<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2019 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2019 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 1 ต.ค. ดีเดย์ขยับภาษีน้ำหวานเพิ่ม หนุนรายได้รัฐ 4 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 62 - นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า หลังจากวันที่ 16 ก.ย.2560 ที่เริ่มมีการจัดเก็บภาษีภาษีสรรพสามิตความหวาน พบว่ามีผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องดื่มเพียงยี่ห้อเดียว ลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อให้เสียภาษีความหวานถูกลง ขณะที่รายอื่น ๆ ใช้วิธีออกสินค้าใหม่ และระบุว่ามีปริมาณน้ำตาลต่ำแทน เนื่องจากไม่ต้องการให้กระทบกับสินค้าเดิมที่ขายอยู่ในตลาด โดยขอย้ำเตือนว่าในวันที่ 1 ต.ค.2562 จะมีการปรับภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นทุก 2 ปี หากยังไม่สามารถลดปริมาณน้ำตาลได้ จะต้องเสียภาษีอีกเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการบังคับใช้ภาษีความหวานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมได้ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปสำรวจความรับรู้มาตรการภาษีความหวานกับประชาชน พบว่ามาตรการภาษีจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับตัว โดยลดประมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และมีการติดฉลาก เพื่อแจ้งให้ประชาชนรับทราบเพิ่มขึ้นกว่า 200% จากเดิม 60-70 รายการเป็น 200-300 รายการ แต่ในการรับรู้ประชาชนยังไม่มาก กลุ่มที่ตื่นตัวคือกลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี และกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี ส่วนวัยทำงานยังสนใจน้อย และยังมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีความหวานสูงอยู่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอกชนเริ่มปรับตัวกับภาษความหวานแล้ว จากการหารือก็เข้าใจความต้องการของกรมในการช่วยดูแลสุขภาพให้กับประชาชน และยืนยันว่าที่ผ่านมาราคาเครื่องดื่มที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นเพราะต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้มาจากต้นทุนด้านภาษี&amp;rdquo; นายณัฐกร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมเตรียมหารือกับคณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอาหารและยา (อย.) เข้าไปกำกับดูแลผู้ประกอบการ ให้เพิ่มขนาดเครื่องหมายแจ้งเตือนปริมาณน้ำตาล ให้สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น อ่านได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการแจ้งเตือนโทษด้านสุขภาพ บนหน้าฉลากบุหรี่ ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้รับประโยชน์ในภาษีด้วย ซึ่งจะต้องหารือในขั้นตอน หลักการและวิธีการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกร กล่าวว่า ปัจจุบันภายใต้ภาษีความหวานกรมจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 2-3 พันล้านบาทต่อปี โดยอัตราภาษีใหม่ที่จะปรับแบบขั้นบันได มีผลในวันที่ 1 ต.ค. 2562 จะทำให้กรมมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.5 พันล้าน หรือคิดเป็นรายได้จากภาษีน้ำหวานที่ 3.5-4.5 พันล้านบาทต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีภาพรวมของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2562 ที่ 5.84 แสนล้านบาท และปี 2563 ที่ 6.4 แสนล้านบาท มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 ต.ค.2562 ถึง 30 ก.ย.2564 เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัม ต่อ 100 &amp;nbsp;มิลลิลิตร เก็บภาษีเท่าเดิมที่ 0.30 บาทต่อลิตร &amp;nbsp;, เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 1 บาทต่อลิตรจากเดิม เสียภาษี 0.50 บาทต่อลิตร , เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 14 กรัม แต่ไม่เกิน 18 กรัม ต่อ 100 &amp;nbsp;มิลลิลิตร เสียภาษี 3 บาทต่อลิตร จากเดิม 1 บาท และ ที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เสียภาษี 5 บาทต่อลิตร และ จะมีการปรับภาษีแบบขั้นบันไดแบบเท่าตัวอีกครั้งในช่วง 1 ต.ค.2564-30 ก.ย.2566 และ 1 ต.ค.2566 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45319</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ณัฐกร อุเทนสุต, ภาษีความหวาน, สำนักแผนภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d75d98154a10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
