<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2021 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์&quot;หญิงแกร่ง นำทัพสยายปีกรุกนิคมฯเสริมทัพสิงห์เอสเตท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้มีการประกาศเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด โดย ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อสานต่อภารกิจในการขับเคลื่อนสิงห์ เอสเตท เดินหน้าสู่เป้าหมายก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป้าหมายใหญ่ของสิงห์ เอสเตท คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างมั่นคง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้วยกลยุทธ์การบูรณาการธุรกิจต่างๆ ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นแกนหลักมาแต่เดิม และกลุ่มธุรกิจใหม่ของสิงห์ เอสเตท พร้อมมุ่งเดินหน้าสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว หรือที่ 20,000 ล้านบาทภายในเวลา 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเป้าหมายดังลกล่าวนั้น ฐิติมา เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ สิงห์ เอสเตท เพิ่งเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วม ของบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง กำลังการผลิตอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์ และอีก 2 โรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 และ บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การเข้าลงทุนซื้อนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ ในครั้งนี้ จะเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งที่สำคัญในการเดินหน้าสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของสิงห์ เอสเตท ที่ต้องการสร้างจุดแข็งที่ทรงพลังให้กับธุรกิจ จากการส่งเสริมซึ่งกันและกันของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่หลากหลายของสิงห์ เอสเตท เพื่อทำให้มีความแข็งแกร่งในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มีความเป็น Resilient Business&amp;quot; ฐิติมา กล่าวย้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สิงห์ เอสเตท ได้ลงนามในข้อตกลงเข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท ปาร์ค อินดัสตรี จำกัด จากบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งปาร์ค อินดัสตรี นั้นเป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีเนื้อที่ 1,790 ไร่ ตั้งอยู่ใน จ.อ่างทอง ฐิติมา เล่าว่า เป็นการผสานธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเข้ากับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า จะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของบริษัททั้งในด้านการเงินและการดำเนินงาน เพราะนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้เน้นสินค้าอาหารโดยเฉพาะ ทำให้มีความต้องการใช้ไอน้ำจากผู้ประกอบการแปรรูปอาหารต่างๆ ในนิคมฯ ซึ่งโรงไฟฟ้าของเรา ก็เป็นผู้ผลิตไอน้ำที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารด้วย นอกจากนั้นกิจการโรงไฟฟ้ายังช่วยให้เรามีรายได้อย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดจากการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐิติมา ยังบอกอีกว่า นอกเหนือจากกลยุทธ์ที่บอกแล้ว ยังมองเห็นอนาคตที่สดใสของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย เพราะอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของทั้งประเทศนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% ณ ช่วงสิ้นปีของปีที่แล้ว ในขณะที่ภาคกลางของประเทศไทยมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระดับสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 89% อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ยังมีความสำคัญตามนโยบายการขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นครัวของโลก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก โดยทำเลที่ตั้งของนิคมฯ แห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางห่วงโซ่อุปทานอาหารและวัตถุดิบของประเทศ ทั้งแหล่งสำคัญในการผลิตข้าว ผลิตภัณฑ์จากนมและสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เนื่องจากอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐิติมา ย้ำอีกว่า &amp;ldquo;อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เป็นหนึ่งในภาคอุตสาหรรมที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาในอัตราที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยภาคกลางของประเทศไทยมีสัดส่วนของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณครึ่งหนึ่งของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดในปี 2563 ดังนั้นคาดการณ์ว่า ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการความเข้มงวดในการเดินทางหลังการคลี่คลายของวิกฤติโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า ภายใต้การบริหารงานของ &amp;ldquo;ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์&amp;rdquo; นั้น ได้เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์สำคัญๆ ให้กับสิงห์เอสเตทมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าการลงทุนด้านพลังงานด้วยการเข้าไปถือหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้ง 3 แห่ง ต่อด้วยการเข้าซื้อนิคมอุตสาหกรรม นับเป็นการการันตีถึงความก้าวหน้าและการขยายอาณาเขตของธุรกิจให้กว้างยิ่งขึ้น มั่นคงยิ่งกว่า และมีผลตอบแทนที่ดี จากก่อนหน้านี้ที่มีทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โรงแรมและรีสอร์ต โครงการที่พักอาศัยที่เป็นฐานมั่นคงอยู่แล้ว. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์, สิงห์เอสเตท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097ba70e17a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 19:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 06:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์เอสเตทเตรียม 8.5 หมื่นล้านลงทุนยาว 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิงห์เอสเตท กางแผน 5 ปี ทุ่มงบ 85,000 ล้านบาท ลุยลงทุนต่อเนื่อง หวังสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เผยปี 62 เดินหน้าสู่การเป็น&amp;rdquo;โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี&amp;rdquo;คาดมีรายได้แตะ 20,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ย. 61- นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สิงห์ เอสเตท (S) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ว่า บริษัทยังคงมุ่งสู่การเป็นโกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี โดยมีแผนการขับเคลื่อนองค์กรใหม่ผ่านกลยุทธ์เพื่อพัฒนาองค์กรให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าในการเป็น Global Holding Company ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล มุ่งลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพภายใต้แบรนด์ระดับพรีเมี่ยม กระจายการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลกภายใต้กลยุทธ์ Smart M&amp;amp;A&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันบริษัทยังคงตอกย้ำจุดยืนของการเป็น โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี โดยบริษัทฯมุ่งสร้างแบรนด์ สิงห์ เอสเตท ให้เป็นแบรนด์ชั้นนำและน่าเชื่อถือ คุณภาพระดับพรีเมี่ยม และมีมาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้นี้บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาบนพื้นฐานสู่การเป็นแบรนด์ที่ยั่งยืนในระดับโลกเพื่อสร้างคุณค่าด้านความยั่งยืนให้กับพันธมิตรทางธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม นอจกานี้บริษัทได้มีการปรับองค์กรให้มีความพร้อมในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่ ในส่วนของสินทรัพย์ประเภทใหม่ ธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนธุรกิจใหม่ที่มีการเติบโตสูงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ด้วยหลักปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ บริษัทจึงได้นำแนวคิดเรื่องความสมดุลของการอยู่ร่วมกัน และการสร้างองค์ความรู้มาใช้ผ่านกิจกรรมต่างๆอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนการพัฒนาโครงการในปีหน้า บริษัทยังคงวางแผนลงทุนในคอนโดมีเนียมอีกอย่างน้อย 1 โครงการ &amp;nbsp;ขณะที่ธุรกิจสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก คาดว่าจะได้เริ่มก่อสร้างและเปิดตัวอีก 1 โครงการติดกับอาคารซันทาวเวอร์ส บริเวณถนนวิภาวดี-รังสิต ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากโครงการที่อยู่อาศัย 10,000 ล้านบาโรงแรม ออฟฟิศให้เช่า อย่างไรก็ตามใน 5 ปีนี้ (2562-2566) บริษัทได้เตรียมงบลงทุน 85,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพในทุกกลุ่มธุรกิจ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับบริษัทอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปี 2562 บริษัทจะทยอยรับรู้รายได้จากการโอนโครงการที่พักอาศัยที่ทยอยสร้างเสร็จ รวมทั้งการรับรู้รายได้เต็มปี จากอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์ โรงแรม Outrigger 6 โรงแรม และเริ่มรับรู้รายได้จาก โครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ทำให้ภาพรวมในปี 2562 จะเป็นปีที่บริษัทจะมีการเติบโตในระดับสูงและมีความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อความพร้อมในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22459</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโด, สิงห์เอสเตท, ออฟฟิศ, โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8bb955b31b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2018 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 12:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์เรียนรู้ทางทะเลแห่งแรกบนเกาะพีพี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปิดอ่าวมาหยา อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาธรรมชาติทางทะเลให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืนได้ จึงต้องใช้ความพยายามอีกระดับเพื่อปลุกจิตสำนึกคนในสังคมให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ทางทะเล(Marine Discovery Center : MDC) บนเกาะพีพี บริเวณด้านหน้าโรงแรมพีพีไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์แห่งนี้ นับเป็นศูนย์เรียนรู้ทางทะเลของเอกชนแห่งแรกสำหรับให้ความรู้ระบบนิเวศ และสิ่งมีชีวิตทางทะเล เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ &amp;nbsp;ช่วงจังหวะการเปิดศูนย์แห่งใหม่นี้มีขึ้นพร้อมกับการฟื้นฟูปะการังในอ่าวมาหยา โดยชักชวนครู นักเรียน และน้องๆ บนเกาะพีพีเรียนรู้การฟื้นฟูปะการัง การอนุบาลสัตว์ทะเลที่ติดอวน และการดูแลปลาการ์ตูนเพื่อเตรียมปล่อยสู่ธรรมชาติ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มาศูนย์นี้เข้าใจทะเลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นริศ เชยกลิ่น ผู้บริหารสิงห์ เอสเตท เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ทางทะเลพร้อมนร.บนเกาะพีพี

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท ได้สนับสนุนโครงการประชารัฐเพื่ออุทยานฯ หาดนพรัตน์ฯ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลต่อเนื่อง ปี 59 โครงการพีพีกำลังจะเปลี่ยนไป &amp;nbsp;ปี 60 สานต่อในโครงการโตไวไว ปลูกปะการังที่เกาะยูง ปีนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดศูนย์เรียนรู้ทางทะเล MDC ใช้งบประมาณ 10 ล้านในการก่อสร้างตัวศูนย์ อุปกรณ์ และรวบรวมองค์ความรู้ โดยเปิดให้เข้าศึกษาได้ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องปลาการ์ตูน มีLABเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปลาการ์ตูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความน่าสนใจของศูนย์ MDC ประธานสิงห์ เอสเตท ระบุว่า &amp;nbsp;แบ่งออกเป็น 4 โซน &amp;nbsp;โซนที่ 1 ห้องฉลาม นอกจากให้ความรู้ทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาของปลาฉลามพันธุ์ต่างๆ ยังมีบ่ออนุบาลฉลามที่ติดอวน ดูแลพักฟื้น ก่อนปล่อยสู่ทะเล โซนที่ 2 ห้องเรียนรู้เกี่ยวกับเกาะพีพี &amp;nbsp;จัดแสดงข้อมูลอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา- หมู่เกาะพีพี จุดดำน้ำน่าสนใจ โซนถัดมา รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยรอบ &amp;nbsp;โซนที่ 3 ห้องปลาการ์ตูน แสดงพันธุ์ปลาการ์ตูนพบในไทย บอร์ดเกมส์ปลาการ์ตูนสำหรับเด็กๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์เรียนรู้ทางทะเลจัดกิจกรรมปลูกปะการัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนั้น ภายในยังมีห้องแลปสำหรับเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปลาการ์ตูน &amp;nbsp;โดยทางศูนย์จะมีจัดกิจกรรมปลูกปะการัง กิจกรรมปล่อยปลาการ์ตูน ส่วนโซนที่ 4 ห้องออดิทอเรียม &amp;nbsp;ใช้สำหรับบรรยายความรู้ระบบนิเวศทางทะเล นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่เป็นห้องอบรมให้ นร.มาออกค่ายในเขตอุทยานฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องฉลาม มีเกมสำหรับเด็กๆ เรียนรู้อย่างสนุกสนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp;ที่นี่จะเป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ มีการขยายผลในพื้นที่อื่นทั้งในไทยและทะเลทั่วโลกที่ สิงห์ เอสเตท เข้าไปพัฒนาธุรกิจ รวมถึงได้ร่วมสนับสนุนการปลูกปะการังบริเวณอ่าวมาหยา มุ่งให้พีพีเป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;แล้วยังมีโครงการที่จะจัดทำต่อไป เป็นกิจกรรมรณรงค์การจัดการของเสียอย่างถูกวิธี แนวทางเหล่านี้เพื่อรักษาสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพ &amp;quot; นริศ กล่าวโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนหมู่เกาะพีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

จัดแสดงพันธุ์ปลาการ์ตูนที่พบในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์เรียนรู้ทางทะเล(Marine Discovery Center : MDC)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9494</URL_LINK>
                <HASHTAG>นริศ เชยกลิ่น, ปิดอ่าวมาหยา4เดือน, ศูนย์เรียนรู้ทางทะเล(Marine Discovery Center : MDC), สิงห์เอสเตท, แหล่งเรียนรู้ทางทะเล, โรงแรมพีพีไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afec9298a5cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิด&#039;อ่าวมาหยา&#039; เปิดฉากฟื้นฟูใต้ทะเล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่าวมาหยาปิด 4 เดือน เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติทั้งใต้ทะเลและบนบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นครั้งแรก ที่อ่าวมาหยา แหล่งท่องเที่ยวสวยติดอันดับโลกในเขตอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ จะต้องปิด 4เดือน เพื่อให้ธรรมชาติได้พักและฟื้นตัวจากการถูกใช้งานอย่างหนัก หลังจาก 10 ปีที่ผ่านมาอ่าวมาหยาต้องรองรับนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปชื่นชมและเล่นน้ำในอ่าวแห่งนี้ 3,000- 4,000 คนต่อวัน &amp;nbsp;นับว่าเกินขีดความสามารถในการรองรับได้ของพื้นที่ ทำลายปะการัง สัตว์น้ำ &amp;nbsp;ระบบนิเวศ อีกทั้งการเหยียบย่ำทรายบริเวณชายหาด เรือท่องเที่ยวหลายร้อยลำจอดเกยหน้าหาดก่อปัญหาทรายทรุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวเหยียบย่ำอ่าวมาหยาไม่ต่ำกว่า 3-4 พันคนต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ประกาศฟื้นฟูอ่าวมาหยา เรียกง่ายๆ ว่า &amp;quot;ปิด&amp;quot;อ่าวมาหยาและอ่าวโล๊ะซามะด้านหลัง &amp;nbsp;เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2561 &amp;nbsp;ยอมวางผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินมหาศาลจากกิจกรรมท่องเที่ยว เลือกรักษาธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลก่อนสายเกินไป โดยในช่วงเวลาปิดอ่าวมาหยา ห้ามนักท่องเที่ยวขึ้นอ่าวทั้งด้านหน้าและด้านหลังเด็ดขาด อนุญาติให้ผู้ประกอบการนำเรือเข้ามาลอยลำนอกบริเวณแนวทุ่นไข่ปลาที่กั้นเขตห้ามเข้าไว้ นักท่องเที่ยวชมอ่าวมาหยาจากบนเรือในทะเลเท่านั้น เมื่อก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือแห่งใหม่และทางเดินบริเวณอ่าวโล๊ะซามะที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง อช.พยายามเร่งให้เสร็จภายในปีนี้ จะปิดไม่ให้เรือวิ่งเข้าออกอ่าวมาหยาถาวร พร้อมทำระบบ E-ticket เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหลือเพียง 2,000 คนต่อวันด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นำพ่อแม่พันธุ์ของปะการังมาจากเกาะยูงมาฟื้นฟูอ่าวมาหยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ การฟื้นฟูแนวปะการังที่เสื่อมโทรมบริเวณอ่าวมาหยา ได้เริ่มขึ้นแล้วในโครงการติดตามและฟื้นฟูปะการังในพื้นที่บริเวณอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนและการปลูกปะการังด้วยวิธี Coral Propagation บริเวณอ่าวมาหยา &amp;nbsp; นับเป็นโครงการนำร่องฟื้นฟูอ่าวมาหยา ซึ่งบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำขึ้นตามแผนยุทธศาสตร์ปะการังแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเริ่มลงมือปลูกปะการังเพื่อช่วยธรรมชาติฟื้นฟู โดยนำพ่อแม่พันธุ์ของปะการังมาจากเกาะยูงไปสดๆร้อนๆ เมื่อวันที่ &amp;nbsp;17 พ.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มก. &amp;nbsp;ในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กล่าวว่า แผนปฏิรูปประเทศจะลดความเสียหายของปะการังให้ได้ร้อยละ 50 จากร้อยละ 77 ภายใน 5 ปี ขณะนี้เหลือเวลาอีก 3 ปีเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการ สำหรับอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี มีการนำร่องฟื้นฟูด้วยการรักษาแนวปะการังเกาะยูง ห่างจากอ่าวมาหยาแค่ 10 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่มีแนวปะการังเสื่อมโทรมมากจากกิจกรรมท่องเที่ยว &amp;nbsp; &amp;nbsp;นำมาสู่ อช.ประกาศปิดเกาะยูง เพื่ออนุรักษ์ปะการัง กำหนดเป็นเขตหวงห้าม ไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมท่องเที่ยวทุกรูปแบบเมื่อปี 2559 ให้ธรรมชาติฟื้นตัวเองและปลูกปะการังด้วยวิธี Reef Propagation อีกทาง จากการติดตามสถานภาพพบปะการังน้ำตื้นฟื้นตัวชัดเจน &amp;nbsp;เดิมพบน้อยกว่า 5% ปัจจุบันสมบูรณ์ดีมาก บางพื้นที่หนาแน่นมากกว่า 80% &amp;nbsp;กลายเป็นแนวปะการังที่สวยที่สุดอีกแห่งในไทย โดยสิงห์ เอสเตท สนับสนุนเรือตรวจการณ์เจ้าหน้าที่ และทุ่นจอดเรือ &amp;nbsp;30 ทุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพแนวปะการังเกาะยูงสมบูรณ์หลังปิดเกาะ ขยายผลที่มาหยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; เมื่อปิดเกาะยูง พบปะการังฟื้นตัวโดยสามารถเห็นได้ด้วยตาภายใน 2 ปี เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จได้อย่างดี &amp;nbsp;นำมาสู่ความมั่นใจขยายผลที่อ่าวมาหยา ถ้าไม่มีการวิจัยที่เกาะยูง อุทยานฯ ก็ไม่กล้าลงมติปิดอ่าวมาหยา การปฏิรูปทะเลไทยเริ่มต้นขึ้น &amp;nbsp;ปะการังน้ำตื้นสำคัญสุดเป็นดัชนีบ่งบอกความสมบูรณ์ของทะเล ปี 60 มีนักท่องเที่ยว 2 ล้านกว่าคนเข้ามาท่องเที่ยวหมู่เกาะพีพี เฉพาะอ่าวมาหยามีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 3,800 คนต่อวัน มีเรือวิ่งเข้าวิ่งออกเหนือแนวปะการังกว่า 200 ลำต่อวัน เป็นเรือเร็ว บรรทุกคน 30-40 คน &amp;nbsp;ตะกอนทรายฟุ้งกระจายตกทับปะการังตายหมด ปลูกยังไงก็ไม่ฟื้น ถ้าไม่ห้ามเรือเข้ามาในอ่าว &amp;nbsp;มีปัญหาทรายยุบตัว เพราะโดนเรือปั่นออก &amp;nbsp;ถ้าไม่มีเรือในมาหยาตลอดไปจะช่วยให้เราฟื้นฟูแนวปะการังน้ำตื้นในอ่าวมาหยาให้กลับคืนมาอีกครั้ง ไม่ใช่เจอแต่ซากปะการังตายเหี้ยนกับทราย นี่คือ การฟื้นฟูความทรงจำของคนไทยที่สูญเสียไป เพราะเงินสำคัญกว่าสมบัติชาติ &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp; ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวถึงการฟื้นฟูอ่าวที่ดังที่สุดในโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวปะการังเกาะยูง หมู่เกาะพีพี ฟื้นตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเขตสงวนห้ามเที่ยวเกาะยูง ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ตามแผนปฏิรูปทะเลไทย อุทยานฯ ทางทะเล 17 แห่งที่มีแนวปะการังต้องเสนอพื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ปะการัง กำหนดเป็นเขตหวงห้ามเหมือนเกาะยูง &amp;nbsp; ปัจจุบันเกาะรอก อุทยานฯ หมู่เกาะลันตา และเกาะละวะ อุทยานฯ พังงา อยู่ระหว่างกำหนดเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้มีกิจกรรมท่องเที่ยวใดๆ &amp;nbsp; ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี ปี 60 มีนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานแห่งชาติ 5 ล้านคน ในจำนวนนี้ 4.8 ล้านคน มาเที่ยวอุทยานฯ ทางทะเล &amp;nbsp;เฉพาะสิมิลัน พีพี อ่าวพังงา 3 อุทยานฯ นี้มีนักท่องเที่ยว 4.5 ล้าน เกิดผลกระทบจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว &amp;nbsp;อนาคตต้องควบคุมคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4,800 ตารางเมตรในอ่าวมาหยาเป็นพื้นที่เป้าหมายเพื่อฟื้นฟูปะการังน้ำตื้น ผศ.ดร.ธรณ์ เผยว่า จะใช้วิธีการเดียวกับพื้นที่เกาะยูงที่ใช้ภาพถ่ายทางอากาศโดยโดรนรวบรวมข้อมูลทุก 4 เดือน &amp;nbsp;แล้วนำภาพถ่ายมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบการเจริญเติบโต &amp;nbsp;พร้อมทั้งศึกษาประกอบทางพื้น อย่างเกาะยูงแนวปะการังเพิ่มเป็น 1,480 ตร.ม. เดิม 1,300 ตร.ม. สำหรับที่อ่าวมาหยาปีนี้จะก้าวไปอีกขั้น สิงห์ เอสเตท สนับสนุน จัดทำภาพถ่ายทางอากาศจากโดรนแนวดิ่ง เพื่อนำมาคำนวนพื้นที่ปะการัง &amp;nbsp;พร้อมทั้งจัดทำแผนที่ปะการัง จะฟื้นฟูหรือปลูกเพิ่มในพื้นที่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลูกปะการังด้วยวิธี Coral Propagation บริเวณอ่าวมาหยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิธีการปลูกปะการัง นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลคนเดิมบอกว่าใช้วิธี &amp;nbsp; Coral Propagation เตรียมกิ่งพันธุ์ปะการังจากแปลงอนุบาลลอยน้ำบริเวณอ่าวโละบาเกาทุกๆ กลางเดือน พ.ค.-ส.ค. แล้วนำมาปลูกติดกับหินปะการังที่ตายตามธรรมชาติ แล้วนำกลับไปแปลงอนุบาล ก่อนย้ายจากแปลงไปยังพื้นที่ปลูกอ่าวมาหยาในทุกๆ ต้นเดือนตลอด 4 เดือนที่ปิดอ่าว รวมปะการังที่ย้ายปลูก 500 กิ่ง มีการติดตามผลจากภาพโดรนทุกเดือนช่วงปลูก จากนั้นจะติดตามทุกๆ 4 เดือน ต่อเนื่องรวมเวลา1 ปี &amp;nbsp; ทั้งนี้ การฟื้นฟูปะการังวิธีนี้จะนำไปประยุกต์ใช้ที่มัลดีฟด้วยผ่านโครงการ&amp;#39;Two Island One Ocean&amp;#39; ที่จะจัดทำต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทรัพยากรบนบก กรมอุทยานฯ จะร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แก้ไขปัญหาการพังทลายของเน้นทรายชายหาด อนุรักษ์พันธุ์ไม้ป่าชายหาก คัดเลือกชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ เช่น รักทะเล เตยทะเล สวาด คันทรง ปลูกยึดหน้าดิน ป้องกันการพังทลบาย ผศ.ดร..ธรณ์ ให้ข้อมูลในท้ายว่า ป่าชายหาดในอ่าวมาหยาเคยสมบูรณ์มากที่สุดของพื้นที่อันดามัน ต้องดูแลให้ฟื้นตัว นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาคเอกชน ภาครัฐ นักวิชาการสถาบันการศึกษาต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของอ่าวมาหยาอย่างจริงจัง รวมถึงบริษัทสิงห์ เอสเตท สนับสนุนพื้นที่และงบประมาณสร้างศูนย์เรียนรู้ทางทะเลเพื่อให้ทุกคนศึกษาเรียนรู้เรื่องราวสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลได้ตลอดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9492</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ท่องเที่ยวกระบี่, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ปิดอ่าวมาหยา4เดือน, ฟื้นฟูปะการัง, ศูนย์เรียนรู้ทางทะเล, สิงห์เอสเตท, เกาะพีพี, เกาะยูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afec60a239e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“S” ลุยลงทุนหวังปี 63 หวังโกยรายได้ 20,000 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิงห์เอสเตท ชู 4 กลยุทธ์ ขับเคลื่อนธุรกิจลุยลงทุน หวังขึ้นแท่นสู่การเป็น&amp;rdquo;พรีเมียร์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ อินเวสต์เม้นท์ โฮลดิ้ง คัมปานี&amp;rdquo;คาดปี 63 รายได้แตะ 20,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค. 61- นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจงสิงห์ เอสเตท (S) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจ ว่า บริษัทมีนโยบายในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวสู่การเป็น&amp;rdquo;พรีเมียร์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ อินเวสต์เม้นท์ โฮลดิ้ง คัมปานี&amp;rdquo; ซึ่งคาดว่าในปี 2563 บริษัทจะมีอัตราการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน หรือมีมูลค่ารายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Smart M&amp;amp;A ซึ่งเป็นการลงทุนเพิ่มและปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ ปัจจุบันบริษัทมีอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ประมาณ 40,910 ล้านบาท และมียอดรายได้อยู่ที่ประมาณ 5,858 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทมีแผนลงทุนในกิจการเอาท์ริกเกอร์ โฮเทลส์ ฮาวาย มูลค่าประมาณ 11,073 ล้านบาท ประกอบไปด้วยโรงแรมและรีสอร์ทจำนวน 6 โครงการ ใน 4 ประเทศ ซึ่งหากรวมการลงทุนทั้งหมดคาดว่าจะส่งผลให้สินทรัพย์เติบโตเป็น 60,000 ล้านบาท นอกจากนี้แผนนำธุรกิจโรงแรมของบริษัท เอส โฮเตท แอนด์ รีสอร์ท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2562 และจะนำอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส เข้ากองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ภายในปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพัฒนาโครงการ&amp;rdquo;ครอสโร้ดส์&amp;rdquo;ที่ประเทศมัลดีฟส์ มีมูลค่าในเฟสแรกที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งมีแผนจะพัฒนาเป็น Tourist Facilities Destination บนพื้นที่กว่า 7 ก.ม. แบ่งเป็น 9 เกาะ ประกอบไปด้วยโรงแรมและรีสอร์ท รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจร เช่น ท่าเทียบเรือยอร์ท บีช คลับ ร้านค้าไลฟ์สไตล์ ร้านค้าปลอดภาษี ร้านอาหาร และ Cultural Center พร้อมกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาศูนย์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเล โดยจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5820</URL_LINK>
                <HASHTAG>นริศ เชยกลิ่น, พรีเมียร์ลีก, สิงห์เอสเตท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8bb955b31b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
