<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตช. ทำตามคำสั่งศาลปกครองกลาง &#039;พล.ต.อ.วิระชัย&#039; กลับนั่งเก้าอี้รองผบ.ตร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.64 - พ.ต.อ.กฤษณะ&amp;nbsp;พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอข่าวศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งลงวันที่ 13 ก.ค. 64 ทุเลาการบังคับตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลง 29 ก.ค.63 โดยให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งถูกสำรองราชการอยู่นั้นให้กลับเข้ามารับราชการในตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ว่าได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะดำเนินการตามคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าวตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกรณีดังกล่าว พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำแหน่ง สำรองราชการ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และถูกร้องทุกข์ดำเนินคดี กรณีถูกกล่าวหา ดักฟัง เผยแพร่ข้อมูลการสนทนา ระหว่าง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. กับ พลตำรวจ เอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) เป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นปี 2563 จากกรณีที่ คนร้ายยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ9) และต่อมา พล.ต.อ.วิระชัย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งสำรองราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กระทั่งมีคำสั่งดังกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109883</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, ศาลปกครอง, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60f043bd345d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 19:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่วน! ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครอง &#039;พล.ต.อ.วิระชัย&#039; คืนเก้าอี้รองผบ.ตร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;15 ก.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำแหน่ง สำรองราชการ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และถูกร้องทุกข์ดำเนินคดี กรณีถูกกล่าวหา ดักฟัง เผยแพร่ข้อมูลการสนทนาระหว่าง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ทบ.)​ ในขณะนั้น เป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นปี 2563 จากกรณีที่คนร้ายยิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ9) และต่อมา พล.ต.อ.วิระชัย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งสำรองราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.64 ที่ผ่านมาศาลปกครองกลางมีคำสั่ง เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ บ. 438/2563 ศาลปกครองกลาง ระหว่าง พล.ต.อ.วิระชัย ผู้ฟ้องคดี พล.ต.อ.จักรทิพย์&amp;nbsp;ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคําสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 ก.ค. 2563 ให้ พล.ต.อ.วิระชัย&amp;nbsp;ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ต่อมาหลังจากที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น สำรองราชการ แล้วพล.ต.อ.จักรทิพย์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติและ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) เพื่อให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามนัยมาตรา 51 (1) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2547 แทน พล.ต.อ.จักรทิพย์&amp;nbsp; ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ต.ค.2563 และ พล.ต.อ.​จักรทิพย์&amp;nbsp; ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว ซึ่งต่อมาได้ออกอากาศในรายการเนชั่นทันข่าว เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563 ว่า เมื่อพล.ต.อ. วิระชัย&amp;nbsp; ได้รับคำสั่งให้สำรองราชการ แล้วพล.ต.อ. จักรทิพย์ จะไม่สามารถเสนอชื่อ พล.ต.อ.วิระชัย&amp;nbsp; ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน พล.ต.อ. จักรทิพย์ ได้เพราะพล.ต.อ. วิระชัย&amp;nbsp;ถูกสำรองราชการอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ดังนั้นจากเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาตามลำดับ จึงเห็นว่า พฤติการณ์ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางการปกครองไม่เป็นกลาง โดยสภาพภายในตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 และกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ออกคำสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย สำรองราชการนี้ไม่ใช่กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือสิทธิของบุคคล โดยไม่มีทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;โดยการสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย สำรองราชการ จึงไม่อยู่ในข้อยกเว้นของ มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539การที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ออกคำสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย สำรองราชการ ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 ก.ค.2563 จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลทำให้ประกาศของนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 31 ส.ค. 2563 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจ (พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ผู้ฟ้องคดี) พ้นจากตำแหน่ง น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะทุเลาการบังคับตามคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 ก.ค. 2563 ที่สั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย สำรองราชการ และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ พล.ต.อ.วิระชัย พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ทั้งนี้ตามข้อ 72 วรรคสามแห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 จึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 ก.ค. 2563 ที่สั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย สำรองราชการ และประกาศของนายกรัฐมนตรี ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 31 ส.ค. 2563 ที่ให้พล.ต.อ.วิระชัย พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ซึ่งผลของคำสั่งศาลปกครองกลางทำให้พล.ต.อ.วิระชัย กลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามเดิมนับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.2563 ซึ่งเป็นวันที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ออกคำสั่งสำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย เสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งสำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย มาก่อนแต่อย่างใด และเสมือนว่าไม่เคยมีประกาศสำนักนายกมนตรี ที่ให้พล.ต.อ.วิระชัย พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาก่อนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 16 ก.ค. พล.ต.อ.วิระชัย จะเดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเวลา 08.30 น.และเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามเดิม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109857</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดียิงรถบิ๊กโจ๊ก, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, ศาลปกครองกลาง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9d81ac1b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 19:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิระชัย&#039; ฟ้อง &#039;จักรทิพย์&#039; ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สั่งสำรองราชการทำหมดสิทธิขึ้น ผบ.ตร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อายุ 57 ปี รอง ผบ.ตร.ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อายุ 60 ปี ผบ.ตร.เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในความผิดฐาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า โจทก์รับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2523 ปัจจุบันเป็น รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 1 ส่วน พล.ต.อ.จักรทิพย์ จำเลยเป็น ผบ.ตร. มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายภายใต้อำนาจหน้าที่ที่ตนมี แต่จำเลยกลับใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กลั่นแกล้งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2563 ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ถือเป็นคดีสำคัญ เพราะเป็นการกระทำความผิดอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. ผู้เสียหายเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน เนื่องจากในขณะเกิดเหตุดังกล่าว จำเลยไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักร โจทก์ในขณะนั้นรักษาราชการแทนจำเลยในตำแหน่ง ผบ.ตร..มีฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร และมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมการปฏิบัติราชการทั้งปวงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทนตามกฎหมาย ดังนั้นโจทก์จึงเข้าไปควบคุม กำกับ และเร่งรัดการสืบสวนเพื่อจับกุมคนร้ายได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ขณะที่จำเลยอยู่ในต่างประเทศก็ได้โทรศัพท์ติดต่อมายังโจทก์ เมื่อเวลา 21.30 น ซึ่งโจทก์เข้านอนแล้ว ไม่สะดวกที่จะจดบันทึกรายละเอียดในการสนทนา เพราะเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน จึงต้องใช้การบันทึกเสียงแทนการจดบันทึกการสนทนา เพราะเห็นว่ากรณีคำแนะนำที่สำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะได้นำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบทสนทนาดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยได้พูดระบายความรู้สึกในใจของจำเลยที่มีต่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และตำหนิการกระทำของโจทก์ที่เข้าไปควบคุมคดีนี้ การสนทนาดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสั่งการทางราชการ เพราะขณะนั้นจำเลยอยู่ต่างประเทศ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายสั่งการโจทก์ได้และบทสนทนาดังกล่าวไม่ใช่ความลับทางราชการ เพราะความลับทางราชการตามกฎหมาย คือข้อมูลข่าวสารที่มีคำสั่งมิให้เปิดเผย อยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐและมีการกำหนดชั้นของความลับไว้เป็นลำดับ ซึ่งหากพิจารณาบทสนทนาแล้วไม่ได้มีการระบุหรือสั่งการอย่างใดว่าเป็นความลับทางราชการ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 5 ที่ได้กำหนดนิยามของคำว่า &amp;quot;ข้อมูลข่าวสารลับ&amp;quot;ไว้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงเช้าวันต่อมา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของคดีดังกล่าว โจทก์จึงได้แจ้งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ทราบว่าคดีดังกล่าว จำเลยได้ติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดและตำหนิไม่ให้โจทก์เข้าไปควบคุมดูแลคดีนี้อีก โจทก์ได้ส่งมอบคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเพื่อให้ไปติดตามผลการสอบสวนได้อย่างถูกต้อง และเพื่อประโยชน์ของการสืบสวนสอบสวน โจทก์ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการ เพราะคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวไม่เป็นความลับราชการและไม่ทำให้ผู้รับฟังเกลียดชังจำเลยหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อจำเลย เพระการพูดของจำเลยในคลิปสนทนาเป็นการยกย่องและเชื่อมั่นการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาที่พูดในทำนองว่านครบาลมีความสามารถทำคดีนี้ได้อยู่แล้ว ผู้ที่ได้รับความอับอายในคลิปเสียงคือโจทก์ไม่ใช่จำเลย และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในกรณีคลิปสนทนานี้ถูกเผยแพร่คือโจทก์ไม่ใช่จำเลย อีกทั้งโจทก์ไม่เคยเผยแพร่คลิปสนทนาดังกล่าวไปยังบุคคลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีผู้ไม่หวังดีนำคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน ให้จำเลยไม่พอใจโจทก์เป็นอย่างมาก ประกอบกับเป็นช่วงเวลาระยะเวลาที่จะมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.แทนจำเลยที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน ที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเพราะโจทก์มีอาวุโสเป็นอันดับ 1 และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้ง จำเลยไม่ต้องการให้โจทก์ได้รับการแต่งตั้ง จึงได้ดำเนินการออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เพื่อให้โจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือไม่เหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. เพื่อให้รองผบ ตร.ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของจำเลยได้รับการแต่งตั้งแทนโจทก์ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต โดยอาศัยโอกาสที่ตนเองมีหน้าที่กระทำการที่อาจผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 21 ม.ค 2563 &amp;nbsp;จำเลยในฐานะ ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 24/2563 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับคลิปโทรศัพท์สั่งการคดียิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และเนื้อหาการพูดคุยระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยคำสั่งอ้างว่าเป็นความลับทางราชการ การลักลอบบันทึกและนำมาเผยแพร่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพนักงานสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และระหว่างวันที่ 21-23 ม.ค.2563 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้โจทก์ต้องไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 22/2563 ลงวันที่ 23 ม.ค.2563 ทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาระหว่างวันที่ 1-24 ก.ค.2563 เวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามให้ดำเนินคดีกับโจทก์ ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 และวันที่ 24 ก.ค.ต่อเนื่องกัน จำเลยได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 383/2563 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงโจทก์ โดยในคำสั่งดังกล่าวได้หยิบยกเอาข้อสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 24/2563 มีข้อสรุปว่ามีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง การออกคำสั่งดังกล่าวของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนาให้โจทก์ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว้ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง เพื่อใช้เป็นเหตุให้จำเลยสามารถออกคำสั่งสำรองราชการโจทก์ และทำให้โจทก์หมดสิทธิเข้ารับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งวันที่ 29 ก.ค.2563 จำเลยได้ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 387/2563 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการ โดยมีคำสั่งให้โจทก์สำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การกระทำของจำเลยจึงเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 เหตุเกิดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้คำฟ้องไว้เพื่อตรวจคำฟ้องและนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 8 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75430</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2cf2b4a6431.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 17:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จเรตำรวจ&#039; แจงยิบออกคำสั่งสำรองราชการ &#039;วิระชัย&#039; ตามขั้นตอนปกติ ใช้เวลา 20 วันไม่ได้เร่งรัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพล.ต.ท.สมหมาย พัชรอินโต ผบช.กมค. พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผบช.ก.ตร.พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันท์ รอง ผบช.สกพ. และพล.ต.ต.นพพร ศุภพัฒน์ ผบก.กองวินัย แถลงชี้แจงถึงกระบวนการขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยและอาญา กรณีคลิปเสียงการสนทนของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา สำรองราชการ ตร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากพล.ต.อ.จักรทิพย์ มาสรุปขั้นตอนการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวกับพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา สืบเนื่องจาก 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการดำเนินในส่วนของพล.ต.อ.วิระชัยมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และเพื่อให้ข้อเท็จจริงชัดเจน ให้สื่อมวลชนได้ชี้แจงกับประชาชนให้ถูกต้อง จึงขอสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับรายละเอียดการดำเนินการตั้งแต่ต้นทางวินัยในกรณีที่เกี่ยวข้องกับพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา จนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พล.ต.อ.ชนสิษฏ์ ได้กล่าวอธิบาย ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2563 - 29 กรกฎาคม 2563 ว่า สืบเนื่องจากวันที่ 6 มกราคม 2563เวลาประมาณ 20.00 น. มีเหตุยิงรถยนต์ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในท้องที่บางรัก หลังจากนั้นวันที่ 9 มกราคม 2563 เวลาประมาณ 08.00 น. มีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับพล.ต.อ.วิระชัย ที่เป็นข้อสั่งการเกี่ยวกับการสอบสวนการดำเนินคดีอาญา ซึ่งถือเป็นความลับของทางราชการ อันเป็นการใช้อำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักรแล้วมีการนำไปเผยแพร่ตามสื่อมวลชนหลายแขนงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนเป็นเหตุให้ราชการเสียหาย จากนั้นก็มีสื่ออื่นๆ เผยแพร่ต่อเนื่องโดยตลอดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 21 มกราคม 2563 สืบเนื่องจากความเสียหายดังกล่าวข้างต้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาคณะหนึ่งโดยมีผมเป็นประธานกรรมการ และกรรมส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับผู้บัญชาการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบดังกล่าว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รายงานข้อเท็จจริงการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้เหตุผลในการรายงานโดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือเพียงพอจึงเสนอให้พิจารณาสั่งการให้พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ไปปฏิบัติราชการนอกสังกัดตร. เพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบดังกล่าว ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2563 มีคำสั่งสำนักนายกให้พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายก ตามเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ชนสิษฏ์ กล่าวว่า หลังจากที่มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผ่านกองวินัย การรายงานได้รวบรวมพยานหลักฐานโดยให้ทุกฝ่ายชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่แล้ว มีมติคณะกรรมการทั้งหมดมีมติเป็นเอกฉันท์สรุปได้ว่า แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือการดำเนินการทางวินัย และการดำเนินการทางอาญา ส่วนการดำเนินการทางวินัยตามวินัยมีมูลเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา กระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนการดำเนินการทางอาญา มีมูลรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 และประกาศคปค. ฉบับที่ 21 เรื่องการห้ามดักฟังทางโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารอื่นใด และในความเห็นนั้นเสนอให้กองวินัย และสำนักงานกฎหมายและคดีดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินการทางวินัย วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 หลังจากได้รับรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบ ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 กองวินัยรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีความเห็นว่าเป็นกรณีมีมูลเพียงพอที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ตามเสนอของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดทราบผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นกรณีเร่งด่วน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาเห็นชอบและสั่งการให้หน่วยเกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จตช. ประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว เห็นว่ามีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินคดีอาญา ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 สำนักงานกฎหมายและคดี รายงานผลการดำเนินการจัดทำคำกล่าวโทษและส่งให้ผบช.ก. ดำเนินการไปตามกฎหมายตามอำนาจและหน้าที่เนื่องจากบก.ป. เป็นหน่วยงานสอบสวนในสังกัดบช.ก. มีอำนาจสอบสวนทั่วราชอาณาจักรแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 สกพ. เสนอผบ.ตร. ว่ากรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เสร็จสิ้นแล้ว ตามที่ตร. ได้รายงานผลให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เห็นควรกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการให้พล.ต.อ.วิระชัย กลับมาปฏิบัติราชการที่ตร. เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและเพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชากำกับดูแลการปฏิบัติราชการตามกฎหมายระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอนายกรัฐมนตรีว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เสนอให้ไปปฏิบัติราชการเสร็จสิ้นแล้ว เห็นควรสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัย กลับมาปฏิบัติราชการที่ตร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 219/2563 ลง 23 กรกฎาคม 2563 อ้างถึงคำสั่งให้พล.ต.อ.วิระชัยไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริง โปร่งใส น่าเชื่อถือ ตามเสนอของตร. บัดนี้การตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วจึงให้พล.ต.อ.วิระชัย กลับไปดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร. กลับไปปฏิบัติราชการที่ตร. ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนามคำสั่งตร. ที่ 383/2563 ตามที่กองวินัยเสนอเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ผู้ถูกกล่าวหา กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงสองประเด็นตามความเห็นที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสนอไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตร. มีคำสั่งสำรองราชการที่ 387/2563 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการ วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงนามในคำสั่งสำรองราชการ เนื่องจากตร. มีคำสั่งตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงพล.ต อ.วิระชัย ทรงเมตตา และ บก.ป. ได้รับคำร้องทุกข์กรณีกล่าวโทษว่ามีการกระทำอันเป็นความผิดต่อรัฐมีมูลเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ม. 74 และตามประกาศคปค. ฉบับที่ 21 อันเป็นเหตุให้สำรองราชการได้ตามข้อ 3(1) แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำตร. หรือส่วนราชการใดหรือสำรองในส่วนราชการใด พ.ศ.2548 กรณีนี้เป็นการเสนอของสกพ. เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ใช้ดุลพินิจสั่งการตามอำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมในการดำเนินการทางวินัยและอาญา เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในภาพรวมของตร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ชนสิษฏ์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดข้างต้นเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้บังคับบัญชา ซึ่งตามพ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 หมวด 5 วินัยและการรักษาวินัยได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาไว้ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย ป้องกันมิให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมิได้อยู่ในฐานะคู่กรณีตามบทบัญญัติของกฎหมายตามที่คนทั่วไปเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับรายงานจากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและกองวินัยได้ให้ความเห็นพ้องด้วยกับคณะกรรมการตรวจสอบประกอบกับทางอาญาพงส. ได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้วในกรณีการกล่าวโทษว่ามีการกระทำอันเป็นความผิดต่อรัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอน บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และไม่สามารถดำเนินการโดยใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น นอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่าการดำเนินการและการสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นการกระทำในหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ซึ่งได้ดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอน โดยมีความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรองรับการพิจารณาสั่งการด้วยเสมอ รวมระยะเวลานับตั้งแต่ที่คณะกรรมการรายงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ 10 กรกฎาคม 2563 จนถึงการออกคำสั่งสำรองราชการ 29 กรกฎาคม 2563 รวมทั้งสิ้น 20 วัน เป็นระยะเวลาในการดำเนินเนินงานทางธุรการตามปกติไม่ได้เป็นการเร่งรัดหรือตระเตรียมการไว้ แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ชนสิษฏ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้มาชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมดที่ผ่านมา ทั้งวินัยและอาญา เกี่ยวกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา สำรองราชการ ตร. โดยยืนยันว่าทำตามขั้นตอน ไม่ได้เร่งรัดดำเนินการ ตั้งแต่ตนทำเรื่องเสนอ ผบ.ตร. จนจบกระบวนการสำรองราชการ ใช้เวลาประมาณ 20 วัน ไม่ใช่เพิ่งทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ ยืนยันว่าหากไม่พบความผิด พล.ต.อ.วิระชัย สามารถกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดังเดิม แต่ส่วนตัวปฏิเสธจะให้ความเห็นว่าพล.ต.อ.วิระชัย ยังมีสิทธิ์ ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้อีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรอบระยะเวลาการสอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.ต.นพพร กล่าวว่า เป็นไปตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2547 ต้องเรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งอธิบายให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ภายใน 15 วัน จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานในเรื่องที่กล่าวหา และประชุมพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา และสรุป ใช้เวลา 60 วัน หลังสรุปแล้วหากมีมูลความผิดจะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งข้อกล่าวหา ภายใน 15 วัน หลังแจ้งข้อกล่าวหาก็ถามความความประสงค์ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง อธิบายข้อกล่าวหา และทำเรื่องมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมภายใน 60 วัน หลังจากนั้นคณะกรรมการรวบรวมพพยานหลักฐานภายใน 30 วัน สรุปสำนวนเสนอผู้สั่งตั้งคณะกรรมการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ท.นิทัศน์ กล่าววถึงกรณีที่ พล.ต.อ.วิระชัย ร้องขอความเป็นธรรม คือ คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ได้มีการร้องทุกข์ และคัดค้านคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวน และร้องทุกข์และอุทธรณ์คำสั่งของ ผบ.ตร. ที่สั่งให้สำรองราชการ ทั้งสองส่วนเรื่องถูกส่งไปที่สำนักงาน ก.ตร. ในฐานะเป็นเลขานุการ ก.ตร. ซึ่งสำนักงาน ก.ตร. ต้องส่งเรื่องให้ประธานคณะอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการร้องทุกข์ ซึ่งมี พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. เป็นประธาน นำเข้าสู่การพิจารณากับคณะอนุกรรมการ เมื่อพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว เรื่องจะเข้าสู่ ก.ตร. อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73993</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดียิงรถบิ๊กโจ๊ก, คลิปเสียง, จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f310a974b97a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิระชัย&#039; ฮึดสู้ยื่นร้องทุกข์ ก.ตร. คำสั่งสำรองราชการมิชอบด้วยกฏหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กรณีถูกสั่งสำรองราชการ ว่า การแต่งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และคำสั่งสำรองราชการดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขั้นตอนหลังจากนี้คณะอนุฯ ก.ตร.เกี่ยวกับการร้องทุกข์ที่มี พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร.เป็นประธาน จะเป็นผู้พิจารณาคำร้องดังกล่าว โดยคณะอนุฯ ก.ตร.ชุดนี้จะมีการประชุมพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ในทุกวันอังคารสัปดาห์ที่สามของเดือน ทั้งนี้ หากผลการพิจารณาเห็นว่าคำร้องทุกข์ฟังขึ้น ก็จะมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งสำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย แต่หากพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งรองราชการชอบด้วยกฎหมายแล้ว พล.ต.อ.วิระชัย ก็มีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวระดับสูง กล่าวว่า คำสั่งสำรองราชการไม่ใช่การลงโทษทางวินัย แต่เป็นการดำเนินการระหว่างการพิจารณาโทษทางวินัย ผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งสำรองราชการดังกล่าว จึงต้องร้องทุกข์ต่อ ก.ตร. ซึ่งโดยปกติ ก.ตร.ได้มอบอำนาจเด็ดขาดให้ อนุฯ ก.ตร.เกี่ยวกับการร้องทุกข์ พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ทุกเรื่อง ผลการพิจารณาออกมาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น เว้นแต่จะเป็นเรื่องสำคัญมาก อนุฯ ก.ตร.ร้องทุกข์ก็อาจทำความเห็นเพื่อให้ ก.ตร.ชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.มีคำสั่ง ตร.ที่ 387/2563 ให้สำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย ใจความสรุปว่า ตามคำสั่ง ตร.ที่ 383/2563 ลงวันที่ 24 ก.ค.แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.ซึ่งถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีพฤติการณ์และการกระทำเข้าลักษณะมีเจตนาเปิดเผยความลับของทางราชการและฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งว่าด้วยการให้ข่าวสัมภาษณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ ตร.อย่างร้ายแรง ประกอบกับ บก.ป. รับคำร้องทุกข์ในกรณีกล่าวโทษว่ามีการกระทำอันเป็นการทำผิดต่อรัฐ เข้าข่ายตามความผิด พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ม. 74 และตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 21 เรื่องการห้ามดักฟังทางโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารอื่นใดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุในการสั่งสำรองราชการได้ตามนัยข้อ 3 (1) แห่งกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำ ตร. หรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการ ในส่วนราชการใด พ.ศ.2548 ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมในการดำเนินการทางวินัยและอาญา เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในภาพรวมของ ตร. อาศัยอำนาจตามความใน ม. 61 (2) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 จึงให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ตำแหน่งเลขที่ 0001 02101 0283 สำรองราชการ ตร. (อัตราเลขที่ สรส.1) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&amp;quot; คำสั่งดังกล่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับชนวนเหตุให้ พล.ต.อ.วิระชัย ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง จนถูกสำรองราชการครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2563 ได้มีการแชร์คลิปเสียงสนทนาคล้ายเสียงของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.วิระชัย ความยาว 3 นาที เนื้อหาเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับคดียิงรถเก๋ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี ขณะจอดอยู่ในซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. เมื่อช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 6 ม.ค.2563 ก่อนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73614</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2ae080cc878.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ชี้สำรองราชการ&#039;พล.ต.อ.วิระชัย&#039;ยังได้เงินเดือน ถ้าผลสอบไม่ผิดก็กลับมาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการสำรองราชการของ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นการขาดจากตำแหน่งเลยหรือไม่ ว่า ขอให้ไปถามทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า พล.ต.อ.วิระชัย ยังได้เงินเดือนอยู่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ได้และจะได้เงินขึ้นทุกปีด้วย แต่จะไม่ได้เงินประจำตำแหน่ง เพราะไม่มีตำแหน่ง แต่ต้องได้รับการมอบหมายให้ปฎิบัติหน้าที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่าเป็นเพียงการสำรองราชการเท่านั้นใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ และถ้าสอบแล้วไม่มีอะไรก็สามารถกลับเข้ามาได้ในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าเดิม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73263</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.วิระชัย, วิษณุ เครืองาม, สำรองราชการ, เงินประจำตำแหน่ง, เงินเดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200625/image_big_5ef41a55b31a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ตร.แจงสั่งสำรองราชการ &#039;วิระชัย&#039; ด้วยเหตุปล่อยคลิปเสียงเรื่องเดียว ย้อนสื่อรู้แต่แกล้งถาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;(ตร.) เปิดเผยถึงกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งสำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.ว่า หลังจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งเรื่องขอตัว พล.ต.อ.วิระชัย รอง ผบ.ตร.กลับต้นสังกัดเนื่องจากกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเรียบร้อย&amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้ส่งเรื่องไปยังกองวินัยดำเนินการ กระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง หลังจากมีคำสั่งตั้งวินัยร้ายแรง ต่อจากนั้นกองกฎหมายและคดีได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยกฎ &amp;nbsp;ก.ตร.ว่าด้วยการสำรองราชการ พ.ศ.2548 ข้อ 3 (1) ระบุว่ากรณีข้าราชการตำรวจที่ถูกตั้งคณะกรรมการวินัยร้ายแรงต้องมีการดำเนินการเรื่องสำรองราชการ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. จึงได้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย สำรองราชการ การสำรองราชการเป็นกระบวนการหนึ่งเป็นไปตามที่ ก.ตร.กำหนดไว้ พล.ต.อ.วิระชัย ยังรับราชการตำรวจอยู่ แต่ตำแหน่งปัจจุบันคือสำรองราชการ รับเงินเดือนตามปกติ โดยท่านสามารถต่อสู้ทั้งทางวินัยและคดีอาญาตามปกติทุกอย่าง เพียงแต่ขณะนี้ไม่ได้ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษก ตร.เผยต่อว่าการที่ ผบ.ตร.มีคำสั่งสำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย นั้น ได้อาศัยเนื้อหาสาระการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ส่วนรายละเอียดการดำเนินการอยู่ที่คณะกรรมการวินัยร้ายแรงที่มี พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานสอบสวนตามกระบวนการ ซึ่งกฎได้กำหนดห้วงเวลาไว้แล้ว&amp;nbsp;ต้องรอฟังจากคณะกรรมการก่อนที่จะรีบด่วนสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ตอบสื่อมวลชนในเรื่องเดียวกันว่า ตนเชื่อว่าสื่อทราบหมดแล้ว แต่แกล้งถามผมเฉยๆ ก็ต้องไปถามว่าเรื่องคลิปเสียงมาจากไหนแค่นั้นเอง ส่วนสาเหตุนั้นก็มีเหตุผลจากคลิปเสียงเรื่องเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72918</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สอบมือปล่อยคลิปเสียง, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f226ab3ad459.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
