<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเผยคนละครึ่งเงินสะพัด 67,742 ล้านบาท แนะยังเหลือสิทธิอีกกว่า 8.5แสนสิทธิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 2564 นายพรชัย&amp;nbsp; ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในวันนี้ (1 ตุลาคม 2564) กระทรวงการคลังได้โอนวงเงินสนับสนุนให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 รอบที่ 2 เพิ่มเติม จำนวน 1,500 บาทต่อคน โดยนำไปรวมกับวงเงินสิทธิคงเหลือจากรอบแรกโดยอัตโนมัติและสำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนใหม่และได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 หลังวันที่ 1 ตุลาคม 2564 จะได้รับวงเงินสิทธิรวมทั้งสิ้น 3,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 สามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 24.35 ล้านราย จากผู้เข้าร่วมโครงการรวม 27 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 67,742.2 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 34,474.9 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 33,267.3 ล้านบาท โดยมีจำนวนผู้ใช้สิทธิครบ 1,500 บาท กว่า 10.1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ยังมีสิทธิคงเหลืออยู่ประมาณ 850,000 สิทธิ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 06.00 &amp;ndash; 22.00 น. ของทุกวันจนกว่าจะครบ 28 ล้านสิทธิ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118456</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;คนละครึ่งเฟส  3&quot;, พรชัย  ฐีระเวช, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156d41b5f92d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังปลดล็อก&#039;ยิ่งใช้ยิ่งได้&#039; สั่งอาหารฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ตั้งแต่เดือนต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะมีการปรับเงื่อนไขการใช้จ่ายโครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยเปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถเข้าร่วมแพลตฟอร์มสั่งฟู้ดเดลิเวอรีออนไลน์ได้ ตั้งแต่ช่วงเดือนต.ค.64 ซึ่งเหมือนกับกรณีร้านอาหารในโครงการคนละครึ่ง เพื่อทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรี่ออนไลน์ได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ที่ผ่านมาได้เชิญผู้ให้บริการฟูด เดลิเวอรี่ ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับสิทธิ์คนละครึ่ง กว่า 27 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนต.ค.นี้ สำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมเข้าร่วมหารือได้แก่ แกร็บ โกเจ็ก ฟู้ดแพนด้า ซึ่งถ้าหากเงินจากโครงการคนละครึ่งเฟส3 สามารถใช้จ่ายกับการสั่งอาหารออนไลน์ได้จะช่วยให้มีการจับจ่ายมาขึ้น อีกทั้งยังสะดวก สบาย สำหรับคนที่ทำงานอยู่ที่บ้าน ร่วมถึงปัญหาเดิมที่คนไม่กล้าออกไปใช้จ่ายนอกบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเสนอปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายผ่านโครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ ให้สามารถซื้อสูงสุดถึง 500,000 บาทนั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังยังใช้หลักเกณฑ์เดิมอยู่ คือการใช้จ่ายสูงสุด 60,000 บาท จะได้รับอี วอเชอร์มูลค่าสูงสุด 7,000 บาท โดยใช้จ่ายสูงสุดไม่เกินวันละ 10,000 บาท ซึ่งมีระยะเวลาใช้จ่ายผ่านจี วอลเล็ตบนแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง เพื่อมาคำนวณสิทธิอีวอเชอร์ถึง 30 พ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยากล่าวว่า ยอดใช้จ่ายผ่านโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ล่าสุดมีการใช้จ่ายไปแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท ส่วนโครงการคนคละครึ่ง มียอดการใช้จ่ายแล้วกว่า 62,503 ล้านบาท โดยโครงการยิ่งได้ใช้ได้ ยังมีสิทธิคงเหลือเข้าร่วมโครงการอีก 929,340 สิทธิ ด้านโครงการคนละครึ่ง มีสิทธิคงเหลือเข้าร่วมโครงการ 922,271 สิทธิ ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอให้นำโครงการช้อปดีมีคืนกลับมากระตุ้นการใช้จ่ายอีกครั้ง ส่วนจะออกมาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เลยหรือไม่นั้น จะพิจารณาตามสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด อย่างไรก็ดี ช่วงไตรมาสสุดท้ายจะยังมีเม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่ง และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่จะยังออกได้อยู่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115417</URL_LINK>
                <HASHTAG>สั่งอาหารฟู้ดเดลิเวอรี่, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, โครงการ ยิ่งใช้ยิ่งได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d7b2c94c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จูงใจ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ ‘อีเวาเชอร์7พัน’ หวังเจาะคนรวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;คลัง&amp;quot; แจง &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มลงทะเบียนจันทร์ที่ 21 มิ.ย. ไม่มีวันปิดจนกว่าครบ 4 ล้านสิทธิ์ จูงใจให้อีเวาเชอร์เต็มสูบ 7 พันบาทต่อรายตลอดโครงการ ฟุ้งคนละครึ่งรอบ 3 มียอดลงทะเบียน 27.2 ล้านแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงถึงโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ว่าจะเปิดให้ประชาชนผู้สนใจลงทะเบียนวันแรกในวันจันทร์ที่ 21 มิ.ย.2564 ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.ของทุกวันเป็นต้นไป จนกว่าจะครบ 4 ล้านสิทธิ์ โดยคุณสมบัติของประชาชนที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; ต้องมีสัญชาติไทยที่มีบัตรประจำตัวประชาชน อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรือไม่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 ส่วนผู้ที่เคยรับสิทธิ์โครงการของรัฐ อาทิ ชิมช้อปใช้, เราเที่ยวด้วยกัน, คนละครึ่ง, ม33เรารักกัน และเราชนะ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการข้างต้น สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยากล่าวต่อว่า เมื่อประชาชนลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะได้รับเอสเอ็มเอสแจ้งสิทธิ์ภายใน 3 วัน โดยก่อนการใช้สิทธิ์ครั้งแรก ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการต้องยืนยันตัวตนเพื่อใช้ G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตังด้วยบัตรประจำตัวประชาชน โดยผู้ที่ไม่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชน สามารถยืนยันตัวตนได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือตู้เอทีเอ็มสีเทาของธนาคารกรุงไทย หรือผู้ที่มีแอปพลิเคชัน KrungthaiNext สามารถยืนยันตัวตนผ่าน KrungthaiNext ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วจะสามารถใช้จ่ายเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ไม่รวมถึงสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และสินค้าหรือบริการที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า เพื่อรับบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเวาเชอร์ กับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.2564 ในเวลา 06.00-23.00 น.&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ วงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ์อีเวาเชอร์ไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน ซึ่งยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิต้องไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ์อีเวาเชอร์สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคนตลอดเวลาโครงการ โดยยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1- 40,000 บาทแรก ได้รับอีเวาเชอร์ 10% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-60,000 บาท ได้รับอีเวาเชอร์ 15% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งสิทธิอีเวาเชอร์จะคืนเป็นวงเงินเข้าใน G-Wallet ทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทั้งนี้ และสามารถใช้จ่ายด้วยอีเวาเชอร์ที่ร้านที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.-31 ธ.ค.2564 โดยไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยากล่าวอีกว่า ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิ.ย.2564 เวลา 22.00 น. มีจำนวนผู้ประกอบการร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกว่า 29,734 ราย โดยสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการและมีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กำหนดสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.2564 เวลา 06.00-22.00 น. เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือสาขาธนาคารกรุงไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยายังกล่าวถึงความคืบหน้าของการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ว่าจากการเปิดลงทะเบียน 4 วันแรก ตั้งแต่ 14 มิ.ย.มีประชาชนลงทะเบียนแล้วจำนวน 27.2 ล้านคน ขณะที่การลงทะเบียนร้านค้าคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ประกอบการร้านค้าใหม่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 63,281 ราย และร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการระยะที่ 1 และ 2 ที่คาดว่าจะยืนยันเข้าร่วมโครงการครั้งนี้อีก 1.2 ล้านราย
วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ห่วงใยสถานการณ์หนี้ภาคประชาชน จึงสั่งให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดแนวทางช่วยบรรเทาภาระหนี้ประชาชน โดยข้อมูลจากกรมบังคับคดีรายงานว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.63-เม.ย.64) มีคดีแพ่งเข้าสู่การบังคับคดี 138,997 คดี คดีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น 80-90% เป็นหนี้ครัวเรือน คือหนี้บัตรเครดิต เช่าซื้อรถ&amp;nbsp; รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคล แม้คดีที่เข้ามาสู่การบังคับคดีนั้นส่วนใหญ่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นมาก่อนการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดากล่าวว่า ตามข้อสั่งการนายกฯ ทำให้หลายหน่วยงานได้ร่วมกันออกมาตรการแก้ปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว เช่น มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก มีสินเชื่อที่ขอรับความช่วยเหลือแล้วกว่า 7 แสนบัญชี มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์ มีผู้เช่าซื้อสนใจลงทะเบียนแล้ว 13,450 คัน รวมทั้งสถานธนานุเคราะห์ (สธค.) หรือโรงรับจำนำของรัฐทั้ง 40 แห่ง ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระรายจ่ายดอกเบี้ย ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19 แล้ว เป็นการจัดโปรโมชั่นจ่ายคนละครึ่ง ลดดอกเบี้ย 50% แก่ผู้มาใช้บริการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่านนายกฯ ตั้งใจแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เบ็ดเสร็จ โดยมอบหมายคณะทำงานศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ที่มีนายสุพัฒนพงศ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ รับผิดชอบ โดยเน้นการขับเคลื่อน 3 เรื่องควบคู่กัน คือ การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน การกำกับดูแลเจ้าหนี้เพื่อให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม และการปรับโครงสร้างหนี้และการไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน&amp;rdquo; น.ส.รัชดากล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106852</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ยิ่งใช้ยิ่งได้, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีเวาเชอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc950793492.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2026 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีเงินเหลือเฟือ จ่อเคาะเยียวยา ยืดเวลาเราชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ยันมีเงินเหลือเฟืออีก 3.8 แสนล้านบาท ดูแลประชาชนช่วงโควิดรอบ 3 ชี้รอจังหวะเคาะมาตรการใหม่มาแน่ เตรียมชง ครม.ต่อเวลา &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ไปสิ้น มิ.ย. เล็งปรับจีดีพีใหม่หลังเจอวิกฤติอีกรอบ &amp;ldquo;พิชัย&amp;rdquo; เสนอเยียวยาจ่าย 5 พันบาท 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 19 เม.ย. น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ว่าจำเป็นต้องมีมาตรการออกมาดูแลประชาชนเพิ่มเติมในช่วงใด เนื่องจากขณะนี้ยังมีมาตรการเราชนะ ซึ่งยังเหลือเม็ดเงินรอการเบิกจ่ายอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท รวมถึงมาตรการ ม.33 เรารักกันของกระทรวงแรงงาน ซึ่งยังเบิกจ่ายเงินไม่หมด ยังเพียงพอดูแลเศรษฐกิจในช่วงเดือน พ.ค.2564 แต่หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง กระทรวงการคลังก็พร้อมพิจารณามาตรการต่างๆ ออกมาใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จะประเมินสถานการณ์ก่อนว่ามาตรการจะออกมาในช่วงใด เนื่องจากปัจจุบันยังคงมีเม็ดเงินออกมาจากมาตรการเราชนะและ ม.33 เรารักกันอยู่ ซึ่งจะเหลือเข้าสู่ระบบอยู่พอสมควร โดยล่าสุดโครงการเราชนะ วันที่ 16 เม.ย. มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมรวม 13,744 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 198,672 ล้านบาท&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
น.ส.กุลยากล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังยังคงเหลืองบประมาณในการดูแลสถานการณ์โควิด-19 อีกประมาณ 3.8 แสนล้านบาท โดยมาจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด-19 ในส่วนของเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2.4 แสนล้านบาท งบกลางของปีงบประมาณ 2564 อีก 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งใช้ไปแล้วประมาณ 500 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบรรเทาโควิด-19 อีก 4 หมื่นล้านบาท โดยใช้ไปประมาณ 3.2 พันล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2564 รอบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.8% และเริ่มมีสัญญาณเป็นบวก แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายส่วน ทำให้ต้องมาปรับสมมติฐานการขยายตัวใหม่ โดยจากสถานการณ์ยอมรับว่าปีนี้ขยายตัวได้ถึง 3% ค่อนข้างยาก แต่ก็ขอพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีปัจจัยบวกใดบ้างมาสนับสนุนการขยายตัวในช่วงที่เหลือของปี&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่ายังไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ยังเพียงพอดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันยังมีวงเงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวเหลืออีก 2.4 แสนล้านบาท รวมทั้งยังมีงบประมาณรายจ่าย ปี 2564 อีก 3.285 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 เม.ย. กระทรวงการคลังเตรียมเสนอขยายเวลามาตรการเราชนะออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมสิ้นสุด 31 พ.ค. ไปสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางออกไปใช้จ่ายได้ในช่วงโควิดระบาดรอบใหม่ในเดือน เม.ย.
ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย (พท.) วิจารณ์โครงการกู้ครบรอบ 1 ปี เพื่อเยียวยา-ฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลสูญหาย ล้มเหลว ยิงไม่ตรงเป้า ว่าเป็นเรื่องที่สังคมต้องการคำตอบว่า จำนวนเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้มาเพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิดที่ล่วงเลยมาเป็น 1 ปีแล้ว รัฐบาลได้นำไปใช้ในโครงการอะไรบ้าง และมีความคืบหน้าอย่างไร ซึ่งรัฐบาลควรให้คำตอบกับประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ ที่ต้องรับผิดชอบภาระเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทของรัฐบาลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเห็นว่ารัฐบาลสามารถสั่งให้กระทรวงการคลัง หรือสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงความคืบหน้าการใช้เงินกู้ดังกล่าวต่อ หรืออาจประสานงานให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. 3 ฉบับ ที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน แถลงข่าวในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง และเกิดความสงสัยในสังคม&amp;rdquo; นายเทพไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ในภาวะวิกฤติไวรัสโควิดรอบใหม่นี้อยากเสนอแนวทางออกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและปานกลาง ทั้งหมด 6 แนวทาง คือ 1.ต้องเร่งเยียวยาประชาชนโดยด่วน เดือนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน เป็นเงินสด 2.รัฐบาลต้องเร่งหาวัคซีนมากระจายฉีดให้กับประชาชน 3.เร่งช่วยเหลือธุรกิจ SME โดยให้ซอฟต์โลนอย่างเร่งด่วน 4.เร่งสร้างความมั่นใจให้กลับมาโดยเร็ว 5.เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 6.เร่งสร้างบรรยากาศที่ดี โดยปล่อยนักศึกษาและแกนนำผู้ชุมนุมที่ถูกคุมขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันยังคงมีการตอบโต้การแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวโต้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าที่เสนอ 4 ข้อสู้โควิด-19 พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลยกเลิกระบบเจ้าขุนมูลนาย ไม่มองประชาชนเป็นภาระว่า เบื่อหน่ายพฤติกรรมของนายธนาธรมาก เหมือนยุงรำคาญ เสนอแนะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว ประดิษฐ์วาทกรรมมาโจมตีการทำงานของรัฐบาล นายธนาธรเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นโมฆบุรุษ พูดไปเรื่อย แต่ทำไม่ได้สักอย่าง การที่คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกลสลับหน้ากันออกมาโจมตีรัฐบาล เป็นการโหนกระแสโควิดเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้สนใจความทุกข์ของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์การแก้ปัญหาโควิด-19 ของนายกฯ พาประเทศฝ่าโควิดเหมือนตาบอดคลำทาง ไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่า ที่ผ่านมา 2 ครั้ง นายกฯ และรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้มาแล้ว และครั้งนี้มั่นใจว่านายกฯ จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ อย่าได้มาใช้นิสัยเดิมๆ มาซ้ำเติมทำร้ายจิตใจคนที่ทุ่มเททำงานแก้ปัญหา
&amp;ldquo;ขอยืนยันว่า คนทำงานอย่างนายกฯ ยิ่งไม่ควรต้องลาออก เพราะต้องแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและพัฒนาประเทศ นายพานทองแท้ไล่นายกฯ ให้ออก ขอถามกลับคงอยากให้คุณพ่อหรือคุณอากลับมาเป็นนายกฯ อีกใช่ไหม ช่วยถามหัวใจคนไทยส่วนใหญ่หน่อยว่ารับได้หรือเปล่า ก่อนจะไล่ใคร ช่วยย้อนกลับมามองตัวเองก่อน อย่าเอาอคติความแค้นส่วนตัวมาจ้องทำลายคนอื่น&amp;rdquo; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางยื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนต่อ ปอท.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษกรณี น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค พท. ได้โพสต์ข้อความเผยแพร่ทางโซเชียลลงในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับวัคซีนแอสตราเซเนกา เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2564 โดยวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แถลงข่าวในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 16 เม.ย.เกี่ยวกับรัฐบาลในการนำเข้าวัคซีนแอสตราเซนเนกา จำนวนกว่า 60 ล้านโดส ว่าเป็นวัคซีนที่หลายประเทศในยุโรปทิ้งแล้ว เป็นขยะที่เขาทิ้งแล้ว โดยระบุว่าที่มาร้อง ปอท.เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า น.ส.อรุณีได้พูดและโพสต์จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นความจริงก็จะแจ้งความเพื่อดำเนินการเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) (2) และ (3) ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
hyp365
sbobet
ufabet168
ufa191
pxj
slotxo</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100023</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ปรับจีดีพี, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาจ่าย 5 พันบาท 3 เดือน, เราชนะ, โควิด 19, โควิด-19, โควิดรอบ 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d932519d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังร่อนหนังสือแจงฐานะการเงินการคลังของประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 เมษายน 2564 จากกรณีที่มีข้อวิจารณ์ถึงฐานะการเงินการคลังของประเทศว่าเริ่มมีความเสี่ยง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังขอชี้แจงประเด็นข้อวิจารณ์ดังกล่าว ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สำหรับในประเด็นที่กรอบวงเงินงบประมาณปีงบประมาณ 2565 ลดลงจากปีงบประมาณ 2564 นั้น ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะไม่เติบโตแต่อย่างใด แม้วงเงินงบประมาณและงบลงทุนในปีงบประมาณ 2565 จะลดลงจากปี 2564 แต่ในความเป็นจริง การลงทุนภาครัฐยังต้องรวมถึงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่สามารถช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อีกด้วย ซึ่งมูลค่าการลงทุนของรัฐวิสาหกิจในแต่ละปีอยู่ที่กว่า 3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการเร่งนำนวัตกรรมทางการเงินการลงทุนใหม่ ๆ มาใช้เป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกเพื่อทดแทนการใช้งบประมาณภาครัฐ เช่น การเร่งผลักดันการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ Public Private Partnership (PPPs) การลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund (TFFIF) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินหรือเงินกู้จากภาครัฐ ส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมและมีความเชี่ยวชาญเข้ามามีบทบาทในการร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะทำให้สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศได้อย่างคุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การตั้งวงเงินงบประมาณที่ลดลงเคยดำเนินการมาแล้วในอดีต เมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2553 เคยมีการลดกรอบวงเงินลงจากปีงบประมาณ 2552 ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท เนื่องจากในปี 2552 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้จำเป็นต้องดำเนินมาตรการภาษีเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อีกทั้งยังได้ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 (พรก. ไทยเข้มแข็งฯ) ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันกับในปัจจุบันที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เป็นตัวเลขทางการในระบบการคลังที่องค์กรระหว่างประเทศและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง Moody&amp;rsquo;s S&amp;amp;P&amp;rsquo;s และ Fitch ให้การยอมรับ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้ในการพิจารณาจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยภายใต้กฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ นิยามของหนี้สาธารณะประกอบด้วย หนี้รัฐบาล หนี้รัฐวิสาหกิจ หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน และหนี้หน่วยงานของรัฐ โดยกฎหมายได้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ บริหารหนี้สาธารณะของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและการบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งครอบคลุมการก่อหนี้ใหม่ การบริหารหนี้เดิม และการชำระหนี้ ตลอดจนการกำกับ ติดตาม และประเมินผลโครงการเงินกู้ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะดำเนินการกู้เงินตามกฎหมายและแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น พิจารณากลั่นกรองโครงการของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยพิจารณาความพร้อมของโครงการ ความจำเป็นเร่งด่วนในแต่ละปีงบประมาณ และความสอดคล้องกับหลักการและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้กำกับ ติดตาม และรายงานแผนและผลการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงได้เผยแพร่ข้อมูลการกู้เงินของกระทรวงการคลังตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการบนเว็บไซต์ www.pdmo.go.th ซึ่งแสดงถึงความโปร่งใสของการดำเนินงาน และประชาชนสามารถตรวจสอบได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนับตั้งแต่ปี 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลรุนแรงต่อประชาชน เศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการคลังจึงได้ตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 กระทรวงการคลังได้กู้เงินภายใต้ พ.ร.ก ดังกล่าว จำนวน 338,761 ล้านบาท และเมื่อรวมกับหนี้สาธารณะคงค้างส่วนที่เหลือ ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 49.34 อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันรัฐบาลยังมีความต้องการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และรองรับการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 รวมถึงการจัดหาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 อยู่ที่ร้อยละ 53.21 แต่รัฐบาลคาดว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 จะคลี่คลาย เศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะฟื้นตัวและเกิดการขยายตัว (GDP growth) อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะปานกลาง (ปี 2565 &amp;ndash; 2568) ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่ไม่เกินร้อยละ 60 และในปัจจุบันอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สำหรับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและความยากจนทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าและภาวะตกต่ำทางการค้าทั่วโลกมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งยังได้รับการซ้ำเติมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และผลกระทบของเศรษฐกิจที่หดตัว ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการบริหารประเทศของรัฐบาล อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อาทิ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง หรือการให้สินเชื่อแก่ภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. กระทรวงการคลังได้มีเครื่องมือในการวิเคราะห์ติดตามความเสี่ยงของการเกิดวิกฤตการคลังอย่างใกล้ชิด ผ่านแบบจำลอง Fiscal Early Warning System ทั้งนี้ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 ค่าดัชนีรวมเตือนภัยล่วงหน้าอยู่ที่ 2.47 มีค่าสูงขึ้นจาก ณ สิ้นปีงบประมาณ 2562 ซึ่งอยู่ที่ 1.44 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ดี ยังคงต่ำกว่าระดับขีดเตือนภัยที่อยู่ที่ 5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจะต้องมีการเฝ้าระวังและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงมีพื้นที่ว่าง (room) ในการจัดทำนโยบายการคลังเพิ่มเติมได้หากมีความจำเป็น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานะการคลังของประเทศ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605334cca7dae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดโครงการคนละครึ่ง ยอดใช้จ่ายกว่า 1 แสนล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งและโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ได้สิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 มียอดการใช้จ่ายตลอดโครงการ 102,065 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 52,251 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 49,814 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิทั้งสิ้น 14,793,502 คน จากเป้าหมาย 15 ล้านคน ในจำนวนนี้มีการใช้จ่ายตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป จำนวน 13,653,565 คน หรือประมาณร้อยละ 92 ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด โดยมีคนใช้จ่ายครบ 3,500 บาท จำนวน 7,819,925 คน ซึ่งจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ สงขลา และเชียงใหม่ ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 6 เดือนตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ถึงไตรมาสแรกของปี 2564 แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดการหมุนเวียนของการผลิตและการค้าที่เกี่ยวเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้โครงการคนละครึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกกระทรวงการคลัง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังได้ตรวจพบการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง และได้มีการระงับการใช้แอปพลิเคชันและการจ่ายเงินร้านค้า รวมทั้งจัดส่งข้อมูลร้านค้าและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายแล้วทั้งสิ้น 749 ราย โดยมีการร้องทุกข์กล่าวโทษร้านค้าและประชาชนที่เกี่ยวข้องแล้ว 85 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบของ สตช. และ ปอศ. และจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่งจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการอื่นของกระทรวงการคลังได้อีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98014</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023f17f82af3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เราชนะ’สะพัดหมื่นล้าน ไร้สมาร์ทโฟนสมัคร3แสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คลังโว &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; เงินสะพัด 1.4 หมื่นล้านบาท โอนเข้าแอปเป๋าตังงวดแรก 2 หมื่นล้าน แห่กดสละสิทธิ์พุ่ง 8.8 หมื่นคน แจงกลุ่มไร้สมาร์ทโฟนลงทะเบียนแล้ว 3.27 แสนราย สั่งออมสิน-ธ.ก.ส.ช่วยกรุงไทยเริ่ม 22 ก.พ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการเปิดรับลงทะเบียนโครงการเราชนะ สำหรับประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ได้ หรือผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง รวมถึงผู้ที่ลงทะเบียนด้วยตนเองไม่สำเร็จเนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง ว่าระหว่างวันที่ 15-17 ก.พ. มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 327,066 คน (ข้อมูล ณ เวลา 15.30 น.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประชาชนในกลุ่มดังกล่าวที่สนใจและประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ไปลงทะเบียนที่สาขาหรือจุดบริการเคลื่อนที่ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทย) ด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ต้องเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อยืนยันตัวตน อันจะเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ลงทะเบียนเอง และป้องกันไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อขอคัดกรองคุณสมบัติได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 มี.ค.2564 และไม่มีการจำกัดจำนวนสิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง (กลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลฯ) และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com (กลุ่มประชาชนทั่วไป) ที่ตรวจสอบสถานะแล้วพบว่าผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการเราชนะ จะได้รับการโอนวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 18 ก.พ.2564 จำนวน 2,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยากล่าวว่า ประชาชนทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวสามารถยืนยันการใช้สิทธิ์ผ่านแถบ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ที่ปรากฏอยู่ในแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; และจะได้รับวงเงินสิทธิ์เพิ่มเป็นรายสัปดาห์ทุกวันพฤหัสบดี จนวงเงินสิทธิ์ครบ 7,000 บาท โดยสามารถสะสมวงเงินสิทธิ์ได้ และใช้จ่ายเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการ รวมถึงผู้ประกอบการ/ร้านค้าและบริการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ได้จนถึงวันที่ 31 พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้มีผู้ที่ได้รับสิทธิ์ผ่านการคัดกรองเข้าร่วมโครงการเราชนะทั้งสิ้น 16.3 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังและเราเที่ยวด้วยกันอยู่แล้ว จำนวน 8.4 ล้านคน และกลุ่มที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com จำนวน 7.9 ล้านคน ซึ่งล่าสุดมีผู้กดยืนยันตัวตนและกดรับสิทธิ์ในแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้วจำนวน 10.2 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มที่มีแอปพลิเคชันเป๋าตังและเราเที่ยวด้วยกัน จำนวน 6.6 ล้านคน และกลุ่มที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com จำนวน 3.6 ล้านคน จะได้รับการโอนวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 18 ก.พ.2564 จำนวน 2,000 บาท&amp;rdquo; โฆษกกระทรวงการคลังระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลและกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้น แต่ไม่สามารถขอรับสิทธิ์โครงการได้ เนื่องจากคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการไม่เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 กรณีข้าราชการการเมือง ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่รับค่าตอบแทนโดยตรงจากหน่วยงานของรัฐ และไม่มีลักษณะของงานที่เป็นอาสาสมัครหรือเป็นการจ้างรายวัน รวมถึงผู้รับบำนาญปกติ สามารถสละสิทธิ์ทางเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยของรัฐที่มีลักษณะงานเป็นอาสาสมัครหรือการจ้างรายวัน และได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง ผ่านเกณฑ์การคัดกรองของโครงการ สามารถยืนยันการใช้สิทธิ์ผ่านแถบ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ที่ปรากฏในแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับยอดกดสละสิทธิ์ ล่าสุดมีจำนวน 8.8 หมื่นคน เพราะหากตรวจสอบพบการรับสิทธิ์ในภายหลัง จะมีการเรียกเงินคืนทันที โดยสามารถกดสละสิทธิ์ทางเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ได้ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 25 มี.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีการโอนวงเงินสิทธิ์ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (กลุ่มผู้ถือบัตรฯ) จำนวน 13.69 ล้านคน ไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง โดยจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 กลุ่มผู้ถือบัตรฯ มียอดการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้วมากกว่า 14,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างการชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรว่า โครงการเราชนะกลุ่มประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ที่ต้องลงทะเบียนสาขาธนาคารกรุงไทย ทำให้มีปัญหาแออัดมากเกินไป จึงแก้ปัญหาให้ขยายเวลาการลงทะเบียนจากเดิมที่วันที่ 25 ก.พ. ไปเป็นถึง 5 มี.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ จะให้คนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนไปลงทะเบียนที่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ธนาคารจะบันทึกข้อมูลชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน และถ่ายรูปผู้มาลงทะเบียน หลังจากนั้นธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ส่งข้อมูลดังกล่าวให้ธนาคารกรุงไทยคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่ากลุ่มที่ไม่สมาร์ทโฟนจะมี 2-2.5 ล้านคน เมื่อรวมกับกลุ่มอื่นๆ และมาตรการเยียวยาอื่นๆ จะมีคนได้รับการเยียวยารอบนี้ประมาณ 41.3 ล้านคน ใกล้เคียงกับการเยียวยารอบแรกปี 2563 ในโครงการเราไม่ทิ้งกันมีคนได้รับการช่วยเหลือ 41.2 ล้านคน&amp;quot; รมว.คลังระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ว่าการอำเภอเมืองฯ จ.พิจิตร นายรังสรรค์ ตันเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้ประสานงานกับนายไชยา สมถวิล นายอำเภอเมืองพิจิตร, นายกฤษณะ หิรัณยเกศ ผู้จัดการสำนักงานเขตพิจิตร ธนาคารกรุงไทย, น.ส.ยุบล ปกป้อง คลังจังหวัดพิจิตร ดำเนินการจัดหน่วยเคลื่อนที่นำพนักงานและอุปกรณ์มาให้บริการลงทะเบียน &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; แบบ One Stop Service ให้กับประชาชนกลุ่มที่ไม่มีโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายรังสรรค์เปิดเผยว่า จะให้บริการ 3 วัน ระหว่างวันที่ 17-19 ก.พ.นี้ เพื่อลดความแออัด ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องไปที่ธนาคาร ซึ่งให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านมาใช้บริการตามรอบเวรของแต่ละตำบลและหมู่บ้าน แบ่งเป็นรอบเช้า-บ่าย เพื่อลดความแออัด ส่วนผู้ที่เป็นคนแก่ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ที่เรียกว่ากลุ่มเปราะบาง กำลังเร่งสำรวจข้อมูลว่ามีใครบ้าง บ้านอยู่ตรงไหน จะได้ให้ทีม Smart Service ไปให้บริการถึงบ้าน เพื่อจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลตามโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; อย่างทั่วถึง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93398</URL_LINK>
                <HASHTAG>สละสิทธิ์, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เราชนะ, แอปเป๋าตัง, โคงการเราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602d34e7ad0c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
