<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวุฒิ&#039; เร่งศึกษา กม. ดึงบุหรี่ไฟฟ้าเข้าระบบ เป็นสินค้าควบคุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค. 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค.64 ที่ผ่านมา ทางตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย ตัวแทนกลุ่ม ECST ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า และแอดมินเพจเฟซบุ๊กมนุษย์ควัน ได้เดินทางมาเข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงหารือแนวทางผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นสินค้าที่จำหน่ายได้ตามกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาข้อกฎหมายเพื่อดึงบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกำลังดูว่ามีประเด็นติดขัดเรื่องอะไรบ้าง เนื่องจากมองว่าหากทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้จะสามารถลดอันตรายให้กับผู้สูบ เพราะบางคนไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ แม้จะมีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันยังมีจำนวนผู้สูบบุหรี่อีกเกือบ 10 ล้านคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมจะรวบรวมข้อมูล นำไปประสานผู้เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและทบทวนแนวคิด หาแนวทางขับเคลื่อนเพื่อทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะปัจจุบันทั้ง อย.สหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น ปัจจุบันยอมรับให้ใช้แล้ว ดังนั้น เราต้องไปศึกษาต่อไปว่าข้อติดขัดอยู่ที่ภาคส่วนใด อย่างเช่น ในเรื่องใบอนุญาตให้ใช้ การขาย การผลิต &amp;nbsp;เพราะจากที่ศึกษาเบื้องต้นในแง่กฎหมายน่าจะใช้ พ.ร.บ.ยาสูบฯ ควบคุมให้เข้ามาอยู่ในระบบได้อยู่แล้ว คงต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพราะเครื่องยาสูบที่เป็นไฟฟ้าถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ปัจจุบัน 67 ประเทศทั่วโลกมีการยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน แม้แต่มาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นยาสูบที่มีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่จริง โดยบุหรี่ไฟฟ้าจะมีสารพิษน้อยกว่า ขณะที่ ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายประเทศยอมรับว่า หากเรามีบุหรี่ไฟฟ้าจะสามารถลดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนได้มากกว่า เรื่องนี้ผมขอศึกษาข้อกฎหมายก่อน นอกจากนี้ ปัจจุบันทราบว่าโรงงานยาสูบและผู้ปลูกยาสูบเองก็มีรายได้ลดลง เนื่องจากคนนิยมไปสูบบุหรี่นำเข้า หรือบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้ามา ดังนั้น ถ้าเราสามารถเอายาสูบที่ปลูกในประเทศมาผลิตบุหรี่ไฟฟ้าได้ จะสามารถแก้ปัญหาให้กับโรงงานยาสูบและเกษตรกรได้ รวมทั้งส่งออกได้ด้วย&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งย้ำว่า การดึงสินค้าในกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในระบบ เป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น อยู่ที่ว่าประเทศไทยและผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง จะสามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีได้มากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจุบันสินค้านี้มีขายกันใต้ดินและทางออนไลน์ ดังนั้นถ้าไม่ปรับตัวตามเทคโนโลยีก็จะเกิดปัญหาภายในประเทศ และเสียหายในอนาคตได้ ทั้งในเรื่องการลักลอบจำหน่าย การสูญเสียรายได้จากภาษี การสูญเสียโอกาสและกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบชาวไทย และการลดผลกระทบต่อสุขภาพของนักสูบชาวไทยที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีข้อมูลจากรายงานเรื่อง E-cigarettes: an evidence update จัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป ส่งผลกระทบด้านสุขภาพน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไปร้อยละ 95 พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเนื่องจากมีหลักฐานผู้เลิกบุหรี่ได้ในกลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอัตราที่สูง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119781</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีอีเอส, บุหรี่ไฟฟ้า, สินค้าควบคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6168e484cb863.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 07:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 07:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สยบดราม่า!รองโฆษกรัฐบาล แจง&#039;ผ้าอนามัยแบบสอด&#039;เป็นสินค้าควบคุม ไม่ขึ้นภาษี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ค.64- จากกรณีสื่อสังคมออนไลน์แชร์ ราชกิจจานเบกษา ประกาศ กฎกระทรวง กำหนดวัตถุอื่นเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๖๔ ให้ผ้าอนามัยชนิดสอดที่ใช้สอดใส่เข้าไปในช่องคลอดเพื่อซับเลือดประจำเดือน เป็นเครื่องสำอาง ลงนามโดยนาย อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; วิพากษ์วิจารณ์วิจารณ์เรื่องการขึ้นภาษี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสนำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ช้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ยืนยัน ผ้าอนามัย เป็นสินค้าควบคุม ไม่ขึ้นภาษี
ชี้แจง ประกาศราชกิจจาฯ ผ้าอนามัยแบบสอด เป็นเครื่องสำอาง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ปัจจุบันมีผ้าอนามัย 2 ชนิด คือ ผ้าอนามัยใช้ภายนอกและชนิดสอด ทั้ง 2 ชนิดถูกจัดเป็นเครื่องสำอาง ตั้งแต่ปี 2528 เพราะเข้ากับนิยามเครื่องสำอางคือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ปี 2558 มีการแก้ไข พ.ร.บ.เครื่องสำอางใหม่ มีการแก้ไขนิยามของคำว่า &amp;ldquo;เครื่องสำอาง&amp;rdquo; ทำให้ &amp;ldquo;ผ้าอนามัยชนิดสอด&amp;rdquo; หลุดจากคำนิยามของเครื่องสำอาง แต่ผ้าอนามัยใช้ภายนอก ยังเป็นเครื่องสำอาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จึงเป็นเหตุผลให้ต้องออกกฎกระทรวงกำหนดให้ผ้าอนามัยชนิดสอด เป็นเครื่องสำอาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ผ้าอนามัย เป็น 1 ใน รายการสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยในอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย หรือ ถึง 30% ภาษีผ้าอนามัยจึงจะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ตามราคาของสินค้าเหมือนสินค้าชนิดอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110784</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ผ้าอนามัยแบบสอด, สินค้าควบคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e4541095531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมอ.ออกกฎให้ &#039;พาวเวอร์แบงค์&#039;เป็นสินค้าควบคุมหลังพบเหตุระเบิดบ่อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 มิ.ย.2563 นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. ได้กำหนดให้พาวเวอร์แบงค์เป็นสินค้าควบคุม เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน หลังจากที่มีข่าวพาวเวอร์แบงค์ระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ตามมาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่วางไว้อยู่ในรถที่ตากแดดเป็นเวลานาน หรือชาร์ททิ้งไว้ในบ้านพักแล้วเกิดเหตุระเบิดจนไฟลุกไหม้ที่พักอาศัย สร้างความเสียหายและอันตรายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก สมอ. จึงได้กำหนดให้พาวเวอร์แบงค์เป็นสินค้าควบคุม คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าสำหรับการใช้งานแบบพกพา คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัย มอก. 2879-2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2563 เป็นต้นไป ส่งผลให้พาวเวอร์แบงค์ในท้องตลาดทุกยี่ห้อ ต้องมีเครื่องหมาย มอก. รับรอง โดยผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตจาก สมอ. ก่อนทำหรือนำเข้าสินค้าดังกล่าว รวมถึงร้านค้าที่ขายสินค้าจะต้องขายเฉพาะที่มีเครื่องหมาย มอก. เท่านั้น หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามกฎหมาย กรณีที่ทำหรือนำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และร้านค้าที่ขายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมากกว่า 100 ราย ที่ทำหรือนำเข้าให้มายื่นขอใบอนุญาตแต่เนิ่นๆ ก่อนที่มาตรฐานจะมีผลบังคับใช้ เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และให้การค้าขายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้เตรียมความพร้อมในการออกใบอนุญาตตามมาตรฐาน มอก. 2879-2560 ให้กับผู้ประกอบการทุกท่านแล้ว ท่านสามารถยื่นขอใบอนุญาตได้ตั้งแต่บัดนี้&amp;quot;นายวันชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69665</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาวเวอร์แบงค์, วันชัย พนมชัย, สมอ., สินค้าควบคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d5129cc0137b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตม.1 รวบแก๊งค้าหน้ากากอนามัยเกินราคาผ่านออนไลน์ แค่ 7 วันขายได้ 1.7 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.63 -&amp;nbsp;ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด.ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม1,พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมแถลงข่าวจับกุม โดยมีรายละเอียด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19&amp;nbsp;ทำให้มีผู้ต้องการใช้หน้ากากอนามัยจำนวนมาก กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 โดย กองกำกับการสืบสวน ซึ่งได้เฝ้าติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ได้รับแจ้งจากสายลับว่า น่าจะมีชาวต่างชาติจำหน่ายหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในประเทศไทยเกินราคา โดยมีการเสนอขายออนไลน์ผ่านโปรแกรมวีแชท ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;หวางต้า Amazing&amp;rsquo;Tom Cafe&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 จึงได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลในโปรแกรมวีแชท ชื่อ &amp;ldquo;หวางต้า Amazing&amp;rsquo;Tom Cafe&amp;rdquo; ดังกล่าว ซึ่งเป็นการสนทนาด้วยภาษาจีน พบว่ามีการโพสต์ขายหน้ากากอนามัยให้แก่คนไทยและชาวต่างชาติ โดยไม่จำกัดจำนวนจริง เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับชาวจีนติดต่อผ่านโปรแกรมวีแชทฯดังกล่าว ทำทีขอซื้อหน้ากากอนามัย จำนวน 5,000 ชิ้น โดยตกลงซื้อขายกันในราคาชิ้นละ 15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 75,000 บาท และนัดหมายส่งมอบสินค้าบริเวณจุดจอดรถหน้าโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถนนกำแพงเพชร 6 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ในวันที่ 9 มี.ค.2563 เวลา 21.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนถึงเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ได้จัดวางกำลังไว้โดยรอบบริเวณสถานที่นัดหมายและเฝ้ารอ จนกระทั่งเวลา 21.45 น. สายลับได้รับแจ้งว่าสินค้ามาถึงแล้ว ขอให้มารับสินค้าได้ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตรวจสอบดูจนแน่ใจว่าเป็นเป้าหมาย จึงได้แสดงตัวและตรวจสอบรถยนต์คันต้องสงสัย ซึ่งมี นายชัย (นามสมมุติ) เป็นผู้ขับขี่ ตรวจสอบภายในตัวรถและกระโปรงท้าย พบลังกระดาษสีน้ำตาลจำนวน 5 ลัง ภายในบรรลุหน้ากากอนามัยยี่ห้อหนึ่ง จำนวน 5,000 ชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ฯจึงได้ขอตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ นายชัยให้การรับสารภาพว่า หวางต้า Amazing&amp;rsquo;Tom Cafe เป็นชื่อที่ตนใช้ในการขายหน้ากากอนามัยในโปรแกรมวีแชท สาเหตุที่โพสต์ผ่านโปรแกรมวีแชทเพราะตนสามารถพูดภาษาจีนได้ ซึ่งอาจมีลูกค้าชาวต่างชาติให้ความสนใจนอกเหนือจากลูกค้าชาวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ฯยังได้ทำการตรวจสอบขยายผล จนทราบว่าในการซื้อขายแต่ละครั้ง จะมีนางสาวณัฐ (นามสมมุติ) เป็นนายทุน เจ้าหน้าที่จึงได้ไปเชิญตัว นางสาวญัฐ มาทำการสอบสวน ซึ่งนางสาวญัฐ ให้การว่า ตนจะมีหน้าที่เป็นผู้ทำธุรการทางการเงินในการซื้อขายสินค้าทุกครั้ง โดยใช้บัญชีชื่อ MR. ZAW นักธุรกิจชาวบังกลาเทศในการโอนเงิน และตนจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายสินค้าดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อหา &amp;ldquo;ร่วมกันจำหน่ายหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในราคาสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้า&amp;rdquo; และนำตัวส่งหนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง แล้วดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ยังคงตรวจสอบการโอนเงินของบัญชีผู้ต้องสงสัยในรอบ 7 วัน มีมูลค่าการหมุนเวียนทางการเงินจากการขายหน้ากากอนามัย เกินกว่า 1.7 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเรียนว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยในประเทศไทยและเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนการเข้ามาของหญิงต่างด้าวในคราบนักท่องเที่ยวเพื่อลักลอบค้าประเวณีตามแหล่งท่องเที่ยว ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 &amp;nbsp;ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59572</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายหน้ากากอนามัยแพง, สตม., สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สินค้าควบคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69cf9a4f6be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ยันมติครม.บริการทางการแพทย์เป็นสินค้าควบคุม สถานพยาบาลต้องติดราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.62 - &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมติครม.ที่เห็นชอบให้ยาเวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์และบริการรักษาพยาบาล เป็นสินค้าและบริการควบคุมใหม่ ปี 2562 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า เป็นการทำตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ต้องปรับปรุงรายการสินค้าและบริการควบคุม ทุกๆ 2 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการปรับปรุงครั้งนี้ คณะอนุกรรมการจากทุกภาคส่วนร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรการกำหนดสินค้าและบริการหลายรายการเข้ามาด้วย ซึ่งเดิมมีสินค้าและบริการควบคุม 50 กว่ารายการ แต่ตอนนี้ได้ยกเลิกการกำหนดให้น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำกับดูแลการดำเนินการของโรงพยาบาลเอกชนในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งต้องดูแลผู้ให้และผู้รับบริการทางการแพทย์ โดยกรณีของโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีบางแห่งที่เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว เราจึงต้องพิจารณาความแตกต่างตรงนี้ด้วย ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้ คือการมอบหมายให้ไปกำหนดมาตรการที่เหมาะสมออกมา ต้องดูกฎหมายหลายฉบับ และไม่ใช่จะไปควบคุมราคาได้ทั้งหมด แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม จึงขอทุกฝ่ายอย่าเพิ่งวิตกหรือตื่นเต้นในเรื่องนี้ และอย่าไปเคลื่อนไหวหรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับสิ่งที่เราต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรม คือ เนื่องจากเรามีพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งควบคุมดูแลสถานบริการทางการแพทย์ และกำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องมีป้ายแจ้งจุดที่ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบสิทธิของผู้ป่วยหรืออัตราค่าบริการทางการแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ ขณะที่ผู้ให้บริการต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยได้รับทราบเพื่อใช้ในการตัดสินใจก่อนเข้ารับการรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำตรงนี้ตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ ถ้าใครพบว่ามีโรงพยาบาลแห่งใดที่ไม่ติดป้ายดังกล่าว สามารถร้องเรียนมาได้ หรือหากใครเข้ารับบริการทางการแพทย์แล้วรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถร้องเรียนได้ตามช่องทางรับเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ ตนขอว่าอย่าเอาทุกอย่างไปขยายความอีก เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับผู้รับบริการ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านสถานพยาบาล ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องมาตรฐานของการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังต้องมีมาตรฐานและความโปร่งใสในด้านราคาค่าบริการด้วย .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27229</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, บริการทางการแพทย์, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มติครม., สินค้าควบคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190122/image_big_5c46e52670155.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2018 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2018 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุม สั่งให้แจ้งก่อนขนย้าย และเจอลักลอบนำเข้าเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าภายใน เตรียมชง &amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; 18 ต.ค.นี้ ไฟเขียว มะพร้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าควบคุม กำหนดให้แจ้งก่อนการขนย้าย หวังแก้ปัญหาลักลอบนำเข้า จนฉุดราคาในประเทศตกต่ำ ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศ ชงพิจารณาข้อร้องเรียนชาวสวน ให้ชะลอนำเข้า 7 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ เพื่อพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรปลูกมะพร้าวที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำนั้น กรมฯจะเสนอให้พิจารณากำหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าควบคุม ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 ตามที่เกษตรกรเสนอ โดยจะกำหนดมาตรการให้ผู้ที่มีมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ไว้ในครอบครอง หากต้องการขนย้าย จะต้องขออนุญาตการขนย้ายก่อน หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ตามมาตรา 37 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการพืชน้ำมันฯ เห็นชอบ กรมฯจะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน พิจารณาออกประกาศกำหนดเป็นสินค้าควบคุม และกำหนดมาตรการขนย้าย โดยมาตรการนี้จะช่วยป้องกันปัญหาการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายต่อในประเทศ หรือแปรรูปได้ จากนั้นจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบัน กรมการค้าต่างประเทศมีมาตรการดูแลการนำเข้าอยู่แล้ว แต่ก็ยังพบว่า มีผู้ประกอบการบางส่วนลักลอบนำเข้ามะพร้าวมาจำหน่าย และแปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเมื่อลักลอบนำเข้ามาแล้วก็ตรวจสอบได้ยาก หากนำเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม และออกมาตรการให้แจ้งก่อนการขนย้ายแล้ว จะช่วยควบคุมดูแลได้อีกทางหนึ่ง เพราะต่อไปผู้ประกอบการ จะต้องแจ้งให้กรมฯทราบทุกครั้งก่อนการขนย้าย ถ้าขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดทั้งจำและปรับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯจะนำข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ที่ได้จากการลงพื้นที่พบปะเกษตรกร ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา นำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันฯวันที่ 18 ต.ค.นี้พิจารณา ส่วนจะมีการออกมาตรการ หรือแก้ไขปัญหาตามที่เกษตรกรเรียกร้องหรือไม่ อยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ โดยข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับกรมฯ เช่น ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลเป็นเวลา 7 เดือน ตามกรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) และศึกษาแนวทางการชะลอนำเข้าภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ตั้งแต่เดือนพ.ย.61-พ.ค.61 เช่น กำหนดด่านนำเข้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช, ปรับแก้กฎหมายให้ผู้นำเข้ามะพร้าว แปรสภาพมะพร้าว (กะเทาะ) ภายในโรงงานของตนเองเท่านั้น ห้ามจำหน่าย จ่าย โอนภายในประเทศให้แก่บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งเป็นข้อกำหนดของการนำเข้าภายใต้กรอบอาฟตา เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20178</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, ก้ปัญหาลักลอบนำเข้า, มะพร้าว, สินค้าควบคุม, แก้ปัญหาราคาตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae52acafe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
