<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยประชาชนผิดหวังการทำงานของข้าราชการในวิกฤตน้ำท่วม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง วิกฤตน้ำท่วม กับสิ่งที่ปรากฎ &amp;nbsp;กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,196 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 27 กันยายน &amp;ndash; 2 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา เมื่อถามถึงสิ่งที่เห็น สิ่งที่ผิดหวัง และสิ่งที่อยากเห็นในช่วงวิกฤตน้ำท่วม พบว่า ส่วนใหญ่การลงช่วยเหลือของประชาชน หรือร้อยละ 59.3 ระบุภาคการเมือง เห็น พรรคพลังประชารัฐ ลงช่วยในพื้นที่มากกว่าพรรคอื่น &amp;nbsp;ร้อยละ 52.6 ภาคราชการ เห็นกองทัพ ลงลุยช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมรวดเร็วมากกว่าหน่วยอื่น และร้อยละ 52.1 ระบุ ผู้นำฝ่ายบริหาร เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ช่วยเหลือดูแลประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.5 ระบุ ผิดหวัง ต่อการทำงานของข้าราชการแต่ละหน่วยงาน ที่ต่างคนต่างทำ ไม่เชื่อมโยงกัน จนเกิดความเสียหายต่อประชาชนและทรัพย์สิน ร้อยละ 83.9 ผิดหวัง ต่อ ระบบการเตือนภัยพิบัติธรรมชาติ ที่ไม่บูรณาการและไม่มีประสิทธิภาพพอสำหรับการช่วยเหลือเตือนภัยให้ประชาชนทราบล่วงหน้า และที่น่าสนใจร้อยละ 78.5 รู้สึกเบื่อและผิดหวังต่อ นักการเมืองฝ่ายค้าน ที่มุ่งโจมตีบั่นทอนสร้างความแตกแยกของประชาชนแม้ยามวิกฤตของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.9 อยากเห็น ความร่วมมือจริงใจกันทุกฝ่ายในยามวิกฤต ในความรักและสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกันระหว่าง ภาคการเมือง ภาครัฐ ประชาชน และภาคเอกชน &amp;nbsp;ร้อยละ 91.2 อยากเห็น การนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยเหลือประชาชนที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วทั้ง แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การอพยพช่วยเหลือประชาชน และทรัพย์สินให้ปลอดภัย และร้อยละ 89.6 อยากเห็น ข้าราชการหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบหลักตื่นตัวและตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทันทีมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งการป้องกัน การช่วยเหลือ การเยียวยาและฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า วิกฤตน้ำท่วม สะท้อนสิ่งที่ปรากฎจากประชาชนได้สัมผัสและเห็นการตอบสนองลงช่วยเหลือดูแลประชาชนยามวิกฤตที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งภาคการเมือง รัฐบาล และภาคราชการ ที่สำคัญได้สะท้อนความผิดหวัง ต่อหน่วยงานราชการรับผิดชอบ ที่ไม่ทำงานเชื่อมโยงกันและยังไม่มีระบบเทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และที่ไม่ผิดไปจากความคาดหวัง คือเบื่อหน่ายต่อนักการเมืองที่เอาแต่พูดสร้างภาพ บั่นทอนพลังสามัคคี สร้างความแตกแยกกันเอง แม้ยามวิกฤตประชาชนเดือดร้อนกันทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผลโพลนี้ได้สะท้อนสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด คือ ความรักสามัคคีร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกันจากทุกฝ่าย ทั้ง ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ในการช่วยเหลือและให้กำลังใจกันยามเดือดร้อน &amp;nbsp;รองลงมา คือ การมีระบบเทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าลดความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญต้องการเห็นความตื่นตัวของภาคราชการ โดยเฉพาะข้าราชการหน่วยรับผิดชอบหลัก ที่ต้องลงตอบสนองช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและครอบคลุมทุกปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118585</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, วิกฤตน้ำท่วม, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_615924994dc89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนมองศึกซักฟอก เป็นเกมต่อรองอำนาจ หนุนปรับครม. เอาคนไม่มีผลงานออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ศึกอภิปรายฯ ในสายตาประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศโดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,146 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 5 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.8 เข้าใจการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.9 ระบุ อภิปรายเรื่องเดิม ๆ ที่รู้อยู่แล้ว ใช้คำพูดเสียดสี หยาบคาย ไม่สร้างสรรค์ ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อประชาชนและประเทศชาติ ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.1 ระบุ หลังได้ข้อมูลชี้แจงจากรัฐบาลทำให้เข้าใจและเชื่อมั่นรัฐบาลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงเรื่องการเมืองในบรรยากาศศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 98.9 ระบุ พรรคร่วมรัฐบาลบางคนบางกลุ่มต้องการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง รองลงมาคือ ร้อยละ 98.3 ระบุ คนในฝ่ายรัฐบาลไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่อรองราคา และสมประโยชน์กัน ร้อยละ 98.2 ระบุ ส.ส.กลุ่มการเมืองใหม่ อภิปรายได้ดี มีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้คำหยาบคาย เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.6 ระบุนำแนวทางสร้างสรรค์ จาก ส.ส. กลุ่มการเมืองใหม่ไปเร่งแก้วิกฤต ผลิกฟื้นเศรษฐกิจ สะสางปัญหาปากท้องของประชาชนและวิกฤตโควิดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 98.3 ระบุ ปฏิรูประบบราชการ ไม่เอารัฐราชการแบบเก่า ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ร้อยละ 97.7 ระบุ บริหารจัดการวัคซีน จัดหาและกระจายวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 96.9 ระบุ ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ ทำให้คนรับรู้ข้อมูลถูกต้อง รวดเร็วมากขึ้น และร้อยละ 95.4 ระบุ หวังในการเปิดประเทศ ฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นการเร่งด่วน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.9 เห็นด้วยต่อการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะต้องการให้ปรับคนไม่มีผลงาน ทำงานไม่ดี ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่โปร่งใสและมีปัญหาภาพลักษณ์ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาของประชาชน เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 11.2 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 6.9 ไม่เห็นด้วย เพราะ ปรับไปก็เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ และอื่น ๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจรัฐบาลมากขึ้นและยังเชื่อมั่นการบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ขณะที่ส่วนใหญ่เช่นกันต้องการให้รัฐบาลนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปปรับปรุงการทำงาน ตอบสนองประชาชนในการแก้ปัญหาโควิดให้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เชื่อมโยงระบบการกระจายวัคซีนและดูแลเข้าถึงประชาชนให้ทั่วถึงด้วยความรวดเร็วฉับไว และเร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจฐานราก ปลดล็อกทุกกลุ่มครอบคลุมเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณายิ่ง คือ ส่วนใหญ่ต้องการให้เร่งปฏิรูประบบราชการโดยผลสำรวจก่อนหน้านี้พบด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนหัวหน้าส่วนราชการทุกระดับที่ไม่ตอบสนองประชาชนในการปรับย้ายใหญ่ปลายปีและไม่ต้องการให้รัฐบาลบริหารงานแบบรัฐราชการ ที่ไม่สามารถตอบสนองประชาชนในภาวะวิกฤตทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาล เพิ่มการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชนมากขึ้นเหมือนที่ให้ข้อมูลกับสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่เบื่อหน่ายและไม่พอใจต่อการอภิปรายในสภาฯ ของ ส.ส.บางคนที่ไม่สร้างสรรค์ รับไม่ได้กับกลุ่มการเมืองเก่าที่มีพฤติกรรมใส่ร้าย ด่าทอ หยาบคายและให้ข้อมูลเท็จ เพื่อหวังผลสร้างความเกลียดชัง นำมาซึ่งความเสื่อมถอยของสภาผู้ทรงเกียรติ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งภายในพรรค รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านแม้เป็นเรื่องปกติ แต่รับไม่ได้กับการต่อรองที่ติดยึดกับอำนาจผลประโยชน์เฉพาะตนและพวกพ้องโดยไม่เห็นหัวประชาชน ถ้าไม่สยบจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ได้ มันอาจจะพังกันทั้งประเทศเพราะเนื้อร้ายหรือหอกข้างแคร่ของรัฐบาลที่ถูกปล่อยไว้ให้กัดกร่อนรัฐบาลและอาจจะลุกลามไปยังเสาหลักของชาติอื่น ๆ ได้&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115645</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล กรรณิกา, ศึกอภิปรายฯ ในสายตาประชาชน, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_613439d6c096a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปลื้ม‘สธ.’ดูแลปชช. ยี้‘ตร.’ซ้ำเติมวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;สธ.&amp;quot; นำโด่งกระทรวงในใจดูแลประชาชน แก้วิกฤติโควิดฉับไว ขณะที่ &amp;quot;สตช.&amp;quot; ภาพลักษณ์แย่ ต้นตอปัญหาซ้ำเติมความทุกข์คนไทย บี้นายกฯ-รมว.ลงดาบเปลี่ยนตัว ขรก.เกียร์ว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง &amp;quot;จัดอันดับกระทรวง&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,010 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22-27 มี.ค.2564 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.7 ต้องการเห็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรวดเร็วฉับไว ทำงานเห็นผลงานแก้ปัญหาของประชาชนได้เมื่อเกิดเหตุ ในขณะที่ร้อยละ 93.5 ต้องการให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ เปลี่ยนตัวหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่ไม่ตื่นตัวทำงานตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ระบุ ตอนนี้ยืนยันได้ว่า ประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดตรงไหนอีกแล้ว อดอยากไม่รู้ว่าจะอดอยากไปอีกนานแค่ไหน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ระบุ ทุกวันนี้พบว่าเจ้าสัวรวยแล้วรวยอีก คนจนจนแล้วจนลง เพราะคนจนถูกปิดทางเลือก ไม่มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูก ช่วงวิกฤติและคนกำลังตกงาน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.3 ระบุ บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ กำลังเอาเปรียบประชาชนช่วงวิกฤติ ประชาชนจำทนต้องซื้อสินค้าราคาสูง เกินความสามารถจ่ายได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.5 อดทนอดกลั้น ไม่ยอมพากันลงถนน เพราะกลัวซ้ำเติมวิกฤติของประเทศและความเดือดร้อนของผู้อื่น และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.6 ระบุ วันนี้ฉันเป็นทุกข์ ฉันกำลังเดือดร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ผลการจัดอันดับกระทรวงตื่นตัว เป็นตัวช่วยดูแลประชาชนได้มากที่สุด อันดับหนึ่งหรือร้อยละ 45.4 ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มีผลงานเด่น รวดเร็วฉับไว ป้องกันและแก้ไขวิกฤติแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ดูแลรักษาประชาชนผู้ติดเชื้อ การได้วัคซีนมาฉีดให้ประชาชนฟรีครอบคลุมทั่วประเทศ อันดับสองหรือร้อยละ 21.7 ได้แก่ กระทรวงการคลัง บางส่วนราชการ เช่น ธนาคารกรุงไทย ช่วยเหลือเยียวยา เอาใจใส่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย อันดับสามหรือร้อยละ 7.7 ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ทหารช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยพิบัติต่างๆ รับซื้อสินค้าเกษตร จำหน่ายสินค้าราคาถูกใกล้ค่ายทหาร ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกักกันตัวควบคุมโรค โรงพยาบาลสนาม การจัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่แพร่ระบาดโควิดและช่วยเหลือประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อันดับสี่หรือร้อยละ 7.4 ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับภาคเอกชนขายสินค้าราคาถูก อันดับห้าหรือร้อยละ 6.2 ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยียวยากลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ในขณะที่ร้อยละ 11.6 ระบุอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลการจัดอันดับ หน่วยงานรัฐ ต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤติ ความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน เมื่อตอบได้หลายหน่วยงาน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.0 ระบุ ตำรวจท้องที่ ตำรวจอำเภอต่างๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ปล่อยปละละเลย แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน ต้นตอแพร่ระบาดโควิด) รองลงมา เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน คือ ร้อยละ 72.1 ระบุ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เกี่ยวข้องขบวนการขนแรงงานเถื่อน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับสามหรือร้อยละ 70.2 ระบุ ข้าราชการ กระทรวงแรงงาน (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน กระจายในสถานประกอบการ) อันดับสี่หรือร้อยละ 69.8 ระบุ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (ปัญหาดั้งเดิมอันยาวนาน เรื่องผลประโยชน์ พิธีการศุลกากร) และอันดับห้าหรือร้อยละ 68.4 ระบุ กระทรวงมหาดไทย (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน และบทบาทช่วยเหลือดูแลปัญหาเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่มีผลงานประจักษ์โดดเด่น)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การทำโพลชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต่างเดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยทั่วหน้า ผลการจัดอันดับกระทรวงและส่วนราชการต่างๆ ครั้งนี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของกระทรวงและส่วนราชการต่างๆ ในการตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชนช่วงการแพร่ระบาดของโรคที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาล ที่ต้องมีนโยบายเข้ม รอบคอบและชัดเจน รวดเร็วพอที่จะตอบสนอง ครอบคลุมในทุกมิติและกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นต้องลงดาบข้าราชการเกียร์ว่างทุกระดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม มีข้อเสนอแนะ 3 ประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการแรก ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในภาคส่วนราชการ ถือเป็นที่พึ่งยามทุกข์ยากของประชาชนช่วงวิกฤติโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจ หากไม่ตอบโจทย์ประชาชนจำเป็นต้องเปลี่ยนตัว หัวหน้าส่วนราชการทุกระดับจึงจำเป็นต้องตื่นตัว ปรับเปลี่ยนและลงพื้นที่เพื่อตอบสนองแก้ไขภัยคุกคามชีวิตปกติสุขและสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้รวดเร็วฉับไว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สอง ภาคเอกชน บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ นักธุรกิจนักลงทุนที่ถูกมองว่าเอาเปรียบประชาชนที่ผ่านมา ควรใช้โอกาสนี้แสดงความจริงใจ รวมตัวกันจัดมหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ปลดทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ยอมตัดเฉือนกำไรและถอยมาใส่ใจทำเพื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยและสังคมส่วนรวมให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สาม ภาคประชาชน ที่ต้องไม่รอความช่วยเหลือเป็นลูกนก จึงเป็นความจำเป็นที่ภาคประชาชนต้องตื่นตัว เรียนรู้ ปรับเปลี่ยนตัวเอง ครอบครัว ชุมชนเพื่อความอยู่รอด ด้วยความรัก ความเข้าใจกันและพึ่งพากัน หยุดต้นตอของการยุยง สร้างความแตกแยกของคนในชาติ การพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย อันเป็นต้นตอความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย กลายเป็นวิกฤติ เหยียบย่ำซ้ำเติมประชาชนที่ร่วมกัดฟันต่อสู้ฝ่าฟันปัญหาต่างๆ มาด้วยกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97582</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ, จัดอันดับกระทรวง, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_606080fc63281.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.นำโด่งกระทรวงในใจดูแลประชาชนด้าน&#039;สตช.&#039;ภาพลักษณ์แย่ถูกมองต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จัดอันดับ กระทรวง กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 3,010 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 - 27 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.7 ต้องการเห็น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ รวดเร็วฉับไว ทำงานเห็นผลงานแก้ปัญหาของประชาชนได้เมื่อเกิดเหตุ ในขณะที่ร้อยละ 93.5 ต้องการให้ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการ เปลี่ยนตัวหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่ไม่ตื่นตัวทำงานตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชน
ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ระบุ ตอนนี้ ยืนยันได้ว่า ประหยัดจนไม่รู้ประหยัดตรงไหนอีกแล้ว อดอยากไม่รู้ว่าจะอดอยากไปอีกนานแค่ไหน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ระบุ ทุกวันนี้ พบว่า เจ้าสัวรวยแล้วรวยอีก คนจนจนแล้วจนลง เพราะคนจนถูกปิดทางเลือกไม่มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูก ช่วงวิกฤตและคนกำลังตกงาน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.3 ระบุ บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ กำลังเอาเปรียบประชาชนช่วงวิกฤต ประชาชนจำทนต้องซื้อสินค้าราคาสูง เกินความสามารถจ่ายได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.5 อดทน อดกลั้นไม่ยอมพากันลงถนน เพราะกลัวซ้ำเติมวิกฤตของประเทศและความเดือดร้อนของผู้อื่น และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.6 ระบุ วันนี้ ฉันเป็นทุกข์ ฉันกำลังเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ผลการจัดอันดับกระทรวงตื่นตัว เป็นตัวช่วยดูแลประชาชนได้มากที่สุด อันดับหนึ่งหรือร้อยละ 45.4 ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มีผลงานเด่น รวดเร็วฉับไวป้องกันและแก้ไขวิกฤตแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ดูแลรักษาประชาชนผู้ติดเชื้อ การได้วัคซีนมาฉีดให้ประชาชนฟรีครอบคลุมทั่วประเทศ อันดับสองหรือร้อยละ 21.7 ได้แก่ กระทรวงการคลัง บางส่วนราชการ เช่น ธนาคารกรุงไทย ช่วยเหลือเยียวยา เอาใจใส่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย อันดับสามหรือร้อยละ 7.7 ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ทหารช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย พิบัติต่าง ๆ รับซื้อสินค้าเกษตร จำหน่ายสินค้าราคาถูกใกล้ค่ายทหาร ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกักกันตัวควบคุมโรค โรงพยาบาลสนาม การจัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่แพร่ระบาดโควิดและช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อันดับสี่หรือร้อยละ 7.4 ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับภาคเอกชนขายสินค้าราคาถูก อันดับห้าหรือร้อยละ 6.2 ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยียวยากลุ่มเกษตรกรได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ในขณะที่ ร้อยละ 11.6 ระบุอื่น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลการจัดอันดับ หน่วยงานรัฐ ต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤต ความเดือดร้อนทุกข์ของประชาชนเมื่อตอบได้หลายหน่วยงาน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.0 ระบุ ตำรวจท้องที่ ตำรวจอำเภอต่าง ๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ปล่อยปละละเลย แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน ต้นตอแพร่ระบาดโควิด) รองลงมา เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน คือ ร้อยละ 72.1 ระบุ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เกี่ยวข้องขบวนการขนแรงงานเถื่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับสามหรือร้อยละ 70.2 ระบุ ข้าราชการ กระทรวงแรงงาน (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน กระจายในสถานประกอบการ) อันดับสี่หรือร้อยละ 69.8 ระบุ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (ปัญหาดั้งเดิมอันยาวนาน เรื่องผลประโยชน์ พิธีการศุลกากร) และอันดับห้าหรือร้อยละ 68.4 ระบุ กระทรวงมหาดไทย (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน และบทบาทช่วยเหลือดูแลปัญหาเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่มีผลงานประจักษ์โดดเด่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การทำโพลชี้ให้เห็นว่า ประชาชน ต่างเดือดร้อนและได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยทั่วหน้า ผลการจัดอันดับกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ ครั้งนี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ ในการตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชนช่วงการแพร่ระบาดของโรคที่ผ่านมา &amp;nbsp; โดยเฉพาะ รัฐบาล ที่ต้องมีนโยบายเข้ม รอบคอบและชัดเจน รวดเร็วพอที่จะตอบสนอง ครอบคลุมในทุกมิติและกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นต้องลงดาบข้าราชการเกียร์ว่างทุกระดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม มีข้อเสนอแนะ &amp;nbsp;3 ประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในภาคส่วนราชการ ถือเป็นที่พึ่งยามทุกข์ยากของประชาชนช่วงวิกฤตโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจ หากไม่ตอบโจทย์ประชาชนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตัว หัวหน้าส่วนราชการทุกระดับ จึงจำเป็นต้องตื่นตัว ปรับเปลี่ยนและลงพื้นที่ตอบสนองแก้ไขภัยคุกคามชีวิตปกติสุขและสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้รวดเร็วฉับไว เพื่อจบปัญหาเดือดร้อนของประชาชนระดับพื้นที่ให้ได้ &amp;nbsp;โดยต้องมีข้อมูลและจัดทีมบูรณาการ ลงแก้ปัญหา กระจายเข้าชุมชนต่างๆ ทำให้ประชาชนฟื้นตัวและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว โดยเฉพาะภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และกลุ่มสตาร์ทอัพ (Start Up) &amp;nbsp;โดยดึงสถาบันการศึกษาท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง ภาคเอกชน บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ นักธุรกิจนักลงทุนที่ถูกมองว่าเอาเปรียบประชาชนที่ผ่านมา ควรใช้โอกาสนี้ แสดงความจริงใจ รวมตัวกันจัดมหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ปลดทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ยอมตัดเฉือนกำไรและถอยมาใส่ใจทำเพื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยและสังคมส่วนรวมให้มากขึ้น เพราะธุรกิจอยู่ได้ด้วยประชาชนผู้บริโภค เมื่อทุกคนเจอวิกฤตโควิด-19 จึงจำเป็นต้องขอให้บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต่างๆ เข้ามารองรับช่วยพยุงสังคมและประชาชนให้อยู่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม ภาคประชาชน ที่ต้องไม่รอความช่วยเหลือเป็นลูกนก จึงเป็นความจำเป็นที่ภาคประชาชนต้องตื่นตัว เรียนรู้ ปรับเปลี่ยนตัวเอง ครอบครัว ชุมชนเพื่อความอยู่รอด ด้วยความรัก ความเข้าใจกันและพึ่งพากัน มุ่งร่วมกันการพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย &amp;nbsp;เพื่อความอยู่รอด ฟื้นตัวและเข้มแข็งไปด้วยกัน &amp;nbsp;จำเป็นต้องรู้รักสามัคคี ช่วยเหลือกันและกัน หยุดต้นตอของการยุยง สร้างความแตกแยกของคนในชาติ การพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย อันเป็นต้นตอความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ที่ทำให้เกิดการสูญเสียและเสียหาย ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ จนโอกาสการฟื้นตัวของประเทศที่กำลังสั่งสมภาพบวก กลายเป็นวิกฤต เหยียบย่ำซ้ำเติมประชาชนที่ร่วมกัดฟันต่อสู้ฝ่าปัญหาต่างๆมาด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97509</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, จัดอันดับ กระทรวง, ดร.นพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_605ffe2f08878.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเตือน&#039;ปรับครม.&#039;เลือกคนผิดยิ่งเติมเชื้อไฟให้ม็อบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง การเมือง อย่าสุมไฟ ม็อบ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,473 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 7 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เกือบร้อยละร้อยคือร้อยละ 99.8 ระบุ นักการเมือง มุ่งแต่แย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ดีต่อสถานการณ์บ้านเมืองความขัดแย้งในหมู่ประชาชนตอนนี้ ในขณะที่ ร้อยละ 99.2 ผิดหวังนักการเมือง แย่งตำแหน่งรัฐมนตรี มุ่งถอนทุนคืน มากกว่าทำงานเพื่อแก้ความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน และร้อยละ 98.7 เสื่อมศรัทธาต่อ นักการเมือง แย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกัน ในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.0 เชื่อมั่นต่อ จิตวิญญาณทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เด็ดขาดเลือกคนดีเป็นรัฐมนตรี แก้วิกฤตชาติและวิกฤตของประชาชน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.2 เชื่อค่อนข้างมากถึงมากที่สุดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเลือกข้างผลประโยชน์ชาติและของประชาชน มากกว่า ผลประโยชน์ของนักการเมืองที่จะถอนทุนคืน ในขณะที่ร้อยละ 23.0 ระบุปานกลางและร้อยละ 12.8 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่เชื่อเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.1 ประเมินการแก้ปัญหาโควิดโดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า จัดการแก้วิกฤตโควิดได้ดีค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 23.7 ระบุปานกลาง และร้อยละ 11.2 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่ดีเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อนักการเมืองที่วิ่งเต้นแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงชาติบ้านเมืองวิกฤตโควิด วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงบานปลายมากขึ้นถ้าไปกดดันนายกรัฐมนตรีให้ตัดสินใจเลือกใช้คนไม่ตรงจุดไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ความขัดแย้งของคนในชาติเวลานี้ เพราะประชาชนยังเชื่อมั่นในจิตวิญญาณทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่จะเลือกข้างผลประโยชน์ชาติและของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของนักการเมืองที่จะถอนทุนคืน ถ้า นายกรัฐมนตรี ทำสำเร็จเสาหลักของชาติก็จะเป็นที่รักของประชาชนอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า แต่ขบวนการม็อบลุ่มลึกกว่าการเมือง เปราะบางมากเกินกว่าจะมองแค่เปลือกภายนอกแล้วมาแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกันเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายการเมืองไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะฝ่ายการเมืองกำลังถูกลากเข้าไปอยู่ในเกมสุมไฟม็อบสร้างความขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนในชาติ ดังนั้น ฝ่ายการเมืองต้องนิ่งและอยู่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน และจะรอดทั้งหมด เพราะขบวนการที่ร้ายกาจกว่านักการเมืองกำลังทำงานเข้าเป้ามากกว่า ขณะที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอาจจะปฏิบัติการตามเกมที่พวกเขาออกแบบกันมาอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 57 &amp;ndash; 63 เป็นเงาตามตัวผู้มีอำนาจ (The Power) มาตลอด ข้อเสนอแนบท้าย คือ ตอนนี้ ณ เวลานี้ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องช่วยกันคัดคนดี คนเก่ง คนกล้า มาช่วยคุมเกม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95243</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, ปรับครม., สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, อย่าสุมไฟม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_6044549e5bafd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2020 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2020 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยคนไทย97%เชื่อเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนฟอกตัวแรงงานต่างด้าวเถื่อน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ธ.ค.2563 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง รวมพลังกู้ชาติ โควิดปีใหม่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,352 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 - 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความเชื่อว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐ เอี่ยว ขบวนการฟอกตัวแรงงานต่างด้าวเถื่อน ต้นเหตุโควิดปีใหม่ หรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.3 เชื่อว่า มี ในขณะที่ร้อยละ 2.7 ไม่เชื่อว่ามี นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.1 รู้สึกเซ็ง หดหู่ใจ เจ้าหน้าที่รัฐ ฟอกตัวแรงงานต่างด้าวเถื่อน ทำลายความสุขประชาชนช่วงปีใหม่ ในขณะที่ร้อยละ 1.9 ไม่รู้สึกอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.1 ระบุ ไม่โอเค เสียดาย พลาดความสุข ไม่ได้ฉลองปีใหม่ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐและขบวนการฟอกตัวแรงงานต่างด้าวเถื่อน ในขณะที่ ร้อยละ 9.9 ยังรู้สึก โอเค ไม่เสียดายอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.3 ตำหนิ เจ้าหน้าที่รัฐและส่วนราชการ กระทรวงต่าง ๆ ที่โยนความรับผิดชอบกันไปมา ไม่มีใครออกมารับผิดชอบต่อขบวนการฟอกแรงงานต่างด้าวเถื่อนและกลุ่มต้นเหตุโควิดปีใหม่ ในขณะที่ร้อยละ 16.7 ไม่ตำหนิใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึง แนวทาง รวมพลังกู้ชาติ โควิดปีใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.7 ระบุ คนไทยและแรงงานข้ามชาติทุกคน ต้องรวมพลังกู้ชาติไทย แก้โควิดปีใหม่ รองลงมาคือร้อยละ 90.0 ระบุ คนไทยจะชนะโควิดปีใหม่ ต้องยกการ์ดสูง เข้มงวดรับผิดชอบตนเองและสังคม ร้อยละ 88.3 ระบุ ขอเจ้าหน้าที่รัฐและคนไทยทุกคน เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของแรงงานต่างด้าวที่ช่วยสร้างพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ร้อยละ 87.8 ขอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จัดการขั้นเด็ดขาด เจ้าหน้าที่รัฐและขบวนการฟอกแรงงานต่างด้าวเถื่อน และร้อยละ 87.4 ขอผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐต่าง ๆ กระชาก หน้ากาก ของผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการฟอกแรงงานต่างด้าวเถื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ตอนนี้ ณ เวลานี้ ต้องใช้พลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ที่มีสองส่วนสำคัญคือ อำนาจรัฐ (State Power) และ อำนาจที่ไม่ใช่อำนาจรัฐ (Non-State Power) จากประชาชนทุกเชื้อชาติในประเทศ โดยผู้บริหารระดับสูงที่ดีต้องทำให้การปฏิบัติการภายใต้นโยบายนำ (Leading Policy) สอดคล้องกัน ไม่ขัดกัน ดังนั้น ทางออกคือ การปฏิบัติการ &amp;ldquo;รวมพลังกู้ชาติ&amp;rdquo; บนฐาน 3 ฐาน ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ส่วนราชการ กระทรวงต่าง ๆ ไม่โยนความรับผิดชอบกันไปมา ต้องรับไว้ว่าจะประสานงานกัน ช่วยกัน เช่น โรงพยาบาลสนาม ก็ไม่ควรโยนว่าเป็นของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเพราะ เหตุปัจจัยของโควิดปีใหม่นี้เกิดจากหลายเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยไปทำร่วมกัน หรือปล่อยปละละเลย จนสร้างความทุกข์ความเซ็งให้กับประชาชนแบบที่เกิดขึ้นตอนนี้ แทนที่ประชาชนจะได้ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุขกัน แต่จะมีผู้บริหารระดับสูงคนไหนที่ออกมาทำให้เห็นว่าตนเองเสียสละความสุข มาร่วมทุกข์ ช่วยเหลือประชาชนในยามนี้ เพราะภาพที่ออกมามีแต่รอยยิ้มดูดี แต่ประชาชนทั้งประเทศกำลังทุกข์ เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ทุกคนทุกชาติในประเทศไทยมารวมเป็นพลังได้ทุกคน ไม่ว่า คนไทย แรงงานต่างด้าว ไม่ว่าเถื่อนหรือไม่เถื่อน ในสถานการณ์นี้ต้อง ไม่เหยียดเชื้อชาติ (Discrimination) ไม่แบ่งแยกกลุ่ม ควรขีดตัดคำว่า &amp;ldquo;ต่างด้าวเถื่อน&amp;rdquo; ออกไปก่อน และจะเห็นได้ว่ากรณีแรงงานต่างด้าวที่สมุทรสาคร เป็นแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานเพื่อผลประโยชน์ชาติช่วยพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แตกต่างจาก กรณีแรงงานต่างด้าวในสถานบริการที่เชียงราย ที่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและขบวนการธุรกิจส่วนตัวของผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) คำสั่ง หรือ ประกาศต่าง ๆ และปฏิบัติการ ต้องไม่ไปลดทอนพลังอำนาจแห่งชาติ ถ้าหากผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเห็นพ้องต้องกันว่า &amp;ldquo;รวมพลังกู้ชาติ&amp;rdquo; คือทางออกที่ต้องใช้พลังจากทั้งคนไทย และ แรงงานต่างด้าวอีกหลายล้านคน มาร่วมเป็นพลังด้วย วิกฤตโควิดปีใหม่นี้ก็จะผ่านพ้นไปได้ไม่ยากนัก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88087</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, ฟอกตัวแรงงานต่างด้าว, รวมพลังกู้ชาติ โควิดปีใหม่, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, แรงงานต่างด้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201227/image_big_5fe8113ba0120.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 10:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 10:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยคนไทยอยากเห็นทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง-รู้คุณแผ่นดิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.2563 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เยาวชนปลดแอก กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 11,579 ตัวอย่างในโลกโซเชียล และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; (Traditional Voice) จำนวน 1,812 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 - 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.4 ระบุ ความเห็นต่อ เยาวชนปลดแอก ว่า ควรรวมพลัง ปลดแอก ไม่ยอมให้ต่างชาติ แทรกแซง สร้างปั่นป่วน ทำคนในชาติแตกแยก รองลงมาคือ ร้อยละ 90.0 ระบุ ปลดแอกจาก การถูกรังแก คุกคามในห้องเรียน ในโรงเรียน ในชุมชน และร้อยละ 80.6 ระบุ ร่วมกันปลดแอก แจ้งหน่วยงานรัฐ เป็นหูเป็นตา ใช้โซเชียล เปิดโปง รักษาความมั่นคงชาติ และความสงบสุขของบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.1 ระบุความต้องการให้ คนไทยทุกคน มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง รองลงมาคือร้อยละ 97.2 ต้องการให้คนไทยทุกคนมีงานทำ มีอนาคตดี มั่นคง ร้อยละ 96.9 ต้องการให้คนไทยสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ร้อยละ 96.7 ต้องการให้คนไทยเป็นพลเมืองที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีต่อกัน ใครไม่ดีต้องจัดการให้เห็น และร้อยละ 96.2 ต้องการให้คนไทย มีระเบียบ ยึดหลักคุณธรรม มีวินัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.4 เห็นด้วยกับความต้องการกฎหมายดูแลเด็กนักเรียนตั้งแต่เข้าเรียน จนถึง มีงานทำ ในขณะที่ร้อยละ 8.6 ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll ในการศึกษาแนวโน้มความเคลื่อนไหว &amp;ldquo;เยาวชนปลดแอก&amp;rdquo; ในโลกโซเชียล ซึ่งพบข้อมูลที่น่าพิจารณาคือ จำนวนผู้ใช้โซเชียลเฉพาะประเทศไทยอย่างเดียวการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานในวันม็อบ 16 สิงหาคม จำนวน 368,453 ผู้ใช้งานเฉพาะภายในประเทศไทย แต่ ถ้านำข้อมูลรวมต่างชาติเข้ามาวิเคราะห์ด้วยมีถึงจำนวน 18,416,480 ผู้ใช้งาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ข้อสังเกตที่ค้นพบอีกประการหนึ่งคือ ประเทศไทยมีจำนวนเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 12 &amp;ndash; 24 ปีทั่วประเทศจำนวน 11,056,769 คน อ้างอิงจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2562 จึงเห็นได้ว่า กลุ่มเคลื่อนไหว &amp;ldquo;เยาวชนปลดแอก&amp;rdquo; ในโซเชียลจำนวน 368,453 ผู้ใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 3.33 เท่านั้นซึ่งยังต้องแยกกลุ่มผู้ใหญ่ที่เข้ามาผสมโรงออกไปอีกในโอกาสต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า มีความจำเป็นต้องเอาข้อมูลการเคลื่อนไหวของประชาชนในโลกโซเชียลมาวิเคราะห์อย่างจริงจังมากกว่าเชื่อไปตามภาพลวงตาที่ถูกขบวนการทั้งคนไทยและต่างชาติร่วมกันปั่นกระแสให้บ้านเมืองสั่นคลอนกันในเวลานี้ แต่ขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองยึดหลักสกัดคนไม่ดีออกไปอย่าให้เด็กและเยาวชนเห็นว่าท่านปากว่าตาขยิบ รี่ตาข้างหนึ่ง หรือปล่อยไปตามน้ำ เพราะโลกยุคซูเปอร์ดิจิทัล Super Digital มันยากที่จะเอาใบบัวปิดช้างทั้งตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวด้วยว่า ขอให้ทุกคนช่วยกันเอาความต้องการของประชาชนเป็นเป้าหมายและเร่งทำให้ได้ตรงเป้าความต้องการของประชาชนที่ค้นพบในข้อมูลสำรวจครั้งนี้คือ ต้องการกฎหมายที่ช่วยเด็กนักเรียนฟรีตั้งแต่เข้าเรียนจนถึงมีงานทำ ที่คนไทยในประเทศส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า มีกฎหมายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นแล้วและดูแลเด็กยากจนพิเศษมากถึง 7-8 แสนรายทั่วประเทศที่ฝาบ้านไม่ครบ 4 ด้านเรียนฟรี ดูแลพ่อแม่ผู้ปกครองให้มีทักษะอาชีพมีงานทำ และกำลังขยายต่อยอดเรียนถึงปริญญาตรีและมีงานทำมั่นคง ทำไมสังคมไม่เอาสิ่งดี ๆ เหล่านี้มาแบ่งปัน มั่วแต่เอาเรื่องเลวร้ายมาปั่นอารมณ์เด็กและเยาวชนกัน ทำแต่เรื่องร้าย ๆ ให้บ้านเมืองและแผ่นดินนี้ไปเพื่ออะไรและเพื่อใคร ขอให้ประชาชนเด็กเยาวชนและสื่อมวลชนช่วยคิดกันดู
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75282</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, เยาวชนปลดแอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200823/image_big_5f41e97e556fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
