<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91812</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะปฏิรูปกม. คดีผิดเล็กน้อย‘ปรับทางพินัย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวปฏิรูปกฎหมาย ให้คุกมีไว้ขังคนทำผิดร้ายแรงเท่านั้น เปลี่ยนโทษอาญาความผิดเล็กน้อยเป็น &amp;ldquo;ปรับทางพินัย&amp;rdquo; ไม่มีกักขังไร้บันทึกประวัติอาชญากรรม ป้องลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่มาตรา 77 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง และตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย รัฐบาลต้องจัดทำกฎหมายเปลี่ยนแปลงโทษอาญาที่สามารถเปรียบเทียบเพื่อให้คดียุติได้ให้เป็นโทษปรับทางปกครอง ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการพิจารณาและกำหนดมาตรการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ซึ่งเรียกมาตรการใหม่นี้ว่า &amp;ldquo;การปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; ซึ่งผู้กระทำความผิดต้องชำระเงินค่าปรับตามที่กำหนด และการปรับนั้นไม่ใช่เป็นโทษปรับทางอาญา รวมทั้งจะไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนการปรับ ไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม ตัวอย่างความผิดเล็กน้อยที่เป็นโทษอาญา เช่น 1.ไม่แสดงใบขับขี่ (ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท) 2.สูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ (ปรับไม่เกินสองพันบาท) 3.จอดรถขายผลไม้ริมถนนสาธารณะ (ปรับไม่เกินสองพันบาท) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ มีดังนี้ 1.กำหนดให้มี &amp;ldquo;โทษปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; เป็นโทษอีกประเภทหนึ่ง แยกจากโทษอาญาและโทษปกครอง เพื่อใช้เป็นกฎหมายกลาง 2.มุ่งหมายให้ใช้โทษปรับเป็นพินัยแก่การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในกรณีที่ไม่ร้ายแรง แทนการกำหนดให้เป็นโทษอาญา 3.เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มีอำนาจสั่งปรับ โดยสามารถกำหนดจำนวนค่าปรับตามความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมทั้งปวง หรือจะกำหนดให้ทำงานบริการสังคมแทนก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ถ้าผู้ถูกปรับเป็นพินัยชำระค่าปรับเป็นพินัยเข้าหลวงแล้ว เป็นอันยุติจบเรื่อง ไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับ ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม และสามารถจ่ายค่าปรับทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ 5.ถ้าผู้ถูกปรับคัดค้าน หรือไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด เจ้าหน้าที่ต้องส่งเรื่องและสำนวนให้อัยการดำเนินการฟ้องศาลจังหวัด 6.ให้เปลี่ยนความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ เป็นความผิดทางพินัย เว้นแต่การปรับทางปกครองที่เป็นมาตรการบังคับทางปกครอง และโทษปรับทางปกครอง ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 จำนวน 183 ฉบับ เป็นโทษปรับเป็นพินัยภายใน 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8.สำหรับความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามบัญชี 2 จำนวน 30 ฉบับ จะตราพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนให้เป็นโทษปรับเป็นพินัยก็ได้ แต่ต้องเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก่อนไม่น้อยกว่า 30 วัน 9.เมื่อพ้น 360 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฉพาะในการกำหนดโทษปรับอาญาในข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นปรับเป็นพินัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเมื่อกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้คือ 1.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยใช้ความผิดอาญาเฉพาะการกระทำความผิดที่ร้ายแรงเท่านั้น เพื่อป้องกันการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินควร 2.สร้างความเป็นธรรมในสังคมและลดการทุจริต โดยเปลี่ยนความผิดร้ายแรงเป็นโทษปรับทางพินัย ซึ่งจะมีกฎหมายอย่างน้อย 183 ฉบับ ที่ถูกเปลี่ยนเป็นโทษทางพินัย 3.ไม่มีการกักขังแทนค่าปรับ ไม่ต้องประกันตัว และไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม&amp;rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91812</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขังคนทำผิดร้ายแรง, คุกขังคนทำผิดร้ายแรงเท่านั้น, ปฏิรูปกฎหมาย, ประวัติอาชญากรรม, ปรับทางพินัย, สิทธิเสรีภาพประชาชน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่มีกักขัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210202/image_big_60196000d2a59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสส.แจงคดีบอส ดุลยพินิจอัยการ มีอิสระ-สั่งไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติใหม่อัยการแผ่นดิน &amp;ldquo;วงศ์สกุล&amp;rdquo; อสส. ระดมความคิดพัฒนาระเบียบปรับโครงสร้างคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน หวังขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รับ &amp;quot;คดีบอส&amp;quot; เป็นบทเรียน แจงเป็นการใช้ดุลยพินิจสั่งสำนวนตามปกติของอัยการเท่านั้น อสส.ไม่ใช้อำนาจเองเพื่อให้เกิดการถ่วงดุล การันตีอัยการทุกคนมีอิสระไม่มีใครสั่งได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี วันที่ 5 พฤศจิกายน สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) จัดการสัมมนาเชิงวิชาการ &amp;quot;มิติใหม่อัยการแผ่นดิน&amp;quot; โดยมีผู้บริหารและพนักงานอัยการทั่วประเทศ 1,529 คน พร้อมข้าราชการฝ่ายธุรการกว่า 500 คนเข้าร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด กล่าวปาฐกถา เรื่อง &amp;quot;Vision to Mission วิสัยทัศน์สู่มิติใหม่อัยการ&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ในการรับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมนนาครั้งนี้ แม้ตนจะยึดมั่นในระบบอาวุโส ซึ่งเป็นรากฐานในการปฏิบัติงานของพวกเรามาโดยตลอด แต่ก็มีความเชื่อมั่นในแนวคิดที่จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างเต็มที่ เพราะความจริงแล้วมองไปไกลกว่านั้น คือมุ่งหวังให้สำนักงานอัยการสูงสุดของเราเป็นหน่วยงานนำ ในการพัฒนาและขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยทั้งระบบ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวงศ์สกุลกล่าวว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่หวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานก็ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะนี้กำลังดำเนินการพัฒนาระบบเทคโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการทำงานของพนักงานอัยการ โดยเปลี่ยนสารบบคดี ระบบงาน สคช. และระบบข้อมูลบริหารงานบุคคลให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ส่วนหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐก็ดี รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนที่เป็นภารกิจของพวกเรานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นหน้าที่ที่สำคัญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในการที่จะพัฒนาต่อไปนั้น หากมองในมุมของตัวเองเพียงอย่างเดียวคงไม่รอบด้าน และไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแท้จริง สำนักงานอัยการสูงสุดเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุดด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมอยากให้มองอนาคตสำนักงานอัยการสูงสุดของเราควรจะพัฒนา และก้าวเดินไปในทางใด ขอให้อย่าลืมวัฒนธรรมสำคัญขององค์กรเรา คือ &amp;ldquo;ความสามัคคีและความเป็นพี่น้อง&amp;rdquo; สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้องค์กรของเราผ่านปัญหา อุปสรรคต่างๆ ไปได้ และร่วมกันกับผมและคณะผู้บริหารชุดปัจจุบัน เป็นพลังในการขับเคลื่อนสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป เพื่อไปสู่มิติใหม่ อัยการแผ่นดิน&amp;rdquo; นายวงศ์สกุลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายวงศ์สกุลให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาอสส.มีการปรับปรุงระเบียบโครงสร้างจำนวนมาก ซึ่งทำให้ตอบสนองในการบริการประชาชน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องระดมความคิด จากพนักงานอัยการและประชาชน สื่อมวลชน และผู้มีส่วนร่วมอื่นๆ ในการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และให้ได้ประโยชน์มากที่สุด นับตั้งแต่การใช้กฎหมายอัยการในปี 2553 ซึ่งครบ 10 ปี ตัวระเบียบและข้อกฎหมายอาจจะมีการขัดข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการสัมมนาวันนี้ มีพนักงานอัยการและบุคลากร 60-70 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศมาร่วมให้ความคิดเห็น ซึ่งข้อคิดเห็นที่ได้ในการจัดสัมมนา จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในอนาคตได้ เรามีบุคลากรใหม่ในช่วง 1-2 ปีเพิ่มขึ้นนับพันคน ถือเป็นสายเลือดใหม่ของอัยการ ก็จะนำสู่การเปลี่ยนแปลง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีองค์กรอัยการเผชิญวิกฤติศรัทธาจากประชาชนในช่วงที่ผ่านมา เช่นคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส&amp;nbsp; นายวงศ์สกุลกล่าวว่า ในกระแสที่พี่น้องประชาชนคิดอะไรต่างๆ อสส.เราได้แถลงให้ทราบในหลายเรื่อง ใช้ข้อเท็จจริงที่อยู่ในสำนวนการสอบสวน ใช้กฎหมาย กฎระเบียบ สิ่งต่างๆ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อสส.แก้ไขปัญหาได้ดีระดับหนึ่ง จะเป็นบทเรียนของ อสส.ส่วนหนึ่ง เราอาจจะต้องปรับปรุงกฎระเบียบที่รองรับ เอื้อต่อการอำนวยความยุติธรรมมากขึ้น เราจะเห็นได้ว่าสุดท้ายเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ เป็นการใช้ดุลยพินิจสั่งสำนวนของอัยการท่านหนึ่งเท่านั้นเอง เป็นเรื่องปกติของ อสส.และกระบวนการยุติธรรมไทยทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวงศ์สกุลกล่าวต่อว่า การร้องขอความเป็นธรรมเรามีมาหลายสิบปี ตั้งแต่มีระเบียบอัยการในปี 2528 ในสมัยนั้นต้องให้รองอธิบดีเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ นับตั้งแต่สมัย ดร.คณิต ณ นคร เป็นต้นมา ไม่มีอัยการสูงสุดท่านใดเลยไปใช้อำนาจในเรื่องคดีร้องขอความเป็นธรรม ก็เพื่อจะให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลตามมาตรา 145 ส่วนการร้องขอความเป็นธรรมมีขั้นตอนอยู่ ถ้ามีพยานหลักฐานเกี่ยวข้อง บางคดีเหตุเกิดเป็นสิบปีพยานหลักฐานเพิ่งปรากฏก็มี บริบทแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันไป ร้องได้ตลอดเวลา อยู่ในเงื่อนไขพยานหลักฐานฟังได้หรือไม่ก็แล้วแต่ละเรื่องไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการทำงานของ อสส.หลังปรับโครงสร้างคดีที่ยังมีข้อคลางแคลงใจต้องเรียกมาดูหรือไม่ นายวงศ์สกุลกล่าวว่า การทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดในปีๆ หนึ่ง อัยการสูงสุดต้องดูแลเฉพาะสำนวนที่อัยการสูงสุดต้องสั่งเอง ในคดีความผิดนอกราชอาณาจักร, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต และชี้ขาดความขัดแย้ง ทั้ง 3 ประเภทนี้อัยการสูงสุดต้องสั่งถึง 6,000-7,000 เรื่องในปีหนึ่ง เรื่องขอความเป็นธรรม อสส.สามารถมอบหมายให้รอง อสส. หรือผู้ตรวจราชการที่รับผิดชอบเข้าไปช่วยดำเนินการดูแล ผู้ได้รับมอบหมายจะมีอำนาจสิทธิ์ขาดดำเนินไปในส่วนนั้นๆ ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายอัยการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พนักงานอัยการทุกคนมีอิสระในการพิจารณาสำนวนคดีเป็นของตนเอง ไม่มีใครสามารถสั่งได้ คล้ายกับผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม อสส.จะไปชี้นำสั่งอย่างไรไม่ได้เลย เป็นหลักประกันอัยการทำงานภายใต้ดุลยพินิจ อสส.จะเข้าไปควบคุมได้ต่อเมื่อมีเหตุ เช่น พนักงานอัยการสั่งสำนวนช้าจนผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายร้องเข้ามา เราก็จะเข้าไปดูปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนหรือเปล่า แต่ดุลยพินิจในการสั่งคดียังเป็นของเขาเหมือนเดิม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงแนวทางการรับมือของอัยการต่อคดีการเมืองในยุคนี้ที่จะมีมากขึ้น นายวงศ์สกุลกล่าวว่า หลักการทำงานของ อสส.เราใช้พยานหลักฐานเป็นหลัก พิจารณาตามพยานหลักฐาน ภายใต้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82950</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระเบียบปรับโครงสร้างคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน, สิทธิเสรีภาพประชาชน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัยการ, โครงสร้างคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201105/image_big_5fa40c1b29c22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
