<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอลนีโญลากยาว 18จ.ผจญภัยแล้ง สั่งทุกหน่วยช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กฉัตร&amp;quot; ถกหน่วยงานน้ำสู้ภัยแล้ง เผยไทยเจอ &amp;quot;เอลนีโญ&amp;quot; ยาวถึงกลางปี พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ 18 จังหวัด สั่งวางมาตรการบรรเทา-จ่ายเป็นเวลา ทำฝายชั่วคราว เตรียมแผนซื้อจากเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (เดิม) ถนนพิษณุโลก เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2562 ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือ วิเคราะห์ ติดตามลักษณะอากาศในระยะ 3 เดือนนี้ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นพ้องตรงกันว่าประเทศไทยยังคงมีสภาพเป็นเอลนีโญอ่อนๆ และจะกลับลงมาสู่สภาพเป็นกลางในกลางปีนี้ ขณะที่ปริมาณฝนสะสมจากต้นปีถึงปัจจุบัน คาดว่าปริมาณฝนรวมในเดือน เม.ย.จะมีฝนมากกว่าเดือน มี.ค. แต่ยังมีพื้นที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และซีกตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ในเดือน พ.ค. คาดว่าประเทศไทยปริมาณฝนจะใกล้เคียงค่าปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้กำชับกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ขณะที่การวางแผนบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง&amp;rdquo; พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า มาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง คือแบ่งเป็นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค โดยการประปานครหลวงมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปี 2562 ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค ปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 20 สาขา 18 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6 จังหวัด ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด นครราชสีมา หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด, ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี และภาคใต้ 3 จังหวัด สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต ได้เตรียมการแก้ไขปัญหา อาทิ มาตรการจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา ลดแรงดัน และสูบทอยน้ำเพื่อเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำใกล้เคียง ทำฝายชั่วคราว และมีแผนซื้อน้ำจากเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนอกเขตพื้นที่ให้บริการของการประปาภูมิภาค ได้เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ รวม 7 จังหวัด 15 อำเภอ ขณะนี้ สทนช.ได้ดำเนินการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน และจัดทำข้อมูลและแผนที่แสดงแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 50 กิโลเมตร ด้านเกษตรกรรม ในพื้นที่เสี่ยงนอกเขตชลประทาน มีจำนวน 11 จังหวัด 26 อำเภอ 71 ตำบล พื้นที่รวม 151,552 ไร่ ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งปริมาณน้ำมีเพียงพอ สำหรับปลูกพืชตามมาตรการ ในส่วนพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนารอบที่ 2 พบว่า ในเขตชลประทาน จำนวน 32 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 1,186,336 ไร่ และนอกเขตชลประทาน มี 7 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 133,702 ไร่ รวมทั้งประเทศ 36 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 1,320,038 ไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศพื้นที่เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภัยแล้ง มีทั้งสิ้น 3 จังหวัด 8 อำเภอ 30 ตำบล โดย จ.ร้อยเอ็ด 2 อำเภอ 2 ตำบล, จ.ศรีสะเกษ 3 อำเภอ 5 ตำบล เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และ จ.ตราด 3 อำเภอ 23 ตำบล ซึ่งขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร โดยขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เร่งหาแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 50 กิโลเมตร รวมถึงจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำเพิ่มเติม กรณีปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำไม่เพียงพอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32411</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, สำเริง แสงภู่วงค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b9977600d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติงอย่าชะล่าใจ พายุไต้ฝุ่นจ่ามี ลุ้นผ่านไต้หวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ&amp;quot; ห่วงอากาศแปรปรวน เตือน ปชช.เตรียมรับมือ &amp;quot;อุตุนิยมวิทยา&amp;quot; แจ้งพายุไต้ฝุ่น &amp;quot;จ่ามี&amp;quot; ไม่กระทบไทย &amp;quot;สมิทธ&amp;quot; ติงอย่าเพิ่งชะล่าใจ ชี้รอพายุผ่านเกาะไต้หวันไปก่อน &amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ&amp;quot; เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ระบุ 27-29 ก.ย.ร่องมรสุมพาดผ่านทำทั่วไทยมีฝนตก &amp;quot;สทนช.&amp;quot; วางแผนบริหารจัดการน้ำรับภัยแล้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงสภาพอากาศในช่วงนี้ว่า เป็นห่วงสถานการณ์ฝนลมฟ้าอากาศในขณะนี้ ขอให้ทุกคนระมัดระวังด้วยเดี๋ยวจะไม่สบาย ตนเป็นห่วงประชาชนที่มีพายุเข้ามา ซึ่งตอนนี้สภาวะอากาศโลกเราเปลี่ยนแปลง หลายๆ พื้นที่ฝนเคยตกก็อาจจะไม่ตก บางพื้นที่ไม่เคยตกก็อาจจะตก ตกมากหรือน้อยเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เราต้องแก้ไขด้วยการบริหารจัดการน้ำให้ดี ประชาชนทุกคนก็ต้องเตรียมการรับมือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ เราหลีกเลี่ยงธรรมชาติไม่ได้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็เคยมีรับสั่งมาแล้ว และวันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ก็มีรับสั่งหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลก็น้อมนำพระราโชบายมาปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศว่า พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีปริมาณฝนน้อยลง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้และภาคตะวันออกระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พายุไต้ฝุ่นจ่ามี (TRAMI) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวัน และเคลื่อนเข้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 29-30 ก.ย.61 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ ระบุว่า ส่วนพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ &amp;nbsp;60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 &amp;nbsp;องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นจ่ามีว่า สิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินคือ เมื่อพายุเข้ามาในทะเลจีนใต้ตอนที่ผ่านไต้หวันจึงจะรู้ชัดเจนว่าพายุดังกล่าวจะเข้ามาที่ไทย หรือมีผลกระทบกับไทยหรือไม่ ดังนั้นตอนนี้จะประมาทหรือบอกว่าตัวพายุจะไม่มีผลกระทบกับไทยไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงนี้พายุที่เกิดขึ้นมักมีความรุนแรงถึงขั้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นและเกิดขึ้นถี่มาก เป็นเพราะอากาศทั่วโลกผิดปกติ เพราะภาวะปรากฏการณ์โลกร้อน และปรากฏการณ์รัศมีดวงอาทิตย์เข้าใกล้โลกมากขึ้น &amp;nbsp;เกิดสภาวะพลังงานนอกโลกมีการเปลี่ยนแปลง และการระเบิดของดวงอาทิตย์ถี่มากขึ้น ทั้งหมดจึงทำให้สภาพอากาศมีความรุนแรงมากขั้น เกิดผลกระทบไปหมด&amp;quot; นายสมิทธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า กรณีที่ฝนตกหนักจนน้ำท่วมช่วงนี้เกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำเท่านั้น ยังไม่ใช่อิทธิพลพายุจ่ามีแต่อย่างใด อย่างที่บอกจะทราบแน่ชัดว่าพายุลูกดังกล่าวจะผ่านเข้าไทยหรือไม่ ต้องรอให้ผ่านเกาะไต้หวันก่อนจึงจะทราบผลแน่ชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.ต่อเนื่องถึงวันที่ 26 ก.ย. ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม บริเวณแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำบางปะกง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงวันที่ 27-29 ก.ย.นี้ ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง จะทำให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก &amp;nbsp;และภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง&amp;quot; ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 8/2561 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2561/2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวว่า เบื้องต้นที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานในพื้นที่พิจารณาดำเนินการใน 4 &amp;nbsp;แนวทาง คือ 1.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2.เตรียมความพร้อมของเครื่องจักร &amp;nbsp;เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และรถยนต์บรรทุกน้ำให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันทีหากมีการร้องขอ 3.เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และ 4.การแจ้งเตือนเกษตรกรล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำที่มีอยู่ และกำกับดูแลให้เป็นไปตามแผนการปลูกพืชฤดูแล้งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังกรมอุตุฯ ประกาศสิ้นสุดฤดูฝนประมาณกลางเดือน ต.ค.และเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว สทนช.ได้มีการทบทวนขอปรับเกณฑ์การเฝ้าระวังปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำตั้งแต่ภาคกลางถึงภาคเหนือ จากเดิมเฝ้าระวังที่ร้อยละ 80 ของความจุอ่างเก็บน้ำ เป็นร้อยละ 95 ของความจุอ่างเก็บน้ำ &amp;nbsp;เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำที่ใกล้สิ้นสุดฤดูฝนแล้ว สำหรับอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 60 ของความจุอ่างเก็บน้ำ สทนช.ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำบัญชีรายชื่อและจัดลำดับความสำคัญเพื่อส่งให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรนำไปจัดแผนการปฏิบัติการฝนหลวง และเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป&amp;quot; เลขาธิการ สทนช.กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18363</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมิทธ ธรรมสโรช, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สำเริง แสงภู่วงค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8ecec63973.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!ฝนกระหน่ำ &#039;เกษตร-สทนช.&#039; นัดถกแก้&#039;แล้ง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝนตกแก้แล้ง! เกษตรฯ-สทนช.กินยาผิดซอง เรียกประชุมด่วน 24 ก.ย. สั่งระดมทำฝนหลวงเติมน้ำเขื่อน สวนทางประกาศอุตุฯ เตือนภัยเหนืออีสานฝนถล่ม 27-29 ก.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศพยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ในช่วงวันที่ 24-26 ก.ย.61 โดยระบุว่า บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่วนในช่วงวันที่ 27-29 ก.ย.61 ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 27-29 ก.ย.61 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนาแน่นในหลายพื้นที่ของประเทศ &amp;nbsp;แต่ในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำกลับประชุมเร่งด่วนในเรื่องของการแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งให้หน่วยปฏิบัติการทำฝนหลวงระดมทำฝนเติมน้ำเขื่อนมีน้ำไม่ถึงร้อยละ 60 และเขื่อนมีน้ำน้อยร้อยละ 30 และแผนที่พื้นที่เป้าหมายทำเกษตรที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยงจนเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตดี ให้จัดทำแผนทำฝนหลวงให้กับพื้นที่ขาดแคลนน้ำ เพราะขณะนี้มีหลายจังหวัดเกิดภาวะแล้งมาเร็ว และจากปัญหาฝนทิ้งช่วงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า ให้หน่วยฝนหลวงทุกภูมิภาคทำฝนจนถึงเดือน ต.ค. เพราะหลายพื้นที่ยังประสบภาวะฝนทิ้งช่วงมาต่อเนื่อง โดยการทำแผนที่ทำฝนหลวงว่าพื้นที่ไหนต้องการฝนเพื่อเติมน้ำเขื่อนน้ำน้อย จนทำให้เขื่อนลำตะคองมีน้ำมากขึ้นพอใช้ตลอดหน้าแล้ง และปรับแผนไปทุกพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) ว่าประเทศไทยจะเริ่มมีฝนลดลงนั้น สทนช.ได้เน้นย้ำทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องวางแผนปรับลดการระบายน้ำในอ่างฯ ทุกขนาด ตามการคาดการณ์ของฝน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ย.61) สทนช.จะหารือประเด็นดังกล่าวในการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเตรียมการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อย ซึ่งจะมีการหารือถึงแผนปฏิบัติการเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่เสี่ยง ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้งล่วงหน้าด้วย โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด&amp;quot; นายสำเริงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการ สทนช.ระบุด้วยว่า จากแนวโน้มการคาดการณ์ฝนที่ลดลงดังกล่าว ศูนย์เฉพาะกิจฯ ได้แจ้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงข้อสั่งการและข้อห่วงใยของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในการแผนบริหารจัดการและการปฏิบัติการฝนหลวง ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักก่อนสิ้นสุดฤดูฝน ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ในกลางเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากข้อมูลสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อยกว่า 60% ของความจุทั้งประเทศ ขณะนี้พบว่าขนาดใหญ่มีจำนวน 11 แห่ง แต่หากพิจารณาถึงจำนวนอ่างเฝ้าติดตามที่มีความจุน้อยกว่า 30% พบว่ามีเขื่อนขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก 27% และเขื่อนทับเสลา 26% ส่วนขนาดกลางมีทั้งสิ้น 33 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ 3 แห่ง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21 แห่ง, &amp;nbsp;ภาคตะวันออก 3 แห่ง, ภาคกลาง 2 แห่ง และภาคใต้ 4 แห่ง&amp;quot; นายสำเริงระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18259</URL_LINK>
                <HASHTAG>สำเริง แสงภู่วงค์, สุรสีห์ กิตติมณฑล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180923/image_big_5ba79d8c39ea8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มังคุด&#039;สลาย 38จว.ยังเสี่ยง ฝนถล่มต่ออีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์เฉพาะกิจฯ ห่วงไทยยังเผชิญร่องความกดอากาศต่ำอ่าวเบงกอล ส่งผล 38 จังหวัดเสี่ยงฝนตกหนัก พร้อมเฝ้าระวังระดับแม่น้ำ 4 สายหลัก &amp;nbsp;&amp;quot;แม่ฮ่องสอน&amp;quot; ยังเร่งค้นหาผู้สูญหายจากน้ำป่าซัดศูนย์พักพิงชั่วคราวสบเมยอีก 6 ราย หลังพบแล้ว 2 ศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า ขณะนี้พายุมังคุดสลายตัวแล้ว แต่ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากร่องความกดอากาศต่ำที่อ่าวเบงกอล ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงกล่าวว่า พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก 38 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลำพูน ลำปาง สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ ภูเก็ต ตรัง สตูล สงขลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจฯ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบมีฝนตกหนักถึงหนักมากใน 18 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังน้ำไหลหลาก แบ่งเป็น ภาคเหนือ น่าน 134 มม., ลำปาง 97 มม., เชียงราย 90 มม., พะเยา 88 มม., อุตรดิตถ์ 83 มม., แพร่ 80 มม., สุโขทัย 80 มม., เชียงใหม่ 73 มม., ตาก 49 มม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลย 78 มม., หนองคาย 61 มม. ภาคกลาง กำแพงเพชร 77 มม. ภาคตะวันออก ตราด 110 มม., นครนายก 100 มม., จันทบุรี 70 มม. ภาคตะวันตก กาญจนบุรี 53 มม., ประจวบคีรีขันธ์ 46 มม. และภาคใต้ ระนอง 90 มม. ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ฝนตั้งแต่วันที่ 20-24 ก.ย. พบภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มมีปริมาณฝนลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในแม่น้ำ-ลำน้ำที่สำคัญที่มีระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งและยังมีฝนตกต่อเนื่อง ได้แก่ แม่น้ำน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน, แม่น้ำนครนายก บริเวณ อ.องครักษ์ จ.นครนายก, แม่น้ำปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี, แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ จ.กาญจนบุรี และแม่น้ำในภาคใต้ คลองละงู บริเวณ ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล, คลองนางน้อย ต.นาโยงใต้ อ.เมืองฯ จ.ตรัง&amp;quot; ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงกล่าวว่า สำหรับอ่างฯ ขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุมและปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ จากเมื่อวานนี้ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร 102%, เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี คิดเป็น 97%, เขื่อนนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี 94%, เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี 93%, เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก 86% ล่าสุดศูนย์เฉพาะกิจฯ เพิ่มการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา อีก 1 แห่ง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 258 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 82% ปริมาณน้ำไหลเข้า 1.64 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายออก 0.17 ล้าน ลบ.ม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ ไม่มาก สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำจึงยังไม่มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง ทั้งนี้ จะมีการปรับแผนการระบายน้ำตามสภาพน้ำท่าที่ไหลเข้าอ่างฯ และต้องติดตามสถานการณ์ฝนในพื้นที่ จึงส่งผลให้เขื่อนเฝ้าระวังพิเศษขณะนี้มีทั้งสิ้น 6 แห่ง&amp;quot; นายสำเริงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ความคืบหน้าการค้นหาผู้ที่ยังสูญหายจากเหตุน้ำป่าไหลเข้าท่วมที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่ละอูน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นวันที่ 3 เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงชาวบ้านยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและเข้าช่วยเหลือชาวบ้านในศูนย์อพยพฯ หลังช่วง 2 วันที่ผ่านมาพบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย และยังเหลือผู้สูญหายอีก 6 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ได้จัดทีมแพทย์เข้าไปดูผู้บาดเจ็บ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทีมค้นหาพร้อมจัดตั้งโรงครัวจิตอาสา เพื่อประกอบอาหารให้กับจิตอาสา พร้อมกับแบ่งกำลังออกค้นหาตลอดลำน้ำ ซึ่งคาดว่าจะให้จบภารกิจภายใน 21 ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ขณะนี้เส้นทางจากอำเภอสบเมยเข้าไปยังศูนย์อพยพแม่ละอูนเป็นไปด้วยความยากลำบาก บางช่วงมีต้นไม้ล้มขวางถนน ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชั่วโมง จึงจะเข้าไปถึง โดยภาพรวมมีผลกระทบกับบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างภายในศูนย์พักพิง 120 ครัวเรือน 684 คน แต่จุดที่เกิดเหตุเสียหายทั้งหลังเพียง 7 หลัง เสียหายบางส่วน 6 หลัง มีบุคคลไร้ที่อยู่อาศัย 49 คน ให้ไปพักอาศัยอยู่กับญาติภายในศูนย์พักพิงเป็นการชั่วคราวไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การฟื้นฟูทางจังหวัดจะให้การสนับสนุนจากองค์กรเอกชนที่ดูแลศูนย์พักพิงจะเข้ามาดำเนินการ แต่คงให้สร้างอยู่ที่เดิมไม่ได้ เพราะพื้นที่เป็นไหล่เขาและติดริมน้ำ เสี่ยงต่อดินโคลนถล่มลงมา จะจัดหาพื้นที่แห่งใหม่ที่ไม่เสี่ยงต่อดินโคลนถล่ม ส่วนผู้เสียชีวิต 1 คนคือ เด็กหญิงอายุ 2 ขวบ ญาติได้นำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการค้นหาผู้สูญหายอีก 6 ราย&amp;quot; รองผู้ว่าฯ จ.แม่ฮ่องสอนกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17999</URL_LINK>
                <HASHTAG>สาคร รุ่งเรือง, สำเริง แสงภู่วงค์, สิริรัฐ ชุมอุปการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180919/image_big_5ba2604c60b72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหนือ-อีสานตกหนักถึง19กย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมอุตุฯ&amp;quot; แจ้ง &amp;quot;พายุมังคุด&amp;quot; อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว แต่ยังส่งผล &amp;quot;เหนือ-อีสาน&amp;quot; มีฝนตกหนักจนถึง 19 ก.ย.นี้ &amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ&amp;quot; เตือน 30 จังหวัดเสี่ยงเฝ้าระวัง พร้อมระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยา-ปราจีนบุรี-บางปะกง &amp;quot;แม่ฮ่องสอน&amp;quot; เร่งค้นหา 7 ชีวิตสูญหายดินโคลนถล่มใน อ.สบเมย &amp;nbsp;&amp;quot;สตูล&amp;quot; ท่วม 4 อำเภอ ชาวบ้านกว่าหมื่นรายเดือดร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 15 เรื่อง พายุ &amp;quot;มังคุด&amp;quot; ระบุว่าเมื่อเวลา &amp;nbsp;16.00 น.ของวันนี้ (17 ก.ย.61) พายุโซนร้อนมังคุด บริเวณประเทศจีนตอนใต้ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว มีศูนย์กลางบริเวณเมืองหนานหนิง ประเทศจีน หรือที่ละติจูด 24.2 องศาเหนือ ลองจิจูด &amp;nbsp;106.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าในช่วงวันที่ 17-18 ก.ย.61 จะเคลื่อนเข้าปกคลุมมณฑลยูนนาน ประเทศจีน จากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในช่วงวันที่ 17-19 ก.ย.61 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ ประกอบกับในช่วงวันที่ 19-20 ก.ย.61 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 17-20 ก.ย.61 โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 4 &amp;nbsp;เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งระมัดระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศว่า พายุไต้ฝุ่นมังคุดได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้ว แต่ยังทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมากมี 30 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครนายก &amp;nbsp;ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงกล่าวว่า ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำและลำน้ำที่สำคัญในหลายพื้นที่พบมีแนวโน้มทรงตัวและลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำภาคตะวันออกและภาคใต้ ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากยังมีฝนตกลงมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแม่น้ำภาคตะวันออกมีระดับปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่งในแม่น้ำนครนายก บริเวณ อ.องครักษ์ จ.นครนายก แนวโน้มทรงตัว แม่น้ำปราจีนบุรี บริเวณ อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี แนวโน้มทรงตัว แม่น้ำบางปะกง อ.บางน้ำเปรี้ยว แนวโน้มทรงตัว อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แนวโน้มเพิ่มขึ้น และคลองพระปรง อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว แนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนภาคใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่งในคลองละงู &amp;nbsp;บริเวณ ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล คลองนางน้อย ต.นาโยงใต้ อ.เมืองตรัง จ.ตรัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปราจีนบุรี บางปะกง ที่ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามที่ สทนช.ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำระบบชลประทานในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก ตามการคาดการณ์ปริมาณฝนที่จะตกต่อเนื่องในพื้นที่ รวมถึงพื้นที่เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกต้องปรับแผนการระบายน้ำ เพื่อแบ่งรับน้ำจากแม่น้ำนครนายก โดยให้กระทบต่อพื้นที่น้อยที่สุด รวมไปถึงการบริหารจัดการพื้นที่ทุ่งรับน้ำให้เป็นไปตามแผนด้วย&amp;quot; ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้มีสถานการณ์อุทกภัย 6 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครพนม เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และสตูล รวม 22 อำเภอ 66 ตำบล 317 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,565 ครัวเรือน 44,324 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.แม่ฮ่องสอน นายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย พ.อ.กิตติพงศ์ &amp;nbsp;ชื่นใจชน รองผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร, พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17, พ.อ.วุฒิ ปฐมเรืองกุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36, พ.อ.พงศธร บุญฟู &amp;nbsp;ผู้บังคับหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 36 สำนักงานทหารพัฒนา, นายเรืองฤทธิ์ ผลดี หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางลงพื้นที่ศูนย์อพยพแม่ละอูน ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนเลื่อนไหลทับบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ศูนย์อพยพแม่ละอูน มีนายผะอบ บินสะอาด นายอำเภอสบเมย พร้อมด้วยนายจรูญ จินะกัณฑ์ ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้สูญหายที่ยังค้นหาไม่เจอจำนวน 7 คน เป็นผู้หญิง 4 คน &amp;nbsp;ผู้ชาย 3 คน พบศพแล้ว 1 ศพ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 2 ขวบ มีผู้ได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ รพ.แม่ละอูน &amp;nbsp;จำนวน 11 คน บาดเจ็บสาหัส 3 คน ตรวจสอบบ้านเรือนที่เสียหายหมดทั้งหลังมี 6 หลังคาเรือน บ้านเรือนที่เสียหายบางส่วนและเล็กน้อยมี 8 หลังคาเรือน สิ่งที่ปลูกสร้างเป็นอาคารชั่วคราวเสียหายทั้งหลังจำนวน 5 หลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาครกล่าวว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนได้เร่งระดมค้นหาผู้สูญหายอีก 7 คน ซึ่งการค้นหาอาจจะเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากมีเศษไม้กองดินทับถมกันเป็นจำนวนมาก ในส่วนของผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ในความดูแลขององค์กรเอกชนที่รับผิดชอบภายในศูนย์อพยพ ซึ่งยังอยู่ภายใต้ขีดความสามารถในการดูแลกลุ่มผู้ป่วยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของการฟื้นฟูช่วยเหลือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชุมหารือแนวทางกันต่อไปว่าจะย้ายบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือบ้านที่อยู่ในบริเวณเสี่ยงไปอยู่จุดใหม่เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต&amp;quot; รองผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงเวลา 19.30 น.ของวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มในพื้นที่ศูนย์อพยพพักพิงชั่วคราวบ้านแม่ละอูน หมู่ที่ 1 เป็นเหตุทำให้ประชาชนผู้อพยพในพื้นที่ได้รับบาดเจ็บ และยังมีผู้สูญหายยังหาไม่เจออีกจำนวน 7 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สตูล น.ส.สุนารี บุญชุบ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสตูล (ปภ.สตูล) กล่าวว่า ผลพวงจากพายุมังคุดส่งผลให้เกิดมีฝนตกชุกและตกหนักอย่างต่อเนื่อง จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่ จ.สตูล จำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ควนกาหลง, อ.ละงู, อ.เมืองสตูล และ อ.ควนโดน รวมพื้นที่ประสบอุทกภัย 4 อำเภอ 16 ตำบล 63 หมู่บ้าน ได้รับความเดือดร้อน 10,419 คน 2,860 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตจากการถูกไฟฟ้าชอร์ต 1 คน โรงเรียนได้รับผลกระทบน้ำท่วม 4 โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้านโคกประดู่, โรงเรียนอนุบาลเมืองสตูล, โรงเรียนกำแพงวิทยา และโรงเรียนบ้านย่านซื่อ ส่วนสภาพน้ำท่วมถนนสายฉลุง-ละงู ปริมาณน้ำยังคงท่วมถนนทั้ง 2 เลน แต่ยังสามารถใช้สัญจรไปมาได้ 1 ช่องทาง แต่โดยรวมการเดินทางต้องใช้ความระมัดระวัง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17821</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร, พ.อ.พงศธร บุญฟู, สาคร รุ่งเรือง, สำเริง แสงภู่วงค์, สุนารี บุญชุบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180917/image_big_5b9fb516c9577.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่น2พายุใหญ่ ท่วมซ้ำพื้นที่เดิม คุมเข้มน้ำในอ่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ เตือนรับมือพายุ &amp;quot;บารีจัต-มังคุด&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ 13-18 ก.ย.นี้ ส่งผลฝนตกหนักทั่วประเทศ ทะเลคลื่นสูง 2-3 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง &amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ&amp;quot; เฝ้าติดตามใกล้ชิด หวั่นทำพื้นที่เดิมท่วมซ้ำ &amp;quot;กรมชลประทาน&amp;quot; คุมเข้มน้ำในอ่างทุกแห่งตลอด 24 ชม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 6 เรื่องพายุ &amp;ldquo;บารีจัต&amp;rdquo; (BARIJAT) ระบุว่า พายุโซนร้อนบารีจัต บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 21.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.3 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านตอนใต้ของเกาะฮ่องกงและเกาะไหหลำ ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 13-14 ก.ย.2561 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น &amp;ldquo;มังคุด&amp;rdquo; (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 14-15 ก.ย.2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน และผ่านเกาะฮ่องกง โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 ก.ย.2561 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 13-18 ก.ย.2561 ไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศว่า ขณะนี้ศูนย์เฉพาะกิจฯ ยังคงเฝ้าระวังและติดตามการเคลื่อนตัวของพายุ 2 ลูก คือมังคุดและบารีจัตอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินพื้นที่ที่คาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุทั้งสองลูก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงกล่าวว่า ศูนย์เฉพาะกิจฯ ประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก เนื่องจากอิทธิพลพายุดังกล่าว โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณชายขอบของประเทศบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันตก ที่อาจจะได้รับผลกระทบในพื้นที่เดิม รวมถึงเขื่อนต่างๆ ที่ยังมีปริมาณน้ำมากกว่าเกณฑ์ควบคุมหรือเต็มในขณะนี้ ซึ่งอาจจะมีน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการระบายจากอ่างเก็บเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบน้ำเอ่อล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำซ้ำพื้นที่น้ำท่วมบริเวณเดิม เช่น เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเตรียมแผนรองรับล่วงหน้าด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ในการป้องกันสาธารณภัย บรรเทาผลกระทบ และการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบล่วงหน้าให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด แต่ทั้งนี้คาดว่าจะส่งผลดีต่ออ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อย จะมีน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเพิ่มน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งจะช่วยให้ลุ่มเจ้าพระยามีน้ำใช้ในฤดูแล้งมากขึ้น&amp;rdquo; ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจฯกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก 2 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาว่า สำหรับเขื่อนภูมิพลไม่มีปัญหา เพราะมีปริมาณน้ำเพียง 62% ของความจุ ยังสามารถรับน้ำได้อีกจำนวนมาก ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ แม้จะมีปริมาณน้ำในเขื่อนมากถึงระดับ 80% แต่ถ้าดูแนวโน้มปริมาณฝนแล้วเชื่อว่าน่าจะยังพอรับน้ำได้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทุกวันนี้ก็ลดปริมาณการระบายของทั้ง 2 เขื่อนอยู่แล้ว เพื่อกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด แต่หลังจากวันที่ 15 ก.ย.ไปแล้ว หากเป็นไปตามคำคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ว่าปริมาณฝนจะน้อยลงมาก อาจให้ลดการระบายน้ำลง โดยเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งที่จะมาถึงในเดือน พ.ย.นี้&amp;rdquo; เลขาฯ สทนช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกแห่งติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำท่าอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์มาก และเน้นย้ำให้มีการตรวจสอบระบบและอาคารชลประทานให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ที่สำคัญต้องบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัด ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ นั้น ได้มีการเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำจำนวน 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 317 ชุด รถแทรกเตอร์/รถตัก จำนวน 225 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนับสนุนอื่นๆ จำนวน 410 หน่วย ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคตามพื้นที่ในเขตสำนักงานชลประทานต่างๆ รวมทั้งสิ้น 2,803 หน่วย ตลอดจนให้จัดเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;quot; รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17441</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุฯ, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล, สำเริง แสงภู่วงค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b992610189af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิทธิพลจากจีน! &#039;55จว.&#039;เสี่ยงฝน 6เขื่อนพร่องน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สทนช.เผย 55 จังหวัดเสี่ยงฝนถล่ม จับตา 6 เขื่อนใหญ่เร่งพร่องน้ำ เน้นคำนึงถึงผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำด้วย กรมอุตุฯ เตือนทุกภาครับมือน้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ แถลงถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศว่า สถานการณ์ฝนวันนี้มีพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักบางแห่งใน 55 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร หนองบัวลำภู ชัยภูมิ มหาสารคาม อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช ตรัง และสตูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ จ.สุโขทัย 123 มิลลิเมตร (มม.), พิษณุโลก 105 มม., น่าน 102 มม., กำแพงเพชร 86 มม., พะเยา 60 มม., เชียงราย 46 มม., ลำปาง 45 มม., แพร่ 43 มม. ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี 56 มม., &amp;nbsp;ตราด 49 มม., นครนายก 48 มม. ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี 78 มม., กาญจนบุรี 55 มม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สุรินทร์ 124 มม., บุรีรัมย์ 42 มม., &amp;nbsp;ขอนแก่น 38 มม. ภาคใต้ จ.กระบี่ 41 มม. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 6 เขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ยังเร่งพร่องน้ำต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์ฝนในพื้นที่เพื่อปรับแผนการระบายน้ำ และเร่งระบายน้ำในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่มีน้ำท่วมขัง โดยส่วนใหญ่พบว่าปริมาณน้ำไหลเข้าน้อยกว่าระบายออก ดังนี้ 1.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำคิดเป็น 106% ของความจุน้ำไหลเข้าเท่ากับระบายออกที่ 6.16 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 2.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำคิดเป็น 102% ของความจุ ปริมาณน้ำไหลเข้า 4.63 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 12.10 ล้าน ลบ.ม. น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 41 เซนติเมตร (ซม.) โดยปัจจุบันยังไม่มีน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณ ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำคิดเป็น 95% ของความจุ น้ำไหลเข้า 47.52 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 57.93 ล้าน ลบ.ม. 4.เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำคิดเป็น 92% ของความจุ น้ำไหลเข้า 32.64 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 23.71 ล้าน ลบ.ม. 5.เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำคิดเป็น 86% ของความจุ น้ำไหลเข้า 4.79 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 5.58 ล้าน ลบ.ม. น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 62 ซม. และ 6.เขื่อนนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี ปริมาณน้ำคิดเป็น 88% ของความจุ น้ำไหลเข้า 2.94 ล้าน ลบ.ม. ระบายออก 3.61 ล้าน ลบ.ม. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ พบว่า อ่างขนาดใหญ่เฝ้าระวังที่มีความจุเกิน 80% เปรียบเทียบจากวันที่ 8 ก.ย. พบว่ายังทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง แบ่งเป็นอ่างที่ความจุเกิน 100% ขนาดใหญ่จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนน้ำอูน 106% เท่าเดิม เขื่อนแก่งกระจาน 102% ลดลง 2% ขนาดกลาง 16 แห่ง เพิ่มขึ้น 1 แห่ง ในภาคเหนือ ขณะที่อ่างเฝ้าระวัง 80-100% ของความจุ มีขนาดใหญ่ 5 แห่งยังคงทรงตัวเท่าวันที่ 8 ก.ย. ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ 95%, &amp;nbsp;เขื่อนศรีนครินทร์ 92%, เขื่อนรัชชประภา 85%, เขื่อนขุนด่านปราการชล 86%, เขื่อนนฤบดินทรจินดา 88% เท่าเดิม โดยขนาดกลาง 66 แห่ง ลดลงจากเมื่อวาน 4 แห่ง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบได้เร่งแผนระบายน้ำต่อเนื่อง ซึ่ง สทนช.ได้เน้นย้ำให้คำนึงถึงผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำและปริมาณฝนที่จะตกลงในพื้นที่พิจารณาประกอบในแผนการระบายน้ำด้วย&amp;rdquo; นายสำเริงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ &amp;quot;ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 10 ก.ย.2561)&amp;quot; ฉบับที่ 13 ว่า ในช่วงวันที่ 9-10 ก.ย.2561 บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่และมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออก ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ มีดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงวันที่ 9 ก.ย. ภาคเหนือ จังหวัดตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม และบุรีรัมย์, ภาคกลาง จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี, ภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ส่วนวันที่ 10 ก.ย. ภาคเหนือ จังหวัดตาก และกำแพงเพชร, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางด้านนายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อน &amp;quot;เบบินคา&amp;quot; และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.-9 ก.ย.2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน หนองคาย นครพนม บึงกาฬ เพชรบุรี สกลนคร ลพบุรี นครนายก ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ พิจิตร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี และสระบุรี รวม 108 อำเภอ 481 ตำบล 2,668 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 65,537 ครัวเรือน 199,131 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ เชียงราย ลพบุรี พิจิตร และชัยภูมิ ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 10 จังหวัด รวม 41 อำเภอ 186 ตำบล 1,342 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 32,941 ครัวเรือน 92,769 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ตาก หลังจากมีฝนตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีน้ำป่าไหลหลากลงจากเขาและไหลเข้าหนุนลำห้วยพลู จนทำให้น้ำเอ่อทะลักเข้าท่วมบ้านห้วยพลูและบ้านปางส้าน หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ต.ด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย ล่าสุดศูนย์อุทกวิทยาที่ 6 พบว่า พื้นที่อำเภอวังเจ้า มีปริมาณน้ำฝนสะสม 12 ชั่วโมง เท่ากับ 84.50 มม. และยังพบว่ามีฝนตกคลุมและฝนตกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลากจากบริเวณพื้นที่ดังกล่าวได้ จึงประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17175</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, สำเริง แสงภู่วงค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180909/image_big_5b9528299da13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
