<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรพังงาเฮ! &#039;ข้าวไร่ดอกข่า&#039; ข้าวพันธุ์ดั้งเดิมได้รับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - ที่อำเภอตะกั่วป่า จ.พังงา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลุยงานเชิงรุกเร่งเดินหน้าคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI &amp;quot;ข้าวไร่ดอกข่า&amp;quot; ข้าวพื้นเมืองพังงา ให้แก่นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการทุเรียนสาลิกาพังงาจำนวน 18 ราย&amp;nbsp;พร้อมสั่งการเร่งผลักดันการเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ เพิ่มช่องทางการตลาดสร้างรายได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มศักยภาพเกษตรกรให้เข้มแข็งพร้อมรุกตลาดต่างประเทศ ตามแนวนโยบายด้านการเร่งรัดการขึ้นทะเบียน GI และการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย อันจะนำไปสู่การต่อยอดการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคุ้มครองสินค้า GI ประเภทต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และหัตถกรรม โดยสินค้า GI เป็นสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพและลักษณะพิเศษซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น จนทำให้สินค้ามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยในปี 2563 สามารถจด GI ได้ถึง 19 รายการ สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมสินค้า GI ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 126 รายการ สร้างเม็ดเงินให้ชุมชนท้องถิ่นของไทยรวมกว่า 5,378 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้าวไร่ดอกข่า เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองคุณภาพดีที่มีชื่อเสียงของ จ.พังงา เป็นพันธุ์ดั้งเดิมสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ต้านทานโรค มีเมล็ดสีน้ำตาลแดงอมม่วง ลักษณะยาวเรียว หุงขึ้นหม้อ และมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นใบเตย สามารถปลูกในไร่และบริเวณที่สูงตามไหล่เขาที่ไม่มีน้ำขัง อาศัยเพียงแค่น้ำค้าง น้ำฝน และความชื้นในดินก็ทำให้เจริญเติบโตได้ ลักษณะทั่วไป เป็นข้าวไร่ข้าวเจ้าที่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตเฉลี่ย 332-400 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อสีแล้วขายได้ 60-80 ต่อกิโลกรัม ปลูกมากที่ ต.บางทอง อ.ท้ายเหมือง ,&amp;nbsp;ต.ถ้ำ อ.ตะกั่วทุ่ง และ ต.ตากแดด อ.เมืองพังงา เก็บเกี่ยวพฤศจิกายน-ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทุเรียนสาลิกานั้น เป็นทุเรียนพื้นบ้านชื่อดังอันดับต้นๆของภาคใต้ ราคาขายกิโลกรัมละ 180-350 บาท &amp;nbsp;มีถิ่นกำเนิดที่อำเภอกะปง จ.พังงา มีลักษณะที่ผลค่อนข้างกลม คล้ายลูกแอปเปิล สามารถตั้งได้โดยไม่ล้ม ความยาวผลประมาณ 30 เซนติเมตรรวมขั้วผล มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร เปลือกผลบาง หนามสั้นและค่อนข้างถี่ ผลดิบเปลือกจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อผลแก่สีจะอ่อนลงเล็กน้อย และมีสีน้ำตาลอ่อนบริเวณร่องพู เมล็ดภายในส่วนใหญ่จะลีบ หรือขนาดเล็กเกือบทั้งหมด รสชาติหวานมัน และมีความหวานมากกว่าทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ แต่ละพูมีความยาวประมาณ 6-7 เซนติเมตร เนื้อทุเรียนมีสีเหลือง เนื้อหนา ละเอียด ไม่มีเส้นใย เนื้อแน่น ไม่เละ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์แต่ไม่ฉุน น้ำหนักต่อผลโดยเฉลี่ยประมาณ 1-2 กิโลกรัม และที่สำคัญ ทุเรียนสาลิกาพันธุ์ของแท้ดั้งเดิมที่ปลูกในพื้นที่อำเภอกะปง บริเวณตรงกลางแกนเปลือกทุเรียนจะมีสนิมแดงทุกผล ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ของทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72641</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวพื้นเมือง, ข้าวไร่ดอกข่า, จังหวัดพังงา, ทุเรียนสาลิกา, สินค้าจีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1e99dbf1c5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชวนเที่ยวงาน &#039;วันส้มโอขาวแตงกวา&#039; ของดีชัยนาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 61 -&amp;nbsp;ที่สวนส้มโอโชคชัย อำเภอเมืองชัยนาท นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วย นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดชัยนาท &amp;nbsp;น.ส.นงนุช สุวรรณรักษ์ &amp;nbsp;รอง ผอ.ททท.สำนักงานลพบุรี และนายอำนวย คุ้มชนะ ตัวแทนชาวสวนส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท &amp;nbsp;ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน วันส้มโอขาวแตงกวาจังหวัดชัยนาทและของดีศรีท้องถิ่น ครั้งที่ 35 ประจำปี 2561 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-16 กันยายน 2561 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย &amp;nbsp;ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้กระจายลงสู่ท้องถิ่น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชัยนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเกษตรกรที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวาในจังหวัดชัยนาท จำนวน 20 ราย จะนำส้มโอขาวแตงกวา ที่มีเนื้อแห้งกรอบหวานอมเปรี้ยว รสชาติแท้ของส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) จำนวนกว่า 70 ตัน มาจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท &amp;nbsp;ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเลือกชิม นอกจากนี้ยังมีกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาทแท้ จำนวนกว่า 10,000 กิ่ง นำมาจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจต้องการนำไปเพาะปลูกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย เช่น การประกวดธิดาส้มโอ การประกวดผลผลิตส้มโอขาวแตงกวา การประกวดแข่งขันยำส้มโอ มีการจัดจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านของดีศรีท้องถิ่นและสินค้าของกินของใช้ต่างๆ รวมทั้งมีการแสดงดนตรีแสงสีเสียงจากดาราศิลปิน ที่เปิดให้ชมฟรีตลอดทั้ง 10 วัน ส่วนในวันที่ 15-16 ก.ย.นี้&amp;nbsp;จะมีกิจกรรม &amp;ldquo;ชิมอาหารถิ่น เชค-อิน#ชัยนาทเมืองน่ารัก&amp;rdquo; โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลพบุรี ได้ทำการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นที่ต้องห้ามพลาด&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละอำเภอในจังหวัดชัยนาท ทั้ง 8 อำเภอ มาร่วมออกร้าน เพื่อจำหน่ายและสาธิต อาทิ ข้าวเหนียวหน้าควายลุย น้ำพริกปลามัจฉะ ขนมหน้างากุยหลี ต้มปลาร้าหน่อไม้ แจ่วหม้อไก่บ้าน เป็นต้น โดยนำเสนอในรูปแบบตลาดสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp;ผู้ว่าฯชัยนาทได้แสดงฝีมือการทำยำส้มโอเป็นเมนูแนะนำ นอกจากรับประทานส้มโอเป็นผลไม้แล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นอาหารคาวที่มีรสชาติจัดจ้านแสนอร่อย เพื่อให้สื่อมวลชนและหัวหน้าส่วนราชการที่มาร่วมงานแถลงข่าวได้ชิมกันอย่างเอร็ดอร่อย นอกจากนี้ยังแนะนำอาหารว่างที่ทำจากส้มโอแปรรูป เช่น เปลือกส้มโอเชื่อม เปลือกส้มโอหยี&amp;nbsp;ส้มโอแก้วสี่รสและส้มโอกวน ซึ่งมีรสชาติอร่อยไม่แพ้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนเที่ยวชมงาน &amp;quot;วันส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท&amp;quot;&amp;nbsp;ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 7-16 ก.ย. 61 ณ บริเวณเขื่อนเรียงหิน หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท โดยพิธีเปิดงานจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 ก.ย.61 เวลา 16.00 น. จะมีขบวนแห่วัฒนธรรมพื้นบ้านของ 8 อำเภอ ที่จะเคลื่อนขบวนไปตามถนนวงษ์โตและถนนพรหมประเสริฐ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน ก่อนจะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในเวลา 18.30 น. จากนั้นจะมีการประกวดเพื่อเฟ้นหาสาวงามชาวชัยนาท มาเป็นธิดาส้มโอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16426</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์, งานวันส้มโอขาวแตงกวา, ชัยนาท, ประกวดธิดาส้มโอ, สินค้าจีไอ, ส้มโอชัยนาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b865cade94d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขึ้นทะเบียนส้มบางมด-ลิ้นจี่บางขุนเทียน -ละมุดบ้านใหม่ เป็นสินค้าจีไอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) อีก 3 รายการ ส้มบางมด ลิ้นจี่บางขุนเทียน และละมุดบ้านใหม่ ทำให้ไทยมีสินค้าจีไอแล้ว 87 รายการ จาก 59 จังหวัด เดินหน้าเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ คุมเข้มมาตรฐานสินค้า และผลักดันจดทะเบียนในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.61- นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพิ่มเติมอีก 3 รายการ ได้แก่ ส้มบางมด และลิ้นจี่บางขุนเทียน ของกรุงเทพมหานคร และละมุดบ้านใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอแล้ว 87 รายการ จาก 59 จังหวัด กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ 15 จังหวัด จำนวน 23 สินค้า และเหลือ 3 จังหวัดที่ยังไม่มีการยื่นคำขอสินค้าจีไอ โดยกรมฯ จะเร่งเข้าไปผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอและทำให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศมีสินค้าจีไอต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2561 กรมฯ ได้ขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอไปแล้ว 7 รายการ และอยู่ระหว่างประกาศโฆษณาอีก 7 รายการ ได้แก่ ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ สังคโลกสุโขทัย กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว เสื่อจันทบูร และกระท้อนตะลุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรม ได้เตรียมผลักดันให้สินค้าจีไอพัฒนาไปสู่ตลาดและผู้บริโภคที่แพร่หลาย โดยจะเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และจะผลักดันให้สินค้าจีไอเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่าการเป็นสินค้าที่ขึ้นทะเบียนเพื่อการอนุรักษ์ จะมีการจัดทำระบบควบคุมสินค้าจีไอให้เข้มข้น เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า และการยื่นจดทะเบียนคุ้มครองในต่างประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน สหภาพยุโรป (อียู) และอินเดีย &amp;quot;นายทศพล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4885</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, จดทะเบียน, มาตรฐาน, ละมุดบ้านใหม่, ลิ้นจี่บางขุนเทียน, สินค้า, สินค้าจีไอ, ส้มบางมด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7931172093.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
