<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 08:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จอมมโน&#039;!คณะสงฆ์ไทยตกต่ำ สำนักจุฬาฯพาอิสลามรับใช้เผด็จการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย.63- นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ซึ่งลี้ภัยหนีคดีความมั่นคงในประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jom Petchpradab ระบุว่าขณะที่ยุวสงฆ์ไทยต้องการจะปลดแอกตัวเองจากการถูกทำให้เป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการ แต่ สำนักจุฬาฯ กำลังพา อิสลาม เข้ารับใช้เผด็จการราชานิยม สวนทางกับความต้องการของยวุชนมุสลิมส่วนใหญ่ เหมือนโยนเชื้อไฟใหม่ เข้ากองเพลิงที่ลุกไหม้อยู่เดิม ใช้ความศรัทธาเป็นสิทธิส่วนบุคคลโดยเฉพาะเรื่องศาสนา แต่การแสดงออกซึ่งความศรัทธาตัวบุคคลที่กำลังเป็นประเด็นให้โต้เถียง ข้อแย้ง วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสังคม การเมืองเวลานี้ องค์กรศาสนา อย่างสำนักจุฬาฯ ควรรอบคอบ มองไกล และคิดให้หนักกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความตกต่ำระส่ำระสายในคณะสงฆ์ไทยเวลานี้ เป็นตัวอย่าง เป็นบทเรียนที่ชัดเจนอยู่แล้ว หรือ สำนักจุฬาฯ มีเป้าหมายซ่อนเร้น เหมือนเช่นองค์กรพุทธฯ หวาดระแวงอยู่ขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงเวลา คณะสงฆ์ไทย ปลดแอกตัวเองจากการตกเป็นเครื่องของรัฐเผด็จการเพื่อชำระและสร้าง พระธรรมวินัยให้ผ่องสดใส ได้แล้ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84065</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอม เพชรประดับ, รับใช้เผด็จการ, สำนักจุฬาราชมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb31f2fa4ced.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาราชมนตรีแถลงแจงจัดงาน“รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.63-สำนักจุฬาราชมนตรี เผยแพร่แถลงการณ์สำนักจุฬาราชมนตรี เรื่อง ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน &amp;quot;รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์&amp;quot; ระบุว่า ตามที่ สำนักจุฬาราชมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ได้กำหนดจัดงาน &amp;quot;รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์&amp;quot; ในวันที่ 10 พ.ย. เวลา 08.30-12.00 น. ที่หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร นั้น ขอเรียนชี้แจง ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยที่สำคัญยิ่ง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมุสลิมนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ศาสนาอิสลามจึงส่งเสริมให้แสดงความกตัญญูและสำนึกในบุญคุณของผู้มีพระคุณ โดยฉพาะผู้ที่ช่วยทำนุบำรุงความเจริญของศาสนา และเพื่อให้พี่น้องมุสลิมได้ร่วมกันขอพร (ดุอา) ให้สังคมและประเทศชาติมีความร่มเย็นเป็นสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สำนักจุฬาราชมนตรีตระหนักดีว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองสูง สำนักจุฬาราชมนตรีและองค์กรศาสนาอิสลามทุกระดับเป็นองค์กรศาสนาที่ต้องดำรงความเป็นกลางทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เราตระหนักว่าคู่ขัดแย้งทางการเมืองทุกฝ่ายขณะนี้นั้น ต่างมีจุดยืนที่เห็นตรงกันในการปกปักรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อเป็นสถาบันหลักในสังคมไทยสืบไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อเป็นการหาทางออกให้สังคมไทย จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเปิดพื้นที่เพื่อการพูดคุยหาทางออกให้สังคมอย่างมีไมตรีจิตและเคารพการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และประการสำคัญ พึงระลึกว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน ให้มีการอำนวยความยุติธรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างความสงบสันติให้เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยเร็ววัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83175</URL_LINK>
                <HASHTAG>งาน &quot;รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์&quot;, สำนักจุฬาราชมนตรี, แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201108/image_big_5fa7a723cae92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82811</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุฬาราชมนตรี&#039; ประกาศเชิญชวนร่วมงาน &#039;รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบัน&#039; แต่งชุดโทนเหลือง 10 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;สำนักจุฬาราชมนตรี&amp;quot; แจ้งว่า&amp;nbsp;คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด&amp;nbsp;ขอเชิญร่วมงาน &amp;quot;รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์&amp;quot; ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2563&amp;nbsp;เวลา 08.30 - 12.00 น.&amp;nbsp;ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp;ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำหนดการงาน &amp;quot;รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์&amp;quot;&amp;nbsp;ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 12.00 น.&amp;nbsp;ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่ชาติ เฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ ขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08.30 - 09.30 น.ลงทะเบียน / รับประทานอาหารว่าง
09.30 - 10.00 น.พิธีเปิด&amp;nbsp;อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน โดยนายชาติชาย บัลบาห์
กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ&amp;nbsp;โดยพลตำรวจตรีสุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กล่าวเปิดงาน โดยนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ประธานพิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสวนา เรื่อง &amp;quot;สถาบันพระมหากษัตริย์ กับมุสลิมในแผ่นดินไทย&amp;quot;
โดย 1.นายประสาน ศรีเจริญ รองประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี 2.นายอนันต์ วันแอเลาะ รองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 3.พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 4.นายสมัย เจริญชาง กรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;ดำเนินรายการโดยนายสมาน งามโขนง โมษกประจำสำนักงานคณะกรรการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.30 - 11.40 น.&amp;nbsp;ประกาศเจตนารมณ์ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;นายอรุณ บุญชม&amp;nbsp;ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี&amp;nbsp;รองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;ประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.40 -12.00 น.- กล่าวดุอา (ขอพร) โดย... นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี
ชอลาวาต
เพลงสรรเสริญพระบารม
12.00 น.
รับประทานอาหารกลางวัน / เดินทางกลับ
การแต่งกาย :
สุภาพบุรษ : ชุตโต๊ปสีขาว / เสื้อสีเหลือง
สุภาพสตรี : ชุดโทนสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82811</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร, ปกป้องสถาบัน, รวมพลังมุสลิม, ศาสนาอิสลาม, สำนักจุฬาราชมนตรี, อาศิส พิทักษ์คุมพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa29723aac25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2019 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2019 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หยุดเสี้ยม&#039;พุทธ&#039;ชน&#039;อิสลาม&#039;! สำนักจุฬาราชมนตรีออกแถลงแจงยิบ หลังผู้ไม่หวังดีแพร่ข้อความคลาดเคลื่อนจากความจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค.62 - สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวัน ที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา เรื่อง &amp;quot;คำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกรณีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน จนถึงปลุกกระแสต่อต้านศาสนาอิสลามในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยโดยเชื่อมโยงกับหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการทำร้ายฆ่าคนไทยพุทธ และเชื่อว่าเหตุไม่สงบกิดจากการใช้มัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อร้ายและการบิดเบือนประวัติศาสตร์ชาติไทยสร้างความเกลียดชังแตกแยกจนนำไปสู่ความเกลียดชังประเทศชาติ พร้อมทั้งสรุปว่า เชื้อร้ายดังกล่าวกำลังคืบคลานขยายตัวเข้ามายังภาคอีสานภาคเหนือ และทุกจังหวัดผ่านการสร้างมัสยิด ต่อมามีการรวมกลุ่มคนจำนวนหนึ่งส่งจดหมายเรียกร้องจุฬาราชมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามในประเทศให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่คนกลุ่มนี้มองว่าสร้างความวุ่นวายแตกแยกในสังคมไทย และที่สำคัญคุกคามพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักจุฬาราชมนตรีตระหนักดีว่าพุทธศานิกชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีความเข้าใจและให้เกียรติคนมุสลิมเสมอมา แต่ก็มิได้ละเลยต่อปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวดังกล่าวข้างตันที่อาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่างศาสนาในระยะยาวตลอดจนกร่อนเซาะรากฐานความมั่นคงของประเทศชาติ ดังนั้น เพื่อจรรโลงความเป็นสังคมพหวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ผู้คนต่างศรัทธามีความเคารพ ให้เกียรติและยอมรับในความเชื่อและความต่างทางชาติพันธุ์ของกันและกันสมอมา สำนักจุฬาราชมนตรีขอใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจหลักคำสอนและแนวทางปฏิบัติของมุสลิมต่อสังคมไทย ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. การเชื่อมโยงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ มัสยิด และ สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ว่าหากมีสถาบันษแห่งนี้ที่ไหน จะมีความไม่สบที่นั่น นับเป็นความข้าใจคลาดเคลื่อน ๒ ประเด็น คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๑ ความเข้าใจคลาดคลื่อนต่อเหตุแห่งปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแตนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาแต่อย่างใด แต่มีรากเหง้ามาจากความขัตแย้งทางการเมืองประวัติศาสตร์การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต ความไม่เป็นธรรมยาเสพติด และธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามจากคนบางกลุ่มใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชน แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จกับคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่มีความตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพในทางศาสนาที่ประเทศให้หลักประกันกับประชาชนทุกหมู่เหล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๒ ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ &amp;quot;มัสยิด&amp;quot; และ &amp;quot;สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม&amp;quot;ศาสนาอิสลามป็นศาสนาที่วางอยู่บนพื้นฐานของ &amp;quot;หลักศรัทธา&amp;quot; &amp;quot;หลักปฏิบัติ&amp;quot; และ &amp;quot;หลักคุณธรรม&amp;quot; กิจวัตรประจำวันของมุสลิมจึงผูกพันไว้กับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามมัสยิดจึงเป็นศาสนสถานที่มีหน้าที่ไม่ต่างไปจาก&amp;quot;วัด&amp;quot; ในพุทธศาสนา ส่วนสถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการอบรมบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมทั้งขัดเกลาจิตใจ และจิตวิญญาณของศรัทธาชนให้ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ต่างไปจากศูนย์อบรมจริยธรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัดแต่ประการใดปัจจุบันสถาบันการสอนศาสนาอิสลามมีการปรับตัวโดยการนำเอาหลักสูตสามัญดังเช่นที่นักเรียนทั่วประเทศเรียนไปสอนร่วมกับการอบรมจริยธรรมทางศาสนาสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามส่วนใหญ่จึงปฏิรูปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การสร้างมัสยิดมีกาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามแนวทางที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดไว้ โดยมีการกำกับจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓ ปัญหาการผยแพร่ความคิดเชิงอุดมการณ์ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งเกิดจากการอ้างคำอธิบายทางศาสนากล่าวคือผู้ก่อความไม่สงบปลูกฝังความคิดว่าประเทศไทยเป็น &amp;quot;ดินแดนสงคราม&amp;quot; ดังนั้นการต่อสู้ของพวกเขาจึงมีความชอบธรรมในทางอิสลาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการอธิบายที่มีควมคลาดเคลื่อนและห่างไกลจากบทบัญญัติศาสนาอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลไทยให้หลักประกันในสิทธิสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบศาสนกิจแก่คนมุสลิมอย่างเท่าเทียม และถือว่าการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปใหญ่ตามหลักการศาสนาอิสลาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การด่วนสรุปโดยการเชื่อมโยงสถานการณ์ด้วยควมเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหาและบริบททางสังคมอย่างแท้จริง มิได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกทั้ง ๒ ศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. ความพยายามเผยแพร่ข้อมูล &amp;quot;แผนการยึดครองประเทศไทย และนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้กับคนทั่วไปในประเทศไทย&amp;quot; ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ชื่อมโยงกับการสร้างมัสยิดในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยจนำไปสู่การยึดครองประเทศของมุสลิมนั้นข้อความลักษณะดังกล่าวห่างไกลจากความเป็นจริงมาก ความเป็นจริงคือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมมีเพียง ๔ ฉบับ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑) พระราชบัญญัติวด้วยการใช้กฏหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาส ยะลา และสตูลพ.ศ..๔๔๙ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดกดรอบครัวและมรดกของมุสลิมใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒) พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการยัจย์พ.ศ.๒๕๒๙เป็นกฎหมายที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางไปประกอบพิธียัจย์จากเงินส่วนตัวของผู้ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์รัฐบาลมิได้จัดงบไปสนับสนุนพิเศษ ยกเว้นกรณีที่รัฐต้องการเยียวยาให้เจ้หน้ที่รัฐหรือมุสลิมที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓) พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ที่ไม่ไต้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคณสงฆ์แต่อย่างใด โครงสร้างหลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้วางบทบาทให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน(ระดับชุมชนมีกรรมการมัสยิด โดยผู้นำศาสนาและตัวแทนด้านศาสนาทุกคนไม่ได้มีอำนาจ บทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการทางการมืองในทุกระดับของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔) พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประทศไทยพ.ศ.๒๕๔๕ เป็นกฎหมายที่สะท้อนความเข้าใจของรัฐบาลต่อหลักการศาสนาอิสลามในเรื่องระบบการเงินที่จำเป็นต้องปราศจากดอกเบี้ย ปัจจุบันผู้ที่ใช้บริการธนาคารอิสลาม เป็นชาวไทยพุทธร้อยละ ๖๙.๖๑และมุสลิมร้อยละ ๓๐.๓๙ที่สำคัญแม้ใช้ชื่อว่าธนาคารอิสลามแต่มุสลิมทุกคนไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือประชาชนไทยพุทธแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่กล่าวมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามทั้ง ๔ฉบับไม่มีกฎหมายฉบับใดที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรศาสนาอิสลามหรือคนมุสลิมจะมีสิทธิอำนาจหรือหน้าที่ข้าไปแทรกแซงกิจการทางการเมืองของรัฐไทยได้แม้เพียงน้อยนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ &amp;quot;กิจการฮาลาล&amp;quot; ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องดังกล่าวขอแจ้งให้ทราบว่า การรับรองฮาลาลมิได้เกิดจากการเรียกเก็บเงินขององค์กรศาสนาอิสลามจากสถานประกอบการ ทว่าเป็นไปในทางกลับกัน นั่นคือสถานประกอบการร้องขอให้องค์กรศาสนาอิสลามรับรองฮาลาลเพื่อประโยชน์ด้านการค้าของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเช่นนี้ทั่วทั้งโลก กรณีประเทศไทย การรับรองฮาลาลเป็นอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (สกอจ.)จำนวน ๔๐ แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.)ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ มาตราที่ ๒๖(๑๓) และมาตราที่ ๑๘(๘) ตามลำดับอันเป็นไปตามหลักบัญญัติในศาสนาอิสลามว่าผู้ทำหน้าที่ตัดสินข้อกำหนดในศาสนาอิสลามจำเป็นต้องเป็นมุสลิมที่รู้ลึกซึ้งในศาสนาอิสลาม อันเป็นข้อกำหนดที่ยอมรับกันทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีสถานประกอบการขอรับการรับรองฮาลาลสะสมตลอดหลายสิบปีจำนวน ๙,๐๐๐ สถานประกอบการทว่ามีการต่ออายุทุกปีประมาณ ๖,๐๐๐ สถานประกอบการมีผลิตภัณฑ์ที่ขอรับการรับรองฮาลาลและต่ออายุทุกปีจำนวน ๔๐,๐๐๐ ผลิตภัณฑ์ มีการเก็บค่ธรรมเนียม ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อสถานประกอบการต่อปี ๑,๐๐๐ บาทต่อผลิตภัณฑ์ต่อปี เกิดรายได้จากสถานประกอบการ ๑๒๐ ล้านบาทต่อปี รายได้จากผลิตภัณฑ์ ๔๐ ล้านบาทต่อปีรวมทั้งสิ้น ๑๖๐ล้านบาทต่อปีรายได้นี้ดีอรายได้สูงสุด หากเรียกเก็บได้ครบตามที่กำหนตโดยเป็นรายได้ที่กระจายไปที่สกอจ. ๔๐ แห่ง และ สกอก.๑แห่งในสภาพความเป็นจริงสถานประกอบการจำนวนมากมิใชโรงงานขนาดใหญ่แต่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก (SMES) การเก็บค่าธรรมเนียมจึงลดลงตามขนาดของโรงงานจากนโยบายของสกอจ. แต่ละแห่ง เป็นต้นว่ บางจังหวัดจัดเก็บสถานประกอบการของชาวบ้านเพียง ๑,๐๐๐ บาท มิใช่ ๒๐,๐๐๐ บาทสกอท. และ สกอจ. ร่วมมือกันวางระบบฮาลาลในร้นอาหารทั่วประทศพื่อสนับสนุนกิจการการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้แก่ประเทศจำนวนมหาศาลโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสถานประกอบการแต่ละแห่งเพียง ๑๐๐ บาทต่อป มิใช่ ๒๐,๐๐๐ บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Goba Trade Atas ของสหรัฐอเมริกซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลรายงานวหากนับรวมกับรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศที่มิไช่มุสลิมอีกกว่าร้อยประเทศรายได้อาจสูงถึง๑๒,๐๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ๓๖๐,๐๐๐ล้านบาทต่อปี ตัวเลขหลังนี้เองที่อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าองค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทยมีรายได้จากการรับรองฮาลาลกว่า ๓๐๐,๐๐๐ล้านบาทซึ่งเป็นไปไม่ได้ และรายได้กว่า ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลสู่ต่งประเทศนี้ เป็นรายได้ของโรงงานและบริษัทผู้ผลิตสินด ผู้ประกอบการส่งออก นักธุรกิจ รายได้บางส่วนเป็นเงินเตือนพนักงานและคนงานในอุตสาหกรรมที่มีนับจำนวนแสน อีกบางส่วนเป็นรายได้สำหรับเกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรที่อาจมีนับจำนวนล้านคนที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศไทยไปทั่วโลกสร้างรายได้หลายแสนล้านบาทเกือบทั้งหมดมิใช่มุสลิมแต่เป็นพี่น้องคนไทยทั้งปวงฮาลาลจึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม มุสลิมที่มีเกือบสองพันล้านคนทั่โลกให้การยอมรับเครื่องหมายรับรองฮาลาลจากประเทศไทยอันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองอาลาลจากประทศไทยไร้บการยอมรับทั่วโลกหาไม่แล้วประทศไทยจะสูญเสียรายได้เหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย มุสลิมในประทศไทยมีในสัตส่วนที่ต่ำมีประชากรรวมแล้วไม่ถึงร้อยละ ๓๐ของประชากรประเทศ อีกทั้งส่วนใหญ่มิได้ทำธุรกิจมุสลิมจึงภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ฮาลาลสร้างประโยชน์ให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มุสลิมจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกในเชิจิตใจว่าฮาลาลคือหนทางหนึ่งที่มุสลิมจะสามารถตอบแทนบุญคุณต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายได้ที่องค์กรศาสนาอิสลามได้รับจกการเก็บค่ธรมนียมในการให้การรับรองฮาลาลถูกใช้ในการบริหารจัดการสคอจ.และ สกอก.ที่มีค่ใช้จ่ายสำหรับบุคลกรสถานที่และอื่นๆจำนวนมากทั้งนี้สกอจ. สกอท. นับเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มิได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ นอกจากนั้นรายได้บางส่วนใช้ในเรื่องการศึกษาช่วยผู้ประสบภัยพิบัติและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งในประเทศและต่งประเทศโดยไม่ได้แบ่งแยกศาสนา และบางส่วนใช้ในเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นด้านภาษีนั้นสกอท.สกอจ.เป็นองค์กรทางศาสนาได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีจากรัฐเช่นเดียวกับวัดและศาสนสถาน จึงมิได้เสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักจุฬาราชมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยในฐานะองค์กรศาสนา ขอเรียนว่ามุสลิมในประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ดำเนินชีวิตอยู่กายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้รับสิทธิเสรีภาพในการดำรงตนเฉกเช่นมุสลิมที่ดีพึงกระทำ และขอยื่นยันหลักการเคารพความชื่อซึ่งกันและกัน ไม่บริภาษว่ร้ายต่อผู้อื่นโดยปราศจากความถูกต้องและข้อเท็จจริง ที่สำคัญคือการดำรงซึ่งความคารพให้เกียรติและยอมรับกันและก้ในเรื่องของความเชื่อศาสนา ชาติพันธุ์ และภาษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้นำหรือรัฐบาลตลอดทั้งสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย พยายามช่วยกันรักษาทุนทางสังคมที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางศาสนา สำนักจุฬาราชมนตรี และองค์กรบริหารของมุสลิมทุกภาคส่วนขอปวรณาตนเป็นสถาบันที่จะธำรงรักษาคุณลักษณะและทุนทางสังคมที่เป็นรากฐานความมั่นคงของมนุษย์และชาติเพื่อให้ประเทศไทยสืบสานความเป็น &amp;quot;สุวรรณภูมิ&amp;quot; ของผู้คนทุกหมู่เหล่าอย่างสงบสันติต่อไป

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52903</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, สำนักจุฬาราชมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfc4b68f2026.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2019 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2019 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สำนักจุฬาราชมนตรี&#039;ประณามกลุ่มก่อความไม่สงบไร้มนุษยธรรม  เรียกร้องหยุดเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค.62 - สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ประณามเหตุคนร้ายโจมตี พระสงฆ์ อิหม่าม อาสาทหารพราน และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเป็นต้นมา และภายหลังเหตุสลดที่คนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกยิงพระภายในวัดรัตนานุภาพ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เป็นเหตุเจ้าอาวาสและพระลูกวัดมรณะภาพ 2 รูปและบาดเจ็บ 2 รูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อความแถลงการณ์ระบุดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26978</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มก่อความไม่สงบ3จังหวัดชายแดนภาคใต้, ฆ่าพระ, ยิงวัด, วัดรัตนานุภาพ, สำนักจุฬาราชมนตรี, ไฟใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190119/image_big_5c42ab9083e7a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่อนเน็ต! วิจารณ์หนัก ‘นกแอร์’ ให้สิทธิพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 พ.ค.2561 &amp;ndash; โลกออนไลน์มีการแชร์เอกสารของนกแอร์ที่ SQ 156/2561 ซึ่งเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนสิทธิพิเศษ ข้อกำหนดและเงื่อนไขของบัตรโดยสารกลุ่มลูกค้าข้าราชการ สายการบินนกแอร์อย่างมาก โดยเนื้อหาดังกล่าวระบุว่า บริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ขอเรียนแจ้งประชาสัมพันธ์สิทธิรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับบัตรโดยสารภายในประเทศและระหว่างประเทศของกลุ่มลูกค้าข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ทนาย หน่วยงานอิสระ ข้าราชการบำนาญ นักเรียนเตรียมทหาร (ทั้ง 4 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก กองทักเรือ กองทัพอากาศ ตำรวจ) เจ้าหน้าที่สำนักจุฬาราชมนตรี อิหม่าม ทหารพราน ทหารอาสา ทหารผ่านศึก ฯลฯ สำหรับการเดินทางปฏิบัติภารกิจราชการ และการเดินทางส่วนตัว เพื่อเป็นการสนับสนุนการเดินทางของภาครัฐให้ได้รับความสะดวกและลดค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอและรูปแบบการเดินทาง พร้อมทั้งการให้บริการแบบพิเศษสำหรับท่านที่เดินทางกับสายการบินนกแอร์ เพียงแสดงบัตรข้าราชการ บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบัตรพนักงานข้าราชการในระหว่างการออกบัตรโดยสาร เช็กอิน และก่อนขึ้นเครื่อง ทั้งนี้สามารถสำรองที่นั่งได้ที่เคาน์เตอร์ขายบัตรโดยสารนกแอร์ภายในท่าอากาศยาน ตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร หรือติดต่อผ่านศูนย์บริการลูกค้าหน่วยงานราชการได้ทุกวัน ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2529 8799 เวลา 06.00 น.-20.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในโลกออนไลน์ได้วิจารณ์กันอย่างมากถึงสิทธิพิเศษที่นกแอร์ให้ โดยแม้หลายฝ่ายมองว่าเป็นแผนการตลาดก็ตามที แต่บางฝ่ายก็มองว่าไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการให้สิทธิเฉพาะอิหม่าม แต่กลับไม่มีพระสงฆ์ หรือตัวแทนศาสนาอื่นๆ เลย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8272</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าราชการบำนาญ, ทนาย, ทหารพราน, ทหารอาสา, นกแอร์, นักเรียนเตรียมทหาร, บัตรโดยสาร, รัฐวิสาหกิจ, ลูกค้าข้าราชการ, สายการบิน, สำนักจุฬาราชมนตรี, อิหม่าม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae8401ff2fd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
