<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์ขยายรับนักเดินทางฉีดวัคซีนครบแล้วไม่ต้องกักตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตั้งแต่วันอังคารนี้สิงคโปร์จะเปิดประเทศรับนักเดินทางจาก 8 ประเทศที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว โดยสามารถเดินทางเข้ามาโดยไม่ต้องกักตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 กล่าวว่า ทางการสิงคโปร์ตัดสินใจผ่อนคลายข้อจำกัดและเปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกับโควิด-19 เพื่อเปิดเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้งหลังจากอัตราการฉีดวัคซีนครบโดสในประเทศมีมากกว่าร้อยละ 80 แล้ว โดยวันอังคารที่ 19 ตุลาคมนี้ รัฐบาลจะขยายโครงการเปิดช่องทางสำหรับนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนครบแล้วเพิ่มอีก 8 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, สเปน และสหรัฐอเมริกา ส่วนช่องทางสำหรับเกาหลีใต้นั้นจะเริ่มในวันที่ 15 พฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายน สิงคโปร์เปิดช่องทางเดินทางสำหรับผู้โดยสารที่ฉีดวัคซีนครบแล้วจากบรูไนและเยอรมนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามนโยบายช่องทางเดินทางนี้ ผู้โดยสารจะไม่ต้องถูกกักกันโรคหากเป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และมีผลตรวจไวรัสโคโรนาเป็นลบก่อนออกเดินทางและเมื่อมาถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง กล่าวไว้ระหว่างประกาศมาตรการต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ &amp;quot;อยู่กับโควิด-19&amp;quot; เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมว่า สิงคโปร์ไม่สามารถล็อกดาวน์และปิดประเทศอย่างไม่มีกำหนดแบบนี้ต่อไป พร้อมกับชี้ถึงไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่ติดเชื้อได้ง่ายแม้แต่กับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องใช้ยุทธศาสตร์นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120115</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่องทางเดินทาง, ยุทธศาสตร์อยู่กับโควิด-19, สิงคโปร์, เปิดรับนักเดินทางฉีดวัคซีนครบแล้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d5f5eebc61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 20:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์ผ่านกฎหมายต่อต้านต่างชาติแทรกแซงการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาผู้แทนราษฎรของสิงคโปร์ลงมติผ่านกฎหมายที่จะให้อำนาจกว้างขวางแก่รัฐบาลในการจัดการกับการแทรกแซงทางการเมืองโดยต่างชาติ แต่ฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหววิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานเมื่อวันอังคารว่า สภาผู้แทนราษฎรของสิงคโปร์อภิปรายร่างพระราชบัญญัติต่อต้านการแทรกแซงจากต่างชาติ (FICA)&amp;nbsp; ฉบับนี้อย่างมาราธอนจนถึงเกือบเที่ยงคืนของวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2564 ก่อนที่จะลงมติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบ 75 เสียง คัดค้าน 11 เสียง และงดออกเสียง 2 คน และทำให้ประเทศเกาะขนาดเล็กแห่งนี้ ซึ่งอ้างว่ามีความเสี่ยงต่อการแทรกแซงจากต่างชาติ เป็นประเทศล่าสุดต่อจากออสเตรเลียและรัสเซียที่ผ่านกฎหมายลักษณะเดียวกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายนี้จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทางการบังคับผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มทางโซเชียลมีเดียต่างๆ มอบข้อมูลของผู้ใช้งาน, ปิดกั้นเนื้อหา, และลบแอปพลิเคชันที่ใช้ในการแพร่กระจายเนื้อหาที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นปรปักษ์ นอกจากนี้ กลุ่มหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในประเทศอาจถูกจัดว่าเป็น &amp;quot;บุคคลที่มีนัยสำคัญทางการเมือง&amp;quot; ซึ่งจะต้องเปิดเผยแหล่งเงินทุนที่ได้มาจากต่างประเทศและต้องอยู่ภายใต้ &amp;quot;มาตรการตอบโต้&amp;quot; เพื่อลดความเสี่ยงของการก้าวก่ายจากต่างแดน ผู้ฝ่าฝืนมีทั้งโทษจำคุกหรือปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า การพิจารณาคดีนี้จะขึ้นกับคณะตุลาการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน รัฐบาลอ้างว่ากระบวนการนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ การตัดสินของตุลาการถือเป็นที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายนี้จะไม่ครอบคลุมถึงการสร้างหุ้นส่วนในต่างประเทศ, การชักชวนทำธุรกิจในต่างแดน, การร่วมเครือข่ายกับต่างชาติ, การจัดหาเงินบริจาค หรือผู้ที่หารือนโยบายหรือประเด็นการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขากับเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติหรือหุ้นส่วนธุรกิจ หรือการสนับสนุนด้านการกุศล &amp;quot;ตราบใดที่เป็นการดำเนินการอย่างเปิดเผยและโปร่งใส และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความพยายามบิดเบือนวาทกรรมทางการเมือง หรือบ่อนทำลายผลประโยชน์สาธารณะ เช่น ความมั่นคง&amp;quot; เค. ชานมูกัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจารณ์บางคนมองว่า การใช้ถ้อยคำกว้างๆ ในกฎหมายฉบับนี้ทำให้กิจกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนกล่าวว่า กฎหมายนี้อาจวางกับดักสื่ออิสระ ส่วนฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฮิวแมนไรต์วอตช์เอเชีย วิจารณ์ว่า สิงคโปร์สร้างภาพอิทธิพลต่างชาติเป็นปีศาจ เพื่อขยายความชอบธรรมในการดำเนินคดีกับนักการเมืองฝ่ายค้าน, นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม และสื่ออิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญหลายคนและพรรคฝ่ายค้านของสิงคโปร์เรียกร้องให้จำกัดขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารให้แคบลง และเพิ่มการกำกับดูแลผ่านระบบตุลาการมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยูจีน ตัน อาจารย์นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ผ่านออกมาโดยไม่ได้มีการเสริมสร้างการตรวจสอบขอบเขตและถ่วงดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทบทวนความชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ชานมูกัมยืนกรานว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นสมดุลที่ดีที่สุดแล้ว ระหว่างการจัดการกับความเสี่ยงกับการตรวจสอบการใช้ในทางที่ผิด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118876</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผ่านกฎหมายต่อต้านต่างชาติแทรกแซง, สิงคโปร์, แทรกแซงทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c4fbf7ca6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 15:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์ติดโควิดเป็นสถิติสูงสุดวันเดียวเกือบ2,000คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์แถลงเมื่อช่วงดึกวันอาทิตย์ว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ 1,939 คนในรอบ 1 วัน เป็นจำนวนติดเชื้อรายวันสูงที่สุดนับแต่โรคนี้แพร่ระบาดในประเทศ และมีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสรายใหม่ของวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ถือเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อเกินวันละ 1,000 รายติดต่อกันเป็นวันที่ 6 แล้ว โดยยอดของวันอาทิตย์มากกว่าสถิติสูงสุดเดิม 1,650 รายของวันศุกร์ที่ผ่านมาเกือบ 300 ราย และเป็นสถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในสิงคโปร์ขณะนี้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากทางการผ่อนคลายมาตรการบางอย่าง ทำให้สิงคโปร์ต้องระงับการเปิดบริการเพิ่มเติม สิงคโปร์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชากรแล้วมากกว่าร้อยละ 80&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเวลาราว 5 ทุ่มของวันอาทิตย์เผยรายละเอียดว่า ในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,939 คนนั้น มีเพียง 5 คนที่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ และ 417 คนของผู้ติดเชื้อมีอายุมากกว่า 60 ปี ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมของสิงคโปร์เพิ่มเป็น 87,892 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตในสิงคโปร์เพิ่มเป็น 78 ราย เฉพาะเดือนกันยายนเสียชีวิต 23 ราย ผู้เสียชีวิต 2 รายล่าสุดเป็นหญิงชราอายุ 97 ปี และ 69 ปี มีภาวะไขมันในเลือดสูงและไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117995</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อรายวันเป็นสถิติสูงสุด, สิงคโปร์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61517cf0ef76d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039; รับมอบแอสตราฯ 1.2 แสนโดส พร้อมชุดตรวจโควิดจากสิงคโปร์ตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหาร รับมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 122,400 โดส ชุดตรวจ Antigen Rapid Test 200,000 ชุด และชุดตรวจแบบ Nasopharyngeal Swab 500,000 ชุด จากรัฐบาลสิงคโปร์ โดยมีนายเควิน ฉ็อก (H.E. Mr. Kevin Cheok) เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย และคณะ เป็นตัวแทนมอบ พร้อมด้วยนายดุสิต เมนะพันธุ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า ในนามรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณรัฐบาลสิงคโปร์ที่มีความปรารถนาดีให้กับประเทศไทยตลอดมา รวมทั้งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศที่มีความมุ่งมั่นที่ต้องการจะแก้ไขสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ได้สนับสนุนข้อมูลและแนวทางการควบคุมการระบาดโควิด-19 แก่ประเทศไทยในช่วงเวลาที่เกิดการระบาดระลอก 2 ในกลุ่มแรงงานที่จังหวัดสมุทรสาคร&amp;nbsp;ซึ่งเป็นแนวทางที่มีประโยชน์มาก โดยประเทศไทยได้นำไปใช้เพื่อออกมาตรการควบคุมป้องกันโรคจนสำเร็จ สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ได้ สำหรับวัคซีนและชุดตรวจโควิด 19 ที่ได้รับมอบในวันนี้ ถือว่ามีประโยชน์และมีความสำคัญ กระทรวงสาธารณสุขขอให้ความมั่นใจว่าจะเร่งดำเนินการจัดสรรไปให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศได้นำไปใช้ให้เกิดปรโยชน์สูงสุดโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนวัคซีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp; ของทั้งสองประเทศ บนหลักการว่าไทยจะส่งมอบวัคซีนคืนแก่สิงคโปร์ในภายหลัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117994</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีนแอสตราเซเนกา, สิงคโปร์, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61517be030ee7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 21:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 21:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์เตรียมฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้ผู้สูงอายุเดือนนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการสิงคโปร์เตรียมจะฉีดวัคซีนกระตุ้นโดสที่ 3 เพื่อป้องกันโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ คาดกลุ่มแรกจะเริ่มฉีดโดสบูสเตอร์ได้ภายในเดือนนี้ รัฐมนตรีสาธารณสุขระบุเป็นการป้องกันล่วงหน้าก่อนภูมิต้านทานลดลงอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สิงคโปร์จะมีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สูงที่สุดในโลก แต่หลายสัปดาห์มานี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสรายใหม่ยังคงมีมากกว่าวันละ 100 ราย โดยเฉพาะจากสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างคำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กันยายน ว่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของสิงคโปร์แนะนำให้ฉีดโดสที่ 3 ให้ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ออง ยี คัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นการดำเนินการล่วงหน้าก่อนที่สารภูมิต้านทานจะลดน้อยลงไปอีก สำหรับกลุ่มคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับโดสบูสเตอร์หลังฉีดโดสที่ 2 แล้ว 6-9 เดือน ซึ่งหมายความว่าจะมีบางคนได้ฉีดบูสเตอร์อย่างเร็วในเดือนนี้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรได้รับหลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว 2 เดือน โรคบางอย่างทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลงได้ หรือจากการรักษาอาการป่วยเช่นโรคมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การฉีดโดสที่ 3 ให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุดนั้นสอดคล้องกับมาตรการที่หลายประเทศนำมาใช้แล้ว เช่น อิสราเอลและเยอรมนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐ (เอฟดีเอ) ก็อนุมัติการฉีดโดสกระตุ้นแล้วเช่นกันสำหรับกลุ่มที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกำลังพิจารณาจะฉีดให้กลุ่มสูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า สิงคโปร์เปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์อยู่กับไวรัสให้ได้ แทนที่จะใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อกำจัดไวรัส เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของประเทศเพิ่มสูงขึ้นแล้ว โดยขณะนี้มากกว่า 80% ของประชากรสิงคโปร์ฉีดวัคซีนครบแล้ว กระนั้น เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า การผ่อนคลายข้อจำกัดในประเทศและการเปิดพรมแดนนั้นจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยืนยันสะสมราว 68,000 คน และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 55 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115552</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดบูสเตอร์, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, วัคซีนโควิด-19, สิงคโปร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_61322fa6bf1fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสิงคโปร์ชนะคดีฟ้องเว็บหมิ่น ได้ค่าเสียหายเกือบ9ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ชนะคดีฟ้องบรรณาธิการและนักเขียนของเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่งลงบทความหมิ่นประมาทเขาเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในครอบครัว ศาลสั่งจำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายให้ลีเป็นเงินเกือบ 9 ล้านบาท จำเลยเตรียมเปิดระดมทุนสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (Photo by Adli Ghazali/Anadolu Agency/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ผู้พิพากษาออเดรย์ ลิม แห่งศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาเมื่อวันพุธที่ 1 กันยายนว่า เทอร์รี ซู หัวหน้าบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ซิติเซนเอเชีย และรูบาชินี ชุนมูกานาธาน นักเขียนของเว็บไซต์นี้ หมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์จากการลงบทความเมื่อปี 2563 เกี่ยวกับการทะเลาะกันภายในครอบครัว ระหว่างลีกับน้องของเขา เกี่ยวกับมรดกและคำสั่งเสียของอดีตนายกฯ ลี กวนยู บิดาที่เป็นผู้ก่อตั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลสั่งให้ซูจ่ายค่าเสียหายแก่ลี 210,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 5,041,970 บาท) ส่วนคดีที่ผู้เขียนตกเป็นจำเลยนั้น ศาลสั่งให้เขาจ่ายค่าเสียหายให้ลี 160,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 3,841,738 บาท) ทำให้นายกฯ ลีจะได้รับค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายรวมเกือบ 9 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์รายงานว่า ลีจะบริจาคเงินเหล่านี้ให้การกุศล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านซู เปิดแคมเปญระดมทุนสาธารณะมาใช้จ่ายค่าเสียหายตามคำสั่งศาล โดยลิม เทียน ทนายความของเขาหวังว่าชาวสิงคโปร์ผู้รักชาติจำนวนมากที่รักในเสรีภาพ, เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพสื่อ จะมีน้ำใจบริจาคเงินให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนมีนาคม เหลียง จื่อ เฮียน บล็อกเกอร์ชาวสิงคโปร์โดนศาลสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเกือบ 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ฐานหมิ่นประมาทลี จากการแชร์บทความทางเฟซบุ๊กที่เชื่อมโยงนายกฯ กับการคอร์รัปชัน เขาเปิดระดมเงินบริจาคจากสาธารณะเช่นกัน และได้เงินครบตามเป้าภายในเวลาไม่กี่วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สิงคโปร์จะประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจและเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยมาก แต่กลุ่มสิทธิมักกล่าวหารัฐบาลว่าจำกัดเสรีภาพในการพูดและเสรีภาพพลเมือง องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดอันดับเสรีภาพสื่อของสิงคโปร์อยู่ถึงอันดับ 160 จาก 180 ประเทศและดินแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกผู้นำสิงคโปร์ปกป้องการฟ้องหมิ่นประมาทว่ามีความจำเป็นเพื่อปกป้องชื่อเสียงของพวกเขา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115324</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายค่าเสียหาย, ฟ้องเว็บหมิ่นประมาท, ลี เซียนลุง, สิงคโปร์, ออนไลน์ซิติเซนเอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f699685377.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 11:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีกนานถึงจะไล่ทัน! แพทย์ชนบทเทียบATKไทยกับมาตรฐานสิงคโปร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 64 - เพจ &amp;quot;ชมรมแพทย์ชนบท&amp;quot; โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แค่เรื่อง ATK ก็เห็นแล้วว่า ประเทศไทย...คงอีกนานจึงจะไล่ตามสิงคโปร์ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศสิงคโปร์ได้ยุทธศาสตร์การสู้ภัยโควิด ด้วยการใช้หลักคิด &amp;quot;เราต้องอยู่ร่วมกับโควิดให้ได้&amp;quot; นอกจากฉีดวัคซีนครบแล้ว การมี ATK ที่มีคุณภาพตรวจตนเองก็สำคัญยิ่ง&amp;nbsp; เพื่อรู้เร็ว รักษาเร็ว ไม่แพร่โรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรวิทยาศาสตร์สุขภาพของสิงคโปร์ได้ทำการรับรอง ATK ไว้เพียง 6 รายการ&amp;nbsp; ที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศเขาได้ เป็นรายการที่มีมาตรฐานสากล (สูงกว่ามาตรฐาน อย.ไทย) อย่างน้อย 3 รายการเป็นมาตรฐานองค์การอนามัยโลกที่อนุมัติให้ใช้จนถึง 9 มิถุนายน 2564 นี่คือบทพิสูจน์ความจริงจังของการตั้งใจเอาจริงเอาจังกับการสู้ภัยโควิดและปกป้องประขาชน&amp;nbsp; ไม่ใช่ปกป้องเอกชนที่จ้องจะขายของทำกำไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศไทย&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไทย กำหนดมาตรฐานไว้ไม่สูง แถมกลไกการขอรับรองจาก อย. ก็ใช้เพียงห้อง lab ทำการศึกษาในห้องทดลอง โดยไม่ได้ทดสอบในคนไข้จริงหรือทดสอบภาคสนามเลย (ทราบว่าแม้จะมีชื่อ lab รามาฯ จุฬาฯ มอ. 3 ห้องlab ที่ อย. deal ไว้&amp;nbsp; แต่เกือบทั้งหมดส่งตรวจที่รามาธิบดี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิงคโปร์ก็จะแจก ATK ให้ครัวเรือนไปตรวจตนเองเช่นเดียวกับประเทศไทย เขาเลือกให้ประชาชนของเขาได้ใช้ของคุณภาพสูง ก็แน่นอนสิ เพราะคนเขามีคุณภาพ หากเอาของคุณภาพต่ำมาแจก ผลตรวจผิดพลาด อาจจะโดนประชาชนฟ้องเอาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้องค์การเภสัชกรรมจะลงนามทำสัญญาจัดซื้อ ATK ล้านชิ้นโดยไม่ฟังเสียงประชาชน รีบลงนามให้เสร็จ หวังสร้างภาระผูกพันของรัฐให้เกิดขึ้นก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเปล่าก็ไม่รู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล.&amp;nbsp; อ้างอิง https://www.hsa.gov.sg/cons.../articles/covid19_ARTselftests&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115013</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK, สิงคโปร์, อย., แพทย์ชนบท, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c5f3a3bb60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
