<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. – มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม เปิดตัว ชุมชนต้นแบบ &quot;บ้านยางชุม-วังศิลาโมเดล&quot; จ.สุรินทร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดเป็นวงกว้างส่งผลกระทบต่อทุกคนจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาแรงงานถูกเลิกจ้างงาน สถานประกอบการบางแห่งต้องปรับลดอัตรากำลังการจ้างงานให้น้อยลง ลดเวลาการทำงาน ส่งผลกระทบต่อรายได้ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้ จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2564 พบคนพิการวัยทำงานที่ยังไม่มีอาชีพ จำนวน 72,466 คน จากจำนวนคนพิการวัยทำงานทั้งหมดที่มีอยู่ในระบบ 857,253 คน สสส. ได้ร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพความมั่นคงทางอาหารสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ เพื่อพัฒนาการจ้างงานคนพิการระยะยาวในวิกฤตโควิด-19 โดยใช้กลไกชุมชนด้านความมั่นคงทางอาหารมาจ้างงานเชิงสังคม ให้คนพิการทำงานที่บ้านและในท้องถิ่นของตัวเองได้ เช่น เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เพราะการจ้างงานลักษณะนี้คนพิการมีความรู้พื้นฐานเป็นทุนเดิม ทำให้ไม่ต้องปรับตัวจากการทำงานมาก และเป็นอาชีพที่สามารถทำงานที่บ้านและไม่ขาดแคลนอาหารในการบริโภค โดยโมเดลความมั่นคงทางอาหารและสนับสนุนอาชีพคนพิการมีเป้าหมาย 3 อย่าง คือ 1. พัฒนาทักษะคนพิการให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพที่ท้องถิ่นของตัวเองในภาวะวิกฤต 2. พัฒนาให้คนพิการทำงานตามแผนการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.พัฒนาเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อถอดบทเรียนการทำชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ ระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในวิกฤตโควิด-19 นี้ ถือเป็นโอกาสสร้างอาชีพแก่คนพิการซึ่งเป็นอีกกลุ่มประชากรที่ควรได้รับความเป็นธรรมทางสุขภาพในทุกมิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม การที่คนพิการสามารถประกอบอาชีพ และมีรายได้จากการทำงานเหมือนคนทั่วไป ทำให้เกิดความภูมิใจในตัวเอง และช่วยให้คนพิการมีพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดีขึ้น เกิดการยอมรับจากสังคม โดยที่ผ่านมา สสส. ได้สนับสนุนเรื่องการส่งเสริมโอกาสการมีงานทำ ทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมของทั้งคนพิการ สถานประกอบการ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการผ่านการมีส่วนร่วมในชุมชนอยู่แล้ว&amp;rdquo; นางภรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า โครงการส่งเสริมอาชีพความมั่นคงทางอาหารสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ สนับสนุนโดย สสส. จะเป็นการร่วมกันพัฒนาอาชีพไปยังคนพิการและครอบครัวในต่างจังหวัด ที่ตั้งใจพัฒนาเรื่องอาชีพและต้องการมีรายได้ในช่วงโควิด-19 ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างหรือมีรายได้น้อยลง โดยบริษัทที่จ้างงานจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องวัตถุดิบอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ และประสานเรื่องการจัดทำเอกสารและติดตามส่งรายงานให้บริษัทที่เข้าร่วมการจ้างงานเชิงสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 โดยคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีบัตรคนพิการ อายุ 20 &amp;ndash; 70 ปี และผู้ดูแลจะต้องมีชื่อหลังบัตรคนพิการให้สามารถใช้สิทธิแทนคนพิการ เพื่อนำเงินไปเตรียมพื้นที่สำหรับการประกอบอาชีพ ซึ่งครอบครัวคนพิการส่วนใหญ่จะนิยมปลูกผัก สมุนไพร ผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ และหลังจากผลผลิตถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะถูกจำหน่ายหรือมีผู้ค้าเข้ามารับซื้อ และผลผลิตส่วนที่เหลือหรือแบ่งเก็บไว้ครอบครัวคนพิการจะนำมาบริโภคเป็นอาหาร ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยผลกำไรหรือรายได้ทั้งหมดที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนพิการและครอบครัว บริษัทจะไม่เรียกรับเงินคืน เพราะต้องการสร้างอาชีพให้คนพิการในระยะยาวและสามารถต่อยอดไปถึงอนาคตได้ ปัจจุบันได้จัดทำนำร่องไปแล้วตั้งแต่โควิด-19 ระลอกแรกเมื่อปี 2563 ที่บ้านยางชุม และบ้านวังศิลา อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ และเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มไปยังจังหวัดต่างๆ ในอนาคตโดยมีโมเดลนำร่องจากที่นี่เป็นแบบอย่าง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก คนพิการต้องมีงานทำ-มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 02 279- 9385&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113353</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กลุ่มคนพิการ, ชุมชนต้นแบบ, นางภรณี ภู่ประเสริฐ, นายอภิชาติ การุณกรสกุล, บ้านยางชุม-วังศิลาโมเดล, ปัญหาแรงงานถูกเลิกจ้างงาน, มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม, สร้างอาชีพแก่คนพิการ, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, โครงการส่งเสริมอาชีพความมั่นคงทางอาหารสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118bdeb635c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัว..คู่มือเด็กพิเศษ สร้างสุขภาวะเท่าเทียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณค่าความเป็นมนุษย์ของเด็กพิเศษมิได้แตกต่างจากเด็กทั่วไป เด็กกลุ่มนี้ก็ต้องการมีสุขภาวะที่ดี ต้องการความภาคภูมิใจ ได้รับการยอมรับจากสังคม ในขณะเดียวกันก็ต้องการพึ่งพาตนเองได้ในอนาคตโดยไม่เป็นภาระของครอบครัว หรือเป็นปัญหาให้กับชุมชนที่ร่วมอาศัยอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้มีพัฒนาการที่เหมาะสม เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างปกติเฉกเช่นเด็กทั่วไปนั้น คนที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กกลุ่มนี้จะต้องใช้ความรักความอดทนมากเป็นพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเล็งเห็นถึงประเด็นละเอียดอ่อนในการสร้างสุขภาวะของเด็กกลุ่มพิเศษเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหมือนเด็กทั่วไปในสังคม เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับกรมพลศึกษา และมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม จัดเสวนาออนไลน์ที่โรงแรมปทุมวันปริ้นเซส พร้อมเปิดตัว &amp;quot;หลักสูตรผู้ฝึกสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ&amp;quot; ระดับประถมศึกษา (ประเภทความบกพร่องทางสติปัญญา) และ &amp;ldquo;คู่มือการสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา (ฉบับผู้ปกครอง)&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา ในฐานะที่ปรึกษาโครงการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้วยการใช้กิจกรรมทางกายเป็นสื่อ กล่าวว่า กิจกรรมทางกายมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กมีสุขภาวะที่ดี ทว่าตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันพบว่า โรงเรียนระดับประถมศึกษาหลายแห่งไม่มีครูที่จบสาขาวิชาพลศึกษาโดยตรง ทำให้ทักษะการทำกิจกรรมทางกายขั้นพื้นฐานในโรงเรียนถูกสอนแบบไม่ถูกต้อง จนทำให้เด็กบางคนมีพฤติกรรมต่อต้านไม่รักการออกกำลังกายและเล่นกีฬา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การสอนกิจกรรมทางกายที่ถูกต้องให้เด็กพิเศษ จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านสติปัญญาเด็กได้ตรงจุด โดยครูพละที่เข้าร่วมอบรมจบหลักสูตรนี้จะได้รับประกาศนียบัตรจากกรมพลศึกษา&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังได้จัดทำคู่มือการสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา (ฉบับผู้ปกครอง) เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับบุตรหลานที่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยสามารถดาวน์โหลดคู่มือทั้ง 2 หลักสูตรได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : พลศึกษาเพื่อสุขภาวะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า จำนวนคนพิการที่จดทะเบียนปัจจุบันมีประมาณกว่า 2 ล้านคน สำหรับกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ แบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ ด้านจิตใจหรือพฤติกรรม ด้านสติปัญญา กลุ่มออทิสติก และด้านการเรียนรู้ ที่ผ่านมาพบว่า เด็กกลุ่มนี้มักไม่ได้รับบัตรคนพิการ เพราะไม่มีเอกสารทางการแพทย์รับรองความพิการตั้งแต่กำเนิด เนื่องจากประเภทความพิการของเด็กกลุ่มนี้ไม่แสดงอาการให้เห็นทางกายภาพ จึงต้องอาศัยเวลาประเมินความพิการ ทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับบัตรคนพิการช้ากว่าคนพิการกลุ่มอื่นๆ โดยข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2564 พบเด็กที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มพิการด้านสติปัญญา 142,667 คน ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะพบเด็กกลุ่มนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ด้านสุขภาวะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กว่าจะเป็น..คู่มือกิจกรรมเด็กพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณีเปิดเผยว่า สสส.ร่วมพัฒนาหลักสูตรผู้ฝึกสอนกิจกรรมทางกายฯ และคู่มือกิจกรรมทางกายฯ (ฉบับผู้ปกครอง) เพื่อทำให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษทั่วประเทศได้รับความเป็นธรรมทางสุขภาพ ไม่ถูกละเลย หรือถูกเลือกปฏิบัติในรั้วโรงเรียนและสังคม โดยตั้งเป้าภายในปี 2565 ร่วมกับกรมพลศึกษา ผลักดันให้เกิดการจัดการอบรมขยายในวงกว้าง ให้ครูในโรงเรียนเรียนร่วมได้เพิ่มเติมศักยภาพในการสอนกิจกรรมทางกายได้อย่างถูกต้องตามหลักการ จนส่งผลให้เกิดสุขภาวะกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนเรียนร่วมทั่วประเทศ และเผยแพร่คู่มือการสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา (ฉบับผู้ปกครอง) ให้ถึงมือผู้ปกครองของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อผู้ปกครองจะได้มีส่วนในการพัฒนาสุขภาวะอย่างต่อเนื่องให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่บ้านต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คู่มือการสอนกิจกรรมทางกายสำหรับผู้ปกครองดูแลเด็กที่บ้าน เพื่อให้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย เผาผลาญร่างกายด้วยการเดิน วิ่ง กระโดด เล่นกีฬา การออกกำลังกาย การขับเคลื่อนร่างกายนั้น มีการลงพื้นที่ ทดลองให้เด็กพิเศษร่วมเรียนกับเด็กปกติ ในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านหนองกุง อุบลราชธานี 2.รร.บ้านหนองฮาง อุบลราชธานี 3.รร.สันป่าเหียง ลำพูน 4.รร.บ้านห้วยต้ม (รร.ชัยวงษาอุปถัมภ์) ลำพูน 5.รร.วัดหนองเสือ นครปฐม 6.รร.ราชวินิตประถม บางแค กทม. 7.รร.วัดขรัวช่วย&amp;nbsp; นครศรีธรรมราช 8.รร.บ้านในกุ้ง นครศรีธรรมราช โดยเก็บข้อมูลจากครูสอนการศึกษา ครูพลศึกษา ศึกษาเด็กโรงเรียนร่วมสมรรถภาพเด็กพร่องทางสติปัญญาระดับประถมศึกษา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การจัดทำคู่มือนี้ได้ขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 18 ท่าน มาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้ปกครอง เพื่อสร้างสุขภาวะให้กับเด็กเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด เด็กที่เรียนสอบได้ที่โหล่ก็ต้องสร้างความเข้าใจให้พื้นที่ เด็กมีความต้องการพิเศษ ครูต้องใช้ความรักความเข้าใจในการสอนให้เด็กกลุ่มนี้เรียนร่วมกับเด็กคนอื่นได้โดยไม่มีปัญหา เมื่อเด็กยังไม่เข้าใจ ตามเพื่อนไม่ทัน ก็ให้เพื่อนนักเรียนในชั้นเรียนคอยช่วยเหลือเพื่อนที่ยังเรียนไม่ทันเพื่อนๆ ครูต้องตระหนักในการรับบอลส่งบอลให้เด็กที่มีปัญหาได้รับการแก้ไข ทั้งหมดนี้อยู่ที่การใส่ใจของครู การที่เด็กจะพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กได้นั้น ครูต้องให้บทบาทกับเด็กในการทำกิจกรรมทางกายให้เทียบเท่าเด็กปกติ มีการฝึกซ้อมอยู่เสมอ การให้คะแนนเด็กด้วยการเปรียบเทียบในความพยายามของเด็กเป็นพิเศษ มีการเปรียบเทียบทั้งก่อนและหลังเวลาเรียน&amp;quot; ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส.กล่าว.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;วิ่งๆเล่นๆวันละนิดพัฒนาสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.เกษม นครเขตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจกรรมทางกาย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าเด็กต้องมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน เพราะร่างกายของเด็กกำลังเติบโต และต้องมีพัฒนาการเหมาะสม ถ้าเด็กที่มีความต้องการพิเศษขาดกิจกรรมทางกายอาจมีผลต่อพัฒนาการทางร่างกาย ดังนั้น วิชาพลศึกษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจ เมื่อประสบความสำเร็จในการมีกิจกรรมทางกาย สิ่งที่ครูผู้สอนและสังคมจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่คือ เมื่อในโรงเรียนมีเด็กที่มีความต้องการพิเศษร่วมชั้นเรียนในวิชาพลศึกษา ครูไม่ควรตัดโอกาสให้เด็กออกไปนั่งเฉยๆ แต่ต้องปรับกิจกรรมให้เข้ากับเด็ก เพราะงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า เมื่อเด็กได้มีโอกาสได้วิ่งเล่นประมาณ 10-15 นาที จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสมอง ไม่ควรให้เด็กนั่งเรียนนาน 14-15 ชั่วโมงเพียงอย่างเดียว และครูผู้ต้องเข้าใจว่าการวิ่งเล่นของเด็กคือสิทธิ ไม่ใช่หน้าที่ตามหลักสูตรเพื่อตอบสนองให้มีพัฒนาการที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สถิติเด็กไทยไม่ถึง 1 ใน 4 มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ เด็ก 75% โตขึ้นจะมีปัญหาได้เมื่อขาดกิจกรรมทางกาย องค์การสหประชาชาติสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้เล่นออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพที่ดี ไม่เฉพาะเด็กปกติเท่านั้น เด็กที่มีความต้องการพิเศษก็ควรได้รับสิทธินี้ด้วย ไม่ควรลิดรอนสิทธิโดยไม่รู้ตัว มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการออกกำลังกายการบริหารทางกายที่เพียงพอ &amp;ldquo;Exercise turn the brain on การออกกำลังกายจุดสมองให้ติดขึ้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;พ่อแม่..ผู้คุมรีโมตชี้ทางสว่างให้ลูก&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.ดร.เจริญ กระบวนรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา แสดงความเห็นว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษอาจควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนเด็กปกติ กิจกรรมทางกายจะช่วยกระตุ้นให้เด็กได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกิจกรรม เช่น เด็กต้องทำอะไร ทำอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมาย ผ่านการทดสอบ ยก จับ หิ้ว เหวี่ยง ขว้าง ปา ซึ่งการทำกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้รู้ได้ทันทีว่าเด็กต้องการได้รับการพัฒนาด้านใด ครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อนำไปพัฒนาทักษะเด็กให้ได้ตรงจุดผ่านกระบวนการออกแบบการเคลื่อนไหว เพราะครูเปรียบเสมือนโค้ชและนักจิตวิทยาที่คอยให้ข้อแนะนำ กระตุ้นให้เด็กทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบและถนัด สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความรัก ความจริงใจในการดูแล รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนต้องมีความรู้ความเข้าใจบริบทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษด้วย ส่วนผู้ปกครองต้องเข้าใจในตัวของเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น ไม่ควรมองว่าเป็นปัญหา แต่ต้องให้ความเอาใจใส่ เพราะเรื่องของพัฒนาการเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาไม่ควรเพิ่มความกดดัน แต่ควรให้ความอบอุ่นกับเด็ก โดยจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดมาจากครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เด็กจะมีความสนใจในการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับพ่อแม่ให้ความสำคัญ เด็กทุกคนเหมือนหุ่นยนต์ถูกคอนโทรลโดยพ่อแม่ หน้าที่ครูสอนให้คำแนะนำ เด็กเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ความเคลื่อนไหวเรียนรู้จากความเป็นจริง พ่อแม่คอยระแวดระวังไม่ให้เกิดอันตราย ไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว เมื่อเขาล้มก็ต้องปล่อยเขาล้ม จากนั้นเขาจะระมัดระวังตัวไม่ยอมล้มอีก เด็กเรียนรู้โดยพ่อแม่คอยให้กำลังใจ เด็กไทยเมื่อล้มพ่อแม่จะเข้าไปโอ๋ ทำให้เขาตกใจ ต้องปล่อยให้เด็กล้ม ปล่อยให้เขาเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ถ้าเด็กไม่มีโอกาสได้คิด ไม่มีกระบวนการตัดสินใจ แยกไม่ออกว่าอะไรควร หรืออะไรไม่ควร เพราะพ่อแม่ทำให้หมดทุกอย่าง เด็กทำอะไรไม่เป็น มีแต่ข้อมูลอ่านหนังสือเยอะ แต่ไม่ได้ใช้ความรู้เท่าที่ควรจะเป็น สะท้อนให้เห็นถึงระบบการศึกษา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ครูพละ..ต้องเข้าถึงเข้าใจเด็กพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.มยุรี ศุภวิบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ ตอกย้ำว่า หลักสูตรนี้จะเติมเต็มศักยภาพให้ครูพลศึกษาในโรงเรียน เพราะจะทำให้ครูเปลี่ยนแนวคิดและจุดมุ่งเน้นในการเรียนการสอน เน้นการสร้างพัฒนาการและการเคลื่อนไหวของเด็กเป็นหลัก ในเนื้อหาจะแนะนำวิธีการสอนให้เหมาะสม เพื่อทำให้เด็กไม่ต่อต้านการทำกิจกรรมทางกายและป้องกันการไม่ชอบเล่นกีฬา นอกจากนี้จะทำให้ครูรู้จักวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายรูปแบบใหม่ๆ ให้กับเด็ก เน้นให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมได้ รับฟังคำสั่งได้ และสามารถสื่อสารได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ใช่คำพูด แต่เป็นกิริยาท่าทาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความหมายของการบกพร่องทางสติปัญญา คือระดับ IQ สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์คือต่ำกว่า 70 ในขณะที่คนทั่วไปอยู่ในระดับ 100 การมีทักษะ 2 ใน 10 ด้าน ในด้านการสื่อสารและการดูแลตนเองได้ ดูแลสุขภาพให้เกิดความปลอดภัย เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่อยู่ในท้องและหลังคลอดมีหลายกลุ่ม กลุ่มดาวน์ซินโดรมมีความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 มีลักษณะเฉพาะเห็นได้อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหว มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครูพลศึกษาจะสังเกตมองเห็นเด็กกลุ่มนี้ได้ เด็กมีปัญหาการเรียน การรับฟังคำอธิบายได้ล่าช้า กิจกรรมทางกายสอดคล้องกับสติปัญญา การก้าวเดินก้าวสั้นๆ การก้าวยาวๆ ก้าวกระโดดทั้งหมดนี้ต้องมีการฝึกสอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเด็กมีความบกพร่องรุนแรงหรือไม่ การส่งเด็กกลุ่มนี้เรียน รร.ร่วมที่เป็นต้นแบบในกรณีที่เป็นระดับปานกลางและน้อย เด็กสามารถเรียนจนจบชั้นประถมปลายได้ แต่ถ้าเป็นระดับรุนแรงมากต้องฝึกฝนทักษะการใช้ชีวิต ตั้งแต่การปวดท้องจะถ่าย หรือหิว ต้องฝึกเป็นขั้นตอน การเรียนคู่ขนานเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เป็นการเรียนต่างหาก สติปัญญาปานกลางถึงระดับต่ำอยู่ในชั้นเรียนคู่ขนาน. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109982</URL_LINK>
                <HASHTAG>Exercise turn the brain on, กรมพลศึกษา, กลุ่มออทิสติก, การออกกำลังกายจุดสมองให้ติดขึ้น, กิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา, คู่มือการสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา (ฉบับผู้ปกครอง), คู่มือกิจกรรมเด็กพิเศษ, คู่มือเด็กพิเศษ สร้างสุขภาวะเท่าเทียม, ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์, บัตรคนพิการ, ผศ.ดร.มยุรี ศุภวิบูลย์, ผศ.ดร.เกษม นครเขตต์, พัฒนาการทางร่างกาย, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม, ศ.ดร.เจริญ กระบวนรัตน์, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, หลักสูตรผู้ฝึกสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ, เด็กพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f176065d6e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหล้าส่งผลความรุนแรงต่อผู้หญิงในช่วงโควิด-19.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิษ! โควิด-19 ส่งผลใกล้ตัว มหิดลจับมือ สสส.สำรวจ 9 จังหวัด 40 อำเภอ ผู้หญิงเสี่ยง เผชิญความรุนแรงในชีวิตเกือบ 100% สอดคล้องกับข้อมูล WHO ต้องอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่ทำรุนแรง แถมถูกบังคับให้ยอมความคดีละเมิด เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม สสส.-ภาคีเครือข่าย ยื่น 8 ข้อเสนอช่วยเหลือสตรี เด็ก และคนพิการที่ประสบความรุนแรงในชีวิตและครอบครัว ครอบครัวไทยน่าเป็นห่วงร้อยละ 5.8 เหล้าเพิ่มดีกรีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งหมด 9 จังหวัด 40 อำเภอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 สะท้อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก ปี 2563 ที่พบสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.คนในครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงมากขึ้น 2.เกิดความเครียดสะสมในครอบครัวจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ 3.การเว้นระยะห่างทางสังคมจากญาติ พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก และ 4.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเมื่อถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณีกล่าวต่อว่า สสส.ได้สนับสนุนกลไกป้องกันความรุนแรงร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ให้ก้าวข้ามจากปัญหา เห็นศักยภาพตัวเอง และเข้ามามีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงรายอื่นต่อไป ผ่านกระบวนการสร้างเครือข่ายผู้ก้าวข้ามความรุนแรง ที่จะทำหน้าที่ประสาน ส่งต่อ และให้คำแนะนำทางกฎหมายกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กและผู้หญิงพิการมาวิเคราะห์ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการของรัฐ ที่ผ่านมายังพบว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กและคนพิการจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงกลุ่มนี้มักจะเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ช่วงการระบาดโควิด-19 มีโอกาสเพิ่มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2564 ทางเครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตร คำนึงถึงความต้องการผู้ประสบความรุนแรง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบการกระทำ หรือหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ 2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่การให้ความช่วยเหลือของศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง 3.ภาครัฐควรมีบริการทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสตรีที่ท้องไม่พร้อม 4.ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจัดสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 5.รัฐจัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก สตรี และคนพิการที่ประสบความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพื่อการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.รัฐควรจัดบริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงเด็ก และสตรีพิการ 7.ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (ศปก.สค.) ควรมีบริการที่เป็นมิตร เข้าใจ ไม่ซ้ำเติม สนับสนุนทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แนะนำช่องทางการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ประสบความรุนแรงเป็นสำคัญ และ 8.ควรมีการปรับปรุงระบบการบริการที่รวดเร็วในชั้นพนักงานสอบสวน การจัดหาล่าม ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารให้กับเด็ก ผู้หญิง และคนพิการที่ประสบความรุนแรง ทั้ง 8 ข้อเสนอมีเป้าหมายขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันความรุนแรงสำหรับคนทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมหิดลและ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่า ครอบครัวไทยร้อยละ 23.4 ไม่มีปัญหาด้านการเงินและสามารถดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 76.7 ต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันไป ต้องใช้หน้ากากอนามัยผ้าร้อยละ 96.4 มีความพยายามหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน หรือจำเป็นต้องออกก็จะสวมหน้ากากทุกครั้ง ไม่ไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัดและหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์ร้อยละ 88.3 ใช้ร่างกายและเลือกกินร้อนช้อนกลางส่วนตัวและล้างมือบ่อยขึ้นร้อยละ 84.3 ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวร้อยละ 94.6 รองลงมารู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 84.0 มีการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 68.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวไทย 96.0% ไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกัน สมาชิกครอบครัวร้อยละ 56.4 ควบคุมการใช้อารมณ์รุนแรงหรือไม่ใช้อารมณ์รุนแรงกับคนในครอบครัว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ครอบครัวไทยร้อยละ 5.8 เมื่อมีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้เลย ที่ผ่านมาพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 0.9 มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการโอบอุ้มครอบครัวเปราะบางที่มีเด็กเล็ก เพื่อลดความเสียหายต่อการพัฒนาศักยภาพประชากรรุ่นใหม่ของสังคมไทย เพราะเด็กปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ เด็กกลุ่มนี้คือประชากรรุ่นที่จะต้องรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 10-15 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สังสรรค์ช่วงแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;มีผลทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า การดื่มสุราอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงให้บุคคลนั้นสัมผัสเชื้อและแพร่เชื้อโรคติดต่อได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความรุนแรงของอาการอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและการดำเนินโรคติดต่ออื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน โดยกลไกการติดเชื้อเกิดได้จากผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของอวัยวะ เช่น ปอด ตับ ลำไส้ หรือเป็นผลจากฤทธิ์ต่อจิตประสาทของแอลกอฮอล์ที่มีต่อความสามารถในการทำหน้าที่ การรู้คิดและพฤติกรรม ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ การมีพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทการดื่มที่มีผลต่อความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า โดยปกติร่างกายคนเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้ออยู่สองชนิด คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (innate) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อบางชนิดที่มีมาแต่กำเนิด ร่างกายเราจึงสามารถตรวจจับเชื้อโรคที่พบบ่อยได้ และกระตุ้นกลไกป้องกันด่านหน้าเพื่อจัดการภัยคุกคามที่พบบ่อย แต่ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดนี้ทำงานแบบไม่จำเพาะเจาะจง และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ได้เสมอไป ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) หรือที่ปรับตัว (adaptive) จึงเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังจากถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีที่ส่งสัญญาณว่ามีเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังจะมีวิวัฒนาการจนมีความจำเพาะสูงมากและสามารถแยกแยะเชื้อโรคที่มีความแตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อยได้ และกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อด้วยวิธีการสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะไปจับและทำลายเชื้อโรคนั้นๆ เซลล์เหล่านี้จะสามารถ &amp;ldquo;จดจำ&amp;rdquo; เชื้อโรคและไวรัสที่เคยเจอมาก่อน และจะนำมาใช้อีกหากเกิดการติดเชื้ออีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอลกอฮอล์อาจทำให้ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังตอบสนองต่อโคโรนาไวรัสได้ไม่ดีด้วยเหตุผลหลายอย่างดังนี้:&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; แอลกอฮอล์ไปเพิ่มจำนวนตัวรับ (receptors) ที่เป็นช่องทางหลักของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น SARS ที่ปอด ระบบทางเดินอาหาร และหัวใจ ทำให้เพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น โควิด-19 ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุราอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาจทำให้เกิดกระบวนการ &amp;ldquo;อักเสบรุนแรง (hyper-inflammation)&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินปกติ ตามมาด้วยการทำงานของเซลล์ในการตอบสนองภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้นการดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุรายังอาจทำให้ความสามารถของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อบกพร่องไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรุปว่า การดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การดื่มเหล้าทำให้เสี่ยงและง่ายต่อการติดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลักฐานวิชาการจำนวนมากที่พบว่า สุรามีผลอย่างมากต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 เพราะทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นก้าวแรก รวมถึงการดื่มและลักษณะบริบทหรือสถานที่ดื่มยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราในการแพร่เชื้อโควิดมากกว่า จากผลโดยตรงทางสรีรวิทยาต่อการรับเชื้อและแพร่เชื้อของบุคคลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การได้รับสุราแม้เพียงเล็กน้อยทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง และความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การตัดสินใจบกพร่อง ความสามารถและกระบวนการคิดแย่ลง ทั้งด้านความจำ ความสามารถในการจดจ่อสมาธิ และการวางแผน ยิ่งเมื่อเมาสุรา การตัดสินใจก็จะแย่ลง การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ ทักษะด้านการเคลื่อนไหว และความสามารถในการคิดเริ่มลดลงตั้งแต่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่มาก บ่งบอกว่าสุราทำให้การตัดสินใจแย่ลงก่อนที่จะมีอาการมึนเมา หรือก่อนที่ผู้ดื่มจะรู้สึก &amp;ldquo;เมา&amp;rdquo; ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์โรคระบาดนี้ เช่น การกอดกัน หรือการยืนใกล้กับผู้อื่นมากเกินไป เนื่องจากเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายมาก จึงสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านทางอากาศ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริบทการดื่ม ร่วมกับผลของการดื่มสุราต่อความคิดและพฤติกรรมในขณะนั้นของผู้ดื่ม ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น การไปผับ/บาร์เป็นตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางสังคมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 ผับ/บาร์มักมีผู้คนหนาแน่นวนเวียนอยู่ด้านในอาคารปิด และคนจำนวนมากสัมผัสใกล้ชิดซึ่งกันและกันในพื้นที่จำกัด การระบายอากาศอาจไม่เพียงพอ และอัตราการไหลเวียนอากาศจำกัด คนที่ดื่มสุราไม่สามารถใส่หน้ากากปิดจมูกและปากได้ และการยับยั้งชั่งใจที่ลดลงจะยิ่งไม่ระวังตัวในการเว้นระยะห่างทางสังคม เสียงที่ดังและการขาดความยับยั้งชั่งใจจะทำให้ผู้ดื่มต้องเข้าใกล้กันมากขึ้นและตะโกนเสียงดัง หรือบางครั้งอาจมีการร้องเพลง เต้นรำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องออกแรงอื่นๆ (ทำให้เพิ่มอัตราการหายใจและหายใจแรงขึ้น) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการสัมผัสตัวกับลูกค้าคนอื่นและการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ (โต๊ะ กระจก) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อด้วยเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักกัน คนที่รู้สึกไม่สบายอาจคำนึงถึงโอกาสแพร่เชื้อโควิด-19 น้อยกว่าการเข้าร่วมงานในเครือข่ายสังคมหรือครอบครัวของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทฤษฎีเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรายงานและการศึกษาจำนวนมากที่กล่าวว่า บริบทสังคมที่มีสุราเป็นหลักนั้นมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง (super-spreader) ทำให้ขยายวงการระบาดในระยะแรกของการระบาดใหญ่ หรือกลับมาระบาดซ้ำหลังควบคุมโรคได้แล้ว ตัวอย่างในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อต้นปีนี้ที่เริ่มจากงานเลี้ยงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ติดเชื้อรายแรกของกลุ่มนี้ที่รับเชื้อมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมงาน จนทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อให้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นการกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ในหลายประเทศก็เชื่อมโยงกับการอนุญาตให้เปิดบาร์ สถานบันเทิง เทศกาลดนตรี การแข่งรถ งานปาร์ตี้ในมหาวิทยาลัยหลังเปิดเรียน เป็นต้น ในทางกลับกันการปิดหรือจำกัดการเปิดบาร์และสถานบันเทิงก็ทำให้การแพร่เชื้อลดลงอย่างชัดเจน และการระบาดในชุมชนที่ช้าลง ที่เราเองก็เห็นในประเทศไทยเมื่อมีการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าช่วยลดการระบาดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พฤติกรรมการดื่มสุรานอกจากจะมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว บริบทหรือสถานที่และบรรยากาศในการดื่มสุราก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราต่อการติดเชื้อโควิด-19 การปิดสถานบันเทิง งดงานเลี้ยงสังสรรค์ ห้ามดื่มสุราในร้านอาหาร จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดโอกาสความเสี่ยงของการแพร่และติดเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดื่มสุราทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การพลัดตกหกล้ม การจมน้ำ เป็นต้น และผลกระทบทางสังคมมากมาย อาทิ การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายระหว่างคนแปลกหน้า หรือต่อคนในครอบครัว การจำกัดการใช้บริการร้านอาหารและบาร์ การเว้นระยะห่างทางสังคมที่กำหนดให้แต่ละคนอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1.5-2 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการในการลดการเข้าถึงสุราแบบนั่งดื่มในร้านลง และโอกาสดื่มในที่สาธารณะลดลง (เช่น บาร์ที่มีคนหนาแน่น) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ใช่ญาติอยู่บ่อยครั้ง การจำกัดการดื่มสุราในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่นอกบ้าน นอกจากจะทำให้การเข้าถึงสุราทางกายภาพคือสถานที่ดื่มสุราลดลงแล้ว ยังลดโอกาสของการเกิดผลกระทบเหล่านี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การลดภาระของระบบบริการสุขภาพ ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินหรือมารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลง สามารถกระจายทรัพยากรในระบบบริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ เวชภัณฑ์ และเตียงในโรงพยาบาล เพื่อไปดูแลผู้ป่วยโควิดหรือผู้ป่วยอื่นที่จำเป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการดื่มสุราจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและบาดเจ็บมากกว่า 400 โรค ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระอย่างมากต่อระบบบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมี 4 เหตุผลที่การดื่มสุรามีผลต่อความรุนแรงในครอบครัว คือ 1.งานวิจัยตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด แสดงถึงบทบาทของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย และการทารุณกรรมเด็ก 2.ภายใต้บริบทของโควิด-19 รายงานการทบทวนพบว่า การดื่มสุราเพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งและเสริมความรุนแรงในชีวิตคู่ 3.ความเครียดทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงาน ความรับผิดชอบในการดูแลลูก รวมถึงปัญหาการเงินในระหว่างการระบาด อาจส่งผลให้มีการดื่มสุรามากขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น 4.จากนโยบายการปิดเมืองในหลายประเทศ สัดส่วนการดื่มสุราที่บ้านสูงกว่าในภาวะปกติ นำไปสู่การลดความสามารถในการดูแลเด็ก พร้อมกับการมีผู้ใหญ่ดื่มสุรามากขึ้นในบ้านและดื่มได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยจาก ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ราชภัฏพระนคร ให้ไปศึกษาผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ต่อสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย นักวิจัยได้ไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพนักงานที่ทำงานในสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบมีที่นั่งดื่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายส่งและร้านขายของชำ รวม 640 ราย พบว่า ถึงแม้ว่ามาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละช่วง ตั้งแต่การห้ามขายเหล้าทั่วประเทศ การปิดสถานบันเทิง ไปจนถึงการห้ามขายหรือดื่มในสถานบริการที่มีที่นั่งดื่ม มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพนักงานในร้านสูงมาก ส่งผลให้ขาดรายได้ เลิกจ้างพนักงาน ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าผู้ประกอบการก็สามารถปรับตัวและรูปแบบการให้บริการได้ เช่น การเปลี่ยนไปขายสินค้าชนิดอื่น การปรับเวลาให้บริการ การลดค่าใช้จ่ายลง มีบางรายต้องปิดกิจการลง แต่ก็มีอาชีพอื่นสำรองอยู่ ในด้านนักดื่มสุรา ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็ได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์ในประชาชนทั่วไป 4 ครั้งในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็พบว่านักดื่มประมาณร้อยละ 50 หยุดดื่มสุรา และอีกประมาณ 30-40% ดื่มลดลงจากเดิมในช่วงที่มีมาตรการห้ามขายสุราและล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จำนวนผู้ที่หยุดดื่มก็ลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 35-37 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดก็มีผลต่อการควบคุมการดื่มสุราด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101337</URL_LINK>
                <HASHTAG>super-spreader, ความรุนแรง, ความรุนแรงทางเพศ, ดื่มสุรา, ผู้หญิง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มหิดล, มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, ศปก.สค., ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง, โควิด-19, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608c0d31eb7ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เกษียณคลาส” เตรียมพร้อมผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.-Young Happy เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; หาความรู้ตลอด 24 ชั่วโมง หลังพบผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพเกือบ 100% ประกอบด้วย 15 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนา 15 บทเรียน เพื่อวางแผนชีวิต 4 มิติ สุขภาพ-เศรษฐกิจ-สังคม-สภาพแวดล้อม เพื่อเตรียมพร้อมชีวิตสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ มีนักเรียนวัยเกษียณเข้าร่วมเรียนรู้ตลอดชีวิต ชวนคนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ (E-learning) ชื่อว่า &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; ร่วมกับเครือข่าย Young Happy เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะตั้งเป้า สร้างเสริมสุขภาวะ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุยุคดิจิทัล เรียนรู้ระบบออนไลน์เว็บไซต์ learn.younghappy.com 24 ชั่วโมง เพิ่มศักยภาพโซเชียลมีเดีย รับมือ &amp;ldquo;สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในนามของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และทีมงาน young Happy ยินดีในงานเปิดตัว &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; หลักสูตรผู้สูงวัยยุคดิจิทัล และเป็นโอกาสดีงามที่ สสส.จะมอบของขวัญชิ้นนี้เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติด้วยการมอบความรู้ให้ผู้สูงอายุรู้สึกสนุก มีคุณค่า พึ่งพาตนเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดย 1 ใน 10 ของประชากรไทยมีอายุเกินกว่า 60 ปีขึ้นไป ขณะที่ในปี 2562 พบว่ามีประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.8 ล้านคน คาดการณ์ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2565 และอีก 12 ปีข้างหน้าจะมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2576&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะต้องอยู่ตามลำพังมากขึ้น โดยในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวตามลำพังในครัวเรือนร้อยละ 10.8 และอยู่ลำพังกับคู่สมรสร้อยละ 23.3 ทั้ง 2 กลุ่มจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความเปราะบางต่อปัญหาต่างๆ หากไม่มีการวางแผนชีวิตในช่วงสูงวัย สสส.พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 95 มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และมีแนวโน้มเกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน และมีการวางแผนชีวิตในช่วงวัยก่อนสูงอายุไม่เพียงพอ จึงเกิดแนวคิดพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; เพื่อช่วยเติมความรู้และทักษะให้ผู้สูงอายุได้ตระหนักว่าการมีสุขภาพที่ดีคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.ยังได้สานพลังกับ Young Happy ปรับโฉมเนื้อหา &amp;ldquo;โรงเรียนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ในรูปแบบหลักสูตรออนไลน์ เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ได้ตลอดเวลา แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงต่อการรับเชื้อที่รุนแรงกว่าในช่วงวัยอื่น ช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเพิ่มทางเลือกการเข้าถึงกิจกรรมของผู้สูงอายุในช่วงที่มีความเสี่ยงของการระบาด รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาช่องทางเรียนรู้ให้ทันสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; มีทั้งหมด 15 บทเรียน เนื้อหาครอบคลุม 4 มิติ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต การสร้างเสริมสุขภาพ การออกกำลังกาย โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ กิจกรรมทางสังคม การวางแผนทางการเงิน กม.ที่ควรรู้ การปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านพัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล หรือ Digital Disruption ท้าทายสำหรับ &amp;ldquo;ผู้สูงอายุ&amp;rdquo; อย่างยิ่ง เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตต้องอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น สสส.จึงใช้โอกาสนี้ส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; ขึ้นมา เพื่อเพิ่มทักษะผู้สูงอายุให้รู้จักวิธีการใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน เพื่อลดภาระการพึ่งพาลูกหลาน ผ่านการเตรียมพร้อมในชีวิต 4 มิติ คือ 1.การดูแลสุขภาพ 2.การเก็บออมเงิน 3.การมีสังคม และ 4.การมีสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต เพราะ สสส.เชื่อว่าการทำให้ผู้สูงอายุมีพลังกาย พลังใจ จะเป็นพลังยิ่งใหญ่สร้างสังคมสูงวัยสู่การมีสุขภาวะดีรอบด้านในชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในระยะต่อไปหากสามารถเป็นแกนนำที่มีทักษะด้านไอทีแล้ว จะเป็นหมุดหมายที่ดีในการต่อยอด เชิญชวนผู้สูงอายุในครอบครัว เพื่อนผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงระบบเรียนรู้ออนไลน์นี้ได้ จะเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของทั้งตัวผู้สูงอายุเองและภาคี สสส.ที่ร่วมกันพัฒนาผลงานนี้ ทั้งนี้ จะพัฒนาระบบการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และ offline สำหรับการเรียนรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุที่มีเนื้อหา รูปแบบที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุทั้งกลุ่มที่อยู่ในเมือง หรืออยู่ในชุมชนท้องถิ่น ให้เข้าถึงระบบเนื้อหาที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอเชิญชวนคนชั้นกลางในเขตเมืองมาเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัย ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งยังแข็งแรงพึ่งพาตัวเองได้ เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ กลุ่มที่สองติดบ้าน กลุ่มที่สามติดเตียง ที่ผ่านมามีผู้สูงวัยกว่า 3,000 คน เข้าร่วมโครงการเกษียณคลาส และจะเพิ่มจำนวนต่อยอดขึ้นไปอีก คนกลุ่มนี้แต่เดิมนั่งรวมกลุ่มกันที่ Food Court แต่เมื่อมีสถานการณ์โควิดก็ได้เรียนออนไลน์ แสวงหาความรู้เพิ่มขึ้น&amp;rdquo; ดร.สุปรีดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ธนากร พรหมยศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ธนากร พรหมยศ ผู้ร่วมก่อตั้ง Young Happy กล่าวว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ โดยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และอีก 12 ปี จะเพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ 28 จึงเกิดแนวคิดพัฒนาหลักสูตร E-learning &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; มีเนื้อหา 15 บทเรียน ที่เสริมทักษะเรื่องดูแลสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคม เช่น ทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยี การออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย การกินและออกกำลังกายที่เหมาะสม มีเป้าหมายทำให้ผู้สูงอายุสนุก มีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้ เพราะกิจกรรมต่างๆ ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ และสามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้ตลอดเวลา รวมถึงมอบความรู้ใหม่ๆ ให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันโลกดิจิทัล Young Happy ขอเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสร้างเสริมสุขภาวะ จุดประกายสังคมและคนรุ่นใหม่ร่วมกับ สสส.ด้วยการปลุกพลังให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มากกว่ามองว่าเกษียณแล้วเป็นภาระของลูกหลาน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าเรียนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;ยังแฮปปี้ YoungHappy&amp;rdquo; หรือลงทะเบียนเรียนผ่านระบบออนไลน์ในเว็บไซต์ learn.younghappy.com&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า เป็นเวลา 2 ปีก่อนที่จะเกิดโควิด-19 สสส.ได้สร้างหลักสูตร platform เพื่อสอนผู้สูงวัยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สำหรับผู้สูงอายุที่มีเวลาว่างให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ smart Phone การใช้ระบบออนไลน์อย่างช้าๆ เพื่อเข้าใจง่าย เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ ผจก.กองทุน สสส.ได้เชิญวิทยากรที่เป็นข้าราชการเข้ามาช่วยกันจัดทำหลักสูตรความรู้ที่หลากหลายอาชีพ หลายคนเป็นจิตอาสามาสอน และมีใบ certificate รับรองความรู้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเอกสารประกอบการเรียนจะมีเรื่องการรับมือการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ให้ผู้สูงอายุทุกคนได้ศึกษาอย่างเข้าใจ อาทิ ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน์ : การเปลี่ยนแปลงของสมองเรียนรู้สิ่งใหม่ช้าลง ความจำระยะสั้นช้าลง ความจำระยะยาวจำได้ดีเกี่ยวกับเรื่องทางใจ ใช้เวลาเข้าสู่การหลับนานขึ้น การหลับลึกหายไป การเปลี่ยนแปลงของการได้ยินและการมองเห็น หูรับเสียงสูงได้น้อยลง สายตายาวขึ้น ลานสายตาแคบลง การเปลี่ยนแปลงของหัวใจ : หลอดเลือดแดงแข็งตัว กล้ามเนื้อหัวใจโต หัวใจเต้นผิดปกติมากขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงของไตที่มีผลมาจากอาหารรสเค็มและยาบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง กล้ามเนื้อกระดูก : ต่อมไขมันลดลง ผิวหนังแห้ง มีอาการคันตามผิว กล้ามเนื้อฝ่อและลีบลง กระดูกค่อยๆ เสื่อมสลาย ข้อเสื่อม เหงือกไม่ดี ฟันร่วง ฟันผุ เสียฟันกรามคู่แรก สิ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ สารเคมีในสมองเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมตัวเรา เรื่องราวกระทบกระเทือนจิตใจทำให้เศร้า เหงาซึม (Depression)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน ดูแลสุขภาพกายใจหัวใจเป็นสุข มีผู้ให้ความรู้คือ : ป้าจิ๊-อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ เนื้อหาจะเป็นเรื่องการฝึกโยคะกับการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย : กล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น และทำให้สัดส่วนเล็กลง ควบคู่ไปกับการดูแลด้านจิตใจ อย่างมีสุขภาพดี ด้านจิตใจ ให้สงบอยู่กับตัวเองได้นานขึ้น สามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น การดูแลตัวเองในรูปแบบต่างๆ ออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย ช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น ทำให้ช่วงขาแข็งแรงขึ้น การกินมังสวิรัติ ช่วยลดภาระในการย่อยของระบบย่อยอาหาร ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ท้องไม่ผูก ผิวพรรณดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน เลือกกินดี สุขภาพดี อายุยืนยาว : อ.สง่า ดามาพงษ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน ดูแลสุขภาพใจให้แฮปปี้ในทุกวัน : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน จัดบ้านให้อยู่ดีมีสุข : รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน เรียนรู้วิธีเป็นจิตอาสา เมื่อเห็นคุณค่าของทุกชีวิต : ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล จิตอาสาคือการก้าวพ้นตนเองออกไปช่วยผู้อื่น ได้ออกไปช่วยเหลือสังคม ชีวิตไม่เหงา ทุกวันมีความหมาย ไม่ใช่แค่อยากทำดีแล้วออกไปทำ แต่ต้องระมัดระวังงานที่ทำสร้างผลกระทบให้ใครบ้าง การทำงานจิตอาสาให้เหมาะสม ทำแล้วเก่ง ทำแล้วชอบ ทำแล้วถนัด ประโยชน์ของธนาคารเวลา ช่วยให้สังคมไทยมีระบบการช่วยเหลือผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ตัวคุณเป็นคนดี สังคมต้องตอบแทนบุญคุณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนึ่ง ผู้เข้าร่วมอบรม 2 คนเล่าประสบการณ์ที่ดีจากการเข้าอบรมครั้งนี้ว่า ได้เพื่อนใหม่ที่ทำงานต่างสาขา เธอเคยเป็นพนักงานขายเครื่องเสียงย่านบ้านหม้อ และเป็นแม่บ้านในครอบครัว ไม่มีความรู้เรื่องการใช้สมาร์ทโฟน การเล่นไลน์ อินเทอร์เน็ตก็ได้รับความรู้จากการเข้าเรียนหลักสูตรเกษียณคลาส และยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่เคยทำงานธนาคารไทยทนุมาก่อนแล้วเกษียณอายุอยู่บ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;หลักสูตรเกษียณคลาสออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;15 เรื่อง 15 กิจกรรมสร้างสุข&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยากรหลักสูตรเกษียณคลาสออนไลน์ 15 เรื่อง 15 กิจกรรม อ.สง่า ดามาพงษ์ 49 ปีในแวดวงโภชนาการถ่ายทอดเคล็ดลับกินอาหารดีปลอดโรค NCDs อายุยืนยาว ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ นักวิ่งมาราธอนกรุงเทพฯ-ดอยตุง 900 กม. ปั้น Park Run Thailand ใช้เหงื่อล้างใจ วรฤทัย ภักดีวิจิตร ครูสอนร้องเพลง ยืนยันทุกคนร้องเพลงได้ เสียงเพลงทำให้อิ่มเอมใจ มีความสุข คลายเศร้าได้ &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;อ.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ที่อยู่ในวงการโภชนาการมา 49 ปี ทำงานรับราชการอยู่ในแวดวงโภชนาการมาแล้ว 38 ปี เมื่อเกษียณอายุแล้วก็ยังทำงานด้านโภชนาการอีก 11 ปี เป็นวิทยากร 1 ใน 15 ของเกษียณคลาส เปิดประเด็น เลือกกินดี สุขภาพดี อายุยืนยาว การกินสารอาหารครบ 5 หมู่ คือ การกินที่มีคุณภาพ หมู่ที่ 1 โปรตีน : เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว หมู่ที่ 2 : คาร์โบไฮเดรต ข้าว แป้ง มัน เผือก น้ำตาล หมู่ที่ 3 เกลือแร่ แร่ธาตุ : พืชผัก หมู่ที่ 4 : วิตามิน แร่ธาตุ : ผลไม้ หมู่ที่ 5 ไขมัน ได้จากสัตว์และพืช เคล็ดลับป้องกันการเกิดโรค NCDs 1.ลดการกินแป้งและข้าว กินข้าวไม่เกิน 1-2 ทัพพี/วัน 2.ออกกำลังกาย 3.พักผ่อนให้เพียงพอ 4.งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เคล็ดลับ 1 กินตามสูตรสุขภาพ 6 : 6 : 1 ในแต่ละวันห้ามเกิน น้ำตาล 6 ช้อน (ชา) น้ำมัน 6 ช้อน (ชา) เกลือ 1 ช้อน (ชา) ใน 1 วัน เคล็ดลับ 2 ดื่มนมเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน เพราะในนมเป็นแหล่งของแคลเซียม ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ลดการสูญเสียมวลกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน เคล็ดลับ 3 แก้อาการเบื่ออาหารด้วยความเข้าใจ หลีกเลี่ยงความเครียด พยายามเปลี่ยนให้เมนูอาหารไม่ซ้ำมากเกินไป โรคหรือยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้ไม่อยากอาหาร เคล็ดลับ 4 แก้อาการเบื่ออาหารด้วยความเข้าใจ ผัก 2 ส่วน ข้าวไม่ขัดสี 1 ส่วน เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน 1 ส่วน 2 : 1 : 1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สูตรลับสุขภาพแข็งแรง 3 อ. 2 ส. อ.1 เลือกกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ อ.2 ออกกำลังการหรือเคลื่อนไหวร่างกาย อ.3 ควบคุมอารมณ์ ส.1 งดสูบบุหรี่ ส.2 งดดื่มสุรา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หลักสูตรเกษียณคลาส 15 เรื่อง 15 กิจกรรม แต่ละหลักสูตรมีความสำคัญในการเรียน การกินอาหาร ออกกำลังกาย การควบคุมอารมณ์ เพื่อให้ผู้เรียนรู้ถึงแก่นนำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน ในฐานะที่ผมเป็นนักโภชนาการเรื่องอาหารการกินของผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการกินไม่เป็นทำให้เกิดโรคได้ โรคหลายโรคเกิดจากการกิน กินก่อสุขกินอย่างไรเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่กินหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด การเรียนไม่ได้อยู่แต่ในห้องเรียน อยู่ที่บ้านก็เรียนได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ หรือฉายานาม &amp;ldquo;พี่นง&amp;rdquo; ดารานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นนักวิ่งมาราธอน วิทยากรในหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; ได้มาเล่าประสบการณ์จากการวิ่งตั้งแต่เด็ก เมื่อภริยาป่วย (ด้วยโรคมะเร็ง) ก็ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิ่ง จัดงานวิ่งเที่ยวไปในย่านชุมชน ภายใต้ชื่อโครงการ &amp;ldquo;We Run Sunday&amp;rdquo; ต่อยอดเป็น &amp;ldquo;Park Run THAILAND&amp;rdquo; เป็นโครงการใหญ่ ออกไปวิ่งทุกวันเสาร์ 7 โมงเช้าพร้อมกัน ทำงานกับ สสส.ขยายองค์ความรู้วิ่งอย่างไรไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ การวิ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและจิต การสร้างจิตอาสาสู่สังคมเป็นการแบ่งปัน เอื้ออาทรด้วยจิตสาธารณะ &amp;ldquo;ผมเคยวิ่งจาก กทม.ถึงดอยตุง ระยะทาง 900 กม. เมื่อวันที่ 26 กพ.2549 เป็นเวลา 1 เดือนเต็มถึงเส้นชัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหมู่บ้านมีการสร้างชุมชน มีการทำละครกว่า 10 เรื่อง หยิบประเด็นเรื่องในชุมชน สมาชิกออกกำลังกายทุกวันเสาร์ 7 โมงเช้า มีสมาชิก 30 คน กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแบ่งปันกันในหมู่บ้าน มีคุณยายแมรี วัย 89 ปี มาทำโครงการเป็นอาสาสมัคร ใช้วอล์กเกอร์เดินทุกเช้า มีสุนัขมาเดินด้วย 1 กม. ใช้เวลา 35 นาที บางคนเดินได้ 5 กม. การเดินทำให้รู้จักทุกบ้าน ใช้ QR code สร้างสถิติของตัวเอง เมื่อคนในหมู่บ้านเห็นคุณยายทำก็เกิดแรงบันดาลใจว่าคุณยายยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี คุณยายกลายเป็นคนดัง ทำให้คนทุกกลุ่มได้มารู้จักกัน สังคมผ่อนคลายด้วยการวิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เราควรเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเรา การบริหารร่างกายภายในบ้าน เพราะแต่ละคนต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนออกกำลังกายไม่นาน แต่ก็ทำได้ดี เราต้องเห็นคุณค่า ตัวเราคือเมล็ดพันธุ์ที่ดี ผมเชื่อในศักยภาพของพวกเราทุกคน เหงื่อออกล้างใจได้ แม้แต่การล้างรถ ล้างห้องน้ำในช่วงเวลาที่เรากำลังโกรธก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราหายโกรธได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วรฤทัย ภักดีวิจิตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วรฤทัย ภักดีวิจิตร วิทยากรพิเศษทางการใช้เสียงร้องเพลงและครูสอนร้องเพลงรุ่นใหญ่ และวิทยากรในหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; เล่าว่า มีนักเรียนชายวัย 80 ปี มาเรียนร้องเพลงด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นนักตีกอล์ฟ แต่ไม่เคยร้องเพลง แอบหนีภริยามาเรียนร้องเพลง เรียนยังไม่ถึงคอร์สก็เรียนรู้การร้องเพลงได้ง่ายๆ วันหนึ่งก็ขึ้นไปร้องเพลง บรรดาเพื่อนๆ ตีกอล์ฟแปลกใจว่า ร้องเพลงได้ดีใจกันยกใหญ่ ครูดีใจมากกว่าที่สามารถสอนลูกศิษย์ที่ไม่เคยร้องเพลงให้ร้องเพลงได้ เรื่องการเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัดแต่อย่างใด ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็เรียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วรฤทัยก็ฝากเสียงเพลง &amp;ldquo;วิมานดิน&amp;rdquo; พร้อมกับให้ข้อมูลว่าทุกคนมีเสียงที่ไพเราะ ทุกครั้งที่เรารับโทรศัพท์บุคคลที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร เราจะใช้เสียงเพราะนั้นมาใช้ร้องเพลง แต่อย่าใช้การดัดเสียงเพื่อร้องเพลง ใช้เสียงธรรมชาติ เสียงดนตรีช่วยบำบัดความเศร้า เราฟังเพลงคลาสสิกใน you tube ขัดเกลาความรู้สึกเหงาได้ ด้วยทักษะการร้องเพลงขั้นพื้นฐาน ฝึกฟังหลายๆ ครั้ง และซ้อมร้องเพลงด้วยคีย์เสียงของเราเอง ถ้าไม่ถนัดทำนองลูกทุ่งก็ร้องเพลงอย่างที่เราเป็นตามธรรมชาติ เพลงที่ชอบร้องแล้วใช่ แต่บางครั้งคีย์ไม่ใช่ การดูหนังฟังเพลงเป็นเรื่องสร้างสรรค์ ทำให้เราอิ่มเอมใจ. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100414</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ. 2 ส. อ.1, digital disruption, learn.younghappy.com, We Run Sunday, Young Happy, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล, กิจกรรมสร้างสุข, ครูสอนร้องเพลงรุ่นใหญ่, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์, ธนากร พรหมยศ, ผู้สูงอายุยุคดิจิทัล, พี่นง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, ยังแฮปปี้ YoungHappy, วรฤทัย ภักดีวิจิตร, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, สูตรลับสุขภาพแข็งแรง, หลักสูตรออนไลน์, อ.สง่า ดามาพงษ์, เกษียณคลาส, เลือกกินดี สุขภาพดี อายุยืนยาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60823849b5dd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัวคู่มือ “บ้านนี้มีความหลากหลายทางเพศ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.-เครือข่ายเพื่อนกะเทยฯ จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน เปิดตัว &amp;ldquo;คู่มือดูแลเด็กหลากหลายทางเพศ&amp;rdquo; ครั้งแรกในประเทศไทย 31 มีนาคมของทุกปีเป็นวัน International Transgender Day of Visibility หรือ TDOV รู้เรื่องเพศมีมากกว่า 11 รายการ LGBTQ+สร้างองค์ความรู้ เสริมความเข้าใจเด็ก-เยาวชนในครอบครัว ครอบครัว รร. สังคมมีบทบาทสร้างความมั่นใจ คลายกังวล &amp;ldquo;ไม่กล้าเปิดตัว-ร่างกายเปลี่ยนแปลง-อนาคตการศึกษา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จำได้มั้ยว่าเรารักลูกตั้งแต่เมื่อไหร่ เรารักลูกตั้งแต่วินาทีที่รู้ว่ามีเขา ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าเขามีเพศอะไรไม่ใช่หรือ ความรักมันอยู่ตรงนั้นแล้ว แล้วทำไมต้องมาทุกข์เมื่อรู้ว่าเขามีความหลากหลายทางเพศ ที่ทุกข์เพราะความคาดหวัง แล้วคนที่เป็นพ่อแม่ส่วนใหญ่คาดหวังจะให้ลูกมีความสุข แล้วทำไมเราต้องผิดหวังที่ลูกเป็นตัวเอง เพราะมนุษย์จะมีความสุขแน่ๆ เมื่อเขาได้เป็นตัวของตัวเองและได้รับการยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น&amp;rdquo; หมอโอ๋-จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น เพจเลี้ยงลูกนอกบ้านคุยกับ ซินดี้ สิรินยา วินศิริ ใน &amp;ldquo;Balanced Mama&amp;rdquo; The Standard Podcast &amp;quot;พ่อแม่ควรทำความเข้าใจอย่างไรในวันที่ลูกมาบอกว่าเป็น LGBTQ+&amp;quot; ๒๓ มิ.ย.๒๕๖๑&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราเลี้ยงลูกผิดไปหรือเปล่า&amp;rdquo; &amp;ldquo;แล้วต่อไปลูกจะมีความสุขเหมือนคนอื่นๆ มั้ยนะ&amp;rdquo; ข้อความเหล่านี้เป็นความทุกข์ใจของคนเป็นพ่อแม่ เมื่อพบว่าลูกหลานหรือสมาชิกในครอบครัวมีความหลากหลายทางเพศ ทำให้พวกเขาเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม ถูกรังเกียจติฉินนินทา ใช้ชีวิตลำบาก ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการใดๆ มารองรับเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในสังคม สำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ หลุมหลบภัยกลับเป็นกับดักระเบิดร้ายทำร้ายชีวิตของพวกเขาเสียเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บ้านนี้มีสีรุ้ง&amp;rdquo; คู่มือการดูแลสุขภาวะของเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศจึงเป็นเสมือนเส้นประเส้นแรก ทำหน้าที่เส้นประเพียงบางๆ เพื่อเป็นไกด์ไลน์หรือสะพานเชื่อมความรู้ ความเข้าใจ การสื่อสารความรู้สึกเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง ปลอดภัยซึ่งกันและกันระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อรับมือกับความทุกข์ ความสุข ความชัง ความสมหวัง ความผิดหวังที่ปะทะกับชีวิตได้อย่างเท่าทัน มีความพึงพอใจในเนื้อตัวหัวใจเพศสภาพของตัวเองอย่างอิสระและเต็มภาคภูมิ.... &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน จัดเวทีเสวนา เรื่องเล่าสายรุ้ง We Are Different : A Journey of the Rainbow เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 ที่สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ เปิดตัว &amp;ldquo;คู่มือผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานหลากหลายเพศ&amp;rdquo; เพื่อเป็นสื่อกลาง เนื่องด้วยวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันสากลของการตระหนักถึงตัวตนของคนข้ามเพศ (International Transgender Day of Visibility หรือ TDOV อันเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราทุกคนจะร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวที่มีลูกหลานหลากหลายเพศ ให้ตระหนักถึงตัวตนของคนข้ามเพศ เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีสุขภาวะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิทยากรบนเวทีเสวนา มัจฉา พรอินทร์ เครือข่ายครอบครัวที่มีลูกหลานหลากหลายเพศ ศิริวรรณ พรอินทร์ เยาวชนหญิงแห่งเอเชีย ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ภรณี ภู่ประเสริฐ ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนัก 9 สสส. อ.นพ.เบญทวิช สุรศาสตร์พิศาล แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว คลินิกเพศหลากหลาย รพ.รามาธิบดี ดำเนินรายการโดย เวณิกา วิชัยวัฒนา ผู้ประกาศข่าวบันเทิงทีวีไทย มีล่ามภาษามือถ่ายทอดให้คนเป็นใบ้ได้เข้าใจการเสวนาบนเวทีและทางออนไลน์ในครั้งนี้ ทั้งนี้ วิทยากรผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดพร้อมใจกันเปิดประตูสายรุ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า ความหลากหลายทางเพศสะท้อนมิติทางสุขภาวะ เพราะหลายคนยังขาดการยอมรับจากครอบครัว การดำเนินงานของโครงการชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ความกังวลของครอบครัวที่มีบุตรหลานหลากหลายทางเพศ 3 ประเด็น คือ 1.ไม่กล้าเปิดเผยตัวตน เพราะกลัวไม่ได้รับการยอมรับ หรือถูกกระทำความรุนแรงจากครอบครัวและสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ไม่กล้าเปิดเผยหรือเปลี่ยนร่างกายให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ เพราะมีข้อจำกัดในชีวิต 3.มีความกังวลต่ออนาคตด้านการศึกษาและหน้าที่การงาน สอดคล้องกับการศึกษาอีกหลายฉบับทั้งของไทยและต่างประเทศ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนการจัดทำ &amp;ldquo;คู่มือผู้ปกครองดูแลบุตรหลานหลากหลายเพศ&amp;rdquo; เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พื้นที่สร้างความรู้ความเข้าใจ จนเกิดพื้นที่ปลอดภัย ระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครองกับบุตรหลานหลากหลายเพศ รวมไปถึงคำแนะนำต่อการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพสำหรับผู้ที่มีความหลากหลายเพศ เพราะสุขภาวะที่ดีเริ่มต้นได้ที่บ้าน เมื่อครอบครัวรับฟังบุตรหลานด้วยความรักและความเข้าใจ เขาก็จะกล้าเปิดเผยตัวเองมากขึ้น มีความมั่นใจและมีความสุขในการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หนังสือคู่มือบ้านนี้มีความหลากหลายทางเพศเป็นเพื่อนคู่คิดก่อนใช้ประสบการณ์ การยอมรับด้วยการเปิดเผยตัวเอง กว่าลูกจะรวบรวมความกล้าเพื่อบอกคนในครอบครัวว่าตัวเองมีรสนิยมทางเพศอย่างไร หนังสือเล่มนี้จะเป็นคู่มืออย่างดีสำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ได้เข้าใจลูก ด้วยพื้นฐานความคิดที่แตกต่างกัน การใช้ศิลปะในการพูดคุยเพื่อลูกจะได้เข้าใจและได้รับการยอมรับ เพื่อเป็นการป้องกันการคุกคามทางเพศ สสส.มีความสนใจเรื่องราวหลากหลายทางเพศ เพราะโลกปัจจุบันมีเพศทั้งหมดมากกว่า 11 รายการ LGBTQ+ บางครั้งก็เป็นเพศชาย เพศหญิง เรื่องเพศเป็นสากลที่ได้รับการยอมรับมากกว่า 10 ปีมาแล้ว ไม่ได้มีเพียง 2 เพศดังแต่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เด็กบางคนรู้ว่าตัวเองมีเพศตรงข้ามกับกายภาพตั้งแต่อายุน้อยลงไปเรื่อยๆ อายุ 7 ขวบก็รู้แล้ว บางคนตั้งแต่เกิด ยิ่งรู้เร็วสามารถปรึกษาแพทย์ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ สามารถปรับฮอร์โมนเพศได้ กลุ่มที่มีปัญหาข้อจำกัดทำให้มีปัญหาอุปสรรคเข้าถึงระบบประกันสุขภาพเหมือนกับคนทั่วไป หลายคนเข้าไม่ถึง ไม่ได้รับการบริการที่เป็นมิตร มีการแบ่งโซนพื้นที่ชายหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มเปราะบางเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ต้องเลือกใช้คำนำหน้า นาย หรือนาง นางสาว ทำให้ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิในการใช้ชีวิต ส่งผลกระทบต่อความสุข สุขภาวะที่ควรจะได้รับ ข้อมูลหลายอย่างถูกซ่อนไว้ใต้ดินไม่ได้รับการเปิดเผย การจัดทำคู่มือนี้จะได้ให้ทุกฝ่ายได้ศึกษา ไม่ต้องไปรอถามเพื่อนฝูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า โครงการพัฒนาเครือข่ายครอบครัวที่มีบุตรหลานหลากหลายเพศ ทำงานเชิงรุกร่วมกับ สสส.นานกว่า 2 ปี เพื่อถอดบทเรียนและประสบการณ์ดูแลเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ คู่มือฉบับนี้นอกจากแบ่งปันความรู้เรื่องสุขภาวะ ยังสะท้อนมิติเชิงสังคมและวัฒนธรรม ผ่านการสะท้อนเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาสุขภาพและเป็นคู่มือฉบับแรกๆ ของไทย จากการสานพลังกับภาคีเครือข่ายครอบครัว เด็ก-เยาวชน สถาบันการศึกษาที่สนใจขับเคลื่อนความเข้มแข็งเรื่องเพศทางเลือก ที่จะใช้เป็นองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาในครอบครัวที่มีบุตรหลานหลากหลายทางเพศ และเนื่องจากวันที่ 31 มีนาคมของทุกปีเป็นวัน International Transgender Day of Visibility หรือ TDOV ซึ่งมีความสำคัญสำหรับคนข้ามเพศ จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่เราจะสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวของพวกเขาตระหนักถึงตัวตนคนข้ามเพศให้เติบโตได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยในชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;มัจฉา พรอินทร์ และ ศิริวรรณ พรอินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มัจฉา พรอินทร์ เครือข่ายครอบครัวที่มีลูกหลานหลากหลายเพศ กล่าวว่า วันหนึ่งที่ลูกบอกกับเธอและคู่ชีวิตของเธอว่า &amp;ldquo;หนูชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง&amp;rdquo; หลายครอบครัวอาจกังวล เพราะยังมีอคติเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่เธอและคู่ชีวิตได้เปิดพื้นที่ให้ลูกสามารถพูดคุยได้อย่างเปิดใจทุกเรื่อง และเราทั้งคู่ก็ทำให้ลูกได้เห็นรูปแบบความรัก ความสัมพันธ์ ความอบอุ่นที่นอกเหนือจากหญิงและชาย เธอมองว่า แต่ละครอบครัวควรจะหาเครื่องมือหรือวิธีการในการพูดคุยสื่อสารในพื้นที่ที่รับฟังกันด้วยหัวใจ คู่มือเล่มนี้จะช่วยทลายกำแพงอคติทางเพศก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราเป็น NGO ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เด็กกลุ่มเปราะบาง ปกป้องคุ้มครองเด็กในสถานศึกษาที่ถูกเลือกปฏิบัติ เด็ก LGBTQ+ ไม่มีกลไกคุ้มครองในโรงเรียน เรามีลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่อสู้คุ้มครองในครอบครัวสีรุ้ง เรื่องนี้มีความซับซ้อน จึงได้ใช้กระบวนการต่อสู้เพื่อคนกลุ่มนี้จะได้รับการคุ้มครอง ครอบครัวเรากล้าพูดเรื่องเพศ เขาบอกว่าเขาชอบผู้หญิง ถ้าเป็นครอบครัวอื่นถ้าลูกพูดแบบนี้คนเป็นพ่อแม่ตกใจ วิตกกังวล แต่ครอบครัวเราดีใจจนออกนอกหน้า เด็กอายุเท่านี้รู้ตัวเองว่าชอบใคร เราทำให้เขารู้สึกสบายใจที่เปิดเผยอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าลูกจะเผชิญปัญหาอะไรจากภายนอก แต่ภายในบ้านแม่จะไม่บังคับในสิ่งที่สังคมภายนอกบังคับให้เป็น หนูจะได้เป็นตัวของตัวเอง พ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้จะปฏิเสธไม่ให้พาเพื่อนมาที่บ้าน กลัวถูกต่อว่าต่อขานเลี้ยงลูกไม่ดี เด็กผู้ชายต้องเป็นเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิงต้องเป็นเด็กผู้หญิง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มัจฉากล่าวว่า ในช่วงแรกกังวลใจว่าเมื่อลูกไป รร. เพื่อนๆ จะ Bully กลั่นแกล้ง ไม่ได้รับการยอมรับสูงมาก เพราะบ้านเรามีการกลั่นแกล้งติดอันดับของโลก สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่ UNESCO ให้ข้อมูลว่า 40% เด็กถูกกลั่นแกล้งจนอยากฆ่าตัวตาย เราต้องมีวิธีคิด มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของลูก เมื่อออกไปใช้ชีวิตภายนอกแล้วเขาต้องยืนได้ด้วยตัวเอง เมื่อเดินทางสู่โลกกว้างต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศิริวรรณ พรอินทร์ เยาวชนหญิงแห่งเอเชีย ผู้มีความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า &amp;ldquo;หนูเติบโตมาในครอบครัวที่มีองค์ประชุม รับรู้ประสบการณ์รุ่นพี่แต่ละคนเจอประสบการณ์พบปัญหาอะไรมาบ้าง เข้าใจความต้องการในเรื่องเพศของตัวเอง เมื่อเรียนชั้น ม.2 รู้สึกตัวว่าเราชอบเพื่อนผู้หญิง ตัดสินใจบอกแม่ว่าหนูชอบเพื่อนผู้หญิง เพื่อนๆ ก็มีความหลากหลายทางเพศตามอัตลักษณ์ชายขอบมารวมกลุ่มกัน เมื่อมีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือกัน เรารู้สึกว่าเรามีแม่สองคน เขาสอนให้หนูมีความมั่นใจในตัวเอง หนูอยากให้ครูทุกคนเข้าใจเด็ก เมื่อเด็กมีปัญหาครูให้ความช่วยเหลือได้ สังคมบ้านเราไม่เปิดโอกาสให้เด็กมีความหลากหลายทางเพศ ครูบูลลี่เด็ก ล้อเด็ก ทั้งๆ ที่ความหลากหลายทางเพศไม่ได้สร้างปัญหาให้กับใครแต่อย่างใด หนูอยากทำงานช่วยแบ่งเบาภาระให้แม่ พ่อแม่ส่วนใหญ่อยากให้ลูกตั้งใจเล่าเรียนและส่งไปเรียนพิเศษ ไม่มีเวลาสนใจในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนที่มีความหลากหลายทางเพศบางคนเก่ง มีความสามารถเหมือนฟ้าประทาน แต่เราไม่ได้เก่งเหมือนกันทุกคน &amp;ldquo;หนูไม่ได้เรียนเก่ง เรียนแค่พอเอาตัวรอดได้ หนูมีความสามารถในการวาดรูปสื่ออารมณ์ความรู้สึกได้ แม่พาหนูไปดูวิดีโอดูหนัง แต่แม่ไม่มีกำลังเงินจะซื้อได้ แม่พยายามพาหนูไปดูในสิ่งที่หนูชอบ เป็นการเปิดกว้างความรู้&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวที่มีความสุข ไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูกเท่านั้น หากแต่ครอบครัวที่มีความสุขต้องยินดีและสนับสนุนให้คนในครอบครัวเลือกชีวิตทางเพศของตัวเองได้ เราเติบโตมาอยู่ในครอบครัวที่มีแม่สองคน แต่เรามีสิทธิ์ในการเลือกเพศของตัวเอง และการที่แม่ทั้งสองเตรียมความพร้อมและมีพื้นที่การพูดคุยเรื่องเพศในบ้านได้ จะทำให้ลูกสามารถรับมือกับสิ่งต่างๆ ภายนอกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;คิวอาร์โค้ดดาวน์โหลดคู่มือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ้าถามหมอว่า ลูกเป็นคนข้ามเพศ ป่วยไหม ต้องรักษาไหม เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่โรค&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นพ.เบญทวิช สุรศาสตร์พิศาล (หมอเบนซ์)&amp;nbsp;แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว คลินิกเพศหลากหลาย (Gen V Clinic) โรงพยาบาลรามาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความหลากหลายทางเพศเป็นมิติหนึ่งของมนุษย์ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคที่เกิดจากพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิต ที่ผ่านมามีหลายครอบครัวเข้ามาปรึกษา หลังพบบุตรหลานมีชีวิตไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวัง เพราะมีความหลากหลายทางเพศ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความรัก ความทุกข์และความตึงเครียด &amp;ldquo;คู่มือผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานหลากหลายเพศ&amp;rdquo; จะมีส่วนช่วยสร้างกระบวนการพูดคุย ปรับทัศนคติทุกฝ่ายให้เข้าใจกันมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการแก้ไขปัญหาสุขภาพทางกายและใจ การที่เด็กเปิดเผยความรู้สึกเรื่องเพศให้พ่อแม่ได้รับฟังต้องใช้ความกล้าอย่างมหาศาล พ่อแม่รับได้หรือไม่ เรื่องเพศเป็นมิติของความเป็นมนุษย์ เพศไม่ได้เป็นเรื่องโรคที่ผิดปกติ การเปิดเผยรสนิยมทางเพศเป็นการเปิดเผยตัวเอง สังคมจีนมีวัฒนธรรม สังคมไทยไม่ค่อยคุยประเด็นเรื่องเพศบนโต๊ะอาหาร เป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจ ดังนั้นคู่มือผู้ปกครองจึงเป็นข้อมูลความรู้ที่ทุกฝ่ายอ่านได้ เป็นพื้นที่ปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าถามหมอว่า ลูกเป็นคนข้ามเพศ ป่วยไหม ต้องรักษาไหม ถ้าหมอไม่เชื่อในสิ่งที่หมอพูด คนไข้ก็ย่อมไม่เชื่อแน่ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดตามความหลากหลายของธรรมชาติ ไม่ใช่โรค ไม่มีความจำเป็นต้องไปเปลี่ยนความคิดทางการแพทย์ทั่วโลก พ่อแม่ส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องลูกว่าแก่ตัวไปแล้วใครจะเลี้ยงดู สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาโครงสร้างทางสังคม ที่ รพ.รามาธิบดีทุกวันศุกร์มีคลินิกให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ที่ รพ.จุฬามี Excellence Center หมอเด็ก ที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มีศูนย์สุขภาพเรื่องเพศ มีจิตแพทย์ให้คำปรึกษา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;ldquo;บ้านนี้มีสีรุ้ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;เธอเลี้ยงลูกยังไงถึงได้เป็นแบบนี้&amp;rdquo; &amp;ldquo;เราตอบกลับไปว่าเลี้ยงลูกแบบให้มีความสุขไงคะ ลูกอยากเป็นอะไรก็ปล่อยให้เป็น แม่ของลูกหลากหลายทางเพศ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้เห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุขในสิ่งที่เขาเลือก&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;ตั้งสติก่อน LGBTQ+ ไม่ผิด กม. ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เขาคือคนธรรมดา เขาไม่ได้เป็นโรคจิตหรือคนผิดปกติแต่อย่างใด ความหลากหลายทางเพศไม่ใช่มีเพียงแค่ กะเทย ทอม ดี้ ข้อมูลบนโลกโซเชียลมีเยอะมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;ldquo;เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสาวประเภทสองในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 8ก.พ. ถึงวันที่ 2 มี.ค.2553 ณ บ้านบุญบาลีรีสอร์ท กทม. ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นนักกิจกรรม นักวิชาการจากหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสุขภาวะทางเพศให้กลุ่มคนชายขอบในสังคมไทย ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันก่อตั้ง &amp;ldquo;เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย (Thai Transgender Alliance-Thai TGA) ขึ้น ถือได้ว่าเป็นเครือข่ายที่ทำงานกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า &amp;ldquo;กะเทย&amp;rdquo; เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีเป้าหมายสนับสนุนให้กะเทยในสังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างรอบด้าน เป็นการเสริมสร้างศักยภาพคนทำงานกับกลุ่มกะเทยในสังคมไทย รณรงค์สร้างความเข้าใจในตัวตนและสิทธิของกะเทย และสร้างการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายประชาสังคมอื่นๆ เพื่อพัฒนาสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;คำศัพท์ &lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;ความหมาย &lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;เลสเบี้ยน&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;บุคคลที่เป็นผู้หญิงและมีรสนิยมทางเพศที่ชื่นชอบในบุคคลที่เป็นผู้หญิง&lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;เกย์&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;บุคคลที่ชื่นชอบในบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศตรงกับตนเอง สังคมไทยเข้าใจว่าเกย์เป็นชายและมีความชื่นชอบและรสนิยมทางเพศกับชาย&lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;ไบเซ็กชวล&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;บุคคลที่มีรสนิยมทางเพศที่ชื่นชอบคนได้มากกว่าหนึ่งเพศโดยไม่จำกัดเพศ จะเป็นเพศใดก็ได้&lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;อินเทอร์เซ็กซ์&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;บุคคลที่มีสรีระทางเพศหรือแบบโครโมโซมที่ไม่ตรงกับสรีระทางชายหรือหญิงหรือมีลักษณะทั้งหญิงและชาย&lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;คนข้ามเพศ&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;บุคคลที่แสดงอัตลักษณ์ทางเพศตรงข้ามและแตกต่างไปจากเพศกำเนิดของตนเอง &lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;ผู้หญิงข้ามเพศ&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;บุคคลที่มีเพศกำเนิดเป็นชาย แต่ใช้ชีวิตและแสดงออกอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองตรงข้ามกับเพศกำเนิด ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลง/ไม่เปลี่ยนแปลงร่างกาย ฮอร์โมน หรือผ่าตัดแปลงเพศ&lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;ผู้ชายข้ามเพศ&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;บุคคลที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิง แต่ใช้ชีวิตและแสดงออกอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองตรงข้ามกับเพศกำเนิด ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลง/ไม่เปลี่ยนแปลงร่างกาย ฮอร์โมน หรือผ่าตัดแปลงเพศ &lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;เอเซ็กชวล&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;คนที่ไม่ฝังใจทางเพศ ขาดความสนใจทางเพศ ไม่ให้ความสนใจต่อกิจกรรมทางเพศ &lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;เควียร์&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;เป็นการใช้คำที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนำมาใช้เพื่ออธิบายอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศของตนเองที่แสดงให้เห็นถึงความไม่มีกรอบในการเข้ามากำหนดเกี่ยวกับเรื่องเพศ&lt;/p&gt;
			
		
		
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;นอนไบนารี่&lt;/p&gt;
			
			
			&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; padding:0in 5.4pt 0in 5.4pt&quot;&gt;เป็นคำศัพท์ที่ใช้เพื่อทำให้เห็นว่าอัตลักษณ์ทางเพศหรือการแสดงออกทางเพศว่าอยู่นอกเหนือการจัดหมวดเรื่องเพศที่มีเพียงแค่เพศชายและเพศหญิง และทลายการจัดระเบียบบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศว่าจะต้องดำรงชีวิต มีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับเพศหญิงหรือเพศชายเท่านั้น&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98964</URL_LINK>
                <HASHTAG>International Transgender Day of Visibility, LGBTQ, TDOV, คนข้ามเพศ, คู่มือดูแลเด็กหลากหลายทางเพศ, นอนไบนารี่, บ้านนี้มีสีรุ้ง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มัจฉา พรอินทร์, มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน, ศิริวรรณ พรอินทร์, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, อ.นพ.เบญทวิช สุรศาสตร์พิศาล, อินเทอร์เซ็กซ์, เกย์, เครือข่ายครอบครัวที่มีลูกหลานหลากหลายเพศ, เครือข่ายเพื่อนกะเทยฯ, เรื่องเล่าสายรุ้ง, เลสเบี้ยน, เวณิกา วิชัยวัฒนา, ไบเซ็กชวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_607040942a150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
