ระบุว่าไม่ต้องการฉีดวัคซีนหรือไม่พร้อมฉีดสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของวัคซีนนั้น ประชาชนร้อยละ 45.3 มีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพวัคซีนที่รัฐบาลให้บริการกับประชาชน ขณะที่ร้อยละ 54.7 ไม่เชื่อมั่น โดยให้เหตุผลว่า กลัวผลข้างเคียงร้อยละ 41.3, วัคซีนที่รัฐบาลจัดหาให้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าวัคซีนที่จะเลือกใช้เองร้อยละ 7 , ได้รับข้อมูลข่าวสารของวัคซีนที่มีความขัดแย้งกันร้อยละ 5.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัดพบว่า จังหวัดที่ไม่เชื่อมั่นต่อคุณภาพของวัคซีนสูงกว่าร้อยละ 70 ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยละ 80.5 , ปัตตานีร้อยละ78.5, นราธิวาสร้อยละ 74, เชียงใหม่ร้อยละ&amp;nbsp; 72.2, ขอนแก่นร้อยละ 71.3 และสตูลร้อยละ 70.4 และพบว่าประชาชนร้อยละ56.6 ระบุว่า การที่รัฐให้เงินชดเชยเป็นหลักประกันการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนมีผลต่อการตัดสินใจฉีดวัคซีน และประชาชนร้อยละ 80.9 เห็นว่าควรเพิ่มสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีน โดยเห็นว่าสถานที่ที่เหมาะสม 5อันดับแรกได้แก่ สถานีอนามัย/โรงพยาบาลประจำตำบล ร้อยละ&amp;nbsp; 52.4 , จัดรถMobile ลงชุมชนร้อยละ 18.2, โรงเรียน อาคารอเนกประสงค์ สนามกีฬา วัด ร้อยละ 9.8, ที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนร้อยละ 9.6 และสถานที่ราชการ ร้อยละ 6.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ประชาชนยังเห็นว่า รัฐบาลควรสร้างความเชื่อมั่นในการฉีดวัคซีนและลดความสับสนของข่าวสารดังนี้ ให้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ หรือผู้มีวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้นำเสนอประโชน์ของวัคซีนเพื่อสร้างความมั่นใจอย่างต่อเนื่องร้อยละ 48.3&amp;nbsp; ให้หน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลและสกัดกั้นข่าวเท็จที่เผยแพร่จากสื่อสาธารณะ หรือโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วร้อยละ 20.4&amp;nbsp; และให้หน่วยงานเดียวเป็นผู้รับผิดชอบให้ข้อมูลข่าวสารร้อยละ&amp;nbsp; 18.8&amp;nbsp; และยังพบด้วยว่า&amp;nbsp; ประชาชนร้อยละ 90.5 ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เรื่องที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ รายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายร้อยละ 49.3&amp;nbsp; และเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุดได้แก่ ช่วยเหลือค่าครองชีพร้อยละ 67.8&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105685</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b6023e882d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 20:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดเสวนาไฮบริดดึงองค์กรไทยและนานาชาติ ร่วมถกหาแนวทางการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บริบทสถานการณ์โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;8 เมษายน 2564&amp;ndash; สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จับมือ คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: ESCAP) จัดเสวนาไฮบริด &amp;ldquo;แนวทางการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บริบทสถานการณ์โควิด-19&amp;rdquo; ดึงองค์กรสถิตินานาชาติและหน่วยงานภาครัฐของไทยร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการมุมมองการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า &amp;ldquo;การแพร่ระบาดของ
โรคโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก และได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐเองที่ต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์และสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากความท้าทายในการจัดเก็บข้อมูลที่ดำเนินการได้ยากขึ้นโดยเฉพาะในชุมชนเมืองซึ่งลักษณะความเป็นอยู่ของประชากรเปลี่ยนแปลงไป และการให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลน้อยลง การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายและตัวเร่งให้สำนักงานสถิติแห่งชาติยิ่งต้องปรับตัว ทั้งแนวคิดและวิธีดำเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีคุณภาพไปประมวลผล ส่งผลให้ประเทศมีข้อมูลสถิติที่แม่นยำ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในทุกระดับและทุกมิติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;กิจกรรมเสวนาซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบไฮบริด ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ แบ่งเป็น 2 ช่วงโดยการเสวนาช่วงที่ 1 ดำเนินรายการโดย Ms. Gemma Van Halderen ผู้อำนวยการแผนกสถิติ ESCAP เป็นการแลกเปลี่ยน มุมมองและประสบการณ์ในการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ร่วมด้วยวิทยากรจากสำนักงานสถิติในต่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย สำนักงานสถิติแห่งชาตินิวซีแลนด์ องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Population Fund: UNFPA) และสำนักงานสถิติแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Statistics Division: UNSD) การเสวนาช่วงที่ 2 ได้รับเกียรติจากวิทยากรหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมแสดงทรรศนะและข้อคิดเห็นในหัวข้อ &amp;ldquo;ระบบสถิติก้าวไกล สร้างอนาคตไทยด้วยข้อมูล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&amp;ldquo;การเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันองค์ความรู้ ถ่ายทอดมุมมองในการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้นำเนื้อหาสาระที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูลในอนาคต ตลอดจนเสริมความรู้ สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในเรื่องของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติกล่าวทิ้งท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;ติดตามข้อมูลสถิติที่น่าสนใจมากมายจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ที่เว็บไซต์ www.nso.go.th&amp;nbsp; โซเชียลมีเดีย Line Official Account &amp;ldquo;NSO OF THAILAND&amp;rdquo; และโมบายแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;THAI STAT&amp;rdquo; หรือโทรสอบถามที่เบอร์ 0 2141 7500-03&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98805</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันเพ็ญ พูลวงษ์, สำนักงานสถิติแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606eca3344425.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดเสวนาไฮบริดดึงองค์กรไทยและนานาชาติ ร่วมถกหาแนวทางการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บริบทสถานการณ์โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เมษายน 2564&amp;ndash; สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จับมือ
คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (The United Nations
Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: ESCAP) จัดเสวนาไฮบริด
&amp;ldquo;แนวทางการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บริบทสถานการณ์โควิด-19&amp;rdquo;
ดึงองค์กรสถิตินานาชาติและหน่วยงานภาครัฐของไทยร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการมุมมองการทำ
สำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า &amp;ldquo;การแพร่ระบาดของ
โรคโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก และได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง
ทั้งในด้านการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน
การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐเองที่ต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยน
วิธีการ เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์และสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากความท้าทายในการจัดเก็บข้อมูลที่ดำเนินการได้ยากขึ้นโดยเฉพาะในชุมชนเมืองซึ่งลักษณะความเป็น
อยู่ของประชากรเปลี่ยนแปลงไป และการให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลน้อยลง การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;
นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายและตัวเร่งให้สำนักงานสถิติแห่งชาติยิ่งต้องปรับตัว
ทั้งแนวคิดและวิธีดำเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีคุณภาพไปประมวลผล
ส่งผลให้ประเทศมีข้อมูลสถิติที่แม่นยำ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในทุกระดับและทุกมิติ&amp;rdquo;
กิจกรรมเสวนาซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบไฮบริด ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ แบ่งเป็น 2 ช่วง
โดยการเสวนาช่วงที่ 1 ดำเนินรายการโดย Ms. Gemma Van Halderen ผู้อำนวยการแผนกสถิติ ESCAP
เป็นการแลกเปลี่ยน มุมมองและประสบการณ์ในการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้สถานการณ์โควิด-19
ร่วมด้วยวิทยากรจากสำนักงานสถิติในต่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย
สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย สำนักงานสถิติแห่งชาตินิวซีแลนด์ องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่
กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Population Fund: UNFPA)
และสำนักงานสถิติแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Statistics Division: UNSD) การเสวนาช่วงที่
2 ได้รับเกียรติจากวิทยากรหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ
ร่วมแสดงทรรศนะและข้อคิดเห็นในหัวข้อ &amp;ldquo;ระบบสถิติก้าวไกล สร้างอนาคตไทยด้วยข้อมูล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันองค์ความรู้
ถ่ายทอดมุมมองในการทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19
เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้นำเนื้อหาสาระที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อ
มูลในอนาคต ตลอดจนเสริมความรู้
สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในเรื่องของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำสำมะโน/สำรวจตัวอย่างภายใต้บ
ริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติกล่าวทิ้งท้าย
ติดตามข้อมูลสถิติที่น่าสนใจมากมายจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ที่เว็บไซต์ www.nso.go.th
โซเชียลมีเดีย Line Official Account &amp;ldquo;NSO OF THAILAND&amp;rdquo; และโมบายแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;THAI STAT&amp;rdquo;
หรือโทรสอบถามที่เบอร์ 0 2141 7500-03&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98804</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันเพ็ญ พูลวงษ์, สำนักงานสถิติแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606eca3344425.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พุทธิพงษ์&#039; จ่อรายงาน​ผลโพลต่อ ครม.​ พบประชาชนให้แก้ว่างงาน ถูกใจบัตรคนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย.63 -&amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ วันที่​ 10​ พ.ย.นี้ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาล 2563 (ครบ 1 ปี) ซึ่งเป็นการสำรวจและสอบถามประชาชนเกี่ยวกับนโยบายหลักของรัฐบาล โดยกลุ่มเป้าหมายคือประชาชน อายุ 18 ปี ขึ้นไปจากทั่วประเทศ 6,970 คน ระหว่างวันที่ 1-15 ส.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลสำรวจมีดังนี้ 1.การติดตามข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล พบว่าประชาชนร้อยละ 78.6 ติดตามข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลจากแหล่งข้อมูลทางโทรทัศน์ มากที่สุด รองลงมาได้แก่ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และไลน์ ขณะที่ประชาชนร้อยละ 21.4 ไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร โดยให้เหตุผลว่าไม่สนใจ ไม่มีเวลา ไม่ว่าง และไม่ชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ความพึงพอใจภาพรวมต่อการดำเนินงานของรัฐบาล พบว่าประชาชนพึงพอใจ ระดับมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 33.4 ระดับปานกลาง 48.0 นโยบายที่ประชาชนพึงพอใจมาก-มากที่สุด 5 อันดับแรก โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โครงการอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด - 6 ปี นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) และมาตรการล่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เรื่องที่ชุมชน หมู่บ้านได้รับความเดือดร้อน ได้แก่ คนในชุมชนว่างงาน ไม่มีอาชีพมั่นคง ร้อยละ29.9 สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง ค่าครองชีพสูง ร้อยละ18.7 สินค้าเกษตรราราตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ร้อยละ18.0 ภัยธรรมชาติ ร้อยละ 17.7 ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 7.3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ ตามลำดับ ได้แก่ ปัญหาว่างงาน ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร จัดสวัสดิการของรัฐให้เพียงพอและครอบคลุมทุกพื้นที่​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล พบว่า ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาล ในการแก้ปัญหาของประเทศ ระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 29.8 เชื่อมั่นปานกลาง ร้อยละ 48.7 เชื่อมั่นน้อยและน้อยที่สุด ร้อยละ 18.4 ไม่เชื่อมั่นร้อยละ 3.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ดังนี้ 1.รัฐบาลควรช่วยเหลือกลุ่มคนตกงาน ว่างงาน ดำเนินการเชิงรุกระดับชุมชน หมู่บ้าน เช่น จ้างงานชั่วคราว หาตลาดรองรับสินค้าของชุมชน จัดอบรมวิชาชีพ ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพมั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพอิสระ ที่ไม่มีสวัสดิการด้านแรงงาน เช่น เกษตรกร ค้าขายและรับจ้างทั่วไป 2.ควรช่วยเหลือประชาชนด้านค่าครองชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ได้แก่ ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และลดค่าสาธารณูปโภค 3. ควรช่วยเหลือเกษตรกร ในการประกอบอาชีพ เช่น แก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ หาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ พยุงราคาสินค้าเกษตร และให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรสมัยใหม่(สมาร์ท ฟาร์มเมอร์)&lt;/p&gt;


	เปิดชื่อ 25 สส.แท็กทีม 48 สว. ชงศาลคว่ำร่างแก้รธน.
	ห้าวเหิมเกริมกันเกินไปแล้ว! &amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39;จ่อลงไม้เรียวให้สำนึกกันบ้าง
	&amp;#39;เลขาฯคปส.&amp;#39;ร้อง&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;ใช้กฎหมายพิเศษชัตดาวน์ประเทศแก้วิกฤติขัดแย้ง
	ผบ.ทบ. ฮึ่มอย่าบุกรุกเขตพระราชฐาน เตือนแกนนำ 3 นิ้วคุมการ์ดให้อยู่
	ชำแหละยิบร่างแก้รธน.ฉบับ&amp;#39;ไอลอว์&amp;#39; จับไต๋นิรโทษคดีทุจริต!
	&amp;#39;นิพิฎฐ์&amp;#39;ฉะม็อบไม่บังควร เตือนทนายอานนท์ได้เขียนจม.ถึงในหลวงแน่
	ราษฎรสาส์นหยาบคายต่ำช้ามาก! &amp;#39;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&amp;#39;เดือดนี่มันกุ๊ยชัดๆ

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83290</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเนียบรัฐบาล, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานสถิติแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58eeb2ae4ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำรวจการอ่านคนไทยปี 61 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 80 นาที/วัน อ่านมากสุดในกลุ่มวัยรุ่น น่าห่วงเด็กต่ำกว่า6ขวบอ่านผ่านทางมือถือเพิ่มขึ้น 3เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย. 62-ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ &amp;nbsp;สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดงานแถลงข่าว &amp;ldquo;ผลสำรวจการอ่านของประชากร ประจำปี พ.ศ. 2561&amp;rdquo; พบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านเพิ่มมากขึ้นเป็น 80 นาทีต่อวัน โดยอ่านหนังสือเล่มร้อยละ 88 และอ่านบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาแรงถึงร้อยละ 75.4 ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น &amp;nbsp;สะท้อนว่าหนังสือเล่มยังคงอยู่เคียงคู่สื่อใหม่ ทั้งนี้ในภาพรวมคนไทยมีการอ่านร้อยละ 78.8 ซึ่งหมายถึงยังมีคนไทยที่ไม่อ่านถึงร้อยละ 21.2 &amp;nbsp;และกลุ่มวัยรุ่นคือกลุ่มที่ใช้เวลาอ่านสูงสุดเมื่อเทียบกับทุกวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมสำรวจการอ่านของคนไทยในปี พ.ศ. 2561 พบว่าคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป อ่านร้อยละ 78.8 หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 49.7 ล้านคน โดยในกรุงเทพฯ มีคนอ่านมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 92.9, ภาคกลางร้อยละ 80.4 ภาคเหนือและภาคอีสานร้อยละ 75 และ ภาคใต้ร้อยละ 74.3 ขณะที่เวลาในการอ่านสูงขึ้น พบว่าคนไทยอ่านหนังสือนานสุด 80 นาที/วัน เทียบจากปี 2558 อ่าน 66 นาที และและ 2556 อ่าน 37 นาที
ผลการสำรวจปี 2561 นี้ยังมีการจัดอันดับ 10 จังหวัดที่มีจำนวนคนอ่านหนังสือมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 92.9%, สมุทรปราการ 92.7%, ภูเก็ต 91.3% ขอนแก่น 90.5% สระบุรี 90.1% อุบลราชธานี 88.8% แพร่ 87.6% ตรัง 87.2% นนทบุรี 86.6% และ ปทุมธานี 86.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า การสำรวจในปีพ.ศ. 2556 และ พ.ศ. 2558 และพบว่าสถิติการอ่านของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป สำหรับในปีนี้ แม้ว่าจะมีตัวเลขคนอ่านเพิ่มขึ้นร้อยละ 78.8 ก็ตาม แต่เมื่อมองไปที่ตัวเลขของกลุ่มที่ไม่อ่าน พบว่ามีถึงร้อยละ 21.2 คิดเป็นจำนวนประชากร 13.7 ล้านคน ซึ่งเหตุผลของการไม่อ่าน มีตั้งแต่การดูทีวี ไม่มีเวลา อ่านไม่ออก ไม่ชอบ ไม่สนใจการอ่าน ชอบเล่นเกม รวมทั้งไม่มีเงินซื้อหนังสือ ในจำนวนนี้มีคนที่บอกไม่ชอบและไม่สนใจอ่านถึงร้อยละ 25.2 ถ้าคิดเป็นจำนวนประชากรก็ประมาณกว่า 3 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยทีเดียว คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของอุทยานการเรียนรู้ TK park และหน่วยงานที่ทำงานด้านส่งเสริมการอ่านทั้งหลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือกลุ่มเด็กเล็ก กิตติรัตน์ บอกว่า จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 63.8 ยังขาดความเข้าใจในเรื่องการอ่านหนังสือของเด็กเล็ก โดยให้เหตุผลว่าเด็กยังมีอายุน้อยเกินไป ทำให้เด็กกลุ่มนี้ คิดเป็นจำนวนราว 1.1 ล้านคน ไม่ได้รับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเหตุเพราะความเข้าใจผิดของผู้ปกครอง ดังนั้นการรณรงค์ให้ความรู้และทำความเข้าใจในการส่งเสริมการอ่านในเด็กเล็ก เช่น การเล่านิทานให้ลูกฟังเป็นประจำ และในกลุ่มอายุ 15-24 กลับพบว่าไม่ชอบการอ่านถึงร้อยละ 34.9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการสำรวจในปี 2561 ยังระบุถึงประเด็นการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียวในเด็กวัยต่ำกว่า 6 ปี ที่มีจำนวนร้อยละ 5.4 เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากผลสำรวจเมื่อครั้งที่แล้ว นั่นหมายถึงมีเด็กจำนวนถึง 145,000 คน ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว ในขณะที่งานวิจัยเรื่องผลกระทบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านจอ ทีมแพทย์ระบุว่าการเสพสื่อผ่านจออิเล็กทรอสิกส์มีผลกระทบกับพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งไม่สมควรใช้กับเด็กเล็กแรกเกิดจนถึง 1 ขวบครึ่งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประเด็นนี้นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก&amp;rdquo; ผู้อำนวยการอุทยานการเรียนรู้ TK park กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กิตติรัตน์ย้ำทิ้งท้ายว่า การรณรงค์ให้รักการอ่าน ต้องเริ่มจากพ่อแม่ สถานศึกษา เนื้อหารูปเล่ม หาซื้อง่าย และห้องสมุด ที่ทั่วโลกต้องรู้จักปรับตัวเพื่อการอยู่รอด ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจที่แสดงตัวเลขผู้อ่านหนังสือในห้องสมุด คิดเป็นจำนวนกว่า 2.9แสนคน ซึ่งต่ำกว่า 3 แสนคนเป็นครั้งแรก โดยมีผู้ยืม-คืนหนังสือลดลง คิดเป็นร้อยละ 8.3 ซึ่งปรากฎการณ์การลดลงของผู้มาอ่านหนังสือในห้องสมุดนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย ดังนั้นห้องสมุดเองจะต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่นอกเหนือการเป็นพื้นที่อ่านหนังสือ เพื่อรองรับการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32902</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีเคปาร์ค, ผลสำรวจการอ่านปี61, สำนักงานสถิติแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca4638fad1f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจยุคปฏิรูปต้องมีคะแนนประเมินประจำตัวทุกคน มีมลทิน-ถูกตั้งกก.สอบโดนหักแต้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22มิ.ย.61- นายคำนูณ สิทธิสมาน คณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ตำรวจแห่งชาติพ.ศ. เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้พิจารณาลงรายละเอียดในเรื่องหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจทุกระดับทุกสายงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือให้นายตำรวจทุกคนมีคะแนนการประเมินประจำตัว และจัดเรียงลำดับไว้
การแต่งตั้งโยกย้ายทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมา นอกเหนือจากเกณฑ์เฉพาะต่าง ๆ ของแต่ละระดับและแต่ละสายงานแล้ว จะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์การประเมิน 100 คะแนน ดังนี้
1. ความอาวุโสในการดำรงตำแหน่ง มีคะแนนเต็ม 60 คะแนน
โดยให้ผู้ดำรงตำแหน่งนานที่สุดเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด ได้รับคะแนนเต็ม 60 คะแนน ผู้ดำรงตำแหน่งนานในลำดับถัดลงไปให้ได้รับคะแนนลดลงปีละ 6 คะแนน ในกรณีที่ดำรงตำแหน่งนานเท่ากัน ให้ได้รับคะแนนเท่ากัน
ทั้งนี้ ผู้ใดอยู่ในเขตมลทิน เช่น อยู่ในระหว่างการถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง จะไม่ได้รับการพิจารณา
ผู้ใดทำผิด แต่โทษไม่ถึงกับออกจากราชการ ให้หักระยะเวลาที่ถูกสอบสวนออกจากอาวุโส ในทางตรงกันข้ามถ้าสอบสวนแล้วไม่ผิด ให้นับเวลาตลอดช่วงที่ถูกสอบสวนไว้ในอาวุโสด้วย
2. ความรู้ความสามารถที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน
ให้ประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ตร.กำหนด
3. ความพึงพอใจในบริการที่ประชาชนได้รับ มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน
ในประการนี้ที่ประชุมได้ใช้เวลาหารือกันมากเป็นพิเศษ เพราะมีปัญหา 2 ด้าน
ด้านหนึ่งคือทำอย่างไรจะให้ผู้ถูกประเมินจะได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด เนื่องจากตำรวจบางหน่วยงานไม่ได้สัมผัสกับประชาชนโดยตรงหรืออยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนเท่ากับตำรวจที่ประจำอยู่ในสถานีตำรวจ 1,482 แห่งทั่วประเทศ เช่น สันติบาล ต่างประเทศ
อีกด้านหนึ่งคือจะให้ใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ประเมิน
ผลการพิจารณาสรุปเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้
1. ให้มีการประเมินความพึงพอใจฯจากสถานีตำรวจ กองกำกับการ หรือหน่วยงานอื่นที่เทียบเท่า และเมื่อหน่วยงานได้รับคะแนนความพึงพอใจฯเป็นจำนวนเท่าใด ให้ถือว่าผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานนั้นได้รับคะแนนเท่ากัน
2. คะแนนความพึงพอใจฯของหน่วยงานในระดับกองบังคับการใด ให้ถือเอาคะแนนความพึงพอใจฯของทุกสถานีตำรวจ กองกำกับการ หรือหน่วยงานเทียบเท่าที่อยู่ในสังกัด มาเฉลี่ย ได้จำนวนเท่าใดให้ถือเป็นคะแนนความพึงพอใจฯของกองบังคับการนั้น และให้ถือว่าผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในกองบังคับการนั้นได้รับคะแนนนั้นเท่ากัน
3. คะแนนความพึงพอใจฯของหน่วยงานในระดับกองบัญชาการใด ให้ถือเอาคะแนนความพึงพอใจฯของทุกกองบังคับการที่อยู่ในสังกัด มาเฉลี่ย ได้จำนวนเท่าใดให้ถือเป็นคะแนนความพึงพอใจฯของกองบัญชาการนั้น และให้ถือว่าผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในกองบัญชาการนั้นได้รับคะแนนนั้นเท่ากัน
ในการประเมินความพึงพอใจฯข้างต้น ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นผู้สำรวจความคิดเห็นประชาชน โดนอย่างน้อยต้องครอบคลุมมิติต่าง ๆ ดังนี้
- ความมีประสิทธิภาพ
- ความเป็นธรรม
- การไม่เลือกปฏิบัติ
- ความสะดวกในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ตร.กำหนด
และเมื่อมีผลการสำรวจเป็นประการใด ให้ประกาศให้ประชาชนและแจ้งให้หน่วยงานที่ถูกประเมินทราบด้วย
ข้าราชการตำรวจผู้ใดเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเรียงลำดับอาวุโสหรือในการแต่งตั้ง ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อก.พ.ค.ตร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11887</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ตร., ก.พ.ค.ตร., คณะกรรมการพิจารณร่างพ.ร.บ.ตำรวจ, ความอาวุโส, คำนูณ สิทธิสมาน, ปฏิรูปตำรวจ, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, เกณฑ์แต่งตั้งตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae8875facf04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถิติบอกกล่าวเล่าสิบ &#039;ผู้สูงวัยปัจจุบันและอนาคต&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) โดยผู้อำนวยการ สสช. ภุชพงศ์ โนดไธสง แถลงข่าวผลการสำรวจเรื่อง &amp;ldquo;สถิติบอกอะไร...ผู้สูงวัยปัจจุบันและอนาคต&amp;rdquo; โดยสรุปดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ในปี 2560 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 11.31 ล้านคน เป็นหญิง 6.23 ล้านคน ชาย 5.08 ล้านคน &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สัดส่วนผู้สูงอายุตามวัย เป็นผู้สูงอายุวัยต้น (60-69 ปี) ร้อยละ 57.4 วัยกลาง (70-79 ปี) ร้อยละ 29 และวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 13.6&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ภาคเหนือ &amp;ldquo;ครองแชมป์&amp;rdquo; พื้นที่ที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยมากที่สุด ร้อยละ 21.1 รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ร้อยละ 19.2 ส่วนภาคใต้ มีผู้สูงอายุน้อยที่สุด ร้อยละ 14.4&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ผู้สูงอายุไทย 1 ใน 3 หรือร้อยละ 35.1 ทำงานประจำ อาชีพที่ผู้สูงอายุไทยทำกันมาก 2 อันดับแรกคือ อันดับ 1 เกษตรกร ร้อยละ 58.7 กับอันดับ 2 ค้าขายและบริการ ร้อยละ 17.9&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5.บุตรยังเลี้ยงดูพ่อแม่ และผู้สูงวัยเองก็พยายามไม่เป็นภาระ โดยพบว่ารายได้หลักของผู้สูงอายุ อันดับ 1 ร้อยละ 34.7 ได้จากบุตร อันดับ 2 การทำงานของตนเอง ร้อยละ 31 ส่วนเหตุผลที่ผู้สูงวัยยังทำงานคือ อันดับ 1 สุขภาพแข็งแรงดี ยังทำงานไหว ร้อยละ 47.7 อันดับ 2 ต้องหารายได้เลี้ยงตนเองหรือครอบครัว ร้อยละ 43.4 ทั้งนี้ ผู้สูงอายุไทยทำงานเฉลี่ย 38 ชั่วโมงต่อสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่สุขภาพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้สัดส่วนผู้สูงอายุที่สุขภาพดีมากและดีจะลดลงกว่าการสำรวจเมื่อปี 2557 กล่าวคือ ในปี 2557 มีผู้สูงอายุสุขภาพดีมาก ร้อยละ 3.3 และสุขภาพดีร้อยละ 42.4 ส่วนปี 2560 มีผู้สูงอายุสุขภาพดีมาก ร้อยละ 2.4 และสุขภาพดีร้อยละ 39.3 แต่ผู้สูงอายุในเกณฑ์สุขภาพปกติเพิ่ม จากปี 2557 ที่ร้อยละ 38.3 เป็นร้อยละ 43.2 ในปี 2560 ส่วนผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ดี ลดลงจากร้อยละ 13.9 ในปี 2557 มาอยู่ที่ร้อยละ 13.5 ในปี 2560 และผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ดีมาก ลดลงจากร้อยละ 2.1 ในปี 2557 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;7.โครงการบัตรทอง 30 บาท มีประโยชน์มากกับผู้สูงวัย ร้อยละ 83.2 ของผู้สูงอายุไทยใช้บัตรทอง 30 บาท ในการรักษาพยาบาล &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;8.ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งเสี่ยงหกล้มมากขึ้นด้วย แม้จำนวนผู้สูงอายุที่พลัดตกหกล้มจะลดลง จากร้อยละ 11.6 ในปี 2557 มาเหลือเพียงร้อยละ 6.6 ในปี 2560 แต่หากแยกตามวัย ผู้สูงอายุวัยปลายหรือ 80 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด ร้อยละ 8.3 สาเหตุอันดับ 1 ร้อยละ 39 คือการลื่น และอันดับ 2 ร้อยละ 36.6 คือการสะดุด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;9.สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้สูงวัย พบว่า ผู้สูงวัยร้อยละ 40.1 อยู่บ้านชั้นเดียว รองลงมา ร้อยละ 37.3 นอนชั้นล่าง, ร้อยละ 59 นอนบนเตียง ร้อยละ 51.5 ใช้ส้วมห้อยเท้า ร้อยละ 81.3 ส้วม อยู่ภายในบ้าน ถือว่ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในระดับหนึ่ง แต่ที่ต้องปรับปรุง เช่น ยังมีถึงร้อยละ 47.5 ที่ใช้ส้วมนั่งยอง ร้อยละ 41 ให้ผู้สูงอายุนอนบนพื้น และโดยเฉพาะ &amp;ldquo;ร้อยละ 89.2 ไม่มีราวจับในห้องน้ำ&amp;rdquo; ห้องน้ำจึงเป็นจุดเสี่ยงที่ผู้สูงวัยอาจหกล้มได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;10.ผู้สูงอายุไทยยังมีความสุขดี หากให้คะแนนเต็ม 10 นับจากสุขน้อยที่สุดไปสุขมากที่สุด ผู้สูงอายุไทยเฉลี่ยกว่าร้อยละ 50 ให้คะแนนที่ 7-8 หมายถึงมีความสุขมาก และกว่าร้อยละ 30 ให้คะแนนที่ 5-6 หมายถึงมีความสุขปานกลาง อย่างไรก็ตาม &amp;ldquo;ความสุขก็ลดลงตามวัย&amp;rdquo; จากผู้สูงอายุวัยต้น 60-69 ปี ที่ตอบว่าสุขมาก ร้อยละ 57.7 เมื่อถึงผู้สูงอายุวัยปลาย หรือ 80 ปีขึ้นไป ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 43.8&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;11.ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่มีรายได้พอยังชีพ โดยร้อยละ 28.2 มีรายได้ 10,000-29,999 บาทต่อเดือน รองลงมา ร้อยละ 21.4 มีรายได้ 30,000-49,999 บาทต่อเดือน อันดับ 3 ร้อยละ 15.2 มีรายได้ 50,000-69,999 บาทต่อเดือน โดยมีเพียงร้อยละ 10.9 ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ในภาพรวมร้อยละ 50.3 ตอบว่ารายได้เพียงพอในการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม มีเพียงร้อยละ 5.8 ที่มีเหลือเก็บออม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;12.คู่ชีวิตและลูกสาวคือผู้เลี้ยงดู ผู้ดูแลผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.2 เป็นคู่สมรสที่อยู่ดูแลกันในยามแก่เฒ่า รองลงมา ร้อยละ 30 เป็นลูกสาวที่แต่งงานแล้ว และอันดับ 3 ร้อยละ 10.6 เป็นลูกสาวที่ยังโสด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;13.ลูกยังห่วงใยพ่อแม่ โดยผู้สูงอายุร้อยละ 79.1 ได้รับเงินจากบุตรหลานที่ออกไปทำงานไกลบ้านส่งกลับมา และร้อยละ 64.6 กรณียังอยู่บ้านเดียวกัน อย่างไรก็ตาม มีข้อค้นพบน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ พบผู้สูงอายุร้อยละ 17.4 ยังให้เงินช่วยเหลือบุตรหลานในกรณีอยู่บ้านเดียวกันมากกว่ากรณีอยู่คนละบ้าน ซึ่งอยู่ร้อยละ 8&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;14.ครอบครัวไทยยังอบอุ่น เห็นได้จากคนไทยถึงร้อยละ 97.3 ยังกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 28.4 ไปเยี่ยมเกือบทุกวันหรือทุกวัน รองลงมา ร้อยละ 27.8 ไปเยี่ยมอย่างน้อยปีละครั้ง และอันดับ 3 ร้อยละ 25.1 ไปเยี่ยมเดือนละ 1 ครั้ง และ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;15.ผู้สูงอายุอยู่แบบโสดหรือเป็นคู่ชีวิตวัยชรามากขึ้น โดยในปี 2560 กลุ่มที่อยู่เป็นโสดอยู่ที่ร้อยละ 10.8 เพิ่มจากร้อยละ 8.7 ในปี 2557 และกลุ่มที่อยู่เป็นคู่ชีวิตวัยชรา ในปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 23.3 เพิ่มจากร้อยละ 20.6 ในปี 2557&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของผู้สูงอายุ รวมถึงสภาพของครอบครัวไทย ซึ่งความท้าทายที่ ผอ.สสช.ทิ้งท้ายไว้คือ &amp;ldquo;จะทำอย่างไรให้คนไทยมีลูกมากขึ้น&amp;rdquo; เพราะหากอัตราการเกิดยังลดลงต่อเนื่อง ในปี 2570 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า บอกได้เลยว่าประชากรวัยทำงาน &amp;ldquo;เหนื่อย&amp;rdquo; แน่ๆ!!!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9742</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครอบครัวไทย, คุณภาพชีวิต, ผู้สูงอายุ, ภาคเหนือ, ภุชพงศ์ โนดไธสง, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b04061919f47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
