<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุน FTA เคาะงบ 21 ล้านบาท ดันศักยภาพเกษตรกรโคเนื้อวากิว เมืองสุรินทร์ ตั้งเป้าผลิตโคขุนเกรดคุณภาพสูง ส่งเสริมตลาด รับมือผลกระทบ TAFTA </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอัญชนา ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 21.88 ล้านบาท ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อสุรินทร์วากิวครบวงจรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้กำกับดูแล ระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2564 - 2573) โดยร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคขุนพันธุ์สุรินทร์วากิว ให้เป็นเนื้อโคที่ดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย &amp;ndash; ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นมา ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตร ที่นำเข้าจากออสเตรเลียจำนวน 17 รายการ เช่น เนื้อวัวและเครื่องใน เนื้อหมูและเครื่องใน ผลิตภัณฑ์จากเนยและนม เป็นต้น จะไม่มีภาษี ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคเนื้อสายพันธุ์วากิว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ปัจจุบันมีสมาชิก 107 ราย จำนวนโคแม่พันธุ์ 2,079 ตัว แต่ผลผลิตของกลุ่มฯ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งมีความต้องการประมาณเดือนละ 60 ตัว หรือ ปีละ 720 ตัว ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ผลิตได้เพียงเดือนละ 18 ตัว หรือปีละ 216 ตัว&amp;nbsp;(คิดเป็นร้อยละ 30 ของตลาดที่มีอยู่) เป้าหมายของโครงการ คือ การผลิตลูกโคเพศผู้สำหรับขุนได้ ไม่น้อยกว่า 240 ตัว/ปี หรือ 2,400 ตัวตลอดทั้งโครงการ ด้วยระบบการบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง (Central Feedlot) มีการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิก ทั้งนี้ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และควบคุมโดยกรมปศุสัตว์ ขณะที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะร่วมยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มภายใต้แนวคิดการผลิตแบบคอกกลางที่มีศักยภาพ&amp;nbsp; ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 10 ปี เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์โครงการ และจะเป็นเนื้อโคขุนที่มีเกรดคุณภาพไขมันแทรกระดับ 2.5&amp;nbsp; ขึ้นไป จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน GFM / GAP เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบน ซึ่งเป็นตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพ นอกจากนี้ โครงการนี้ ยังได้จัดทำความตกลงด้านการตลาด (MOU) กับบริษัทคู่ค้าไว้แล้ว จำนวน 2 ฉบับ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่า มีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สินค้าโคเนื้อ นับเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากตลาดภายในประเทศอย่างมาก แต่กลับพบว่าปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพระดับเกรดไขมันแทรกตั้งแต่ระดับ 2.5 ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพไขมันแทรกได้เอง เช่น โคเนื้อลูกผสมยุโรป&amp;nbsp; ชาโรเร่ส์ แองกัส บราห์มัน หรือโคลูกผสมวากิว ที่เป็นโคสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ ซึ่ง สศก. โดยกองทุน FTA เรามีความมุ่งมั่นและยินดีให้การสนับสนุนเงินทุน ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกร สำหรับนำไปพัฒนาศักยภาพ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด เพื่อลดผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ร่วมกันพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย&amp;rdquo; รองเลขาธิการ สศก. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106691</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ออสเตรเลีย, Central Feedlot, SSG, กรมปศุสัตว์, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบ, กองทุน FTA, การค้าเสรีไทย, การบริหารจัดการฟาร์มแบบคอกกลาง, นางอัญชนา ตราโช, ผลิตโคขุนเกรดคุณภาพสูง, มาตรการปกป้องพิเศษ, รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), รับมือผลกระทบ TAFTA, สภ.เมืองสุรินทร์, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, เกษตรกรโคเนื้อวากิว, เคาะงบ 21 ล้านบาท, เนื้อโค, เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cafad3021ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 19:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรฯ ยกระดับฐานข้อมูล Farmer ONE สู่ Data Standard จัดเก็บข้อมูลมาตรฐานเดียวกันตาม TH e-GIF พร้อมเตรียมประกาศใช้ในปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพลเชษฐ์&amp;nbsp; ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) เปิดเผยว่า จากที่ สศก. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง หรือ Farmer ONE มาตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรับขึ้นทะเบียน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง โดยในปี 2562 ได้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กับหน่วยงานเพิ่มเติม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังได้รับการสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน การให้บริการข้อมูล Farmer ONE มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปลูกพืช 2) เลี้ยงสัตว์ 3) เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4) ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ 5) ปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 6) เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ7) ปลูกพืช, เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งสามารถสืบค้นแบบจำแนกชนิดสินค้า เพื่อรับทราบจำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว แบบรายภาค รายจังหวัด ได้ 14 ชนิด คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ ยางพารา เงาะ มังคุด และ ทุเรียน รวมทั้งข่าวสารสำคัญทั่วไป เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดผลจากการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาการให้บริการ ซึ่งภายในปี 2564 จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพิ่มเติม จากเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม จากกรมหม่อนไหม และเกษตรกร &amp;nbsp;ชาวสวนยาง จากการยางแห่งประเทศไทยแบบ Real Time เพื่อให้ฐานข้อมูล Farmer ONE มีข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทางด้านต่าง ๆ ให้ครอบคลุมกิจกรรมทางการเกษตรให้มากที่สุด รวมทั้งพัฒนาสู่มาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard)&amp;nbsp; ซึ่งเป็นมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลของแต่ละรายบุคคลให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดความซ้ำซ้อนการจัดเก็บข้อมูล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุดเดียวกันแต่มีข้อมูลที่ต่างกัน ยึดหลักการกำหนดมาตรฐานตามกรอบแนวทางเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ TH e-GIF และแนวทางการจัดทำมาตรฐานข้อมูลภาครัฐของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเกษตรกรสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ และในปี 2565 จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานกลางของสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบกรอบการกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ข้อมูลบุคคลของฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแล้ว สศก. จะได้นำเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนประกาศใช้ ต่อไปภายในปีนี้ ทั้งนี้ หากท่านใดที่สนใจข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ที่ www.farmerone.org หรือ สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร&amp;nbsp; ศูนย์สารสนเทศการเกษตร&amp;nbsp; โทร. 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:1.5in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100467</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพลเชษฐ์ ตราโช, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082ae50e0d61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรฯ ยกระดับฐานข้อมูล Farmer ONE สู่ Data Standard จัดเก็บข้อมูลมาตรฐานเดียวกันตาม TH e-GIF พร้อมเตรียมประกาศใช้ในปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพลเชษฐ์&amp;nbsp; ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) เปิดเผยว่า จากที่ สศก. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง หรือ Farmer ONE มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรับขึ้นทะเบียน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง โดยในปี 2562 ได้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร กับหน่วยงานเพิ่มเติม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบัน การให้บริการข้อมูล Farmer ONE มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปลูกพืช 2) เลี้ยงสัตว์ 3) เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4) ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ 5) ปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 6) เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ7) ปลูกพืช, เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งสามารถสืบค้นแบบจำแนกชนิดสินค้า เพื่อรับทราบจำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว แบบรายภาค รายจังหวัด ได้ 14 ชนิด คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ ยางพารา เงาะ มังคุด และ ทุเรียน รวมทั้งข่าวสารสำคัญทั่วไป เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดผลจากการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)&amp;nbsp;เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาการให้บริการ ซึ่งภายในปี 2564 จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพิ่มเติม จากเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม จากกรมหม่อนไหม และเกษตรกรชาวสวนยาง จากการยางแห่งประเทศไทยแบบ Real Time เพื่อให้ฐานข้อมูล Farmer ONE มีข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทางด้านต่าง ๆ ให้ครอบคลุมกิจกรรมทางการเกษตรให้มากที่สุด รวมทั้งพัฒนาสู่มาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard)&amp;nbsp; ซึ่งเป็นมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลของแต่ละรายบุคคลให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดความซ้ำซ้อนการจัดเก็บข้อมูลชุดเดียวกันแต่มีข้อมูลที่ต่างกัน ยึดหลักการกำหนดมาตรฐานตามกรอบแนวทางเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ TH e-GIF และแนวทางการจัดทำมาตรฐานข้อมูลภาครัฐของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเกษตรกรสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ และในปี 2565 จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานกลางของสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบกรอบการกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ข้อมูลบุคคลของฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแล้ว สศก. จะได้นำเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนประกาศใช้ ต่อไปภายในปีนี้ ทั้งนี้ หากท่านใดที่สนใจข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ที่ www.farmerone.org หรือ สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร&amp;nbsp; ศูนย์สารสนเทศการเกษตร&amp;nbsp; โทร. 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100323</URL_LINK>
                <HASHTAG>Data Standard, Farmer ONE, TH e-GIF, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง, ฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง, นายพลเชษฐ์  ตราโช, มาตรฐานข้อมูลกลาง, สศก., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081258cc3383.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรฯ ยกระดับฐานข้อมูล Farmer ONE สู่ Data Standard จัดเก็บข้อมูลมาตรฐานเดียวกันตาม TH e-GIF พร้อมเตรียมประกาศใช้ในปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพลเชษฐ์&amp;nbsp; ตราโช&amp;nbsp; รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) เปิดเผยว่า จากที่ สศก. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง หรือ Farmer ONE มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรับขึ้นทะเบียน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง โดยในปี 2562 ได้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร กับหน่วยงานเพิ่มเติม คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบัน การให้บริการข้อมูล Farmer ONE มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปลูกพืช 2) เลี้ยงสัตว์ 3) เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4) ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ 5) ปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 6) เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ7) ปลูกพืช, เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งสามารถสืบค้นแบบจำแนกชนิดสินค้า เพื่อรับทราบจำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว แบบรายภาค รายจังหวัด ได้ 14 ชนิด คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ลำไย สับปะรดโรงงาน กาแฟ ยางพารา เงาะ มังคุด และ ทุเรียน รวมทั้งข่าวสารสำคัญทั่วไป เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศ และสถานการณ์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดผลจากการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)&amp;nbsp;เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาการให้บริการ ซึ่งภายในปี 2564 จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพิ่มเติม จากเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม จากกรมหม่อนไหม และเกษตรกรชาวสวนยาง จากการยางแห่งประเทศไทยแบบ Real Time เพื่อให้ฐานข้อมูล Farmer ONE มีข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทางด้านต่าง ๆ ให้ครอบคลุมกิจกรรมทางการเกษตรให้มากที่สุด รวมทั้งพัฒนาสู่มาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard)&amp;nbsp; ซึ่งเป็นมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลของแต่ละรายบุคคลให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดความซ้ำซ้อนการจัดเก็บข้อมูลชุดเดียวกันแต่มีข้อมูลที่ต่างกัน ยึดหลักการกำหนดมาตรฐานตามกรอบแนวทางเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ TH e-GIF และแนวทางการจัดทำมาตรฐานข้อมูลภาครัฐของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเกษตรกรสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ และในปี 2565 จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานกลางของสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบกรอบการกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง (Data Standard) ข้อมูลบุคคลของฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแล้ว สศก. จะได้นำเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนประกาศใช้ ต่อไปภายในปีนี้ ทั้งนี้ หากท่านใดที่สนใจข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE สามารถเข้าสืบค้นข้อมูลได้ที่ www.farmerone.org หรือ สามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร&amp;nbsp; ศูนย์สารสนเทศการเกษตร&amp;nbsp; โทร. 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100321</URL_LINK>
                <HASHTAG>Data Standard, Farmer ONE, TH e-GIF, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง, ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร, นายพลเชษฐ์  ตราโช, สศก., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081258cc3383.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศก.โวลั่นชีวิตชาวนาดีขึ้น ชี้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
สศก.โวลั่นชีวิตชาวนาดีขึ้น หลังดัชนีราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% &amp;nbsp;ข้าวเปลือกหอมมะลิทะยาน 13,529 บาท ต่อตัน ชูผลงานการจัดการของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ของเกษตรกรในกลุ่มสินค้าข้าว สศก. พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าสินค้าอื่นๆ โดยดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก ในระยะ 4 เดือน ปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.2561) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย. 2560) 50.44% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 30.61% และดัชนีราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.18% หากแยกตามชนิดของพันธ์ข้าวแล้ว รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้น 61.55% ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้น 35.35%&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่มีออกมาเป็นระยะๆ และความพยายามที่จะบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้ได้ทั้งระบบเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการบริการจัดการสินค้าข้าว คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2560/61 แบ่งเป็น ด้านการผลิต การตลาดและการเงิน ซึ่งในระยะยาว ยังกำหนดแนวทางในการรักษาเสถียรภาพสินค้าข้าว ได้แก่ ดำเนินการแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ขยายการทำนาแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงตลาดกับการผลิตล่วงหน้า ยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าว ลดการปลูกข้าวรอบ 2 ดึง Supply ส่วนเกินออกในช่วงผลผลิตออกมาก ผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว และพัฒนาระบบ E-Agriculture เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ช่วงเดือน มกราคม-พฤษภาคม 61 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 9,207 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,785 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลมาจากเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/61 ประกอบกับบางพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลง ในขณะที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความต้องการข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9069</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ข้าวเจ้า, ข้าวเปลือก, ชาวนา, ราคาข้าว, วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข, สศก., สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180318/image_big_5aade491dc952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
