<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2021 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2021 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันเกษตรกร: ทางรอดของภาคเกษตรไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาในบทความนี้เป็นบทสรุปจากโครงการวิจัย &amp;ldquo;ผลกระทบระยะยาวของการขยายกิจการของผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ต่างชาติ&amp;rdquo; ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีผู้เขียนเป็นหัวหน้าโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อค้นพบสำคัญของการศึกษา คือ การจัดการและรับมือกับอิทธิพลของผู้ประกอบการต่างชาติ จะไม่ปฏิเสธบทบาทของผู้ประกอบการต่างชาติในการนำผลผลิตไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการจัดระเบียบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดในการรับซื้อผลผลิต เกษตรกรต้องมีความเข้มแข็งเกิดเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจาการซื้อขาย เพื่อให้ได้ราคาที่ยุติธรรม &amp;nbsp; ทั้งนี้ ในการค้าขายผลผลิตทางเกษตรทั่วไป เกษตรกรมักเสียเปรียบจากอำนาจต่อรองที่ด้อยกว่าผู้ซื้อ &amp;nbsp;จากหลายเหตุ เช่น เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดสินค้าเกษตรได้น้อยกว่าและช้ากว่าพ่อค้า &amp;nbsp; ในกรณีของผลผลิตซึ่งเน่าเสียง่าย เกษตรกรมีแรงกดดันที่จะต้องรีบขาย เสียเปรียบในการต่อรองราคา เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายเล็กและมีจำนวนมาก ต้องแย่งกันขายผลผลิตให้กับผู้ซื้อซึ่งเป็นรายกลางและรายใหญ่หรือมีทุนที่หนากว่า อีกทั้งความไม่แน่นอนในปริมาณผลผลิตที่เกิดจากนานาเหตุ ส่งผลให้เกิดผลผลิตล้นตลาด นำไปสู่ความตกต่ำของราคาได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักปฏิบัติทั่วไปในการยกระดับอำนาจการต่อรองทางการค้าของเกษตรกรประกอบด้วย 5 กลุ่มกลยุทธ์ ประกอบด้วย 1) การควบคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของตลาด &amp;nbsp;2) การตลาดแบบรวมกลุ่ม 3) เกษตรพันธสัญญา &amp;nbsp;4) การสร้างความแตกต่างให้กับผลผลิต และ 5) การลดคนกลางในโซ่อุปทาน &amp;nbsp;โดยการขับเคลื่อนทั้ง 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ต่างต้องอาศัยการรวมตัวกันของเกษตรกรเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อน โดยมีภาครัฐสนับสนุนตามความเหมาะสม สังคมที่สามารถยกระดับภาคเกษตรให้เกษตรกรมีฐานะและคุณภาพชีวิตที่ดี ต่างดำเนินการ &amp;ldquo;เชิงรุก&amp;rdquo; ผลักดันให้เกษตรกรเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนการพัฒนา &amp;nbsp;แต่ด้วยเกษตรกรส่วนใหญ่ยังเป็นรายเล็ก ไม่เข้มแข็งพอที่จะสร้างอำนาจต่อรองเองได้โดยลำพัง &amp;nbsp;จำเป็นต้องอาศัยการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเป็น &amp;ldquo;สถาบันเกษตรกร&amp;rdquo; ทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาภาคการเกษตรไทยที่มีกันมาในอดีต &amp;nbsp;ต่างนิยมให้หน่วยงานรัฐรับบทบาท &amp;ldquo;ช้างเท้าหน้า&amp;rdquo; ของการขับเคลื่อนองคาพยพการแก้ไขปัญหา บนฐานความเชื่อว่า เกษตรกรไทยมีความอ่อนแอ ไม่สามารถยืนได้บนขาของตัวเอง จำต้องอาศัยความช่วยเหลือจากรัฐแทบในทุกมิติ &amp;nbsp;การให้เกษตรกรพึ่งพารัฐอยู่ร่ำไป ทำให้เกษตรกรอ่อนแอลง จมอยู่กับวังวนของปัญหา &amp;nbsp; นอกจากนี้ กลยุทธ์และมาตรการแก้ไขภาคเกษตร มักต้องอาศัยความร่วมมือในการดำเนินงานของหน่วยงานจำนวนมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ (การเพาะปลูก) ไปยังปลายน้ำ (การตลาดและการขาย) ของห่วงโซ่สินค้าเกษตร &amp;nbsp;เป็นหน่วยงานที่กระจัดกระจายไปในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายที่กำหนดขอบเขตภารกิจของตนเอง มีแผนการใช้งบประมาณของตนเองเป็นเอกเทศ อีกทั้งในหลายวาระยังต้องลู่ไปตามกระแสการเมืองที่วูบวาบอีก &amp;nbsp;ขาดองค์กร &amp;ldquo;เจ้าภาพ&amp;rdquo; หรือองค์กรที่จะเป็นเจ้าของผลงาน (Ownership) ที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้การดำเนินงานทั้งองคาพยพของทุกหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความอ่อนแอและความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว&amp;nbsp;
โครงการวิจัยจึงได้นำเสนอกรอบกลยุทธ์ที่ค่อนข้างแตกต่างจากข้อเสนอในอดีต โดยเน้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกร ให้สามารถเป็นผู้นำและรับผิดชอบหลัก ขับเคลื่อนกลยุทธ์และมาตรการโดยเฉพาะส่วนการประกอบธุรกิจและการค้า หน่วยงานรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะในส่วนการบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาระบบข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยังจำเป็นต้องพึ่งอำนาจตามกฎเหมายและสรรพกำลังของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้เกษตรกรรวมตัวกันไม่ใช่เป็นข้อเสนอใหม่ สหกรณ์แห่งแรกของไทยได้ถูกจัดตั้งมากว่า 100 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งมากว่า 40 ปี แต่เกษตรกรไทยยังไม่สามารถรวมตัวกันเป็นเอกภาพ สร้างองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็งจนขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติได้ &amp;nbsp;การศึกษาจึงได้ทำการถอดบทเรียนบทบาทของสถาบันเกษตรกรและกระบวนขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคการเกษตรในประเทศนิวซีแลนด์และสหภาพยุโรป เปรียบเทียบกับกรณีของไทยใน 5 กรณีศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการถอดบทเรียนกรณีศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การพัฒนาสถาบันเกษตรกรใน 2 กรณีมีกรอบแนวทางการขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน &amp;nbsp;ในกรณีของกีวีในนิวซีแลนด์ การขยายตัวอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการส่งออกเป็นผลจากการพัฒนาด้านสถาบันและด้านองค์กรอย่างต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จนปี ค.ศ. 1988 เกิดวิกฤตการณ์ราคากีวี นำไปสู่การปรับโครงสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 1989 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ด้วยการแยกบทบาทหน้าที่ทางธุรกิจออกจากองค์กรรัฐ สถาบันเกษตรกรรับบทนำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการดำเนินการทั้งด้านการผลิตและการค้า ส่วนรัฐเป็นเพียงผู้ให้กับสนับสนุน (Facilitator) และกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย &amp;nbsp;ในกรณีอุตสาหกรรมผักและผลไม้ในสหภาพยุโรป รัฐบาลของกลุ่มสหภาพยุโรป ได้เริ่มใช้นโยบายด้านการเกษตรร่วมกัน (The Common Agricultural Policies, CAP) ในปี ค.ศ. 1962 &amp;nbsp;ต่อมาในปี ค.ศ. 1996 ระหว่างที่จะมีการปฏิรูปนโยบาย CAP เกิดความไม่สมดุลในอำนาจทางการค้าระหว่างเกษตรกรกับพ่อค้า ภาครัฐจึงได้ยกระดับความสำคัญสถาบันเกษตรกรเพื่อ เป็นกลไกที่เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรในการค้ากับผู้ประกอบการกับธุรกิจในห่วงโซ่สินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างยุติธรรมตลอดทั่วห่วงโซ่สินค้าเกษตร อันเป็นหลักประกันให้เกษตรกรมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี &amp;nbsp;โดยสถาบันเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริม จะต้องให้ความสำคัญกับการทำการตลาดให้กับผลผลิตของสมาชิก และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลผลิตตลอดห่วงโซ่สินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างกรณีผักและผลไม้ในสหภาพยุโรปและสินค้ากีวีในนิวซีแลนด์ คือ เกษตรกรกีวีรวมตัวกันเป็นเพียงสถาบันเกษตรกรแห่งเดียว ในขณะที่สถาบันเกษตรกรในสหภาพยุโรปจะมีอยู่หลายแห่งตามฐานการผลิต โดยมีกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเปิดโอกาสให้จัดตั้งสถาบันเกษตรกรร่วมกันขายผลผลิต และกฎหมายที่กำกับดูแลสหกรณ์ให้ความยืดหยุ่นแก่สถาบันเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกประเภทขององค์กรและรูปแบบการบริหารจัดการภายใน นอกจากนี้ รัฐยังมีความชัดเจนในนโยบายและเงื่อนไขการให้การสนับสนุนแก่สถาบันเกษตรกรที่มีคุณภาพ &amp;nbsp; สิ่งที่ทั้งสองกรณีมีร่วมกัน คือ รัฐบาลรับบทบาทอำนวยความสะดวก และกำกับดูแลด้านกฎหมาย ในขณะที่สถาบันเกษตรกรรับบทบาทนำในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการผลิตและการค้า โดยให้ความสำคัญกับการค้านำการผลิต เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองในการขายผลผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การถอดบทเรียนการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรของไทยจาก 5 กรณีตัวอย่าง ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสินค้าไก่เนื้อและผลิตภัณฑ์ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์แห่งชาติ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ และการยางแห่งประเทศไทย พบว่า สถาบันเกษตรกรถูกกำหนดสถานภาพเป็นเพียงแค่ผู้แทน ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของร่วม และถูกกระทำในลักษณะที่สร้างความเคยชินให้กับสถาบันเกษตรกรในฐานะเป็นเพียงผู้ขอรับความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่มีปัจจัยเอื้อที่จะดึงศักยภาพให้สถาบันเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีศึกษาของต่างประเทศ ชี้ว่า สถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งและสามารถสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้นั้น จะต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนกลไกหรือเครื่องมือให้กับเกษตรกร ในการดำเนินการธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่ายผลผลิตทั้งที่เป็นผลผลิตสดจากสวน หรือผลผลิตที่แปรรูปแล้ว ภายใต้แนวคิดการให้ความสำคัญกับการตลาดนำการผลิต ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตลาด: &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น ขายผลผลิตร่วมกัน &amp;nbsp;พัฒนาตราสินค้าของกลุ่มและผลิตภัณฑ์แปรรูป สร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ ทั้งในประเทศ และประเทศ) &amp;nbsp;รักษาผลผลิตที่ได้คุณภาพที่ตลาดกำหนด &amp;nbsp; &amp;nbsp;และ ยกระดับความสามารถในการประกอบการ จนสามารถเป็นผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายผลผลิตในต่างประเทศด้วยตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปลูก: เช่น พัฒนาระบบวางแผนการปลูกให้สอดคล้องกับขีดความสามารถของพื้นที่และความต้องการของตลาด ประยุกต์ใช้เกษตรอัจฉริยะและระบบการเกษตรปลอดภัย มาสนับสนุนการทำสวน และพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกำหนดและควบคุมคุณภาพผลผลิต: กำหนดมาตรฐานผลผลิตของกลุ่ม และอาจให้เหนือกว่ามาตรฐานของผู้ซื้อเพื่อความโดดเด่นของสินค้า และ &amp;nbsp;2) พัฒนาระบบตรวจคุณภาพและสุขอนามัยของพืช จนถึงระบบติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันและบริหารจัดการความเสี่ยงและวิกฤตการณ์: พัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยงให้เกษตรกร สามารถผ่านพ้นช่วงที่เกิดการสะดุดของการเพาะปลูกและการค้าขายไปได้ และควบคุมไม่ให้ปัญหาระยะสั้นลุกลามไปเป็นวิกฤตการณ์ระยะยาว จนทำให้เกษตรกรทสูญเสียอาชีพการทำเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเป็นผู้แทนของเกษตรกรในการประสานกับหน่วยงานภายนอก: ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเกษตรกรต่างๆ
ความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรไทยจะเป็น &amp;ldquo;จุดคานงัด&amp;rdquo; นำพาภาคเกษตรไทยออกจากวังวนของวิกฤตได้ โดยสถาบันเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ต้องจัดตั้งตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกรที่มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายทางธุรกิจร่วมกัน ไม่ใช่จัดตั้งตามกระแสการเมืองหรือกระแสการสร้างผลงานของหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp; มีระบบคัดกรองที่เข้มข้นให้ได้สมาชิกที่มีเป้าหมายร่วมกันจริงๆ &amp;nbsp;สถาบันเกษตรกรต้องมีผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจ เข้ามาบริหารการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกรอย่างมืออาชีพและมีธรรมาภิบาล โดยสถาบันเกษตรกรจะต้องมีความสามารถพึ่งพาตนเองได้ในภารกิจเกี่ยวกับการค้าและธุรกิจ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ ด้านข้อมูล และด้านกฎระเบียบ เฉกเช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ คณะผู้วิจัยประกอบด้วย รศ.ดร. สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ &amp;nbsp;รศ.น.สพ.ดร. วิชัย ทันตศุภารักษ์ &amp;nbsp;ผศ.ดร. ประมวล สุธีจารุวัฒน &amp;nbsp;ผศ. เรือเอก ดร. สราวุธ ลักษณะโต &amp;nbsp;ผศ.ดร. ศุภวรรณ วิเศษน้อย &amp;nbsp;ผศ.ดร. ฐิติมา วงศ์อินตา และ อ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร &amp;nbsp;ทั้งนี้ความเห็นในรายงานนี้เป็นของผู้วิจัย สกสว. ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์
สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93523</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถาบันเกษตรกร: ทางรอดของภาคเกษตรไทย, สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์, สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200501/image_big_5eac05dc76527.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) กับ อนาคตภาคเกษตรไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยกำหนดนโยบายฝากอนาคตของชาติไว้กับความรุ่งเรื่องของภาคการเกษตรไทย ไม่ว่าจะเป็นการชูธงให้ไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก เป็นครัวของโลก ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของไทยด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ และการมีพืชผลหลากหลายพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ตามฤดูกาลตลอดทั้งปี . และล่าสุดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้ระบุว่า ศักยภาพของภาคเกษตรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญสู่ความสำเร็จในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางก้าวสู่ความรุ่งเรืองของเกษตรไทย ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับต้องพบกับอุปสรรคขวากหนามในหลายด้าน ทั้งที่เป็นเหตุจากปัจจัยภายนอก และที่เป็นเงื่อนไขที่เป็นสนิมในเนื้อในของภาคการเกษตรเอง ทั้งที่เป็นความท้าทายที่พึ่งอุบัติขึ้นใหม่ และที่เป็นความอ่อนแอที่ฝังลึกอยู่ในระบบเกษตรไทยมานานแล้ว ในรอบหลายปีที่ผ่านมา พบว่า ผลผลิตส่งออกทางการเกษตรของไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากคู่แข่งต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีลักษณะภูมิประเทศใกล้เคียงกับเรา ซึ่งได้เริ่มปฏิรูปภาคการเกษตรของตนอย่างจริงจัง อีกทั้งยังเปิดรับต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในภาคการเกษตรอีกด้วย &amp;nbsp;ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกขึ้นลงผันผวนสูง &amp;nbsp;ปรากฏการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มีความถี่และความรุนแรงขึ้นอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน &amp;nbsp;ซ้ำเติมด้วยภาวะที่ศักยภาพของระบบเกษตรไทยถูกกัดกร่อนจากความอ่อนแอหลายประการมาเป็นระยะเวลานาน เกษตรกรไทยจำนวนหนึ่งยังนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งให้ผลผลิตมูลค่าต่ำ ด้วยวิธีแบบดั้งเดิมที่เคยใช้มากว่า 20 ปีแล้ว &amp;nbsp;(ในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ ได้นำการเกษตรสมัยใหม่มาใช้โดยธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว) แรงงานในภาคเกษตรมีผลิตภาพต่ำ การผลิตในภาคการเกษตรไทยมีมูลค่าประมาณร้อยละ 8.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (ในปี พ.ศ. 2561) &amp;nbsp;ในขณะที่ภาคการเกษตรขับเคลื่อนด้วยแรงงานคิดเป็นจำนวนร้อยละ 32 ของแรงงานทั้งหมดของประเทศ (รวมเกษตกรอาชีพและเกษตรกรบางเวลา) &amp;nbsp;ผลผลิตต่อไร่ในการปลูกข้าวเปลือกของไทยประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และยังมีต้นทุนการผลิตข้าวสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นผลจากการใช้สารเคมีที่มากเกินควร &amp;nbsp; นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ของไทยเป็นเกษตรกรรายย่อยและสูงวัย มีอายุเฉลี่ยเกือบ 60 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางหนึ่งในการขจัดจุดอ่อนทั้งหลายทั้งปวงที่บั่นทอนศักยภาพของเกษตรไทย คือ การส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) พลิกโฉมจากการเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นการเกษตรสมัยใหม่ ด้วยการนำนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีการเกษตรและการจัดการธุรกิจการเกษตร มาเพิ่มผลิตภาพในการผลิต ลดความจำเป็นในการใช้แรงงาน ยกระดับคุณภาพและคณค่าของผลผลิตเกษตร และรักษาสิ่งแวดล้อม สอดแทรกในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การเกษตร ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ระหว่างการเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความหมายที่กว้าง การเกษตรอัจฉริยะผสมผสานการใช้เทคโนโลยีหลายประเภท อาทิเช่น เทคโนโลยสื่อสารและดิจิทัล เทคโนโลยีด้านชีวภาพ เทคโนโลยีด้านพันธศาสตร์ เทคโนโลยีด้านเคมี อุปกรณ์และเครื่องทุ่นแรงประเภทต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อประโยชน์ในงานเกษตรด้านต่างๆ ตัวอย่างเช่น 1) การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีหลายประเภทเข้าด้วยกัน มาตรวจจับสถานการณ์และบริหารจัดการข้อมูลที่หลากหลาย ทำการเฝ้าติดตามสภาพความเป็นไปในแปลงเพาะปลูก เพื่อประสิทธิภาพในการปลูกและในการใช้ปัจจัยนำเข้าและทรัพยากร และเพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตตามที่ต้องการ &amp;nbsp;2) การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ &amp;nbsp;3) การทุ่นแรง และเพิ่มความคล่องตัว ความรวดเร็วและความถูกต้องในการทำงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว 4) การแปรรูปผลิตภัณฑ์ 5) การควบคุมคุณภาพ เช่น ระบบติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ (Tracking &amp;amp; Tracking) 6) การสนับสนุนการค้าขาย เช่น ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ 7) การสื่อสารและการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและอุปกรณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน เช่น Internet of Things&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าเสียดายว่า ความพยายามผลักดันการเกษตรอัจฉริยะในไทย ยังเป็นแนวนโยบายที่ถูกกำหนดในเชิงหลักการไว้อย่างกว้างๆ &amp;nbsp;ยังขาดแผนที่นำทาง (Roadmap) ที่ฉายภาพรายละเอียดชัดเจนถึงเงื่อนเวลา เป้าหมายและขอบเขตของการดำเนินงาน และบทบาทหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ อันประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และเกษตรกร &amp;nbsp; โดยภาครัฐมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการจุดประกายและวางรากฐานให้กับการพัฒนาระบบการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งภารกิจของรัฐจะมีอยู่ใน 2 ด้านหลัก &amp;nbsp;ด้านแรกเป็นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพและความครอบคลุม เอื้อให้เกษตรกรในทุกพื้นที่ของประเทศสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม &amp;nbsp;ภารกิจด้านที่สองเป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรขึ้นใช้เองภายในประเทศ &amp;nbsp; ทั้งนี้ เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะที่ใช้งานได้ดี จะต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของการเกษตรที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ &amp;nbsp; เราจึงไม่ควรหวังพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งนอกจากจะมีราคาสูงเกินเอื้อมของเกษตรกรโดยทั่วไปแล้ว เทคโนโลยีนำเข้าก็อาจมีคุณสมบัติหรือความสามารถที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ อากาศ และประเภทของผลผลิตเกษตรไทย &amp;nbsp; รัฐต้องมีวิสัยทัศน์และแนวนโยบายที่ชัดเจนในการกำหนดว่าเทคโนโลยีกลุ่มใดที่จำเป็นจะต้องสามารถผลิตในประเทศได้ &amp;nbsp;และนโยบายจะต้องลงรายละเอียดครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต (Life cycle) ของเทคโนโลยี ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการบำรุงรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ในปัจจุบัน ได้เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉิริยะภายในประเทศบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในวงจำกัด และส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีดิจิทัลเฉพาะในกลุ่มซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่น การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้งานประเภทอื่นยังมีค่อนข้างน้อย และที่สำคัญอย่างยิ่ง สถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเอง ก็ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทเกษตรไทย &amp;nbsp;นักวิชาการในมหาวิทยาลัยที่ต้องการความมั่นคงในอาชีพ จำเป็นต้องทำวิจัยที่สามารถนำผลงานไปตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศได้ &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่เทคโนโลยีด้านเกษตรที่สอดคล้องกับบริบทเกษตรไทยและภาวะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย อาจไม่จำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากนัก จึงไม่เป็นที่สนใจของวงการวิชาการระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงื่อนไขสำคัญสู่ความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเกษตรอัจฉะริยะ คือ ความพร้อมของเกษตรกร &amp;nbsp;เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีลักษณะพื้นฐานที่ไม่เป็นคุณต่อการเปิดรับและปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เกษตรกรจำนวนมากไม่ชอบความเสี่ยง คิดเฉพาะผลประโยชน์ระยสั้น ไม่คิดถึงอนาคตระยะยาว &amp;nbsp;กลุ่มเกษตรกรที่จะเข้าใจถึงประโยชน์ที่จากระบบเกษตรอัจฉริยะ จนถึงขั้นยอมรับและลงทุนซื้อหาระบบ และเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติแบบเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmers) &amp;nbsp; ซึ่งตามนิยามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปว่าหมายถึง ผู้ที่ภาคภูมิใจในความเป็นเกษตรกร รู้จริงในเรื่องที่ทำอยู่ รู้จักแสวงหาข้อมูลประกอบตัดสินใจ คำนึงถึงการตลาดควบคู่ไปกับการผลิต และตระหนักถึงคุณภาพสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องควบคู่ไปพร้อมกันกับการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะ &amp;nbsp;โดยอาจสร้างเกษตรกรปราดเปรื่องจากการปรับฐานความคิดและทักษะให้กับเกษตรกรรายเดิม และจากการปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความยั่งยืนของภาคการเกษตรไทย ต้องอาศัยเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนมากมาเสริมทัพเกษตรกรรุ่นเดิมที่อ่อนแรงลงแล้ว &amp;nbsp;โดยเป็นเกษตรกรที่รู้เท่าทันโลก มีความตั้งใจ ทักษะ และความสามารถที่จะยกระดับประสิทธิภาพและคุณค่าระบบเกษตรไทย &amp;nbsp;การส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะจะช่วยลบทัศนคติเดิมๆที่มองว่า การทำเกษตรเป็นอาชีพล้าหลัง ไม่มีความก้าวหน้า และใช้แรงงานเข้มข้น &amp;nbsp;ระบบเกษตรอัจฉริยะจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เข้ามาเป็นเกษตรกรแทนคนรุ่นเดิมได้ &amp;nbsp;นอกจากจะพัฒนาเกษตรกรในระดับปัจเจกชนแล้ว ยังควรสร้างสถาบันเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง ให้เป็นเวทีการรวมตัวกันของเกษตรกรรายย่อยในการแบ่งปันการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีที่มีราคาสูงเกินกว่าที่เกษตรกรรายย่อยจะหาซื้อได้ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์
สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72780</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์, สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร, เกษตรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecd01b2b165b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
