<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. ร่วมมือ สมาคมการค้าตลาดกลางฯ ลงนาม MOU หนุนนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง เสริมความเชื่อมั่น สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 29 ก.ย.64 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย (TAWMA) โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายกสมาคมการค้าตลาดกลางค้าฯ&amp;nbsp; เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านเกษตรกรรมของประเทศ รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบห่วงโซ่คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาด เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ จนถึงปลายทางผู้บริโภค โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและจัดการการค้าสินค้าเกษตรของประเทศ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเชื่อถือ และนำพาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นตลาดชั้นนำที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นโดย มกอช. ได้หารือร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง เริ่มตั้งแต่การคัดแยกคุณภาพ ตัดแต่ง บรรจุ ตลอดจนการขนส่ง เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ ลดการสูญเสีย จนถึงปลายทางผู้บริโภค การวางระบบมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรสำหรับตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย ถือเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้า และสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีแผนการดำเนินงานประกอบด้วย ระยะ Quick win คือแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน โดย มกอช. และสมาคมฯ ได้กำหนดให้มีการจัดพิธีลงนามในวันนี้ รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ มาตรฐานสินค้าเกษตรและระบบการรับรอง รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ การดำเนินงานในระยะที่ 1 การจัดทำคู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษตร ตามมาตรฐาน โดยนำร่องที่ &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และมีความสำคัญมากต่อห่วงโซ่อาหารและสินค้าเกษตรของประเทศ การดำเนินงานในระยะที่ 2 เป็นการจัดทำมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดกลางสินค้าเกษตร และการดำเนินงานในระยะที่ 3 เป็นการเตรียมความพร้อมระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานและจัดทำระบบ Supply Chain จากนั้นจะนำต้นแบบจาก &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ขยายผลไปยังตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งอื่นเพิ่มเติมในปีถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อใช้เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย ให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งปัจจุบัน สมาคมฯ มีสมาชิกตลาดกลางค้าส่งทั่วประเทศ 17 แห่ง ในการกระจายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าประเภทผักและผลไม้จำนวนมากที่ต้องกระจายผ่านตลาดกลางค้าส่งเหล่านี้ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีความยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การนำมาตรฐานสินค้ามาปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง โดยได้ร่วมมือกับ มกอช. ในการพัฒนาตลาดกลางต้นแบบด้านการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดสินค้าเกษตร โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น ผู้ซื้อจะได้รับสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการ ผู้ขายมีความมั่นใจในสินค้าเกษตร ส่งผลให้การซื้อขายมีความสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งตลาดมีพื้นที่จัดสรรและหมุนเวียนเพื่อการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้น ภายใต้ความเป็นธรรมในการค้าขายสินค้าเกษตร รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านอาหารในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย&amp;quot;นายประดิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118347</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, TAWMA, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษต, ตลาดไท, นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, นายประภัตร โพธสุธน, นายพิศาล พงศาพิชณ์, พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, มกษ., มกอช., มาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง, สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, สินค้าเกษตร, โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61557fc2a67df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท. ช่วยเกษตรกรเปิดรถขบวนพิเศษขนส่งสินค้าเส้นทางภาคใต้ เริ่ม 26 ส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 ส.ค.2564 นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท. ได้เปิดเดินรถขบวนพิเศษนำร่องขนส่งสินค้าประเภทหีบห่อเส้นทางภาคใต้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าให้แก่เกษตรกร และประชาชนในช่วงมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 รวมถึงรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกมาเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูกาลนี้ ให้สามารถขนส่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดย รฟท.จะเปิดให้บริการรถขบวนพิเศษ แบบวันเว้นวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. &amp;ndash; 1 ต.ค.64 มีรายละเอียดดังนี้ เที่ยวไป เริ่มวันที่ 26, 28, 30 ส.ค. และวันที่ 1, 3, 5, 7, 9, 11, 13, 15, 17, 19, 21, 23, 25, 27, 29 ก.ย.64 ได้แก่ ขบวนรถด่วนที่ 985 กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 12.00 น. ถึงสุไหงโก-ลก เวลา 12.10 น. (วันรุ่งขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรุฒ กล่าวว่า ส่วนเที่ยวกลับ เริ่มวันที่ 28, 30 ส.ค., วันที่ 1, 3, 5, 7, 9, 11, 13, 15, 17, 19, 21, 23, 25, 27, 29 ก.ย. และวันที่ 1 ต.ค.64 ได้แก่ ขบวนรถด่วนที่ 986 สุไหงโก-ลก-กรุงเทพฯ ออกจากสุไหงโก-ลก เวลา 11.40 น. ถึงกรุงเทพฯ&amp;nbsp;เวลา 13.00 น. (วันรุ่งขึ้น) ทั้งนี้ ขบวนรถขนส่งสินค้าจะให้บริการรับ-ส่งสินค้าตามสถานีรายทาง 33 สถานี ประกอบด้วย กรุงเทพฯ สามเสน ชุมทางบางซื่อ บางบำหรุ ศาลายา นครปฐม บ้านโป่ง โพธาราม ราชบุรี เพชรบุรี หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สวี หลังสวน ไชยา สุราษฎร์ธานี นาสาร บ้านส้อง คลองจันดี ชุมทางทุ่งสง ชะอวด พัทลุง ชุมทางหาดใหญ่ จะนะ เทพา ปัตตานี ยะลา รือเสาะ ตันหยงมัส สุไหงปาดี และสุไหงโก-ลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามรฟท. พร้อมพิจารณาเปิดให้บริการเดินรถขบวนพิเศษรับ-ส่งสินค้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งขยายการขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเกษตรกร รวมถึงช่วยสนับสนุนการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากผู้ผลิต และตลาดกลางสินค้าเกษตร ไปถึงมือผู้บริโภค ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และเครือข่ายตลาดกลางโดยตรง เป็นการช่วยระบายผลผลิตไม่เกิดปัญหาล้นตลาด และราคาตกต่ำ ตลอดจนช่วยกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิรุฒ กล่าวว่ารฟท. ขอให้คำมั่นสัญญาพร้อมยืนเคียงข้าง ทำหน้าที่ดูแลประชาชน และเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน ผู้สนใจใช้บริการขนส่งสินค้าโดยขบวนรถพิเศษ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114698</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิรุฒ มณีพันธ์, ผักผลไม้, ภาคใต้, รถไฟ, รฟท, สินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_612857c77dec1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก.1 จ.ชัยนาท ชูภูมิปัญญาพืชสมุนไพรพื้นบ้าน “ฟ้าทะลายโจร” ต้านภัยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จังหวัด​ชัยนาทเปิดเผยว่า ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาและต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น โดยการนำจุดเด่นของสินค้าของอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมาใช้ในการผลิตและจำหน่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สสก.1 จ.ชัยนาท จึงได้ส่งเสริมพืชสมุนไพรพื้นบ้าน &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; เพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตกรุงเทพมหานครได้ดำเนินธุรกิจแปรรูปสมุนไพร &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; เพื่อบรรเทาอาการของโรคหวัดและใช้เพื่อรักษาโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งได้ถูกบรรจุไว้ใน บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายเฉลิม อารีย์ เกษตรกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า &amp;ldquo;กลุ่มแปรรูปสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนี้ คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปาริชาต เป็นวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2564 โดยมีจุดเด่นคือมีการรวมกันและแบ่งหน้าที่กันในการดำเนินธุรกิจแปรรูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โดยวัตถุดิบหรือสมุนไพรที่นำมาใช้ทั้งหมด เป็นสมุนไพรสดจากเครือข่ายในท้องถิ่นพื้นที่เขตหนองจอกและมีนบุรีจนสามารถผลิตสินค้าได้รับการรับรองมาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ด้าน นางสาวปริยากร เนียมหะ เลขานุการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปาริชาต กล่าวถึงกลุ่มว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต ได้มีผู้สนใจทำการศึกษาการแปรรูปสมุนไพรมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มในปี 2548 ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;ภาวนาเฮิร์บ&amp;rdquo; กลุ่มได้มีการผลิตและแปรรูปฟ้าทะลายโจร และสมุนไพรอื่น ได้แก่ ดอกสายน้ำผึ้งเปลือกส้มโกศเขมา ใบหม่อนเก๊กฮวยชะเอมเทศ และ หนุมานประสานกายมาอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบของสมุนไพรแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรทามือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาผิว และผลิตภัณฑ์ดูแลบำรุงเส้นผม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;จนในปัจจุบันเมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ยาฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่สามารถบรรเทาอาการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ได้ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงทำให้ทุกโรงพยาบาลมีภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต ซึ่งมีความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย จึงร่วมกับกลุ่มเพื่อนแพทย์แผนไทยใจอินดี้ ได้ร่วมกันผลิตยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและแจกจ่ายไปยังกลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง เพื่อแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยหายจากการป่วยได้ในเบื้องต้น โดยผู้ป่วยที่หายป่วยหรือบุคคลทั่วไป ได้ร่วมบุญ โดยนำเงินมาช่วยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตยาเพื่อส่งต่อให้กับผู้ป่วยท่านอื่นต่อไป ทั้งนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต สนับสนุนยาสมุนไพรช่วยเหลือประชาชนทั่วไปใน รพ.สนามหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ด้วยการบริจาคยาสมุนไพร ชาสมุนไพร และเจลล้างมือ เพื่อร่วมป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นางสาวปริยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า&amp;ldquo;ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน รวมถึงการจดแจ้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และได้ผ่านการคัดเลือกรางวัล OTOP&amp;nbsp; รางวัล Bangkok brand และในปี 2564 ได้รับรางวัลที่ 1 จากการเข้าประกวดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของกรุงเทพมหานคร และได้รับรางวัลชมเชยของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทอีกด้วย สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ผ่านทาง Facebook : สมุนไพรภาวนา หรือ ID Line : PAWANA-PARICHAT&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปของจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง หากสนใจนำฟ้าทะลายโจรไปปลูก สามารถติดต่อศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ลพบุรี เพื่อขอสนับสนุนต้นฟ้าทะลายโจรไปปลูกบริโภคในครัวเรือนได้ โดยติดต่อที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ลพบุรี โทรศัพท์&amp;nbsp; 0-3646-1038 ในวันและเวลาราชการ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110343</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP, PAWANA-PARICHAT, กลุ่มแม่บ้านปาริชาต, จังหวัด​ชัยนาท, นางสาวปริยากร เนียมหะ, นายวีระชัย เข็มวงษ์, นายเฉลิม อารีย์, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1, พืชสมุนไพรพื้นบ้าน, ฟ้าทะลายโจร, ภาวนาเฮิร์บ, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร, สสก.1, สินค้าเกษตร, แปรรูปสมุนไพร, แพทย์แผนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5656acf2d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล ดันส่งออก &#039;สินค้าฮาลาล&#039; โต 3% มูลค่ากว่าแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สอดรับกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยที่โตต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี รัฐบาลเล็งเห็นโอกาสและศักยภาพการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารและผลผลิตเกษตรมาตรฐานฮาลาลสู่ตลาดกลุ่มประเทศมุสลิม และประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมแต่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก เช่น อินเดีย จีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่ามีประชากรชาวมุสลิมทั่วโลกกว่า 2 พันล้านคน มูลค่าตลาดประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าการส่งออกสินค้าฮาลาลทุกประเภทไปยังกลุ่มประเทศมุสลิม ของปี 2564 ไว้ที่ 1.22 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3% ที่มีมูลค่า 1.18 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวว่า ทั้งนี้ ความได้เปรียบในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยคือ สามารถผลิตสินค้าที่หลากหลายและได้มาตรฐาน ทำให้ตอบสนองความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี ขณะนี้มีบริษัทที่ได้การรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาลประมาณ 5,000 บริษัท มีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองฮาลาลมากกว่า 160,000 รายการ ซึ่งอาจเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลกก็ว่าได้ และรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นประเทศผู้นําในการพัฒนา ผลิต และส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้รับความเชื่อมั่นในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่เห็นความสาคัญในการผลิตสินค้าตามหลักศาสนาอิสลาม และยังไม่ทราบความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ รวมถึงมีแนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศผู้นำเข้ามากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้ผลิตสำคัญในตลาดโลก รัฐบาลได้ขับเคลื่อนด้วยโมเดล &amp;ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;rdquo; โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวทางดำเนินการร่วมกับหลายภาคส่วน ครอบคลุมการเพิ่มศักยภาพหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาล ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการตรวจสอบ การเสริมสร้างองค์ความรู้ในการผลิตและการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงผู้บริโภค การพัฒนาฐานข้อมูลฮาลาล และการส่งเสริมฐานข้อมูลวัตถุดิบฮาลาล เป็นต้น ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ มีแผนการพัฒนาศักยภาพการตลาดฮาลาลสู่สากล ประกอบด้วย กิจกรรม เช่น การจัดอบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิตสินค้าฮาลาลที่ถูกต้องตามหลักศาสนา รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างค้าปลีก/ซุปเปอร์สโตร์ชั้นนำ การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าสินค้าอาหารฮาลาลออนไลน์ ในอาเซียน จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าฮาลาลไทย และการสร้างความร่วมมือที่ดีกับผู้เกี่ยวข้องกับสินค้าฮาลาลในตลาดประเทศมุสลิม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการที่มีความสนใจตลาดสินค้าฮาลาลที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และยังมีโอกาสช่องทางการค้าออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคตามวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107493</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัชดา ธนาดิเรก, สินค้าฮาลาล, สินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1e6b28afc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 18:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กินเจ&#039;กดราคาหมูดิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ต.ค. 2563 นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือน ต.ค. 2563 โดยสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 9,479 - 9,628 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.05 &amp;ndash; 1.63% เนื่องจากปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงในประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง 90% จึงมีสต็อกข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทำให้ประเทศออสเตรเลียอาจนำเข้าข้าวจากประเทศไทย, ยางพาราแผ่นดิบ ชั้น 3 ราคาอยู่ที่ 48.00 - 48.25 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน0.23 &amp;ndash; 0.75% เนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐ ประกอบกับคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดลดลงจากภาวะฝนตกชุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.77 - 1.82 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.57 &amp;ndash; 3.41% เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลผลิตปี 2563/64 ผลผลิตยังออกสู่ตลาดไม่มาก ประกอบกับความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากต่างประเทศยังมีอย่างต่อเนื่อง และปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่ 4.07 - 4.15 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.25 &amp;ndash; 2.22% เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการใช้พลังงานไบโอดีเซลภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น จึงผลักดันให้ราคาปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 13,067 - 13,365 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน 0.57 &amp;ndash; 2.79% เนื่องจากผลผลิตข้าวหอมมะลิเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวช่วงปลายเดือน ต.ค. ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับโรงสียังคงประสบปัญหาสภาพคล่องซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกดดันราคาข้าวในตลาด, ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ 14,777 - 15,091 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน 0.77 &amp;ndash; 2.83% เนื่องจากผลผลิตข้าวเหนียวนาปีเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวช่วงปลายเดือน ต.ค. ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาอยู่ที่ 7.56-7.60 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน 0.50 &amp;ndash; 1.00% เนื่องจากปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวรุ่นแรก (ส.ค.- พ.ย.) ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อผลิตอาหารสัตว์คาดว่าทรงตัวตามสภาวะการบริโภคเนื้อไก่ที่ทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาอยู่ที่ 11.74 - 11.86 เซนต์/ปอนด์ ลดลงจากเดือนก่อน 0.50 &amp;ndash; 1.50% (8.80-8.85 บาท/กก.) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเอทานอลที่ลดลงในบราซิล ซึ่งอาจกระตุ้นให้โรงงานน้ำตาลของบราซิลเพิ่มสัดส่วน และการผลิตน้ำตาลมากกว่าผลิตเอทานอล ประกอบกับคาดว่าจะมีผลผลิตน้ำตาลในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้มีผลผลิตน้ำตาลส่วนเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่สุกร ราคาอยู่ที่ 76.12 - 76.86 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน 1.28 &amp;ndash; 2.23% เนื่องจากเข้าสู่เทศกาลกินเจปี 2563 (ช่วงวันที่ 17 - 25 ต.ค. 63) ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งงดการบริโภคเนื้อสุกร เนื้อไก่ และไข่ไก่ ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรลดลง และกุ้งขาวแวนนาไม ราคาอยู่ที่ 137.50 - 138.50 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน 0.36 &amp;ndash; 1.08% เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และเข้าสู่เทศกาลกินเจ ประกอบกับสถานการณ์ราคากุ้งโลกยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นปัจจัยกดดันให้ราคากุ้งในประเทศลดลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธ.ก.ส., ราคาหมู, สินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e96afcd8aef8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2020 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2020 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิพิฎฐ์&#039;โวย&#039;ส.ส.ภท.พัทลุง&#039;อย่ามายุ่งเฟซบุ๊กส่วนตัว ลั่นทำหน้าที่ส.ส.สอบตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย. 63 - นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ทีมงานพรรคภูมิใจไทย ของ ส.ส.ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ออกมาถล่มผมกันอย่างพร้อมเพรียง เรื่องที่ผมออกมาพูดว่า สินค้าเกษตรของชาวบ้านพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง ผ่านจังหวัดตรังยากมาก ผมก็บอกแล้วไงว่าผมทำในฐานะส.ส.สอบตก ในฐานะประชาชน 100% อย่ามายุ่งกับผมเลย ถ้าท่านส.ส.และพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย ชาวบ้านอยู่อย่างสุขสบาย ก็ไม่เป็นไร ต่างคนต่างอยู่ แต่ผมเห็นตรงกันข้าม ผมเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนแล้วท่านอย่าเข้ามายุ่งกับเฟสผมเลย ผมก็ไม่เคยแม้ไปอ่านเฟสของท่านและทีมงานของท่าน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา นายนิพิฎฐ์โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่มีชาวบ้านโทรมาร้องเรียนว่า จะไปส่งสินค้าเกษตรที่ จ.กระบี่ แต่ไม่สามารถผ่านจังหวัดตรังได้ ต้องขับรถกลับอ้อมไปทางจ.สุราษฎร์ธานี อ้อมไปประมาณ 300 กม.(ไป-กลับก็ 600 กม.).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉลอง เทอดวีระพงศ์, นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ, ส.ส.ภูมิใจไทย, สินค้าเกษตร, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200420/image_big_5e9d10a31472b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พาณิชย์&quot; แจงส่งออก ต.ค. พลิกโตบวกที่ 8.7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;พาณิชย์&amp;quot; เปิดตัวเลขส่งออกเดือน ต.ค. 2561 โต 8.7% พลิกกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น หลังเดือนก่อนหน้าติดลบ 5.2% ได้ดียอดส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม ดันตัวเลขส่งออก 10 เดือน โต 8.19% คาดสิ้นปีนี้ และปี 2562 ส่งออกยังแกร่งโตแตะ 8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22พ.ย.61 - น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกไทยในเดือนต.ค.มีมูลค่า 21,757.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.7% เป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากที่เดือนก.ย.ที่ผ่านมา ขยายตัวติดลบ 5.2% การนำเข้ามีมูลค่า 22,037.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.23% โดยขาดดุลการค้า 279.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการส่งออกรวม 10 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 211,487.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.19% การนำเข้ามีมูลค่า 208,928.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.78% เกินดุลการค้ามูลค่า 2,558.9 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่การส่งออกกลับมาฟื้นตัว เนื่องจากการส่งออกขยายตัวได้ดีเกือบทุกตลาด โดยตลาดในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และ CLMV ขยายตัวในระดับสูงที่ 18.7% , 12% และ 18.2% สหรัฐฯ และจีน ก็กลับมาขยายตัว โดยเพิ่ม 7.2% และ 3% หลังจากหดตัวลงเล็กน้อยในเดือนก.ย.2561 ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 12.2% สินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น น้ำตาล ข้าว มันสำปะหลัง ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ผัก ผลไม้สดแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 6.8% เช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และส่วนประกอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ทางด้านผลกระทบจากสงครามการค้าที่มีผลต่อการส่งออกไทยในเดือนต.ค.2561 ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษี ทำให้ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้เพียงมูลค่า 42 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 45 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 52% จากการส่งออกลดลงของโซลาร์เซลล์ 71.9% เครื่องซักผ้า ลด 91.7% แต่เหล็ก เพิ่ม 41.4% อะลูมิเนียม เพิ่ม 106.2% ส่วนผลกระทบจากการส่งออกสินค้าไปจีนในกลุ่มที่จีนถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี เดือนนี้ภาพรวมเป็นบวก ส่งออกได้รวม 2,468 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่ม 1.07% จากการเพิ่มขึ้นของเคมีภัณฑ์และพลาสติก 17.9% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่ม 6.1% เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับและเครื่องสำอาง เพิ่ม 1.3% แต่ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจร ลด 18.4% ยานพาหนะและส่วนประกอบ ลด 12% ของใช้ในบ้านและออฟฟิศ ลด 31.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การส่งออกทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ ไทยส่งออกได้มูลค่า 1,902 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 165 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่ม 9.5% จากการเพิ่มขึ้นของยานพาหนะและส่วนประกอบ 26.1% เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 39% เหล็กและผลิตภัณฑ์ เพิ่ม 89.2% เครื่องจักรและส่วนประกอบ เพิ่ม 19.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มการส่งออกจากนี้ไป หากจะผลักดันให้ได้ตามเป้า 8% การส่งออกในช่วง 2 เดือนที่เหลือ (พ.ย.-ธ.ค.) จะต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 22,039 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากส่งออกได้ในระดับ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราการขยายตัวทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 7.5% แต่ สนค. ยังมั่นใจว่าการส่งออกจะเป็นไปได้ตามเป้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกปี 2562 ยังคงยืนเป้าหมายที่ 8% แต่ปีหน้าเศรษฐกิจและการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยกดดันการค้า และจะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วเศรษฐกิจโลก ซึ่ง สนค. จะเสนอให้ตั้งทีมงานเฉพาะกิจ เพื่อติดตามและทำยุทธศาสตร์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพื่อผลักดันการส่งออกของไทยให้ขยายตัวได้ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22467</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาณิชย์, สินค้าเกษตร, ส่งออก, อุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad5a99aab04a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
