<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่ง52จว.พร้อมรับ คาดปีนี้หนาวหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดปีนี้อากาศหนาวจัดตั้งแต่กลาง ธ.ค.ถึงปลาย ม.ค.64 &amp;quot;บิ๊กป๊อก&amp;quot; สั่ง 52 จังหวัด ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลางและตะวันออกพร้อมรับมือ มุ่งดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ เด็กอนาถา ผู้พิการ คนจน ทั้งลดการก่อมลพิษ สกัดฝุ่น พีเอ็ม 2.5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2563 และจากการคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย พบว่าช่วงเวลาที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดจะเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางเดือนธันวาคม 2563 ถึงปลายเดือนมกราคม 2564 และสิ้นสุดประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยคาดการณ์ว่าในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวม 52 จังหวัด จะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณยอดดอย ยอดภู และเทือกเขา จะมีอากาศหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดให้เตรียมความพร้อมรับมือภัยหนาว ได้แก่ 1.ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ภายใต้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ทำหน้าที่ติดตามสภาวะอากาศ คาดหมายพื้นที่เสี่ยงที่มีโอกาสเกิดอาการหนาวหรือหนาวจัด การแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอากาศหนาวในพื้นที่ 2.ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อซักซ้อมแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การกำหนดแนวทาง การจัดเตรียมเครื่องกันหนาว ตลอดจนชี้แจงระเบียบหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ 3.ให้ทบทวน ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุของจังหวัด โดยเฉพาะการสำรวจปรับปรุงข้อมูลบัญชีผู้ประสบภัยหนาวกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กไร้ผู้อุปการะ คนพิการ ทุพพลภาพ สตรีมีครรภ์ และผู้มีรายได้น้อย ให้เป็นปัจจุบัน และปรับปรุงข้อมูลวัสดุอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.สร้างการรับรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาว พร้อมประสานหน่วยงานด้านสาธารณสุขเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมป้องกันโรคติดต่อในช่วงฤดูหนาว และรณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรใช้วิธีการไถกลบแทนการเผาตอซังและวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดมลพิษในอากาศและปัญหาหมอกควัน 5.กำหนดมาตรการในการป้องกันการเกิดอัคคีภัยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น ทัศนวิสัยจากหมอกหนา เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการจราจร และอัคคีภัยในเต็นท์ที่พักของนักท่องเที่ยว เป็นต้น โดยจัดเจ้าหน้าที่ รถยนต์ดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และอุปกรณ์ดับเพลิงให้มีความพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.มหาดไทยกล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุทันทีเมื่อเกิดภัย พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยทหาร ภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรการกุศล มูลนิธิ และประชาชนจิตอาสา แบ่งพื้นที่รับผิดชอบเพื่อบูรณาการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวไม่ซ้ำซ้อนกันและเป็นไปอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ขอให้จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ขาดแคลนเครื่องกันหนาวเป็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสิธิชัย จินดาหลวง ผวจ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ได้สั่งการไปยังศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือภัยหนาวแล้ว นอกจากนี้ มาตรการเร่งด่วนของจังหวัดแม่ฮ่องสอนคือจัดตั้งคณะทำงานปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยหนาว หรือวอร์รูมภัยหนาว โดยมีรอง ผวจ.แม่ฮ่องสอนเป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อประสานงานหน่วยงานองค์กรในระดับจังหวัด เพื่อลงไปสนับสนุนช่วยเหลือหน่วยงานในระดับพื้นที่อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ในการแก้ไขและบรรเทาปัญหาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83541</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, สิธิชัย จินดาหลวง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabd9e36f673.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราศีจับ&#039;ป้อม&#039;ลงพื้นที่ลำปาง แก้ภัยแล้งบริหารจัดการนํ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราศีหัวหน้าพรรคจับ! &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ลงพื้นที่ลำปางติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ไม่ให้ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ไม้ผลไม่ยืนต้นตาย ชื่นชมการดำเนินแก้ไขปัญหา ยกเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดลำปาง พลเอกประวิตร &amp;nbsp;วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำในพื้นที่และการให้ความช่วยเหลือของจังหวัดลำปาง จากนายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง โดยจังหวัดลำปางได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง มุ่งเน้นให้ไม่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ไม้ผลไม่ยืนต้นตาย &amp;nbsp; พร้อมดำเนินการลงพื้นที่รับทราบปัญหาในพื้นที่จริงจากประชาชน เร่งให้ความช่วยเหลือทันที ทำให้ประชาชนและพื้นที่การเกษตรไม่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังรับฟังบรรยายสรุป รองนายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการและคณะกรรมการลุ่มน้ำในพื้นที่ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดมาตรการและพื้นที่เป้าหมายในการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ ซึ่งจังหวัดลำปางเป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในแผนเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำ ทั้งนี้ ทราบว่าจังหวัดลำปางได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยไม่มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง แม้ว่าพื้นที่จังหวัดลำปางจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง แต่รัฐบาลภายใต้การดำเนินงานของ กอนช.ยังต้องเร่งรัดการดำเนินการตามมาตรการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ การประปาส่วนภูมิภาค เร่งขยายเขตการจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคให้ทั่วถึง เพิ่มแหล่งน้ำสำรอง พร้อมควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย มอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำและจัดสรรน้ำให้ครอบคลุมถึงเขตลุ่มน้ำวังตอนล่าง เพื่อสนับสนุนให้เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำทุกกิจกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรยังมอบหมายให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ดูแลเรื่องไฟป่า ทำฝายต้นน้ำ รวมทั้งการปลูกป่า ฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นแหล่งต้นน้ำโดยเร็ว และมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เร่งรัดขับเคลื่อนโครงการสำคัญ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดลำปาง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในแผนแม่บทน้ำ 20 ปี พร้อมกำชับให้เก็บน้ำช่วงฤดูฝนไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง เน้นย้ำให้ปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงท้ายรองนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมจังหวัดลำปาง และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้พื้นที่อื่นๆ ขอให้มุ่งมั่นและทุ่มเทต่อไป เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสร็จแล้วรองนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางต่อไปยังโรงเรียนสบปราบพิทยาคม อำเภอสบปราบ &amp;nbsp;เพื่อรับฟังบรรยายสรุปแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พร้อมพบปะผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69095</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ, สิธิชัย จินดาหลวง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb6728796f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
