<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60981</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสจ.ยะลา ออกประกาศพบแพทย์-พยาบาลบันนังสตา ติดเชื้อโควิด-19  รวม 3 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - นายสงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา ได้ออกประกาศสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา กรณีพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในบุคลากรสาธารณสุข โดยมีข้อความว่า เนื่องด้วยในวันที่ 22-25 มีนาคม 2563 ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้รับรายงานจากโรงพยาบาลบันนังสตา ว่าพบบุคลากรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นพยาบาลจำนวน 2 ราย และแพทย์จำนวน 1 ราย (โรงพยาบาลบันนังสตา มีแพทย์จำนวนทั้งสิ้น 8 คน และถูกกักตัวจำนวน 6 คน) รวมบุคลากรถูกกักตัว (Home Quarantine) ทั้งสิ้น จำนวน 21 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา ได้แจ้งโรงพยาบาลบันนังสตาดำเนินการตามมาตรการที่ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;งดบริการผ่าตัดปกติ ผ่าตัดเฉพาะกรณีฉุกเฉิน เลื่อนนัดผู้ป่วยโรคเรื้อรังตามเงื่อนไขความเจ็บป่วยเพื่อลดการแพร่หรือรับเชื้อ งดหรือเลื่อนการให้บริการทางรังสีวิทยาไม่เร่งด่วนทุกชนิด งดบริการการนวดแพทย์แผนไทย งานทันตกรรมให้บริการเฉพาะกรณีฉุกเฉินและเร่งด่วน บุคลากรของโรงพยาบาลทุกกลุ่ม ทุกคน หากมีไข้ มีอาการหวัด (ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก) ให้หยุดงานอยู่กับบ้านและแจ้งหัวหน้างานทราบทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งรายงานผ่านทางคิวอาร์โค้ด เพื่อติดตามและสอบสวนโรคต่อไป ห้ามไปรับบริการที่คลินิกไข้หวัดที่จัดสำหรับประชาชน &amp;nbsp;จัดแพทย์จากทุกโรงพยาบาลในจังหวัดะลา ไปช่วยบริการในโรงพยาบาลบันนังสตา วันละ 3 คน ประมาณ 7วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เป็นต้นไป หรือจนกว่าแพทย์กลับมาตรวจได้ตามปกติ ขอความร่วมมือประชชนทุกคน หากปวย มีไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจให้รีบพบแพทย์ทันทีให้ข้อมูลตามความจริง เพื่อจะได้วินิจฉัยรักษาได้ทันท่วงที และขอให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยของแพทย์พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข อย่าปกปิดข้อมูลประวัติเสี่ยง เพราะจะส่งผลเสียต่อการรักษาโรค ที่สำคัญเกิดความเสี่ยงต่อบุคลากร หากติดเชื้อจะส่งผลต่อการจัดบริการ ขาดผู้รักษาพยาบาลผู้ป่วย จะเกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขอย่างมาก อีกทั้งควรดออกจากบ้านเพื่อลดโอกาสรับเชื้อทั้งนี้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือมีประกาศเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60981</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดยะลา, สสจ.ยะลา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c3543dd025.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอยันวัคซีนโรคหัดไม่มีส่วนประกอบของหมู หลังระบาดหนักในภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.61 - นายแพทย์สุวิช ธรรมปาโล&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากรายงานสถานการณ์โรคหัด ในเขต&amp;nbsp;12 (1&amp;nbsp;ม.ค.-10&amp;nbsp;ต.ค.61)&amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วย&amp;nbsp;429&amp;nbsp;ราย สูงสุดคือ จ.ยะลา&amp;nbsp;282&amp;nbsp;ราย เสียชีวิต&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ราย รองลงมา&amp;nbsp;จ.ปัตตานี&amp;nbsp;61&amp;nbsp;รายไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ส่วนในจังหวัดอื่นๆ พบสัดส่วนการระบาดที่สูงในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี สคร.12&amp;nbsp;สงขลา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา มิได้นิ่งนอนใจ&amp;nbsp;ได้ลงพื้นที่สอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิต โดยจากการลงพื้นที่พบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ราย มีอายุต่ำกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี และสาเหตุเกิดจากการไม่ได้รับวัคซีน และได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ เนื่องจากประชาชนมีความเข้าใจผิดว่า&amp;nbsp;วัคซีนผลิตมาจากส่วนประกอบของหมู จึงปฏิเสธการรับวัคซีน อีกทั้งความครอบคลุมของวัคซีนในพื้นที่ที่มีเด็กเสียชีวิตต่ำกว่าร้อยละ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ซึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนดต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ&amp;nbsp;95&amp;nbsp;จึงจะสามารถป้องกันโรคหัดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สคร.12&amp;nbsp;สงขลา ยันยืนว่าวัคซีนโรคหัดที่นำมาใช้ในประเทศไทย&amp;nbsp;เป็นวัคซีนที่ปลอดภัย ไม่มีส่วนประกอบมาจากหมู เป็นวัคซีนที่มีการใช้กันทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น&amp;nbsp;ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้วัคซีนยังมีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคได้ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนที่มีบุตรหลานที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโรคหัดมารับการฉีดวัคซีนโดยด่วน ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านฟรี และหากเด็กในปกครอง มีไข้ ไอ มีผื่นแดงและตาแดง ให้แยกเด็กออกไม่ให้สัมผัสกับเด็กอื่น เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;1&amp;nbsp;สัปดาห์ และในกรณีที่ในบ้านที่มีเด็กสัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วย หากไม่ได้รับวัคซีนหรือฉีดวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ให้ผู้ปกครองนำเด็กไปฉีดวัคซีนให้ครบ หรือในกรณีของเด็กนักเรียน หากมีอาการข้างต้นให้หยุดอยู่บ้าน เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;1&amp;nbsp;สัปดาห์เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สุวิช กล่าวว่า&amp;nbsp;ขณะนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินฯ โรคหัด (EOC)&amp;nbsp;พร้อมทั้งได้ควบคุมการระบาดของโรคหัดในพื้นที่จังหวัดยะลา ด้วยมาตรการ&amp;nbsp;323&amp;nbsp;หาให้ครบ ฉีดให้ทันโดยลงพื้นที่เชิงรุกดำเนินการวินิจฉัยโรคให้เร็ว แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้ทราบภายใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ชั่วโมงเพื่อสอบสวนโรค หาผู้สัมผัสโรคให้ครบภายใน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;วัน และดำเนินการฉีดวัคซีนแก่ผู้สัมผัสโรคภายใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;วัน พร้อมกันนี้ สคร.12&amp;nbsp;สงขลา ได้ร่วมประชุม&amp;nbsp;EOC&amp;nbsp;เพื่อให้ข้อเสนอแนะทางวิชาการและสนับสนุนวัคซีนโรคหัดแก่พื้นที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคหัด เป็นโรคไข้ออกผื่น พบได้ทุกวัย และพบได้บ่อยในเด็กเล็ก อายุ 1-6 ปี เกิดจากเชื้อไวรัส&amp;nbsp; Measles&amp;nbsp;ซึ่งพบได้ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัส จะกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายและเข้าสู่ร่างกายโดยทางการหายใจ บางครั้งเชื้ออยู่ในอากาศเมื่อหายใจเอาละอองที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าไปก็ทำให้เป็นโรคได้ ถ้าไม่มีภูมิต้านทาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการของโรคหัด เริ่มด้วยมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะและกลัวแสง อาการต่างๆ จะมากขึ้นพร้อมกับไข้สูงขึ้น และจะสูงขึ้นเต็มที่เมื่อมีผื่นขึ้นในวันที่ 4 ลักษณะผื่นนูนแดงติดกันเป็นปื้น ๆ โดยจะขึ้นที่หน้า บริเวณชิดขอบผม แผ่กระจายไปตามลำตัว แขน ขา เมื่อผื่นแพร่กระจายไปทั่วตัว ซึ่งกินเวลาประมาณ 2-3 วัน ไข้ก็จะเริ่มลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผื่นระยะแรก&amp;nbsp; มีสีแดงจะมีสีเข้มขึ้นเป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง บางครั้งจะพบผิวหนังลอกเป็นขุย การตรวจในระยะ 1-2 วัน ก่อนผื่นขึ้นจะพบจุดขาวๆ เล็กๆ มีขอบสีแดงๆ อยู่ในกระพุ้งแก้ม จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ก่อนที่จะมีผื่นขึ้น อาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กคือ หูส่วนกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ อุจาระร่วง สมองอักเสบ อุจจาระร่วง สมองอักเสบ พบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ราย ซึ่งจะทำให้มีความพิการเหลืออยู่ ถ้าไม่เสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โรคหัดป้องกันด้วยการฉัดวัคซีน ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนป้องกันโรคหัด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่อเด็กอายุ 2 ปี ครึ่งโดยให้ในรูปของวัคซีนรวมป้องกันโรคคางทูม หัด หัดเยอรมัน&amp;nbsp;(MMR)&amp;nbsp;หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคหัดสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19672</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์สุวิช ธรรมปาโล, วัคซีนโรคหัด, สถานการณ์โรคหัด, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbef077c925f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
