<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แพลนบี&#039; คุมสิทธิประโยชน์บอลไทย 2564 -2571</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากประกาศของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ได้เปิดพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการ ประจำปี พ.ศ. 2564 - 2571 โดยให้ผู้มีคุณสมบัติ และมีความสนใจเข้าร่วมพัฒนากีฬาฟุตบอลไทย นำเสนอแผนงานและเงื่อนไข พร้อมเอกสารยืนยันคุณสมบัติ ให้แก่คณะกรรมการได้พิจารณา ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการนี้ มีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นตัวแทนบริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการ จำนวน 2 ราย ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารสิทธิประโยชน์ของสมาคม ได้พิจารณาการนำเสนอแผนงาน เงื่อนไข พร้อมเอกสารยืนยันคุณสมบัติของผู้ยื่นแล้ว ปรากฏว่า บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนและได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด จึงมีมติให้เป็นผู้ชนะการยื่นข้อเสนอเป็นตัวแทนบริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการของสมาคม และมีสิทธิจัดหาผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาฟุตบอลทีมชาติ การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ และกิจกรรมฟุตบอลอื่น ๆ ประจำปี พ.ศ. 2564 - 2571 รวมถึงสิทธิทั้งหลายตามประกาศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาฟุตบอลของชาติต่อไป โดยสมาคมได้ลงนามในสัญญามอบสิทธิการจัดการด้านการขายและสิทธิประโยชน์ กับบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสมาคมฯ จะนำสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันกีฬาฟุตบอล มาใช้เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนากีฬาฟุตบอลของชาติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77517</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, สิทธิประโยชน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f6079c50aa9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2020 18:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกันสังคม พร้อมอนุมัติสิทธิว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย วอนนายจ้างเร่งส่งหนังสือรับรองการหยุดงานของลูกจ้าง ผ่านช่องทาง e-form บน www.sso.go.th ด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ขณะนี้ สำนักงานประกันสังคมได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือในการจ่ายสิทธิประโยชน์ กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในกรณีผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm; outline-width:0px; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ไม่ว่านายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเอง หรือหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการ ผู้ประกันตนมีสิทธิรับเงินกรณีว่างงาน 62% ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm; outline-width:0px; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้เปิดช่องทางให้บริการขอรับสิทธิประโยชน์ว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวเป็นการเฉพาะ โดยผู้ประกันตนจะต้องยื่นขอรับสิทธิ และนายจ้างมีหน้าที่รับรองการหยุดงานของลูกจ้างอันเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ผ่าน e-form บนหน้าเว็บไซต์ www.sso.go.th ผลปรากฏว่าขณะนี้มีผู้ประกันตนผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับสิทธิจำนวนกว่า 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm; outline-width:0px; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สำนักงานประกันสังคมได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูล และวินิจฉัยสั่งจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนไปแล้ว จำนวนกว่า 300,000 ราย ทั้งนี้ เป็นผู้ประกันตนที่เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ของกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน อีก 200,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm; outline-width:0px; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0cm&quot;&gt;อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบข้อมูลสำนักงานประกันสังคมพบว่า ขณะนี้ มีนายจ้างจำนวนกว่า 5.4 แสนราย ยังไม่ยื่นรับรองการหยุดงานของลูกจ้างอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ส่งผลให้ผู้ประกันตนกลุ่มที่เหลือยังไม่ได้รับเงิน ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะมี SMS แจ้งผู้ประกันตนเพื่อขอให้ติดตามนายจ้างยื่นหนังสือรับรองการหยุดงานให้สำนักงานประกันสังคมโดยเร็ว ดังนั้น ขอให้นายจ้างในกลุ่มดังกล่าวเร่งยื่นรับรองการหยุดงาน ของลูกจ้างอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ผ่านช่องทาง e-form บนหน้าเว็บไซต์ www.sso.go.th เพียงนายจ้างระบุวันที่หยุดงาน และวันที่ครบกำหนด เพื่อสำนักงานประกันสังคมได้เร่งรัดการดำเนินการเพื่อให้สิทธิประโยชน์ถึงมือผู้ประกันตนโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64892</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันสังคม, สิทธิประโยชน์, สิทธิว่างงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200502/image_big_5ead5eeb64ce8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2018 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.ลุยสร้างถนน เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ทช.ลุยสร้างถนน&amp;nbsp;เชื่อมอีอีซีหนุนพัฒนาชาติ (สถานีอีอีซี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้มีนโยบายในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ที่ให้แก่นักลงทุนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนึ่งความสำคัญที่จะเชื่อมพื้นที่ในอีอีซีคงหนีไม่พ้นการก่อสร้างถนน &amp;nbsp;กรมทางหลวงชนบท ซึ่งมีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน เป็นอธิบดี &amp;nbsp;คือหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมทางหลวงชนบทจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนเพื่อสนับสนุน EEC จำนวน 7 เส้นทางด้วยกัน ดังนี้ 1.โครงการก่อสร้างขยายถนนทางหลวงชนบทสาย รย.3013 แยกทางหลวงหมายเลข 331 - ทางหลวงหมายเลข 3191 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 17.324 กิโลเมตร ปัจจุบันผู้รับจ้างได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินงานเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจแนวการก่อสร้างและแนวเวนคืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
2.โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4058 แยกทางหลวงหมายเลข 3138 - ทางหลวงหมายเลข 344 อำเภอบ้านค่าย, วังจันทร์ จังหวัดระยอง ระยะทาง 32.807 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างชั้นรองพื้นทางลูกรัง ได้ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร, 3 โครงการก่อสร้างขยายถนนสาย รย.5050 แยกตายนิคมสร้างตนเอง สาย 15-บ.ห้วยโป่ง อ.นิคมพัฒนาจังหวัดระยอง ระยะทาง 10.198 กิโลเมตร งบประมาณ 204 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 สายแยก ทล.7-ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 10 กิโลเมตร งบประมาณ 1,499 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างปี 63, 5.สะพานข้ามแยกถนนสาย ทช.ชบ.3027 เชื่อม &amp;nbsp;ทล.3138 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี งบประมาณ 285 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63, 6.สาย รย.2015 แยก ทล.331 อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร คาดแล้วเสร็จปี 64 และ 7 สาย ฉช.3001 แยก ทล.314-ลาดกระบัง จ.ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ ระยะทาง 20.328 กิโลเมตร งบประมาณ 3,801 ล้านบาท แล้วเสร็จปี 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2562 มีโครงการพัฒนาทางหลวงชนบทเพื่อขับเคลื่อน EEC ได้แก่ ถนนสาย รย.2015 แยก ทล.36-ทล.311 &amp;nbsp;อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ระยะทาง 11.465 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 715 ล้านบาท, โครงการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค ได้แก่ ถนนสาย สป. 1011 แยก ทล.3-เทพารักษ์ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ระยะทาง 3.875 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 990 ล้านบาท, โครงการถนนสายแยก ทล.3097-ศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม จังหวัดนครปฐม ระยะทาง 3.217 กิโลเมตร งบก่อสร้าง 584 ล้านบาท ทั้งสามโครงการใช้งบผูกพัน 3 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาโครงข่ายสะพาน ได้แก่ โครงการข้ามคลองมะลัง อ.เมือง จ.สตูล ความยาวสะพาน 801 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 510 ล้านบาท และโครงการสะพานข้ามคลองดู อ.ละงู จ.สตูล ความยาวสะพาน 1,320 เมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 300 ล้านบาท ทั้งสองโครงการใช้งบผูกพันสามปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมศึกษารองรับการลงทุนอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายพิศักดิ์ กล่าวว่า กรมมีแผนเข้าไปพัฒนาถนนในอีอีซี เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม ว่าเส้นทางไหนบ้างที่จะสามารถนำเข้ามาบรรจุในแผนการพัฒนาอีอีซี ปัจจุบันทางรัฐบาลมีแนวคิดที่จะขยายพื้นที่อีอีซีไปทางจังหวัดสระแก้วและปราจีน ซึ่งตอนนี้กำลังปรับปรุงแผน และศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ในปี 62 ทางกรมทางหลวงชนบทจะทำการสำรวจว่ามีเส้นทางใดบ้างที่จะสามารถนำเข้าไปบรรจุในแผนของอีอีซี เช่น บางพื้นที่ผ่านนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ กรมทางหลวชนบทจะเอาเข้ามาพัฒนาและดูรายละเอียดของรถบรรทุกที่วิ่งในเส้นทางของกรม หากมีจำนวนรถบรรทุกวิ่งเป็นจำนวนมากก็อาจจะมีแนวโน้มการขยายช่องจราจรเป็นสี่ช่องจราจร &amp;nbsp;ปัจจุบันกรมมีแผนดำเนินเพิ่มเติมอีก 11 เส้นทาง โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 64 มีสามรายการที่จะนำเข้าสู่แผนการก่อสร้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;คำว่า &amp;quot;อีอีซี&amp;quot; มีศักยภาพอยู่ในตัว โดยเฉพาะที่ จ.ระยองเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ การที่กรมทางหลวงชนบทเข้าไปพัฒนาพื้นที่นั้น เป็นโอกาสที่จะเข้าไปเพิ่มศักยภาพในแหล่งอุตสาหกรรมที่ให้ต่างชาติลงทุน ที่ให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ ตามนโยบายรัฐบาลมองว่ามีโอกาสที่จะทำให้รัฐบาลและประเทศมีรายได้จากการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นในแง่ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าไป เฉพาะในส่วนของกรมทางหลวงชนบทอาจจะมีไม่มาก ซึ่งในพื้นที่อีอีซีเองมีงบประมาณเข้าไปลงทุน 750 ล้านบาท&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์กล่าวว่า ในปี 2564 กรมมีแผนที่จะดำเนินการก่อสร้าง 11 สายทาง ขณะนี้ได้มีการเตรียมการเรื่องของออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเวนคืน (พ.ร.ฎ.) เรื่องการเวนคืนที่ดินแล้ว และมีแนวโน้มว่าในปี 63 ตั้งงบประมาณได้ก็จะมีสัก 2-3 เส้นทางที่มีความพร้อมเริ่มก่อสร้างได้ อย่างไรก็ตาม ต้องดูในส่วนของการเวนคืนมีปัญหามากน้อยแค่ไหน หากไม่มีปัญหาก็สามารถดำเนินการในปี 64&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ถือเป็นความโชคดีของกรมทางหลวงชนบทที่ได้มีการศึกษาเจ็ดเส้นทางโลจิสติกส์ไว้แล้ว เมื่อรัฐบาลประกาศพื้นที่อีอีซี ก็นำทั้งเจ็ดเส้นทางบรรจุไว้ในแผนเพื่อให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของอีซีซีจึงสามารถดำเนินการได้เลย แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้เวลา เพราะต้องมาดูว่าถนนที่มีสองช่องจราจรจำเป็นต้องขยายเป็นสี่ช่องจราจรหรือไม่&amp;quot; นายพิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งเวนคืนพัฒนาถนนกระจายความเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมของงบประมาณปี 2562 กรมได้รับการจัดสรรงบ 46,700 ล้านบาท นอกจากเป็นงบผูกพันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเวนคืน อาทิ โครงการเชื่อมต่อการขนส่งที่ จ.สมุทรปราการ โดยได้มีการเวนคืนที่สาย สป.4002 แยกทางหลวงสาย 3344 ถึงบ้านบางพลีใหญ่ ระยะทาง 8 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 450 ล้านบาท, สายแยก ทล.3452ไปสี่แยกบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ระยะทาง 25 กิโลเมตร ค่าเวนคืน 500 ล้านบาท ทั้งสองโครงการจะดำเนินการภายในปี 62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่างบประมาณในปี 2562 ส่วนใหญ่จะใช้ค่าเวนคืนค่อนข้างเยอะ เนื่องจากกรมได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของอีอีซี ซึ่งโดยรวมแล้วการก่อสร้างถนน 1 &amp;nbsp;เส้นทางจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี เพราะต้องมีการสำรวจว่าจะใช้พื้นที่เท่าไรสำรวจเสร็จ ต้องออกกฤษฎีกาการเวนคืนอย่างน้อยใช้เวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นถึงจะสำรวจพื้นที่ได้ ส่วนรายละเอียดเรื่องการจ่ายชดเชยก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จึงจะทำการออกแบบก่อสร้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;โครงการในปี 62 จะเป็นการเวนคืนโดยส่วนใหญ่ ตรงไหนเวนคืนน้อยก็จะตั้งงบปี 63 ส่วนโครงการไหนเวนคืนมากก็ตั้งงบปี 64 ทำให้ปี 63 กรมจะไม่มีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการบำรุงรักษาถนนในชนบท และอำนวยความปลอดภัยมากกว่า&amp;quot; นายพิศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจราจร ไม่ต้องการให้เป็นการขยายถนนบนถนนเดิมซึ่งมีชุมชนหนาแน่นอยู่แล้ว หรือไปตัดผ่านชุมชนหนาแน่น เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน และพื้นที่แพงทำให้ค่าก่อสร้างสูง ทำไมเราไปตัดพื้นที่ที่ประชาชนน้อยค่าเวนคืนถูก สิ่งที่ตามมาจะมีการพัฒนาพื้นที่ เกิดการขยายเมืองออกไป จึงถือเป็นการกระจายการจราจรไปอีกด้านหนึ่ง แนวทางนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า ดังนั้นสิ่งนี้ที่กำลังดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสอดรับในส่วนการแก้ไขปัญหาจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนุนท่องเที่ยวรองรับเอสอีซี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายพิศักดิ์ กล่าวว่า จากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาล กรมจึงได้เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า &amp;nbsp;โดยจะดำเนินโครงการถนนเรียบชายฝั่งทะเลตะวันตก (The Royal Coast) จากจังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร และระนอง 515 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังได้รับการร้องขอจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยให้ดำเนินการต่อขยายถนนเลียบชายฝั่งทะเล เริ่มจากอำเภอละแม จังหวัดชุมพร ไปจนถึงอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา &amp;nbsp;เพื่อเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกให้มีความสมบูรณ์และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด อีกทั้งสามารถเป็นเส้นทางสำรองของถนนสายหลักในกรณีฉุกเฉิน &amp;nbsp;แต่เนื่องจากเส้นทางช่วงดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์และมีความอ่อนไหวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นป่าชายเลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรมทางหลวงชนบทได้ใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 จำนวน 9.5 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย &amp;nbsp;(ช่วงส่วนต่อขยาย) ครอบคลุมพื้นที่สี่จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ระยะทางทั้งสิ้น 578 กิโลเมตร โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร และสิ้นสุดที่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ระยะเวลาดำเนินงาน 210 วัน เริ่มต้นสัญญาวันที่ 18 มิถุนายน 2561 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 13 มกราคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทางกรมยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) กับชุมชน แต่ต้องรอแนวคิดจากรัฐบาลก่อนว่ามีแนวคิดในเชิงภาคใต้อย่างไร แต่จากนโยบายที่ได้รับทราบมาจะนำโครงการไทยแลนด์ริเวียร่าเข้ามาในแผนดังกล่าว ในส่วนของกรมจะนำกรอบการท่องเที่ยวมาไว้ตรงนี้ และมองว่าหากนำมาไว้ในแผนการสนับสนุนงบประมาณจะมีมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูกรอบนโยบายจากรัฐบาลก่อน เนื่องจากยังไม่ได้กำหนดพื้นที่ที่ชัดเจน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กัลยา ยืนยง รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24879</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท, ชุมชน, ทช., พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน, สิทธิประโยชน์, อีอีซี, เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้, เอสอีซี, โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f6b3a34da8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2026 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปส.ช่วยเหลือผู้ประกันตนว่างงานจากอุทกภัย แจงรับสิทธิว่างงานเหตุสุดวิสัยได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ประกันสังคม ช่วยผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบการจ้างงานจากเหตุการณ์น้ำท่วม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถรับสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน ติดต่อรับสิทธิได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในจังหวัด หนองคาย นครพนม อุบลราชธานี และจังหวัดเพชรบุรี ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp;


fifa356 และยังกระทบกับสถานประกอบการหลายแห่ง ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จนอาจไม่สามารถประกอบกิจการได้ชั่วคราว ทั้งนี้ ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถทำงานได้จากเหตุสุดวิสัยดังกล่าว ไม่ต้องกังวลสำนักงานประกันสังคมได้กำหนดกฎกระทรวงแรงงานกรณีเหตุสุดวิสัยไว้ช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;


bnk789 สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงาน&amp;nbsp;


save168 โดยจะได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ทั้งนี้ไม่เกิน 180 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบอุทกภัย หรือผู้ประกันตน สามารถขอแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) พร้อมหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ / สาขา / จังหวัดทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม โทร.1506 เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมงหรือที่สายด่วนโทร. 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;


สล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14973</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงแรงงาน, การจ้างงาน, ค่าจ้างรายวัน, จ.เพชรบุรี, สปส., สิทธิประโยชน์, สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6ab4969d4bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2018 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไออัดสิทธิประโยชน์หนุนใช้ดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
บอร์ดบีโอไอ หนุนการใช้ระบบดิจิทัลในการผลิต เพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี ในวงเงิน 50% กระตุ้นการลงทุนในท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรครบวงจร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ.61 -นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ด) เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2561 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบเพิ่มเติมมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อสนับสนุนกิจการที่นำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีมาใช้ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลจากโครงการที่ดำเนินการอยู่เดิม เป็นระยะเวลา 3 ปี ในวงเงิน 50% ของมูลค่าเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงปรับปรุงมาตรการเพื่อความสามารถในการแข่งขันโดยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล โดยจะให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 200% ของเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความสามารถด้านดิจิทัล และช่วยเหลือผู้ประกอบการลดผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานและค่าแรงที่ปรับสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันประชุมมีมติเห็นชอบให้ส่งเสริมการลงทุนในกิจการด้านการเกษตรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรอย่างครบวงจร หากยื่นขอรับการส่งเสริมภายในสิ้นปี 2561 จะแบ่งการส่งเสริมออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.หากเป็นผู้ประกอบการไทยขนาดย่อมที่ลงทุนในกิจการด้านการเกษตรตามที่กำหนด จะผ่อนปรนเงินลงทุนขั้นต่ำของโครงการจาก 1 ล้านบาท เหลือ 500,000 บาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) และผ่อนปรนให้นำเครื่องจักรใช้แล้วในประเทศมาใช้ในโครงการได้บางส่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5-8 ปี ในสัดส่วนไม่เกิน 200% ของมูลค่าเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน และ 2.หากเป็นผู้ประกอบการที่สนับสนุนหรือร่วมดำเนินการกับท้องถิ่นลงทุนในกิจการด้านการเกษตรตามที่กำหนด &amp;nbsp;จะต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำของแต่ละโครงการไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปีจากรายได้ของกิจการที่ดำเนินการอยู่เดิมในสัดส่วนไม่เกิน 100% ของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3132</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีโอไอ, สิทธิประโยชน์, ส่งเสริมลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a842c57d8bf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
