<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>4562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถวิชช์&#039;จวกกรมศุลกากรออกกฎฝืนธรรมชาติ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค.61 - นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบกรมศุลกากร ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 เรื่อง การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสาร ที่นำติดตัวเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ว่า &amp;quot;งานเข้า ประชาชนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศซะแล้ว &amp;nbsp;ปกติขั้นตอนคือต่อคิวเช็คอินออกตั๋วโดยสาร แสดงหนังสือเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ตรวจค้นสัมภาระตามมาตรฐานรักษาความปลอดภัย แต่ประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 ได้เพิ่มขั้นตอนที่จะเป็นภาระให้กับคนไทยอีก คือ ถ้าเราจะเอาของใช้ส่วนตัวไปใช้ต่างประเทศ เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ คอมพิวเตอร์พกพา จะต้องแจ้งกับพนักงานศุลกากร ที่ห้องทำการศุลกากรบริเวณห้องผู้โดยสารขาออกก่อน โดยต้องแสดงของที่จะเอาไป แสดงเครื่องหมาย เลขหมาย (Serial number) แล้วยังจะต้องถ่ายภาพสิ่งของที่เราจะเอาไปอีก 2 ชุดให้กับพนักงานศุลกากร เพื่อออกหลักฐานที่เรียกว่า &amp;quot;ใบรับแจ้งของมีค่าที่ผู้โดยสารนำติดตัวออกไป&amp;quot; เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตอนเดินทางกลับมาประเทศไทย ว่าของที่เราเอาติดตัวไปเป็นของที่เราใช้และเป็นเจ้าของตั้งแต่ก่อนออกเดินทางอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียอากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้ขากลับเข้าประเทศ ปกติจะมีการตรวจสัมภาระ 2 ช่องทางคือกรณีสิ่งของต้องเสียอากร ให้เข้า&amp;quot;ช่องแดง&amp;quot; ที่เขียนว่า &amp;quot;มีของต้องสำแดง&amp;quot; โดยจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่หากไม่มีสิ่งของที่เข้าข่ายให้ตรวจสอบให้เข้า &amp;quot;ช่องเขียว&amp;quot; ที่เขียนว่า &amp;quot;ไม่มีของต้องสำแดง&amp;quot; ซึ่งจะสุ่มตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารบางคน ปกติคนส่วนใหญ่ก็จะเข้าช่องเขียวกันหมด ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปหลายคนจะต้องเดินเข้าช่องแดง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีถ้าเราไม่แจ้งยืนยันสิ่งของที่เราเอาติดตัวไปนอกประเทศ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งของที่ใช้ตามปกติอยู่แล้วจึงไม่แจ้งสำเนารูปภาพก่อนออกนอกประเทศ. ขากลับเข้าประเทศไทยเมื่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ตรวจพบโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป แท็บเล็ต ที่เราพกไปด้วย รวมทุกอย่างแล้วมูลค่าเกิน 20,000 บาท ซึ่งไม่มีใบรับแจ้งว่าเป็นสิ่งของที่เรานำติดตัว ผลคือถ้าเดินเข้าช่องเขียว เราจะโดนปรับและแถมถูกดำเนินคดีอาญา แต่ถ้าเดินเข้าช่องแดง เจ้าหน้าที่จะมีดุลยพินิจตัดสินว่าไอโฟน กล้อง นาฬิกาของเราที่ไม่ได้แจ้งสำเนารูปถ่ายไว้ก่อนตอนออกนอกประเทศเนี่ยควรเสียภาษีมั้ย เพราะให้แจ้งแล้วไม่แจ้งก็เข้าข่ายต้องสงสัย เจ้าหน้าที่สามารถประเมินภาษีใหม่ให้เราชำระที่จุดตรวจได้ โดยชำระเป็นเงินสด หรือจะรูดจ่ายผ่านบัตรเครดิตก็ได้ เอาเข้าไปครับ...เรื่องนี้มันแปลกจริงๆ Thailand Only&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอฝากท่านอธิบดีกรมศุลกากรด้วยว่า จะออกกฎใหม่ทั้งที ทำไมยังฝืนธรรมชาติทำให้ทุกคนเข้าข่ายผิดได้หมด โดยมีเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจตัดสินชี้ถูกผิด แบบนี้ไม่ควรนะครับ...โปรดเอาใจเค้า มาใส่ใจเราก่อนมีคำสั่งกับประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านข่าวประกอบ ศุลกากรออกประกาศเข้มแบก &amp;quot;โน้ตบุ๊ก-กล้อง-นาฬิกา&amp;quot; ไปนอก ต้องแจ้งทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านข่าวประกอบ แค่กฎหมายเก่า &amp;quot;ศุลกากร &amp;quot;โร่แจง ไม่ได้เข้มงวดตรวจสินค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กล้อง, บินนอก, ภาษี, สำแดง, อรรถวิชช์, ออกกฎ, โน้ตบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0f96258748.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่กฎหมายเก่า &quot;ศุลกากร &quot;โร่แจง ไม่ได้เข้มงวดตรวจสินค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศุลกากรเต้นแจงประกาศใหม่ แค่กฎหมายเก่านำมาใช้ไหม่ &amp;nbsp;ย้ำไม่ได้เข้มงวดกว่าเดิม ยกเว้นการเก็บอากร คนที่ขนสินค้าติดตัวมาเกิน 20,000 บาท และนำสินค้าปลอดภาษีเข้ามาในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.2561 นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวชี้แจงกรณีที่กรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากร 2 ฉบับ เกี่บวกับ &amp;nbsp;หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปฏิบัติการศุลกากรในการตรวจปล่อยผู้โดยสารและหีบห่อสัมภาระระหว่างสนามบินภายในประเทศ โดยวิธีการ Check Through ซึ่งใช้ในกรณีที่ผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบิน หรือโดยเที่ยวบินเดิม ระหว่างสนามบินในประเทศ &amp;nbsp;และ ประกาศที่ 60/2561 เรื่อง การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางอากาศยาน &amp;nbsp;โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า ประกาศ 2 ฉบับดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่เป็นการนำกฎหมายฉบับเดิมที่มีการยกเลิกไปก่อนหน้านี้ กลับมาประกาศให้มีผลบังคับใช้อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กรมศุลฯ มีการปฏิรูปกฎหมายศุลกากรครั้งใหญ่ โดยเริ่มใช้พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ทำให้ประกาศที่มีอยู่ภายใต้กฎหมายเดิมต้องถูกยกเลิกไปด้วย ส่งผลให้ขณะนี้กรมฯต้องทยอยนำประกาศกฎหมายเดิมออกมาประกาศใช้ ให้สอดรับพ.ร.บ.ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือกรมจะไปตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิมเลย เช่น การยกเว้นการเสียภาษีให้กับของส่วนตัวที่เจ้าของที่นำเข้ามาไม่เกินคนละ 20,000 บาท &amp;nbsp;สินค้าปลอดภาษี ที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง จะต้องนำออกไปใช้นอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาก็ต้องเสียภาษี ก็เป็นเรื่องปกติที่เคยทำมากันอยู่แล้ว&amp;rdquo; นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ กล่าวอีกว่า ยืนยันประกาศที่ออกมาเป็นกฎหมายฉบับเดิมที่เคยใช้ โดยกรมไม่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ หรือเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบของติดตัวผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ดังนั้นขอให้ผู้โดยสารสบายใจว่าการเดินทางออกและเข้าในประเทศยังปฏิบัติได้เหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา และไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเวลาถูกตรวจสอบในการเข้าออกสนามบินเพิ่มขึ้น เพราะปกติเวลาขาออกเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็แทบไม่เคยตรวจสอบอยู่แล้ว ยกเว้นขาเข้าก็อาจมีการสุ่มตรวจบ้าง รวมถึงถ้าใครไม่แน่ใจว่าของที่นำติดตัวมาเป็นประเภทใด เข้าข่ายเสียภาษีหรือไม่ก็ให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดงก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ระบุว่า การเดินทางออกนอกประเทศ หากนำของมีค่าออกไป เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายวีดีโอ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์สำหรับพกพา ซึ่งมีเครื่องหมาย เลขหมายที่สามารถตรวจสอบได้ ให้แจ้งต่อพนักงานศุลกากรก่อนนั้น เป็นการอำนวยความสะดวกในกรณีผู้โดยสารที่ต้องนำของที่มีมูลค่ามากๆติดตัวออกไปต่างประเทศ ก็ให้ทำหลักฐานแจ้งไว้ก่อนเดินทางออก เพื่อเขากลับมาแล้วจะได้ไม่ต้องตรวจซ้ำ หรือถ้าหากถูกสุ่มตรวจจะได้มีหลักฐานยืนยันไว้ว่าเป็นของใช้ตัวเอง ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่เคยมีอยู่ ซึ่งผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องไปแจ้งทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การที่กรมฯ ต้องการให้ประชาชนสำแดงสินค้านั้น เพื่อป้องกันกรณีที่หากเกิดการเรียกสุ่มตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ในการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จะได้มีหลักฐานอ้างอิงสินค้าเท่านั้น แต่ทั้งนี้ ยืนยันว่า ประชาชนทุกรายจะยื่นสำแดงสินค้าหรือไม่ยื่นก็ได้ เพราะไม่ได้มีความผิด แต่เป็นเพียงการแสดงหลักฐานการเป็นเจ้าของสินค้าเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งการสำแดงสินค้าสามารถยื่นได้ที่กรมศุลกากรเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4479</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กุลิศ สมบัติศิริ, ภาษี, ศุลกากร, สำแดง, สินค้าปลิอดภาษี, อธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fa3d046b4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
