<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;Evergrande&#039;ความเสี่ยงและทางออกที่เลือกได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่อันดับ 2 ของจีนชื่อ China Evergrande กำลังเผชิญปัญหาวิกฤติสภาพคล่องและเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้บริษัท Evergrande มีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้งวดแรกมูลค่า 83.5 ล้านดอลลาร์ ในวันที่ 23 ก.ย. และงวดที่สองมูลค่า 47.5 ล้านดอลลาร์ ในวันที่ 29 ก.ย. ซึ่งหากไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ในวันดังกล่าวภายในระยะเวลา 30 วันหลังครบกำหนด บริษัทน่าจะเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้น ธนาคารเจ้าหนี้ รวมถึงลูกค้าที่ซื้อห้องชุดที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จได้รับผลกระทบ และอาจขยายวงกว้างไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเงินในบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ซึ่งอาจลงเอยด้วยวิกฤติการเงินคล้ายๆ กับที่ประเทศอื่นเคยเผชิญในอดีต แล้วจีนกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจจริงๆ หรือ?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคนที่คุ้นเคยกับปัญหาฟองสบู่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนจะรู้ว่า ภาวะหนี้ภาคธุรกิจที่สูงและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งขึ้นแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ คือความเสี่ยงของจีนที่นักลงทุนกังวลมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดความร้อนแรงด้านราคาบ้านหรือสินเชื่อเพิ่มเร็วเกินไป รัฐบาลหรือธนาคารกลางจีนก็มักออกมาแตะเบรกเพื่อชะลอภาวะฟองสบู่ ซึ่งจะตามมาด้วยราคาบ้านที่โตช้าลง การบริโภคที่โตต่ำลง หรือตลาดหุ้นที่มีการเทขาย แต่ไม่นาน วัฎจักรฟองสบู่ก็เกิดใหม่ เมื่อรัฐบาลกลางหรือธนาคารกลางจีนเห็นว่าน่าจะสามารถควบคุมได้แล้ว ก็จะอัดฉีดเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและผ่อนคลายเกณฑ์บางส่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande หรือความผันผวนในตลาดทุนจีนรอบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งที่ต่างคือครั้งนี้รุนแรงกว่าในอดีต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีนมีทางเลือก 3 ทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในจีนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า วิกฤติ Evergrande นี้จะลามไปสู่ภาคส่วนอื่นหรือไม่ เช่นกรณีวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยหรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ ซึ่งปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์นำไปสู่ปัญหาสภาบันการเงิน สภาพคล่องในระบบหาย ธนาคารพาณิชย์กังวลในการปล่อยสินเชื่อเพราะห่วงหนี้สูญ บริษัทต่างๆ จึงขาดสภาพคล่องและล้มลงไปในที่สุด นักลงทุนกังวลว่า ใครจะเป็นรายต่อไปที่จะล้ม หาก Evergrande เป็นบริษัทเดียวที่มีปัญหาสภาพคล่อง และภาครัฐของจีนสามารถควบคุมไม่ให้ปัญหานี้ลามไปสู่บริษัทอื่นหรือภาคส่วนอื่นได้ ปัญหานี้ก็น่าจะสามารถควบคุมดูแลความเสียหายได้ในวงจำกัด แต่ที่เราต้องติดตามต่อไปคือ บริษัทนี้ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้มหรือไม่ (Too big to fail) แม้เราจะได้ข่าวว่า หนี้ของ Evergrande มีถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10 ล้านล้านบาท แต่ก็นับเป็นเพียง 2% ของ GDP จีน เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามีอีกกี่ 2% ที่มีปัญหา หากรวมๆ กันเข้าก็จะเริ่มใหญ่ขึ้นๆ แต่สถาบันการเงินในจีนไม่น่าเชื่อมโยงกันมากเหมือนในสหรัฐตอนเกิดวิกฤติปี 2008 จึงนับว่าห่างไกลมาก แต่จีนน่าเตรียมการแก้ปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ผมมองว่า จีนน่าจะมีทางออกอยู่ 3 ทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Bail out &amp;ndash; รัฐเข้าไปซื้อกิจการที่มีปัญหาของจีนในราคาที่ถูก เพื่ออัดฉีดเงินเข้าบริษัทไปชำระเจ้าหนี้ ผู้เสียประโยชน์คือผู้ถือหุ้นเดิม ผู้ได้ประโยชน์คือเจ้าหนี้ ขณะที่รัฐบาลแบบรับภาระหนี้เพิ่มเติม แต่น่าจะหยุดการลามของปัญหา และผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จน่าจะสบายใจว่ามีเงินทุนก่อสร้างโครงการต่อไป ราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่น่าลดลงแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Default &amp;ndash; การปล่อยให้บริษัทนี้ล้ม &amp;nbsp;นับเป็นการทดสอบว่า เศรษฐกิจจีนสามารถที่จะปล่อยให้บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศปิดกิจการได้หรือไม่ แน่นอนว่ากรณีนี้เป็นการทดสอบที่สำคัญ แต่ก็มีผลกระทบให้กับนักลงทุนทั้งตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นกู้ ขาดทุนได้ และอาจเปิดความเสี่ยงให้การคาดการณ์ปัญหาสภาพคล่องลามไปสู่ธุรกิจอื่น หรือไปสู่ภาคธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอแรงได้ แต่ถ้ามีการอัดฉีดสภาพคล่องเร็ว ก็น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาไม่ให้เกิดวิกฤติและน่าจะสามารถประคองให้ธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทอื่นๆ ที่มีความสามารถในการชำระหนี้ สามารถแก้ปัญหาได้ กรณีนี้รัฐไม่ต้องใช้เงินซื้อกิจการ ผู้เสียประโยชน์คือผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทนี้โดยตรง ส่วนผลทางอ้อมจากการลามของปัญหาอาจจำกัดด้วยการอัดฉีดสภาพคล่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Common prosperity &amp;ndash; การบริหารจัดการเพื่อความรุ่งเรืองไปด้วยกันแบบจีน ซึ่งน่าจะสอดรับกับแนวคิดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่มองว่า เศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมาเติบโตด้วยความเหลื่อมล้ำ คนรวย คนมีรายได้สูงสามารถซื้อทรัพย์สิน จนราคาบ้านเติบโตในอัตราที่สูง ในขณะที่คนจน คนมีรายได้น้อย เริ่มเอื้อมไม่ถึงการเข้าถึงสินเชื่อหรือการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หากปล่อยไว้ ตลาดที่อยู่อาศัยเช่นนี้ น่าจะทำให้ความเหลื่อมล้ำในจีนกว้างขึ้นไปอีก การพยายามที่จะไปดูแลในจุดนี้อาจจะเป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว หนึ่งคือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนเพราะต้องการจะสั่งสอนว่า ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นสามารถแตกได้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่วิ่งขึ้นอย่างเดียว และจะลดพฤติกรรมเก็งกำไรให้กับนักลงทุนได้ และสองคือการทำโทษผู้ที่แสวงหาผลกำไรจนเกินตัว ด้วยการให้โอกาสนักลงทุนพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ ที่ยังมีความสามารถในการบริหารจัดการ มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ ให้เข้าซื้อกิจการของบริษัทที่มีปัญหา โดยเฉพาะเข้าไปซื้อในที่ดินที่ยังไม่ได้มีการก่อสร้างหรือสินทรัพย์อื่นๆ ด้วยราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ Evergrande นำเงินไปชำระหนี้ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ก็สามารถเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม ได้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อกิจการ และสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศจีนในอนาคต รัฐบาลไม่ต้องเปลืองเงินภาษีเข้าซื้อกิจการ เพียงอัดฉีดสภาพคล่องให้ธุรกิจที่ยังดีอยู่ วิกฤติไม่ลามไปวงกว้าง แต่ผลเสียคือราคาอสังหาริมทรัพย์ของจีนในอนาคตอาจเติบโตช้าลง จนกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่หากจีนปรับโครงสร้างได้ เศรษฐกิจจีนก็อาจไม่ชะลอต่อเนื่องยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจีนสามารถชนะปัญหาฟองสบู่หนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ โอกาสที่เศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในอนาคตก็มีสูง อย่าลืมว่าเศรษฐกิจจีนมีศักยภาพเติบโตได้มากกว่า 4% ในอนาคต การบริโภคของจีนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะภาคบริการและการท่องเที่ยวในประเทศ อีกทั้งมีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นประเทศที่มีการส่งออกสูงที่สุดในโลก หากการลงทุนภาคการก่อสร้างชะลอลง เศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอไปบ้างในระยะสั้น แต่ไม่น่าที่จะทรุดตัวแรง เว้นแต่จีนไม่สามารถควบคุมการลามของปัญหาจนไปกระทบภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น แต่ด้วยความพร้อมในการอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อป้องกันการล้มคลืนของภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งแต่ขาดกระแสเงินสดชั่วคราว เราอาจสบายใจได้บ้างว่าจีนยังมีหนทางบรรเทาวิกฤติรอบนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบต่อไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จีนจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ เศรษฐกิจจีนเสี่ยงชะลอตัวลงในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอดีตเมื่อมีการควบคุมภาวะฟองสบู่ในจีน ราคาบ้านที่ลดลงจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค นอกจากตลาดหุ้นของจีนที่มีการพักฐานอย่างที่เห็นในวันนี้แล้ว การบริโภคของคนจีนเสี่ยงชะลอในช่วงปลายปีนี้ ตัวเลขที่ให้ติดตามคือการค้าปลีกและการใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งสะท้อนกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจได้ดี ในกรณีที่มีการควบคุมที่มากขึ้นจนกระทบกระแสเงินสดภาคธุรกิจ การส่งออกและการนำเข้าของจีนก็เสี่ยงโตช้าลง ทั้งนี้ ผลกระทบจากต่อไทยมีอยู่ 3 ด้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านแรก คือ เงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไทย เพราะนักลงทุนต่างชาติน่าจะมีความกังวลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค กองทุนรวมเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นอาจถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลง ค่าเงินในภูมิภาคเสี่ยงอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่สอง คือ การส่งออก ที่อาจจะชะลอลงได้ตามการส่งออกไปจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร ยางพารา และอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับการส่งออกของไทยไปอาเซียนที่อาจจะชะลอตามได้ เนื่องจากเศรษฐกิจอาเซียนก็น่าจะได้รับผลกระทบการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเช่นกัน และน่าจะนำเข้าสินค้าจากไทยเพื่อประกอบและส่งออกไปจีนลดลง นอกจากนี้ จีนยังเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ อุปสงค์ที่ลดลงอาจฉุดราคาน้ำมัน เหล็ก ถ่านหินและอื่นๆ ซึ่งจะกระทบมูลค่าการส่งออกของไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่สาม คือ การท่องเที่ยว แม้วันนี้ยังไม่ได้มีนักท่องเที่ยวจีนหรือประเทศอื่นเข้ามาเดินทางในประเทศไทยมากนัก แต่หากเศรษฐกิจจีนชะลอต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ความหวังที่จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยอาจไม่ได้มากเท่ากับที่เราคาดการณ์กันไว้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนนักลงทุนกองทุนรวมหุ้นจีน ผมประเมินว่ากองทุนจีนมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว โดยเฉพาะหากนักลงทุนกับจังหวะเข้าไปลงทุนหลังจีนมีสัญญาณชนะปัญหา Evergrande รอบนี้ได้ แต่หากวิกฤติรอบนี้ ลามไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ ผมก็มองว่า การอัดฉีดสภาพคล่องที่มากและรวดเร็วน่าจะทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นได้ไว และวิกฤติจีนหากเกิดขึ้นจริง จะไม่ลามไปสู่วิกฤติการเงินโลก ไม่กระทบสหรัฐซึ่งเป็นตลาดสินค้าใหญ่ การส่งออกของประเทศจีนน่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบก็น่าจะปรับตัวได้เร็วตามการส่งออกเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117597</URL_LINK>
                <HASHTAG>สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย, อมรเทพ จาวะลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ซีไอเอ็มบีไทยประเมินเศรษฐกิจไตรมาส2ฟื้นลุ้นเป็นบวก 7.8% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 มี.ค. 2564 นายอมรเทพ จาวะลา &amp;nbsp; ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp;สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ออกบทความเรื่อง &amp;nbsp;ฟ้าหลังฝน แม้ยังครึ้ม แต่สดใส รอสายรุ้ง Q3 &amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ไม่ค่อยสดใส จากการระบาดโควิดรอบใหม่เมื่อปลายปี 2563 มีผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจเดือนม.ค.-ก.พ. 64 &amp;nbsp;ยังไม่เปิดเต็มที่ คนระมัดระวังใช้จ่าย ทั้งในห้าง ท้องถนน ออฟฟิศ กระแสการทำงานที่บ้าน (WFH) กลับมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปลายไตรมาส 1 เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก คนเริ่มจับจ่าย รถเริ่มติด กิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มขยับ เห็นสัญญาณโมเมนตัมที่กำลังจะดีขึ้น เศรษฐกิจไทยกำลังจะผ่านพ้นช่วงฟื้นตัวตะกุกตะกัก ในไตรมาส 1 GDP ที่คาดว่าจะหดตัว -4.1% YoY น่าจะติดลบเป็นไตรมาสสุดท้าย และเริ่มเป็นบวกในไตรมาส 2 นี้ โดยสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า GDP ไตรมาส 2 จะกลับมาเป็นบวก 7.8% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาส 2 ได้แก่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การส่งออกสินค้าจะเร่งตัวมากขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จีน และโลก โดยสหรัฐกำลังใช้เม็ดเงินอัดฉีดเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ น่าจะมีผลให้เศรษฐกิจสหรัฐโตเกิน 6% เมื่อคนอเมริกันมีงานทำ มีเงินใช้ ก็จะนำเข้าสินค้าจากไทย อาเซียน จีน และตลาดอื่นๆ เพราะฉะนั้นการส่งออกของไทยไปสหรัฐ จีน อาเซียน และประเทศอื่นๆน่าจะเติบโตตามไปด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คนใช้จ่ายมากขึ้น จากการอัดอั้นช่วงไตรมาส 1 มาในไตรมาส 2 เริ่มจับจ่ายมากขึ้น กลุ่มที่ฟื้นตัวเร็วกว่าเพื่อน คือ กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม สินค้าเล็กๆน้อยๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการภาครัฐ ออกมาเร่งการจับจ่าย เร่งการลงทุน เป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเชิงลบ ที่รั้งเศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังไม่สดใสถึงขั้นสุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น สืบเนื่องจากวัคซีนในประเทศที่เพิ่งเริ่มฉีด ทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้ามามากนัก สิ่งที่ต้องติดตามคือ มาตรการผ่อนผันเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่น่าจะช่วยในช่วงครึ่งหลังของปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัวอยู่ แม้การส่งออกสินค้าดีขึ้น การใช้จ่ายของคนในประเทศดีขึ้น แต่ยังไม่กระจายตัวออกไปในวงกว้าง ขณะเดียวกัน สต๊อกสินค้าที่ค่อนข้างสูงปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปีนี้ยังคงเป็นปัจจัยให้เอกชนชะลอการลงทุน ชะลอซื้อเครื่องจักรใหม่ ชะลอนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการขาดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เราหวังเรื่องการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้น หากการฉีดวัคซีนเริ่มแพร่หลายและเปิดรับต่างชาติเข้ามาแล้ว จะเป็นปัจจัยเชิงบวกสำหรับการลงทุนมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. การบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะสินค้าที่คนต้องคิดไตร่ตรองก่อนตัดสินใจซื้อ คนยังระมัดระวังอยู่ ดังนั้น การบริโภคที่กำลังฟื้นตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นกระจายตัว โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ร้านอาหารที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ส่วนสินค้าคงทน สินค้าขนาดใหญ่ สินค้าเกี่ยวกับการลงทุน เช่น บ้าน รถใหม่ จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่มากในไตรมาส 2 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านค่าเงินบาทน่าจะดีกว่าที่คาด คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่า เพราะหลังจากสหรัฐจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อหลังจากอัดฉีดเงินเข้ามาเต็มที่ นำไปสู่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่สูงขึ้น มีผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะตามมา คนเลยกังวล เงินไหลกลับไปสหรัฐมากขึ้น ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า บาทอ่อนค่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ไตรมาสที่ 2 นี้ เราไม่ได้คิดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าแรง เหมือนที่เราเห็นในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. ไตรมาส 2 แม้บาทจะอ่อนค่าได้บ้างแต่น่าจะชะลอลง และน่าจะเป็นปัจจัยที่ดี สำหรับการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออก &amp;nbsp;
นโยบายการเงิน แบงก์ชาติจะคงดอกเบี้ยที่ 0.50% ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ดี แบงก์ชาติน่าจะเลือกใช้นโยบายการเงินอื่น นอกจากดอกเบี้ย อัดฉีด เงินช่วยเหลือกลุ่ม SME มาตรการอื่นๆเร่งปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆของครัวเรือน ขณะที่นโยบายการเงินเป็นกองหลังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เราคงต้องหวังให้นโยบายการคลังขับเคลื่อนมากกว่านี้ นอกจากมาตรการโอนเงินกระตุ้นการบริโภคแล้ว เราอาจเห็นมาตรการจ้างงานหรือสนับสนุนการสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมเด่น ที่น่าจะฟื้นตัวไตรมาส 2 &amp;nbsp;รถมือสอง น่าจะฟื้นเร็วกว่ารถป้ายแดง คนประหยัด เลือกซื้อรถมือสองคุณภาพดี &amp;nbsp; มอเตอร์ไซค์ เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าภาคเกษตร รายได้ภาคเกษตร ปีนี้แม้ยังเผชิญปัญหาภัยแล้งอยู่ แต่ปัญหาภัยแรงไม่รุนเรงเท่าปีที่แล้ว กำลังซื้อภาคเกษตรที่ดีขึ้น คนจะหันไปซื้อมอเตอร์ไซค์มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับค้าปลีกค้าส่ง น่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามกำลังซื้อที่ดีขึ้น มาตรการภาครัฐยังคงสนับสนุน ในการกระตุ้นการบริโภค เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อุตสาหกรรมยางรถยนต์ กลุ่มนี้พึ่งพากำลังซื้อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้สหรัฐเองจะมีมาตรการตอบโต้ หรือขึ้นภาษี แต่เราคงไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรง เรายังคงมีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งหลาย เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ คอมพิวเตอร์ส่วนประกอบ บรรจุภัณฑ์ หรือพลาสติก กลุ่มพวกนี้ฟื้นตัวได้ดี เป็นสัญญาณต่อเนื่องได้ช่วงไตรมาสที่ 2 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ถัดมาเกี่ยวข้องกับในประเทศ เรื่องของ โรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับ คนไข้ในประเทศเพราะคนไข้ต่างประเทศยังเข้ามาไม่เต็มที่ คาดว่าจะมาไตรมาส 3 &amp;nbsp;
ภาพรวม วัคซีนจะเริ่มฉีดมากขึ้นไตรมาส 2 สร้างความเชื่อมั่นได้ดีขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเชิงบวกเศรษฐกิจไทย เราน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ภาพรวมคาดการณ์ที่ 2.6% ในปี 2564 ที่ยังไม่เด่นมากนัก เพราะยังขาดการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อเราฉีดวัคซีนได้เต็มที่ ต่างชาติกลับมามากขึ้น ก็น่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกให้เศรษฐกิจไทยสดใสมากขึ้น เหมือนสายรุ้งที่กำลังมาเยือนในช่วงไตรมาสที่สาม ขอให้เราอดทนรอในสภาวะฟ้าคลื้มในไตรมาสสอง แต่เชื่อว่าดีกว่าช่วงพายุฝนที่ผ่านมาแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97243</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อมรเทพ จาวะลา, สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย, เศรษฐกิจไตรมาส 2, ไตรมาส2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
