<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเปิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับ 13หวังพลิกโฉมประเทศไทย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานเนื่องในโอกาสการประชุมประจำปี 2564 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในหัวข้อ &amp;ldquo;Mission to Transform : 13 หมุดหมาย พลิกโฉมประเทศไทย&amp;rdquo; ณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 จะประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2566 &amp;ndash; 2570 เพื่อก้าวเดินต่อไปในระยะอีก 5 ปีข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ได้กล่าวถึงแผนฯ 13 กับการทำงานของรัฐบาลเพื่อพลิกโฉมประเทศว่า มีเป้าหมายที่สำคัญทั้งหมด 5 ประการ ดังนี้ 1.คือการปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานนวัตกรรม 2. คือการพัฒนาคนให้มีความสามารถและมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ โดยพัฒนาคนไทยให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การสร้างสังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม ที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามขจัดความเหลื่อมล้ำในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ โดยปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับผู้ถือบัตรอย่างต่อเนื่อง 4. การสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ รัฐบาลมุ่งเน้นให้การพัฒนาประเทศในทุกมิติต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ รวมถึงมีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 5. การเตรียมความพร้อมให้กับประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงภายใต้บริบทโลกใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและสามารถรองรับการขนส่งและการเดินทางต่อเนื่องหลายรูปแบบได้อย่างไร้รอยต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการวางแผนเพื่อก้าวไปสู่อนาคต จำเป็นต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในโลกอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะแนวโน้มที่เรียกว่า Mega Trend ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การเปลี่ยนแปลงค่านิยมและรูปแบบการใช้ชีวิต การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนารูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและพฤติกรรมของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาบริบทการเปลี่ยนแปลงภายนอกประเทศ ควบคู่กับการประเมินเงื่อนไขของปัจจัยภายในหรือสภาพแวดล้อม และศักยภาพของประเทศทั้งที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อตัดสินใจเลือกทิศทางและแนวทางที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับประเทศในการก้าวต่อไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนรวดเร็วของโลก การพลิกโฉมประเทศไทยภายใต้แผนฯ 13 เป็นการทำงานที่มีความท้าทาย โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ภารกิจในการพลิกโฉมประเทศในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้มาจากแผนพัฒนาฯ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อร่วมก้าวสู่โฉมหน้าใหม่ประเทศไทย &amp;ldquo;พลิกโฉมประเทศไทย สู่สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117501</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mission to Transform : 13 หมุดหมาย พลิกโฉมประเทศไทย, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614ab5a4824f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช.  ชี้ ผลศึกษา SEA เพิ่มปริมาณน้ำ 11 จังหวัดลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก เสริมแกร่งเศรษฐกิจอันดามัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สทนช. เผยผลการศึกษา SEA ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ บริหารจัดการน้ำ 11 จังหวัดลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก เพิ่มปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค เสริมความแกร่งเศรษฐกิจฐานรากหนุนฟื้นฟูการท่องเที่ยว ตามนโยบายรัฐบาล พร้อมรับการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (24 กรกฎาคม 2564)&amp;nbsp;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงข่าวผลการศึกษาโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Strategic Environmental Assessment : SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ว่า สทนช. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวรและกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ดำเนินการศึกษาโครงการฯ มาตั้งแต่กลางปี 2563 และจะดำเนินการแล้วเสร็จปลายเดือนกรกฎาคม 2564 นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนาของลุ่มน้ำที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือมีผลกระทบในระดับที่ยอมรับได้ และเป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ.2561-2580&amp;nbsp; โดยมีแนวทางการศึกษา ประกอบด้วย การจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การจัดการน้ำอุปโภค-บริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วม และบรรเทาอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และการบริหารจัดการโดยมีผลการศึกษาในประเด็นสำคัญที่แล้วเสร็จ อาทิ แผนงาน/โครงการที่เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน รวม 2,894 โครงการ ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคและเสริมสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตในพื้นที่เพิ่มขึ้น 1,218.33 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และสามารถลดพื้นที่อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกได้อีก 47,631 ไร่ ปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตกครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด โดยครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัดของจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล และครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัด สุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา ทั้งนี้ จากผลการศึกษาในกระบวนการ SEA ซึ่งใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based) สามารถสร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนงานเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การศึกษาพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งมีต้นแบบความสำเร็จ คือ ที่จังหวัดตรังและจังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะพื้นที่บ้านวังลำ ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ถือเป็นแหล่งต้นน้ำและชุมชนต้นแบบที่มีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม ทั้งนี้ ในอดีตพื้นที่บ้านวังลำ มักประสบปัญหาน้ำมีไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูก ทำให้คนในชุมชน ท้องถิ่นและภาครัฐได้หาแนวทางร่วมกันบริหารจัดการน้ำผ่านกลไกของการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่คือ อ่างเก็บน้ำบ้านน้ำราบและโครงการอ่างเก็บน้ำสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในส่วนของจังหวัดกระบี่ พื้นที่บ้านไร่ตะวันหวาน ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ นับเป็นอีกหนึ่งชุมชนต้นแบบที่มีการบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับท้องถิ่นและภาคเอกชน บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและมีการพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ โดยได้ก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านไร่ตะวันหวาน&amp;nbsp; และเพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นจังหวัดต้นแบบ ในขณะที่ ปัญหาด้านน้ำอุปโภคบริโภคในกิจกรรมต่างๆในจังหวัดที่ผ่านมา ยังคงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการที่สูงมาก แต่เมื่อจังหวัดภูเก็ตต้องเป็นต้นแบบในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาท่องเที่ยวแล้ว การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในการรองรับกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาและอุปสรรคกับการดำเนินนโยบายดังกล่าว ตัวอย่างเช่น 1) การก่อสร้างสระน้ำแก้มลิงบ้านโคกโตหนดพร้อมระบบผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงแล้งสำหรับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง 2) โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบประปาจากจังหวัดพังงาไปยังจังหวัดภูเก็ต 3) การก่อสร้างระบบผลิตน้ำรีไซเคิล ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต และ 4) การจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่เกาะต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีนำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การศึกษา SEA เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการจัดทำแผนหลักด้านน้ำ ที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ริเริ่มจัดทำเป็นมาตรฐานให้กับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ทั้งนี้&amp;nbsp; การดำเนินการศึกษาของ สทนช. ได้เสริมการวิเคราะห์ความต้องการของพื้นที่ การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อกำหนดเป้าหมาย วิธีการ และลำดับความสำคัญผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ผลที่ได้รับคือ แผนหลักการบริหารลุ่มน้ำซึ่งจะต้องเสนอเข้าสู่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเพื่อการปรับปรุงเป็นแผนแม่บทน้ำของประเทศในปี 2565 ต่อไป&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110976</URL_LINK>
                <HASHTAG>Area Based, Strategic Environmental Assessment : SEA, การพัฒนาเชิงพื้นที่, การศึกษา SEA, ชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ทรัพยากรน้ำ, บริหารจัดการน้ำ, บ้านไร่ตะวันหวาน, ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์, ปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค, ฟื้นฟูการท่องเที่ยว, มหาวิทยาลัยนเรศวร, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อ่างเก็บน้ำบ้านน้ำราบ, โครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, โครงการอ่างเก็บน้ำสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210724/image_big_60fbf5f008d81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วธ.รุกขับเคลื่อนงานศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เปิดเวทีออนไลน์ให้ความรู้ข้าราชการในสังกัดทั่วประเทศ จัดทำโครงการสำคัญปี 66 ระหว่างวันที่ 15 - 16 กรกฎาคมนี้ หวังให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่ รัฐบาลได้กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ &amp;ldquo;ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสัมฤทธิ์ผล คือ กระบวนการจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ โดยจะต้องอาศัยการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ เจตคติที่ดี การแลกเปลี่ยนแนวความคิด เรียนรู้สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ พร้อมทั้งข้อมูลที่ช่วยเสริมให้โครงการสำคัญฯ &amp;nbsp;ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ความต้องการของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปลัดวธ. กล่าวต่อไปว่า ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ ดำเนินการจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2564 ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้กำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติของ วธ. ผ่านระบบแอปพลิเคชันซูม (Zoom) ระหว่างวันที่ 15 - 16 กรกฎาคม 2564 นี้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นข้าราชการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องของส่วนราชการ หน่วยงาน และองค์การมหาชนในสังกัด วธ. ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ให้เกิดการรับรู้ เข้าใจ และมีเจตคติที่ดีต่อการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 190 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในการประชุมครั้งนี้ได้เชิญวิทยากรมาบรรยายความรู้ อาทิ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ&amp;nbsp;และแผนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านวัฒนธรรม ภายใต้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรมกับบทบาทในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยนายประสพ เรียงเงิน รองปลัด วธ., บทบาทของงานวัฒนธรรมในกระแสโลก โดยผู้แทนสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ, การจัดทำโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อน การบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ โดยผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการเขียนโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์สำหรับขอรับการจัดสรรงบประมาณ โดย นางพนารัตน์ คนขยัน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจะสามารถนำนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม พร้อมทั้งองค์ความรู้ไปใช้ในการจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ วธ. จะมีโครงการที่ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;ปลัด วธ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109839</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงวัฒนธรรม, การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล, ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน, นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร, นายประสพ เรียงเงิน, นายวีระ โรจน์พจนรัตน์, ประชาชนมีความสุข, ประเทศชาติมั่นคง, สังคมเป็นธรรม, สำนักงานยูเนสโก, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60f01191d2705.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่านหน้าขนส่งสาธารณะตบเท้าฉีดวัคซีน ร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤติโควิด-19 ขณะ “แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังค้างสภาพัฒน์ รอลุ้นรถเมล์ใหม่-ชีวิตวิถีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ (Central Vaccination Center)&amp;rdquo; ณ สถานีกลางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มีกลุ่มเป้าหมายฉีดให้กับบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง ผู้ให้บริการขนส่ง รถรับจ้างสาธารณะและผู้เกี่ยวข้องซึ่งทั้งประเทศมีจำนวน 3.5 แสนคน โดยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 1.3 แสนคน โดยเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันแรก สามารถฉีดได้ 5,000 กว่าคน ขณะที่ภาพรวม 5 วัน 24 -28 พ.ค. 2564 สามารถฉีดไปแล้วกว่า 4 หมื่นคน มีทั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายบุคลากรในระบบคมนาคมขนส่ง และกลุ่ม On Site 4,460 คน และในบางชั่วโมงสามารถฉีดได้ถึง 1,300 คน ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะตามศักยภาพเป้าหมายตั้งจากสมมุติฐาน 900 คน/ชม. ยิ่งในวันที่ 28 พ.ค. นั้น สามารถฉีดได้เกินกว่า 1 หมื่นคน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต่อวัน โดย&amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีเป้าหมายในการนัดวัคซีนเข็มที่สอง หลังจากนี้ประมาณ 14 วัน ทำให้คาดว่าจะฉีดกลุ่มเป้าหมายบุคลากรด้านคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 1.3 แสนคน ทั้ง 2 เข็ม ภายใน 1 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีสถานที่กว้างขวางและมีการจัดระบบค่อนข้างดี ทำให้สามารถบริการผู้มารับการฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรด้านการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการรถโดยสาธารณะที่พร้อมใจกันมารับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก จากการสอบถามบางส่วนพบว่าเหตุผลที่รีบลงทะเบียนตอบรับมาฉีดวัคซีนเมื่อศูนย์ฯ นี้เปิด เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวของพนักงาน ขสมก. ติดเชื้อแทบทุกวัน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนหวาดกลัวเกรงติดเชื้อ ประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการก็มีความกังวลการใช้บริการรถ ขสมก.&amp;nbsp; จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศปูพรมฉีดให้ด่านหน้ากลุ่มขนส่งสาธารณะก็รีบมาฉีดกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเองและคนรอบข้างรวมถึงผู้โดยสารด้วย&amp;nbsp; โดยนโยบายส่วนไหนที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนา ส่งเสริมสวัสดิภาพในการประกอบอาชีพก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ หากมีจัดการอย่างรวดเร็วฉับไวมองเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักแบบนี้ก็จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น อย่างตอนนี้ก็รอกันว่าจะมีความชัดเจนเรื่อง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; ว่าจะเป็นอย่างไรแน่ เฉพาะทุกคนต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็น &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; นั้น ข้อมูลล่าสุดขณะนี้เรื่องยังค้างอยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; ที่ทุกฝ่ายต่างก็รอความชัดเจน โดยจากการเปิดเผยรายละเอียดใน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน มีการปรับจำนวนเที่ยวการเดินรถ จัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ขณะที่การให้บริการของ ขสมก. ก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การให้พนักงานประจำรถและผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะใช้บริการ การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ภายในรถ ก่อนนำรถออกวิ่ง การติดตั้งขวดเจลแอลกอฮอล์ สำหรับล้างมือบนรถโดยสาร และเพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบนรถโดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงการเเพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการสร้างความมั่นใจต่อการปฏิบัติงานโดยการให้พนักงานของ ขสมก. ทยอยฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนี้จึงได้แต่ลุ้นให้ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่าน &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; โดยเร็ว ส่งให้ ครม. อนุมัติให้ได้เร็วเท่าที่จะเป็นได้ เพราะบุคลากรผู้ให้บริการพร้อมเต็มที่กับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ที่จะให้ประชาชนได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าเร่งผลักดัน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; อย่างเต็มที่เพราะตระหนักว่านี่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง รอแต่ว่าผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อไหร่เท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104751</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กระทรวงคมนาคม, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ขนส่งสาธารณะ, ขสมก., ค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว, ฉีดวัคซีน, ชีวิตวิถีใหม่, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, บุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง, ปฏิรูปรถเมล์, ฝ่าวิกฤติโควิด-19, รถเมล์ใหม่, รฟท., ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, สภาพัฒน์, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b44e1a81711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข่าวประชาสัมพันธ์  การประชุมกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็น เรื่อง  (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. …. ภายใต้ โครงการขับเคลื่อนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ปีงบประมาณ 2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564 ดร.วิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็น เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ก่อนเสนอคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการประชุมดังกล่าวได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ร่วมอภิปราย เรื่อง SEA กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ดร. พรวิภา คลังสิน&amp;nbsp; หัวหน้าโครงการ เรื่อง การขับเคลื่อน SEA ของไทย ดร. วิเทศ ศรีเนตร นายจักรกริช ธรรมศิริ และ ดร.ชญาทัต เนียมแสวง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์&amp;nbsp; บริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. (ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งได้ร่วมกันระดมความคิดเห็น เรื่อง (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ โดยมีประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ความเหมาะสมของเจตนารมณ์และเหตุผลของ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. 2) ขอบเขตและเกณฑ์การบังคับใช้ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย 3) กลไกและองค์กรที่จะช่วยสนับสนุน (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;. และ 4) ความคาดหวังและผลที่จะเกิดขึ้นจากการประกาศใช้ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พ.ศ. &amp;hellip;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขับเคลื่อน SEA ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการจัดทำแผนและแผนงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกลไกที่สำคัญในระยะแรก คือ การใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถมีหลักเกณฑ์การนำ SEA ไปใช้ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นกลไกด้านกฎหมายและการบังคับใช้กลไกการดำเนินงานและติดตามประเมินผล โดยการกำกับของคณะกรรมการพัฒนาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (กสย.) และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นกลไกในการพัฒนาระบบ SEA และติดตามประเมินผลการจัดทำ SEA ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : โทร. 02-280-4085 ต่อ 1543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97806</URL_LINK>
                <HASHTAG>SEA, คณะกรรมการพัฒนาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (กสย.), ดร.วิชญายุทธ บุญชิต, ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_60631b2ebc1d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนวรับคลื่นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติโควิดเป็นวิกฤติคู่ขนานระหว่าง &amp;ldquo;วิกฤติสาธารณสุข&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;วิกฤติเศรษฐกิจ&amp;rdquo; เป็นวิกฤติคู่ที่เกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; ผลจากวิกฤติต่อภาคเศรษฐกิจเริ่มแสดงตัวที่ ภาคตลาดเงิน ตลาดทุน ที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์และข่าวสาร หลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ลามข้ามพรมแดน ข้ามทวีปไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 มีนาคม ตลาดหุ้นผันผวนสุดๆ จนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ตัดสินใจงัดมาตรการ หยุดซื้อ-ขายหุ้นชั่วคราว (circuit breaker) ขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ จากที่เคยใช้ครั้งสุดท้ายในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551&amp;nbsp; แต่หลังเปิดให้มีการซื้อ-ขายอีกครั้งแรงเทขายยังกระหน่ำเข้ามา ดัชนีไหลลงลึก&amp;nbsp; ไปหยุดที่ 1,095.37 จุด ลดลง 154.32 จุด หรือ 12.36%&amp;nbsp; ทำสถิติดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 8 ปีกับ 1เดือน และดัชนีปิดตลาดที่ 1,114.91 จุด ลดลง 134.98 จุด หรือ 10.80 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาบเกี่ยวกันนั้นในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคมนักลงทุนเริ่มขายคืนหุ้นกู้อย่างหนักและต่อเนื่อง กระทั่ง บลจ. ทหารไทย ตัดสินใจ เลิกกองทุน ทหารไทยธนเพิ่มพูน กองทุนเปิดธนไพบูลย์ กองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความปั่นป่วนในตลาดหุ้นกู้ ที่มีขนาดถึง 3.6 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 20 % ของจีดีพี&amp;nbsp; และมากกว่า 70 % ถือครองโดยภาคเอกชน ทำให้แบงก์ชาติต้องออกมาตรการเข้ามาดูแล&amp;nbsp; เช่นมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนรวมผ่านแบงก์พาณิชย์ และออก พ.ร.ก.การสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท หรือ พ.ร.ก.หุ้นกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นหลังพิงให้กับตลาดหุ้นกู้&amp;nbsp; เพราะเกรงว่าหากตลาดหุ้นกู้ไร้เสถียรภาพ จะส่งแรงกระเพื่อมถึงภาคการเงิน ดร.วิรไท สันติประภพ&amp;nbsp; ผู้ว่าการแบงก์ชาติขณะนั้น เปรียบมาตรการดูแลตลาดหุ้นกู้ว่า เหมือนโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลคนป่วยโรคโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในขณะที่ตลาดหุ้น และหุ้นกู้ปั่นป่วน การค้าทองคำในช่วงวิกฤติโควิดกลับคึกคัก เนื่องจากนักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงโควิดระบาด&amp;nbsp; ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องและ ราคาทองคำขึ้นไปสูงสุดของปี 30,400 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 7 สิงหาคม 2653&amp;nbsp; ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 9 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาคเศรษฐกิจจริง อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนักจากตลาดที่หายไป และระบบขนส่งโลจิสติกส์ มีปัญหาในช่วงล็อกดาวน์จนค่ายรถยนต์ใหญ่ ต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวในช่วงปลายเดือนมีนาคม ต่อเนื่องเมษายน 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากที่เคยทำรายได้เข้าประเทศ 3 ล้านล้านบาท รายได้หายไปกว่า 80 % ส่วนภาคส่งออกในช่วงล็อกดาวน์เดือนมิถุนายนมูลค่าส่งออกติดลบถึง 23 % และกระทรวงพาณิชย์คาดส่งออกปี 2563 ติดลบ 6-7 % &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อรับมือกับคลื่นเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามา รัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ด้วยการออก พ.ร.ก. 3 ฉบับ คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 หรือ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.หุ้นกู้ 4 แสนล้านบาท&amp;nbsp; เพื่อขับเคลื่อนมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากมาตรการทางการคลังแล้ว แบงก์ชาติได้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายโดยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง ลงเหลือ 0.5 % ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ร่วมกับแบงก์พาณิชย์ และธนาคารของรัฐลดภาระลูกหนี้ผ่านมาตรการพักหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ไตรมาส 3 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานจีดีพีติดลบ 6.4 % ติดลบน้อยกว่าไตรมาส2 เนื่องจากการทยอยคลายล็อก และมาตรการดูแลเศรษฐกิจที่รัฐบาลขับเคลื่อนออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนับสนุนโดย:กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำหนังสือ &amp;ldquo;ถอดบทเรียนไทยสู้โควิด&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96317</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID -19, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ตลาดหุ้น, ถอดบทเรียนไทยสู้โควิด, สศช, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_605177a1047e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้างกำลังใจผู้สูงวัยใช้ชีวิตยืนยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลกำหนดให้วาระ &amp;quot;ผู้สูงอายุ&amp;quot; เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดการณ์จำนวนประชากรของไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 66.5 ล้านคน ในปี 2563 เป็น 67.2 ล้านคน ในปี 2571 โดยจำนวนประชากรผู้สูงอาย (60 ปีขึ้นไป) จะมีจำนวน 12 ล้านคน หรือ 18% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และอีก 20 ปีข้างหน้า หรือในปี 2583 จะเพิ่มเป็น 20.42 ล้านคน หรือ 31.28% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ขณะที่แนวโน้มอัตราส่วนของวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลง โดยในปี 2563 อัตราส่วนของวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุ มีวัยแรงงาน 3.6 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ลดลงเหลือวัยแรงงาน 1.8 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในปี 2583&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีแนวทางการจ้างงานผู้สูงอายุทำงานในสถานประกอบการ เป็นหนึ่งในมาตรการรองรับโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนและสังคมที่ต้องได้รับการช่วยเหลือดูแล ทั้งด้านความเป็นอยู่ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย&amp;quot; ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นโครงการที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงวัยที่ไร้ที่พึ่งพิง ไม่มีรายได้ และไม่มีลูกหลานดูแล โดยให้ความช่วยเหลือตลอดชีวิต หรือจนกว่าผู้สูงอายุจะถึงแก่กรรม ซึ่งตลอด 9 ปีที่ซีพีเอฟดำเนินโครงการดังกล่าว ให้ความช่วยเหลือผู้สูงวัยไปแล้วรวมมากกว่า 800 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บังอร เปิ้นสาตร์&amp;quot; วัย 53 ปี หรือพี่เม้าส์ ผู้ช่วยการพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บางโทรัด ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เล่าว่า ในพื้นที่ ต.บางโทรัดซึ่งครอบคลุม 10 หมู่บ้าน มีจำนวนผู้สูงวัยหลายรายที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะไม่มีรายได้และไม่มีลูกหลานดูแล เช่น ป้าทองสุข โพธิ์บุญรอด อายุ 75 ปี ขาพิการ เดินไม่สะดวก อยู่ตัวคนเดียว เนื่องจากสามีและลูกเสียชีวิต ป้าทองสุขมีรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท และเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท มีรายได้จากการรับจ้างเย็บจากที่ใช้มุงหลังคาบ้างหากมีคนมาจ้าง หลังจากที่ป้าทองสุขได้รับความช่วยเหลือจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมหาชัย ซีพีเอฟ ในโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย ที่มอบเงินช่วยเหลือเพื่อการดำรงชีพเดือนละ 2,000 บาท ทำให้ความเป็นอยู่ของป้าดีขึ้นกว่าเดิม จากที่ต้องกระเหม็ดกระแหม่กินวันละ 2 มื้อ ตอนนี้ได้กินครบ 3 มื้อ มีผลให้สุขภาพของป้าดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ป้าทองสุขยังได้กำลังใจที่ดีและมีความสุขที่มีเจ้าหน้าที่และผู้บริหารซีพีเอฟไปเยี่ยมเยียน ช่วยซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้ อยากให้มีโครงการอย่างนี้ตลอดไป เพราะเป็นโครงการที่ดี ช่วยเหลือผู้สูงวัยในด้านการดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ และยังช่วยเยียวยาจิตใจของผู้สูงอายุให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สูงวัยอีกหลายรายในพื้นที่ ต.บางโทรัด ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม &amp;quot;คุณยายพะเยาว์ ใครสุวรรณ์&amp;quot; หรือคุณยายเยาว์ อายุ 79 ปี รับความช่วยเหลือจากโครงการมาตั้งแต่ปี 2559 คุณยายเยาว์ป่วยจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก อัมพาตครึ่งซีก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และยังมีโรคความดันโลหิตสูง ไม่มีลูกหลานดูแล ปัจจุบันได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือนำข้าวปลาอาหารมาให้ทุกมื้อ คอยเช็ดตัว เปลี่ยนแพมเพิร์ส ให้ทั้งเช้าและเย็น ผู้สูงวัยที่กองทุนรับเข้าโครงการในปีนี้ อาทิ &amp;quot;นางสาวเล็ก แซ่อื้อ&amp;quot; อายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ข้อเข่าเสื่อม อาศัยเพียงลำพัง มีเพื่อนบ้านช่วยเหลือบ้างเป็นครั้งคราว มีรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท &amp;quot;นางผิว ขยายวงศ์&amp;quot; อายุ 89 ปี มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เดินเท้าสองข้างไม่เท่ากัน เท้าซ้ายต้องเขย่งเดิน อาศัยอยู่เพียงลำพัง มีรายได้มาจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 800 บาท เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะทำงานกองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุขผู้สูงวัย มาตั้งแต่ปี 2554 มีการพิจารณารับผู้สูงวัยเข้าโครงการทุกๆ ปี เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยที่ไม่มีรายได้และไม่มีลูกหลานดูแล ซึ่งอาศัยรอบฟาร์มและโรงงานรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร เป็นการช่วยเหลือตลอดชีวิตจนกว่าผู้สูงอายุจะถึงแก่กรรม ซึ่งนอกจากโครงการนี้จะเป็นการปลูกฝังพนักงานของบริษัทให้ตระหนักเรื่องความกตัญญูรู้คุณผู้สูงอายุในสังคมแล้ว ยังทำให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันคนในชุมชนรอบๆ สถานประกอบการของบริษัทด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55723</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200128/image_big_5e3021e4cef0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
