<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 9ค่ายรถยนต์ ลุยปรับรถใหม่ทุกคันให้เป็น Euro 5 หวังแก้ปัญหาฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล &amp;nbsp;รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศทุกรายมาร่วมประชุมหารือการกำหนดเวลายกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์ใหม่เป็นมาตรฐาน Euro 5 ภายใน 1-2 ปี และ Euro 6 ภายใน 3 ปี เพื่อลดอัตราการปล่อยฝุ่นพิษจากรถยนต์ใหม่ลงร้อยละ 80ว่า บริษัทรถยนต์ทุกรายมองว่าการใช้รถยนต์ควรมีการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และต้องยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำมันให้เป็น Euro 5 แต่อย่างไรก็ตามรถยนต์มาตรฐาน Euro 4 ยังคงมีการปล่อยฝุ่น PM จากไอเสียเครื่องยนต์ที่มีความเข้มข้นกว่ารถยนต์มาตรฐาน Euro 5 ถึง 5 &amp;nbsp;เท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมหารือ บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่ขานรับนโยบายของภาครัฐและตระหนักว่า แม้การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ Euro 4 ไปเป็น Euro 5 และ Euro 6 โดยเร็ว จะมีต้นทุนการปรับเปลี่ยนและต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้นก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้าและประชาชนไทยทุกคน ต้นทุนดังกล่าวก็คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับต้นทุนจากปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัย N95 และเครื่องกรองอากาศแบบกรองฝุ่น PM 2.5 รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอื่น ๆ ที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประชุมหารือดังกล่าว มีบริษัทรถยนต์ 9 ยี่ห้อ ได้แก่ BMW, GM, Isuzu, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, MG, Suzuki และ Toyota ได้ตอบรับกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับ Euro 5 ในรถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคัน ภายในปี 2564 เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM 2.5 และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว รวมทั้งจะเร่งรณรงค์ให้ลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน Euro 4 เติมน้ำมันที่ได้มาตรฐาน Euro 5 ที่มีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันแล้วในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดมลพิษโดยเฉพาะฝุ่นละออง PM ได้กว่าร้อยละ 20 &amp;ndash; 25&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน Euro 5 ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ &amp;nbsp;ได้แก่ Eco car รุ่นที่ 2 จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ จำนวน 11 รุ่น รวมทั้งรถยนต์นำเข้า จำนวน &amp;nbsp;19 รุ่น สำหรับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน Euro 6 ได้แก่ รถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ที่ผลิตภายในประเทศ จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์นำเข้า จำนวน 84 รุ่น &amp;nbsp;ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียง 467,000 บาท สามารถดูข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องได้จากป้าย ECO Sticker ที่ติดอยู่บนกระจกรถยนต์ใหม่ ทุกคัน และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.car.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29006</URL_LINK>
                <HASHTAG>Euro 6, บริษัทผู้ผลิตรถยนต์, มาตรฐาน Euro 5, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ค่ายรถยนต์ ลุยปรับรถใหม่ทุกคันให้เป็น Euro 5หวังช่วยลดฝุ่นพิษ PM 2.5 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9&amp;nbsp;ค่ายรถยนต์ ขานรับ เร่งยกระดับมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 5&amp;nbsp;ในการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ทุกคันภายในปี&amp;nbsp;2564ลดการปล่อยฝุ่นพิษร้อยละ&amp;nbsp;80&amp;nbsp;และเตรียมยกระดับเป็น&amp;nbsp;Euro 6&amp;nbsp;ภายใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 62 -นายณัฐพล&amp;nbsp;&amp;nbsp;รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผว่า &amp;nbsp;ได้เชิญบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศทุกรายมาร่วมประชุมหารือการกำหนดเวลายกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์ใหม่เป็นมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ภายใน&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ปี และ&amp;nbsp;Euro 6&amp;nbsp;ภายใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี เพื่อลดอัตราการปล่อยฝุ่นพิษจากรถยนต์ใหม่ลงร้อยละ&amp;nbsp;80 โดยบริษัทรถยนต์ทุกรายมองว่าการใช้รถยนต์ควรมีการดูแลรักษาที่ถูกต้อง และต้องยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำมันให้เป็น&amp;nbsp;Euro 5แต่อย่างไรก็ตามรถยนต์ มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ยังคงมีการปล่อยฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;จากไอเสียเครื่องยนต์ที่มีความเข้มข้นกว่ารถยนต์มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;&amp;nbsp;เท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมหารือ บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่ขานรับนโยบายของภาครัฐและตระหนักว่า แม้การยกระดับมาตรฐานรถยนต์&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ไปเป็น&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;6&amp;nbsp;โดยเร็ว จะมีต้นทุนการปรับเปลี่ยนและต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้นก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้าและประชาชนไทยทุกคน ต้นทุนดังกล่าวก็คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับต้นทุนจากปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัย&amp;nbsp;N95&amp;nbsp;และเครื่องกรองอากาศแบบกรองฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอื่น ๆ ที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประชุมหารือดังกล่าว มีบริษัทรถยนต์&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ยี่ห้อ ได้แก่&amp;nbsp;BMW, GM, Isuzu, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, MG, Suzuki&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Toyota&amp;nbsp;ได้ตอบรับกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับ&amp;nbsp;Euro&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ในรถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคัน ภายในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว รวมทั้งจะเร่งรณรงค์ให้ลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 4&amp;nbsp;เติมน้ำมันที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 5&amp;nbsp;ที่มีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันแล้วในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดมลพิษโดยเฉพาะฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;ได้กว่าร้อยละ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;25&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 5&amp;nbsp;ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;Eco carรุ่นที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;27&amp;nbsp;รุ่น และรถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ จำนวน&amp;nbsp;11&amp;nbsp;รุ่น รวมทั้งรถยนต์นำเข้า จำนวน&amp;nbsp;&amp;nbsp;19&amp;nbsp;รุ่น สำหรับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน&amp;nbsp;Euro 6&amp;nbsp;ได้แก่ รถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ที่ผลิตภายในประเทศ จำนวน&amp;nbsp;27&amp;nbsp;รุ่น และรถยนต์นำเข้า จำนวน&amp;nbsp;84&amp;nbsp;รุ่น &amp;nbsp;ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียง&amp;nbsp;467,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;สามารถดูข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องได้จากป้าย&amp;nbsp;ECO Sticker&amp;nbsp;ที่ติดอยู่บนกระจกรถยนต์ใหม่ ทุกคัน และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก&amp;nbsp;www.car.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28966</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายรถยนต์, บริษัทรถ, มาตรฐานมลพิษระดับ Euro 5, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190212/image_big_5c62c89383c82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สศอ.บี้ค่ายรถผลิตตามมาตรฐานยูโร5แก้ปัญหาฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) จึงได้เร่งรัดให้มีการบังคับใช้มาตรฐานการระบายสารมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ให้เร็วยิ่งขึ้น หลังเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการสะสมของรถยนต์มาตรฐานยูโร4 กว่า 10 ล้านคันปล่อยฝุ่นควันจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าที่ประชาชนต้องจ่ายกรณีซื้อหน้ากากN95 คิดเป็น 18,250 บาทต่อปีต่อคน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเครื่องกรองอากาศ แผ่นกรองอากาศ โดยสศอ.เตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์ใหม่ในประเทศ ต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นขั้นต่ำภายใน 1-2 ปี หรือเริ่มผลิตมาตรฐานยูโร5 ทุกคันในปี 2561 และกำหนดให้โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต้องผลิตรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แนวทางนี้ คาดว่าการยกระดับมาตรฐานตามสหภาพยุโรป(อียู) จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 37,391 ตัน หรือลดลงจากเดิมประมาณ 80% ภายในปี 2564&amp;quot;นายณัฐพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพลกล่าวว่า แนวทางเร่งรัดคือ การประสานกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)ในการออกมาตรฐานบังคับสำหรับรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปีจากนี้ ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นมาตรการที่ค่ายรถต้องดำเนินการ หลังจากที่ผ่านมารับทราบนโยบายจากภาครัฐในการสนับสนุนรถยนต์ยูโร 5 มาตลอด แต่ค่ายรถบางค่ายชี้แจงว่ามีต้นทุนการดำเนินการต่อคันหลักหมื่นบาท ขณะที่สศอ.ประเมินว่าตัวเลขต้นทุนจริงน่าจะน้อยกว่า ประกอบกับปัจจุบันมีการลงทุนในรถยนต์รุ่นใหม่อยู่แล้ว ดังนั้นจึงน่าจะใช้มาตรฐานยูโร5กับรถยนต์ทุกรุ่นได้ นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังมีนโยบายให้โรงกลั่นทั่วประเทศผลิตน้ำมันยูโร5ด้วย เมื่อน้ำมันพร้อม การผลิตรถยนต์ยูโร5 จึงเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพลกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 5 ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งนำเข้ารถยนต์ประมาณ 171 รุ่น ได้แก่ อีโคคาร์ เฟส2 จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ จำนวน 11 รุ่น รถยนต์นำเข้า 19 รุ่น สำหรับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6 ได้แก่ รถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ที่ผลิตภายในประเทศ 27 รุ่น และรถยนต์นำเข้า 84 รุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองนี้ เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานใหม่ยูโร5 ขึ้นไปที่ปล่อยมลพิษและฝุ่นละออง PM2.5 เพียง 1 ใน 5 ของมาตรฐานยูโร 4 เดิม และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 ผ่านฉลากอีโค สติ๊กเกอร์ ที่ติดอยู่บนตัวรถยนต์ หรือสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.car.go.th&amp;quot; นายณัฐพลกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27946</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถยนต์มาตรฐานยูโร 5, ฝุ่น PM 2.5, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ถกแนวร่วมศึกษาตั้งโรงงานผลิตรถไฟในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.คุยแนวร่วม ศึกษาตั้งโรงงานผลิตรถไฟในไทย คาดเห็นผล ก.ย.นี้ ออกทีโออาร์หวังพัฒนาเทคโนโลยี-บุคลากร ลดการนำเข้า สร้างเม็ดเงินในประเทศเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือเกี่ยวกับโครงการแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศไทยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.2561 โดยเบื้องต้นผลการหารือร่วมกันต้องการกำหนดให้รัฐมีการกำหนดขอบเขตการประมูล (ทีโออาร์) การจัดซื้อแบบมีเงื่อนไข เพื่อให้มีการลงทุน การจัดซื้อในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรระบบรางในประเทศเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการหารือเบื้องต้นของโครงการคือ เป็นแนวคิดของ รมช.กระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้มีการพัฒนาระบบรางแบบยั่งยืน ดังนั้นจึงมองว่า หากกำหนดในทีโออาร์ว่าผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาระบบรางในประเทศควรจะมีโรงงานประกอบรถไฟ สร้างคน สร้างงาน พัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ&amp;rdquo; นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศสอ.จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพรวมของอุตสาหกรรมระบบราง โดยทำร่วมกับ รฟท. การฝึกฝนบุคลากร ทำร่วมกับ สวทช. เป็นต้น และเตรียมสรุปผลการศึกษาร่วมกันอีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้หากผลการศึกษาผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลจะต้องมีการกำหนดรูปแบบ ความเหมาะสมของการก่อสร้างโรงงาน และต้องมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงกว่าการนำเข้าตู้รถไฟมาจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนขั้นต่ำ 339 ตู้ ขณะที่ รฟท. มีความต้องการหัวรถจักร 314 ตู้ รถขนส่งสินค้า 3,460 ตู้ และรถไฟฟ้าความเร็วสูง 1 สาย 42 ตู้ แต่ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมระบบรางรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2561 วงเงินลงทุนระบบรางสูงกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาไทยใช้วิธีการนำเข้าขบวนรถไฟแบบสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ไม่เคยมีการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนผลิตรถไฟฟ้าหรือหัวรถจักรในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตและซ่อมแซมรถไฟในประเทศ โดยกำหนดให้มีการประกอบขั้นสุดท้ายในประเทศจะก่อให้เกิดการลงทุนขั้นต่ำกว่า 500 ล้านบาท สามารถซื้อรถไฟได้ในราคาที่ลดลง 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนรถไฟ 6,000 ตู้ คิดเป็นค่าจ้างแรงงานกว่า 2,000 ล้านบาทที่จะกลับเข้าสู่ประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานที่ใช้ความรู้ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16218</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, ระบบราง, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, โรงงานผลิตรถไฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fdace07c2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2018 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.แนะเอกชนปรับการผลิต ใช้หุ่นยนต์มากขึ้น รับแรงงานนอกตีตั๋วกลับบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.แนะเอกชนเร่งปรับตัวดึงเทคโนโลยีพัฒนาการผลิต พร้อมมองประเทศอื่นย้ายฐานใหม่ รับปัญหาลูกจ้างไม่พอในอนาคต เผยสถิติค่าจ้างแรงงาน จับตาเวียดนามตีตั๋วกลับประเทศหลังค่าจ้างไม่ต่างไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่าผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัว โดยการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ เข้ามาช่วยในการผลิต โดยจะต้องเริ่มวิเคราะห์กระบวนการผลิตว่าควรจะเริ่มในจุดใดก่อน จากนั้นก็ค่อยๆขยายไปสู่ระบบการผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ทำให้ในแต่ละขั้นตอนการปรับปรุงใช้เม็ดเงินไม่มาก และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่คุ้มในการนำหุ่นยนต์มาใช้ และต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก ก็ควรจะย้ายไปตั้งฐานการผลิตในประเทศอื่นที่มีค่าแรงต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ว่าในขณะนี้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมาก เห็นได้จากในช่วงปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดตรวจจับแรงงานต่างด้าว และเร่งดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนให้ถูกกฎหมาย ทำให้มีแรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมากรีบกลับประเทศ ทำให้หลายธุรกิจต้องหยุดดำเนินกิจการเกิดการช็อกทางธุรกิจ ซึ่งในอนาคตแรงงานต่างด้ายก็จะค่อยๆกลับไปทำงานของประเทศตัวเองมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งปรับตัวรับมือกับปัญหาแรงงานที่จะเกิดขึ้น&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการศึกษาค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของประเทศเพื่อนบ้านเปรียบเทียบกับประเทศไทย พบว่าในปี 2561 ไทยมีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอยู่ที่ 6,314 &amp;ndash; 8,195 บาทต่อเดือน เงินประกันสังคม 5% รวมค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 6,630 &amp;ndash; 8,605 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ รองลงมาประเทศเวียดนาม มีค่าจ้างขั้นต่ำ 3,850 &amp;ndash; 5,552 บาทต่อเดือน แตกต่างกันตามพื้นที่ มีเงินประกันสังคม 17.5% เงินประกันสุขภาพ 3% เงินประกันการว่างงาน 1% รวมแล้วอยู่ที่ 4,679 &amp;ndash; 6,747บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่างจากไทยไม่มาก จึงคาดว่าแรงงานจากเวียดนาม จะเป็นกลุ่มแรกที่ย้ายกลับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศรองลงมาเป็นประเทศกัมพูชา มีค่าจ้างขั้นต่ำ 5,421 บาทต่อเดือน มีเงินประกันสังคม 0.8% รวมแล้วอยู่ที่ 5,465 บาทต่อเดือน สปป.ลาว ค่าแรงขั้นต่ำ 4,168 บาทต่อเดือน เงินประกันสังคม 5% รวมแล้วอยู่ที่ 4,377 บาทต่อเดือน และประเทศเมียนมา มีค่าแรงขั้นต่ำ 2,910 บาทต่อเดือน เงินประกันสังคม 2.5% รวมแล้วอยู่ที่ 2,982 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12539</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, ปรับกระบวนการผลิต, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, เวียดนาม, แรงงานต่างด้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb37b517cc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2018 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2018 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ชี้เศรษฐกิจดีปรับคาดการณ์จีดีพีอุตฯใหม่แตะ 4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.ชี้เศรษฐกิจดี ปรับคาดการณ์จีดีพีภาคอุตสาหกรรมใหม่อยู่ที่ 3-4% ด้านเอ็มพีไอ 5 เดือนขยายตัวที่ 3.8% พร้อมประเมินแนวโน้มในไตรมาสที่ 3 ยังสดใสอุตฯไฟฟ้า-อาหารเป็นบวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 2561 - นายณัฐพล รังสิตพล รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ. ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปี 2561 อยู่ที่ 3-4% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดไว้ที่ 2-3% ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) คาดคงอยู่ที่ 2.5-3% เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวดีจากการส่งออกที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เอ็มพีไอช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค.) ขยายตัว 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 0.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณดีขึ้น สะท้อนได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนพ.ค. 61 อยู่ที่ 69.91% เอ็มพีไอขยายตัว 3.2% อยู่ที่ระดับ 117.92 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 114.22 ซึ่งขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังประเมินแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมในไตรมาส 3/2561 น่าจะขยายตัวได้ดี ทั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่คาดจะมีการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตต่อเนื่อง อุตสาหกรรมอาหารที่น่าจะขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายตลาดใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12232</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพีอุตสาหกรรม, ณัฐพล รังสิตพล, สศอ., สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, เอ็มพีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2018 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2018 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.โชว์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมบวกติดต่อกัน 12 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.โชว์เอ็มพีไอ งวดเม.ย. ปี 2561 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.0% ลั่นขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ฉุด 4 เดือนแรกของปีขยายตัว 4.1% ยังคงคาดการณ์ทั้งปีที่ 2.5-3% จับตาครึ่งปีหลังก่อนประเมิณปรับประมาณการณ์ใน 1-2 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค. 2561 - นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือนเม.ย. 2561 มีการขยายตัว 4.0% อยู่ที่ระดับ 103.28 และเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ทำให้ 4 เดือนแรกของปี 61 เอ็มพีไอขยายตัว 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่หดตัว 0.3% ซึ่งอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนเม.ย. 61 อยู่ที่ 61.58% โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวกประจำเดือนเม.ย. 2561 ได้แก่ น้ำตาลทราย รถยนต์และเครื่องยนต์ เม็ดพลาสติก ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และน้ำมันปิโตรเลียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้การส่งออกอุตสาหกรรม ที่ไม่รวมทองคำแท่งในเดือนเม.ย.นี้ ขยายตัว 11.6% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 9.9% เป็นผลมาจากการส่งออกรถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุนขยายตัว 6.0 อย่างไรก็ตาม สศอ.ยังคาดการณ์เอ็มพีไอรวมทั้งปี อยู่ที่ 2.5-3% และการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม (จีดีพี อุตสาหกรรม) เติบโตที่ 2-3% ซึ่งอาจจะมีการทบทวนอีกครั้งใน 1-2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากต้องรอติดตามผลเอ็มพีไอในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คาดว่าเอ็มพีไอหลังจากนี้ของปีอาจจะไม่ขยายตัวมากนัก เพราะในช่วงหลังของทุก ๆ ปีที่ผ่านมา มีฐานของตัวเลขทั้งการผลิต นำเข้าหรือส่งออกสูงอยู่แล้ว และหากเพิ่มขึ้นก็อาจจะไม่ได้แบบก้าวกระโดดจนเป็นปัจจัยที่จะต้องปรับคาดการณ์ทั้งปี&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10321</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม, สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, เอ็มพีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
