<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2018 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2018 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พาณิชย์&quot;เบรกผู้ผลิตขอลดไซส์ ชี้เอาเปรียบประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พาณิชย์&amp;quot;เบรกผู้ผลิตขอลดไซส์ขายราคาเดิม หลังหลายสินค้า หลายยี่ห้อ ทำหนังสือเข้ามา ให้เหตุผลสินค้ามีคุณภาพดีขึ้น แต่ตรวจสอบแล้วไม่ต่างจากของเดิม ยันการทำแบบนี้เป็นการขึ้นราคาทางอ้อม ผู้บริโภคโดนเอาเปรียบ แต่เปิดทางให้ทำได้ หากต้นทุนสูงขึ้นจริง และมีหลักฐานยืนยันชัดเจน แนะผู้บริโภคหากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมแจ้งสายด่วน 1569 ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มของแชมพู สบู่เหลว น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ยาสีฟัน และผงซักฟอก เป็นต้น และมีหลายยี่ห้อ ได้ทำหนังสือเข้ามายังกรมฯ เพื่อขอออกผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการลดขนาดบรรจุภัณฑ์และลดปริมาณสินค้า แต่ยังขอจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม โดยให้เหตุผล เช่น มีการปรับปรุงสูตร เพิ่มส่วนผสม ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น มีศักยภาพมากขึ้น แต่หลังจากที่กรมฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบว่า สินค้าไม่ได้แตกต่างจากของเดิม จึงไม่ได้อนุมัติให้มีการดำเนินการตามที่ผู้ผลิตขอมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ มองว่า การกระทำดังกล่าว เป็นการขึ้นราคาสินค้าแบบเลี่ยงกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการมักจะใช้วิธีการนี้โดยการลดขนาดสินค้าแล้วอ้างว่าเป็นสินค้าตัวใหม่ เป็นสินค้าพรีเมี่ยม แล้วปรับขึ้นราคา หรือคงราคาเดิม แต่ขนาดลดลง ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว ถ้าทำจะผิดกฎหมาย ที่สำคัญ การจะลดขนาดหรือทำสินค้าตัวใหม่ต้องทำเรื่องแจ้งมายังกรมฯ ก่อน หากพบว่าต้นทุนและคุณภาพสินค้าไม่ต่างตัวเดิม ก็จะไม่อนุมัติ แต่ถ้าจะทำ ผู้ประกอบการจะขายราคาเดิมไม่ได้ ต้องลดราคาลงมาด้วย เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมฯ ไม่ได้ปิดกั้นว่าจะไม่ให้ผู้ผลิตทำการปรับลดขนาดหรือปริมาณสินค้า โดยหากผู้ผลิตมีความจำเป็นในการดำเนินการจริง หรือมีต้นทุนสูงขึ้นจริง และได้มีการนำเสนอรายละเอียดต้นทุนที่ชัดเจน และสมเหตุสมผล กรมฯ ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ผลิตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของผู้บริโภค หากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบริโภคสินค้า หรือพบเห็นสินค้ามีการปรับลดขนาดหรือปริมาณบรรจุ ให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 กรมฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ และดำเนินการให้ หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมสินค้าในกลุ่มสบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพู น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ไม่ได้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม แต่เมื่อช่วงต้นปี 2561 กระทรวงพาณิชย์ได้ทบทวนบัญชีสินค้าและบริการควบคุม จึงได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาสินค้าควบคุมเพิ่มเติม และได้รับความเห็นชอบ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีปัญหาการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าผู้ผลิตมีการลดขนาดบรรจุและลดปริมาณบรรจุ แต่ยังคงจำหน่ายในราคาเดิม ทำให้ผู้บริโภคโดนเอาเปรียบ ส่วนผงซักฟอก เป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว แต่ได้เพิ่มรายการสินค้าใหม่ เช่น น้ำยาซักฟอกเข้าไป และเมื่อเป็นสินค้าควบคุมแล้ว การลดขนาดบรรจุหรือลดปริมาณ ไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายเหมือนเดิม ผู้ผลิตต้องทำเรื่องขออนุมัติเข้ามายังกรมการค้าภายในเพื่อพิจารณาก่อน หากไม่ได้รับการอนุมัติ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบสินค้าในท้องตลาด พบว่า ผู้ผลิตมักจะใช้วิธีการปรับลดปริมาณสินค้าหรือขนาดบรรจุลงมา เพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาเดิม โดยอ้างว่ามีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคโดนเอาเปรียบ เพราะจ่ายเงินเท่าเดิม แต่ได้รับปริมาณสินค้าลดลง โดยปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ การปรับลดขนาดบรรจุจาก 1000 ซีซี เหลือ 900 ซีซี และลดเรื่อยมาจนบางขนาดลดเหลือ 700-750 ซีซีในปัจจุบัน ส่วนขนาด 500 ซีซี ก็ลดเหลือ 400-450 ซีซี และล่าสุด มีรายงานว่า ผู้ผลิตบางรายใช้วิธีตบตาผู้บริโภค โดยใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดเท่าเดิม แต่ลดปริมาณสินค้าด้านในลง เช่น เดิมขนาด 100 ซีซี ก็ลดปริมาณเหลือ 70 ซีซี แต่บรรจุภัณฑ์ขนาดเท่าเดิมหรือลดลง แต่ไม่มาก หากมองด้วยตาเปล่าก็จะไม่ทราบว่าปริมาณลดลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12988</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ลดไซส์สินค้า, สินค้าอุปโภคบริโภค, เอาเปรียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5b41a13410.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รีวิวธุรกิจไตรมาสแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อกำลังจะผ่านพ้นไตรมาสแรกของปี 2561 ก็คงต้องมีรีวิวธุรกิจกันหน่อยว่ามีความคึกคักมากน้อยสักแค่ไหน โดยรวมๆ แล้วหากเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ถือว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่มากขึ้น บรรยากาศดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น แต่อาจจะยังไม่มากพอให้กระตุ้นในหลายธุรกิจให้เติบโตอย่างมีนัย เหลืออีก 9 เดือน หรือ 3 ไตรมาสของปีนี้ ผู้ประกอบการคงต้องหาแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างยอดขายกับบริษัทของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นอีกครั้งที่ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล &amp;nbsp;(ไทยแลนด์) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไปทางด้านประชากรศาสตร์ เพื่อให้แบรนด์ต่างๆ ได้สังเกตเห็นและนำมาวิเคราะห์ออกมาเป็นสูตรธุรกิจที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น โดยรวมแล้วก็ได้กล่าวถึงการที่ประชากรสูงวัยขึ้น ขณะเดียวกันขนาดของครอบครัวก็มีขนาดเล็กลง ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคจะซื้อแต่ของที่จำเป็น และเมื่อมีความต้องการจะซื้อเท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีความต้องการออกไปทานอาหารนอกบ้านเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เป็นประชากรที่อยู่ในตัวเมือง จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะเห็นร้านอาหารขยายตัวมากขึ้น ตามศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ ทั้งยังไม่นิยมทำการจับจ่ายล่วงหน้า และไม่มีการเตรียมการประกอบอาหาร โดยส่วนใหญ่จะซื้ออาหารสำเร็จรูประหว่างทาง โดยเฉพาะอาหารสดที่จะซื้อและปรุงเพื่อรับประทานในวันเดียวกันเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเรื่องนี้ &amp;ldquo;ฮาเวิร์ด ชาง&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อร้านสะดวกซื้อได้พัฒนาให้เป็นคอนเน็กชั่นพอยต์ หรือเรียกว่าเป็นประตูเปิดสู่บริการอย่างกว้างขวาง และก้าวเข้าสู่ความนิยมในการจับจ่ายผ่านดิจิตอลแล้ว ร้านสะดวกซื้อแนวคิดคอมมูนิตี้ฮับ (Community Hub) นี้ อาจจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งมอบสินค้าเลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทว่าการจัดการส่วนผสมทั้งด้านความสะดวกและชุมชนให้ลงตัวนี้ จะต้องมีปัจจัยอะไรที่ต้องคำถึงถึงกันบ้าง คือการลดช่องว่างระหว่างการค้าปลีกรูปแบบโมเดิร์นเทรด และการค้าปลีกรูปแบบดั้งเดิม และต้องทำการเชื่อมโยงให้เกิดการเอื้อซึ่งกันและกัน ที่สำคัญร้านสะดวกซื้อจะมีการปรับโฉมสู่การเป็นคอมมูนิตี้ฮับ และการตั้งราคาให้ต่ำลง &amp;nbsp;จะส่งผลต่อการแข่งขันในการยึดครองพื้นที่ชั้นวางสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อปัจจัยด้านประชากรศาสตร์เปลี่ยนไป ผู้ค้าปลีกต้องจับพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ พิถีพิถันคัดเลือกแบรนด์ กลุ่มสินค้า เพื่อจำหน่ายบนชั้นวางสินค้า สร้างการแข่งขันชิงแชร์บนพื้นที่ชั้นวางสินค้าเข้มข้นยิ่งขึ้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆ ที่สามารถนำมาประกอบการตัดสินใจวางแผนงาน แต่หากเป็นเรื่องของเทรนด์ไตรมาสแรกของปีนี้ อาการที่น่าห่วงสุดคงเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ขนาดว่ายักษ์ใหญ่ที่มีแบรนด์สินค้าในมือจำนวนมากอย่างสหพัฒน์ ยังออกตัวว่ากำลังซื้อผู้บริโภคไม่ค่อยน่าตื่นเต้น แต่หากเทียบกับปีที่แล้วก็ดีกว่าบ้าง แนวทางของการกระตุ้นยอดขายคงเป็นการจัดโปรโมชั่นและเสนอสินค้าใหม่ ก็คงเป็นกลยุทธ์เบื้องต้นที่ถูกเลือกใช้กันมาอย่างยาวนาน ซึ่งหลังๆ มาก็มีหลายรายยอมรับว่าการลดราคาสินค้าบ่อยๆ &amp;nbsp;ทำให้ช่วงเวลาปกติยอดขายไม่ค่อยหวือหวา เพราะคนจะรอซื้อของตอนมีโปรโมชั่นราคาถูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คงเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าในยุคนี้ความสะดวกสบายเป็นอีกหนึ่งคีย์ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ เพราะผู้บริโภคต่างก็มองหาชีวิตง่ายๆ จากแบรนด์ต่างๆ บวกกับกระแสสุขภาพที่มาแรง ที่ผ่านมาสถานออกกำลังกายขนาดเล็กขยายตัวมากขึ้น ปิดไปก็มี เปิดขึ้นใหม่ก็มาก และล่าสุดกับเทรนด์สะดวกฟิต 24 ชั่วโมงก็กำลังมาแรง เพียงแค่ต้นปีก็มีแบรนด์จากต่างแดน ก็เร่งเกมเข้ามาบุกตลาดเมืองไทย ทั้งฟิตเนส 24 เซเว่น (Fitness24Seven) จากประเทศสวีเดน ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการในช่วงเวลาและสถานที่ที่ลูกค้าสะดวก รวมถึงแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไปอย่าง Jetts จากประเทศออสเตรเลีย ทำให้ฟิตเนสเฟิรส์ทเตรียมเลือกสาขาในบางทำเลเพื่อเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากผ่านไตรมาสแรกก็ยังพอมีเวลาให้ได้ปรับกลยุทธ์กันอีกพักใหญ่ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงหน้าฝนหรือโลว์ซีซั่นกันอีกครั้ง นาทีนี้ใครปรับตัวได้เร็วและถูกต้องก็ไปรอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าการแข่งขันธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หากยังมัวช้าอยู่ก็คงถูกผู้ที่แข็งแกร่งกว่าทิ้งห่าง วิ่งนำเข้าเส้นชัยไปก่อน ก็คงจะเสียโอกาส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6092</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รีวิวธุรกิจ, รุ่งนภา สารพิน, สินค้าอุปโภคบริโภค, ฮาเวิร์ด ชาง, ไตรมาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
