<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้ช่องผลิตยารักษาโควิด &#039;ฟาวิพิราเวียร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เมษายน 2564 &amp;nbsp;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคประชาสังคมสอบถามความคืบหน้าการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ซึ่งเป็นยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ว่าสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับยาฟาวิพิราเวียร์ มีอยู่ 2 ฉบับ โดยฉบับแรก เกี่ยวกับโครงสร้างสารออกฤทธิ์หลักของยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งไม่เคยยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย โดยปัจจุบันหมดอายุความคุ้มครองในทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ตั้งแต่เดือนส.ค.2562 ดังนั้น ผู้ผลิตยาจึงสามารถนำสูตรโครงสร้างของสารออกฤทธิ์หลักนี้ไปพัฒนาเป็นสูตรยาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนฉบับที่ 2 การขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์รูปแบบยาเม็ด ได้ยื่นขอให้กรมฯ ตรวจสอบการประดิษฐ์เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2560 และผู้ตรวจสอบได้พิจารณาแล้ว จึงมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบไปยังผู้ขอเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2564 โดยระบุว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิทธิบัตรดังกล่าวไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น&amp;rdquo; ซึ่งผู้ขอมีกรอบระยะเวลาในการชี้แจงถึงวันที่ 30 ส.ค.2564 หากผู้ขอไม่ชี้แจงเข้ามาตามเวลาที่กำหนด จะถือว่าละทิ้งคำขอ ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา กรมฯ ตระหนักถึงความสำคัญของยาฟาวิพิราเวียร์ที่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลในการจัดหายาให้เพียงพอต่อความจำเป็นอย่างทันท่วงที โดยได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งภาคประชาสังคมตั้งแต่ปลายปี 2563 (วันที่ 23 ธ.ค.2563) โดยได้ประชุมร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ยามีจำนวนที่เพียงพอ หากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดขึ้นอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุมได้เสนอแนวทางให้เจรจาเพื่อจัดซื้อยาเพิ่ม การขอร่วมลงทุนผลิตยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค พร้อมทั้งเสนอตัวที่จะเข้าร่วมเป็นทีมเจรจาในครั้งนี้ อีกทั้งยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาตำรับยาขึ้นใหม่จากสารออกฤทธิ์หลักของยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรในยาฟาวิพิราเวียร์รูปแบบยาเม็ด เพราะกรมฯ ได้ตระหนักและคำนึงถึงสุขภาพและชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญตามนโยบายรัฐบาล และยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101191</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir), วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, สิทธิบัตรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088c639aaf6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคประชาสังคมห่วงไทยขาดยาฟาวิฯรักษาโควิดจี้กรมทรัพย์สินฯยกคำขอสิทธิบัตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23เม.ย.64-เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ระบาดรอบที่ 3 ในไทย จำนวนผู้ติดเชื้อฯ และผู้ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว จำนวนยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไทยเคยนำเข้าหลายแสนเม็ด เริ่มมีคำสั่งให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ใช้อย่างประหยัด เอ็นจีโอและนักวิชาการที่ทำงานส่งเสริมการเข้าถึงยาเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาตัดสินใจยกคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ด่วน เปิดทางองค์การเภสัชเร่งผลิต
&amp;nbsp;
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ทวงถามกรมทรัพย์สินทางปัญญาอีกครั้ง หลังจากที่เคยยื่นเอกสารข้อมูลที่ยาฟาวิพิราเวียร์ไม่ควรได้สิทธิบัตรให้กับอธิบดีเมื่อ 17 ก.ค. 2563 และได้เข้าพบอธิบดีเพื่อให้เร่งการพิจารณาเมื่อ 26 ม.ค. 2564&amp;nbsp; เพราะประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดโควิด 19 อีกระลอกและจำเป็นต้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์อีกจำนวนมาก
&amp;nbsp;
นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า จนถึงวันนี้ กรมฯ ยังไม่มีคำตัดสินออกมา และยังให้โอกาสบริษัทยาแก้ไขเอกสารคำขอฯ ได้อีก เป็นการซื้อเวลาออกไปอีก ถ้าการพิจารณาคำขอสิทธิบัตรยังล่าช้าอยู่เช่นนี้ ตัวแทนภาคประชาสังคมเรียกร้องรัฐบาลให้ประกาศใช้มาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ หรือมาตรการซีแอล กับยาฟาวิพิราเวียร์ อย่างที่เคยประกาศใช้ในปี 2549 &amp;ndash; 2550 เพื่อนำเข้าหรือผลิตยาเอง และนำมารักษาผู้ป่วย
&amp;nbsp;
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงกระทำ กรณีนี้ถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ รัฐบาลต้องกล้าประกาศใช้ซีแอล จะหวังพึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ รัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์และมองการแก้ปัญหาของประเทศอย่างฉลาดกว่านี้ อย่างไรก็ตาม องค์การเภสัชกรรมมีความพร้อมที่ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ โดยได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนยาเบื้องต้นกับสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) ไปแล้ว และคาดว่าจะได้รับทะเบียนตำรับยาในเดือนกันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทยาในอินเดียหลายบริษัทสามารถผลิตยาฟาวิพิเวียร์ได้เช่นกัน ยาฟาวิพิราเวียร์ที่จะผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมหรือที่ขายแล้วโดยบริษัทยาในอินเดียมีราคาถูกว่าที่ไทยซื้ออยู่อย่างน้อยมากกว่า 50% ในขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไทยสั่งล็อตต่อไปจะมาจากญี่ปุ่นภายใน เม.ย.นี้
&amp;nbsp;
นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตโรคระบาด แต่กำลังทำสิ่งที่สวนทางกับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในร่าง พรบ. สิทธิบัตร ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญายกร่าง ได้แก้ไขให้ใช้มาตรการซีแอลได้ยากขึ้น&amp;nbsp; ภาวะโควิด 19 แสดงให้เห็นแล้วว่า การผูกขาดด้วยสิทธิบัตรเป็นปัญหา ชิลี อิสราเอล เอกวาดอร์ และรัสเซียประกาศใช้มาตรการซีแอลกับยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ป้องกันและรักษาโควิด 19 แล้ว&amp;nbsp; เยอรมนี แคนาดา อินโดนีเซียออก พรบ. ฉุกเฉิน ให้แก้ไข พรบ. สิทธิบัตรเพื่อลดขั้นตอนให้ประกาศใช้มาตรการซีแอลได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp; ในองค์การการค้าโลก แอฟริกาใต้และอินเดียยื่นข้อเสนอต่อองค์การการค้าโลก ให้ระงับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการเข้าถึงยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์ ที่ใช้ต่อสู้กับวิกฤตโควิด 19 ซึ่งสมาชิกองค์การการค้าโลกกว่าครึ่งสนับสนุน&amp;rdquo; นายเฉลิมศักดิ์
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ. สิทธิบัตร กรมทรัพย์ทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขโดยที่การประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ (มาตรการซีแอล) ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งในกฎหมายปัจจุบันไม่ต้องผ่านความเห็นชอบฯ หน่วยราชการระดับกระทรวงและกรมสามารถประกาศได้ มิหนำซ้ำกรมทรัพย์สินฯ ยังแก้ไขให้เจ้าของสิทธิบัตรฟ้องต่อศาลขอให้ระงับการประกาศใช้มาตรการซีแอลได้ด้วย&amp;nbsp; ทั้งนี้ มาตรการซีแอลถือเป็นอำนาจของรัฐที่ใช้เพื่อคุ้มครองประชาชน เมื่อประเทศเกิดวิกฤตหรือภาวะฉุกเฉินเพราะสิทธิบัตรเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ในความตกลง CPTPP ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และรัฐสภามีความเห็นชอบแล้วว่าประเทศไทยไม่ควรเข้าร่วม แต่รัฐบาลยังดื้อดึงพยายามที่จะเจรจาขอเข้าร่วมโดยไม่ฟังเสียทัดทาน การใช้มาตรการซีแอลอาจถูกใช้เป็นเหตุในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายผ่านอนุญาโตตุลการได้ และไทยจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านยามากขึ้นนับหมื่นล้าน เพราะเงื่อนไขในความตกลง CPTPP &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100451</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, นิมิตร์ เทียนอุดม, ยาฟาวิพาราเวียร์, สิทธิบัตรยา, เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082904f7b844.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์แจงผลศึกษาเข้าร่วม CPTPP มาแล้ว มีทั้งดี ทั้งเสีย ส่วนประเด็น สิทธิบัตรยา ถูกถอนออกไปแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ. 2563 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับทราบผลการศึกษาการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ผลการลงพื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ผลดี ข้อเสีย ผลประโยชน์ รวมถึงข้อกังวล และมีมติให้กระทรวงพาณิชย์สรุปผลทั้งหมดเพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตัดสินใจภายในเดือนเม.ย.2563 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ ได้นำเสนอผลการศึกษาการเข้าร่วม CPTPP จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยเพิ่มขึ้น 0.12% คิดเป็นมูลค่า 13,323 ล้านบาท การลงทุนเพิ่ม 5.14% มูลค่า 148,240 ล้านบาท การส่งออก เพิ่ม 3.47% มูลค่า 271,340 ล้านบาท และเกิดการจ้างงาน 73,370 ล้านบาท แต่ถ้าไม่เข้าร่วม จะทำให้จีดีพีลดลง 0.25% มูลค่า 26,629 ล้านบาท และยังจะช่วยในเรื่องการเปิดตลาด เพราะสมาชิกมีการลดภาษีเป็น 0% ตั้งแต่ 95-99% และยังจะมีโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแคนาดา และเม็กซิโก ที่ไทยไม่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกังวลเรื่องสิทธิบัตร จะไม่สามารถบังคับใช้สิทธิในสิทธิบัตรยา (CL) ได้นั้น ในความตกลง CPTPP ไม่ได้มีเรื่องนี้แล้ว ถูกถอนออกไปตั้งแต่สหรัฐฯ ออกจากการเจรจา , เรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช ก็มีเงื่อนไขผ่อนปรนให้และมีข้อยกเว้นไม่ต้องทำตามข้อตกลง , การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ ถ้าต่ำกว่าไม่ต้องเปิดให้เข้ามาแข่งขัน และมีระยะเวลาปรับตัว และเรื่องการปรับตัว จะมีการตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามเป้าหมาย จะเสนอให้ ครม. พิจารณาภายในเดือนเม.ย.2563 หากเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วม ก็จะได้มีเวลาเตรียมตัว เพราะสมาชิก CPTPP ที่ได้ให้สัตยาบันความตกลงแล้ว 7 ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ แคนาดา ออสเตรเลียและเวียดนาม จะนัดประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งแรกเดือนส.ค.2563 ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่จะคุยกัน ก็เป็นเรื่องของการรับสมาชิกใหม่ ไทยก็จะยื่นสมัครได้ทัน และถ้ารับไทยเป็นสมาชิก ก็จะเป็นเรื่องของการเจรจา โดยมีหลัก คือ ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ยิ่งถ้าเข้าเร็ว ก็จะจ่ายค่าผ่านประตูน้อย ถ้ารอให้มีสมาชิกให้สัตยาบันเพิ่มขึ้น หรือมีสมาชิกรายใหม่ๆ เพิ่ม ตอนนั้น อาจต้องเสียค่าผ่านประตูมากกว่า&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า สำหรับการเตรียมการเรื่องการทำ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการศึกษาขั้นสุดท้าย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนก.พ. หรือต้นมี.ค.2563 จากนั้นจะนำเสนอผลการศึกษา ผลดี ผลเสีย ข้อกังวล ข้อเสนอแนะ ให้ กนศ. พิจารณา ถ้าเห็นควรทำ FTA ก็จะเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติทำ FTA กับอียูต่อไป คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปประมาณช่วงกลางปีนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57162</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP), สิทธิบัตรยา, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190708/image_big_5d2310fb5d1b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
