<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงคโปร์กับมาตรการสู้โควิด รอบใหม่ที่คนไทยควรใส่ใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิงคโปร์ต้องกลับมา &amp;ldquo;กระชับ&amp;rdquo; มาตรการสู้โควิด-19 อีกรอบ เมื่อคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทะลุ 2,000 รายต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการใหม่เน้นที่จะไม่ให้ระบบสาธารณสุขต้องรับภาระการรักษาผู้ป่วยเกินกว่าที่จะรับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นความกังวลใหม่ที่ประเทศนี้เพิ่งยอมรับว่ากลายเป็นปัญหาที่คาดไม่ถึงเช่นกัน
เพราะสิงคโปร์เคยประกาศอย่างมั่นใจว่า สามารถฉีดวัคซีนครบโดสให้ประชากรของตนเกิน 80% แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาอ้างว่าเป็นประเทศที่สามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนในสัดส่วนสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผ่านมาไม่กี่สัปดาห์ก็ต้องยอมรับกับประชาชนของตนว่า สายพันธุ์เดลตาทำให้ทุกอย่างผิดจากที่คาดหมาย ต้องมาตั้งหลักกันใหม่อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีสาธารณสุขของเขา Ong Ye Kung เปิดใจกับประชาชนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าเราอยู่ร่วมกับโควิดได้ เราต้องมีภูมิต้านทานในประชาชนมากพอ ขณะเดียวกันก็จะไม่ให้การแพร่ระบาดบานปลายถึงจุดที่ระบบสาธารณสุขของเรารับไม่ไหว...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศผ่อนปรนมาตรการต่างๆ เพราะมีความมั่นใจว่าได้ฉีดวัคซีนมากพอที่จะใช้นโยบาย &amp;ldquo;อยู่ร่วมกับโควิด&amp;rdquo; ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิงคโปร์เปิดให้ประชาชนเคลื่อนไหวไปมาอย่างเกือบปกติ ถึงขั้นที่ตั้งความหวังว่าจะสามารถมีกิจกรรม &amp;ldquo;เคาต์ดาวน์ปีใหม่&amp;rdquo; ในปลายปีนี้ได้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความปกติให้เศรษฐกิจฟื้นคืนกลับมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ไหนได้ จากตัวเลขคนติดเชื้อต่ำกว่าวันละ 100 ตอนนั้นวันนี้กลับพุ่งไปที่ 2,263 ราย เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ต้องทบทวนมาตรการทั้งหมดอย่างเร่งด่วนฉับพลัน
เป็นที่มาของมาตรการเข้มข้นต่างๆ ที่บังคับใช้ระหว่าง 27 กันยายนถึง 7 ตุลาคม นั่งกินอาหารในร้านได้ ลดจาก 5 คนเหลือ 2 คนต่อโต๊ะ ไม่มีข้อยกเว้นแม้ว่าจะฉีดวัคซีนครบโดสแล้วหรือไม่ และไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารข้างถนนหรือร้านกาแฟหรือร้านอาหารทั้งสิ้นทั้งปวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพบปะของผู้คนในที่สังคม...ลดจากกลุ่มจะ 5 เหลือ 2 คน ผู้สูงวัยขอให้อยู่บ้านตลอด ผู้มาเยือนที่บ้านให้มาได้ไม่เกิน 2 คนต่อครัวเรือนต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home ถือเป็นนโยบายพื้นฐานที่ทุกธุรกิจจะต้องทำให้ได้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเรียนหนังสือสำหรับนักเรียนมัธยมให้ทำที่บ้านหรือที่เรียกว่า Home-based learning
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเรียนพิเศษสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ให้ทำออนไลน์
กิจกรรมสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนให้เปิดได้ แต่ขอให้พ่อแม่พยายามให้เด็กอยู่บ้านมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอแผนที่เพื่อแสดงจุดที่มีคนติดเชื้อเป็นจำนวนมากให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ในเว็บไซต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจาก 4 ตุลาคมเป็นต้นไป ประชาชนวัย 50-59 ปี จะได้รับเชิญให้ไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหากได้ครบโดสแล้วอย่างน้อย 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์บอกประชาชนว่า แนวทางของการสู้โควิดครั้งใหม่นี้จะมี 4 ขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มด้วย &amp;ldquo;ระยะเตรียมการ&amp;rdquo; ซึ่งรัฐบาลกำลังประกาศใช้อยู่ขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือการระดมสรรพกำลังเพื่อลุกขึ้นสู้กับโควิดอีกรอบหนึ่งอย่างขึงขังจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่กระนั้นก็เถอะ เจ้าสายพันธุ์เดลตาไม่ได้เดินตามสิ่งที่เราต้องการเสมอไป เพราะมันได้แพร่กระจายในชุมชน และมันได้เพิ่มจำนวนคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่เราคาดเอาไว้มาก...&amp;rdquo; รัฐมนตรีสาธารณสุขบอก
&amp;ldquo;เราจึงต้องร่วมกันขี่คลื่นนี้ไปด้วยกันอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนกติกาการควบคุมโควิดจะเป็นการซื้อเวลาให้รัฐบาลเร่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐและยุโรปแล้ว ตัวเลขคนติดเชื้อของสิงคโปร์อาจจะยังน้อยกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ประเทศเหล่านั้นก็ต้องจ่ายมันด้วยราคาที่แพงกว่า เพราะคนเสียชีวิตสูงกว่ามาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรากำลังพยายามกดตัวเลขคนเสียชีวิตให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ก่อน ตัวเลขคนรักษาในโรงพยาบาลของสิงคโปร์อยู่ที่ 1,092 ราย ในจำนวนนี้ที่ต้องการเครื่องช่วยหายใจอยู่ที่ 162 ราย และ 23 รายที่อยู่ในห้องไอซียู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตก็ขยับขึ้นพร้อมกับจำนวนติดเชื้อที่สูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในอัตราที่ต่ำกว่าเดิม...เพราะมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนกันอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขยืนยันว่าคนที่ไม่ฉีดวัคซีนนั้นมีโอกาสมีอาการหนัก หรือเสียชีวิตมากกว่าคนฉีดวัคซีนถึง 12 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอให้ผู้สูงวัยทุกคนเร่งฉีดวัคซีนเสีย แม้ว่าจะไม่ค่อยออกจากบ้านก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุเพราะแม้เขาเหล่านี้จะไม่ออกไปหาเชื้อ แต่เชื้อก็มาหาได้จากคนในครอบครัวแม้คนเหล่านี้จะไม่แสดงอาการติดเชื้อตอนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนสูงอายุก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อไทยเราเห็นตัวอย่างของสิงคโปร์แล้วก็คงจะรู้ว่าไม่มีสถานการณ์ใดที่จะวางใจได้เลยแม้แต่น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะไม่ว่าจะเรียกมันว่า &amp;ldquo;ขาขึ้น&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ขาลง&amp;rdquo; มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลันเสมอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118485</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สิงคโปร์กับมาตรการสู้โควิด รอบใหม่ที่คนไทยควรใส่ใจ, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
