<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.อุบลฯเพื่อไทยดักคอ&#039;ประยุทธ์&#039;ลงพื้นที่ไม่ใช่แค่สร้างภาพ-หาเสียง แนะเร่งแก้ปัญหา 8 ข้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ต.ค.64-นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จะลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีวันนี้ ก็อยากให้พลเอกประยุทธ์ ได้เข้าไปสัมผัสปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง เหมือนที่ เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของพรรคเพื่อไทยที่ลงไปสัมผัสความเดือดร้อนของประชาชน และ ทราบถึงปัญหา และพร้อมหาทางแก้ไขให้เป็นรูปธรรม สิ่งที่ผู้แทนราษฎรได้ปรึกษาหารือในสภาผู้แทนฯขอให้ท่านนำมาทำให้เป็นรูปธรรมบ้าง ไม่ใช่จะลงไปแค่แจกถุงยังชีพ เพื่อสร้างภาพ เพื่อไปหาเสียง หรือไปเพิ่อวัดกระแสกันเองภายในพรรค เพราะที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ และพลเอกประวิตร ลงพื้นที่จังหวัดไหนโดยเฉพาะในภาคอีสาน จะมีประชาชนไปชุมนุมประท้วงเพื่อด่าทอขับไล่ แทบทุกจังหวัด ซึ่งแสดงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดจากความล้มเหลวในการบริหารราชการของพลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะวิกฤตปัจจุบัน ประเทศไทยต้องการผู้นำที่เก่งและรู้จริง สัมผัสปัญหาจริง และแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ผู้นำที่อยู่ในหอคอยงาช้างไม่เห็นหัวประชาชน ปัญหาราคาข้าวถูก ปุ๋ยแพง การจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรล่าช้าทุกอย่าง ถนนท้องถิ่นมีแต่หลุม ขาดงบประมาณซ่อมบำรุง ความทุกข์ร้อนหล่านี้ท่านควรรีบเร่งแก้ไข ไม่ใช่ยึดอำนาจมา แล้วมาเขียนกติกาเพื่อให้ตนสืบทอดอำนาจ ไม่เคยสัมผัสประชาชน จนกระทั่งมีความขัดแย้งกันในพรรค ถึงจะคิดลงพื้นที่เพื่อแย่งเสียงส.ส. และไม่ได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะถ้าสนใจความเดือดร้อนของประชาชน ประชาชนคงไม่เดือดร้อนและลำบากกันขนาดนี้ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา และ เดือดร้อนเพิ่มขึ้นทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้พลเอกประยุทธ์ ลงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยขอเสนอ 8 ปัญหาให้พลเอกประยุทธ์ เร่งแก้ไขดังนี้ 1. ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวจะมีแผนแก้ไขอย่างไร การยกเลิกแผนการจัดการน้ำขนาดใหญ่ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอในอดีต ได้มีแผนงานใหม่มาแทนที่หรือไม่ 2. ความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะน้ำท่วม รัฐบาลจะมีแนวทางในการเยียวยาอย่างไร3. ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ทำให้รายได้ประชาชนลดลงมาก แถมโรงสีหลายแห่งจะหยุดรับซื้อข้าวเปลือก เพราะขาดสภาพคล่อง รัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาปุ๋ยกลับมีราคาสูงขึ้นมากพลเอกประยุทธ์ จะช่วยเหลือประชาชนอย่างไร 5. นโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่อง ราคาสินค้าเกษตร ที่ขายฝันไว้ เมื่อไหร่จะลงมือทำ เพราะใกล้จะยุบสภาแล้ว 6. ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกร มีหนี้สินล้นพ้นตัวพลเอกประยุทธ์ จะช่วยเหลืออย่างไร&amp;nbsp; 7. นักศึกษาที่จบการศึกษาตกงานเป็นจำนวนมากพลเอกประยุทธ์ จะหางานที่ไหนให้พวกเขาทำ8. สภาวะของประเทศเสื่อมถอยทุกด้าน ถนนท้องถิ่นเสื่อมโทรมชำรุด ประชาชนหมดหวังกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะแก้ไขอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;เป็นปัญหาพื้นฐานที่พลเอกประยุทธ์ จะต้องรับรู้ และจะต้องหาทางเร่งแก้ไข ไม่เหมือนที่รัฐบาลพูดว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี ซึ่งตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าพลเอกประยุทธ์ ไม่รู้ปัญหาก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ และถึงแม้รู้ปัญหาก็เชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะขาดความรู้ความสามารถ ซึ่งพิสูจน์จาก 7 ปีที่ผ่านมา ถ้าพลเอกประยุทธ์ รู้ตัวก็ควรจะไปได้แล้ว อยู่ต่อไปประชาชนจะยิ่งออกมาขับไล่มากขึ้น ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยรู้ปัญหาดีและจะแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลงานในอดีตที่ประชาชนยังจำกันได้ดี&amp;quot;นายเอกชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119785</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลงพื้นที่น้ำท่วม, สินค้าเกษตรตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6168eecea3bdd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2018 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2018 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปชป.จี้ปรับรมต.เกษตร-พาณิชย์ออกเหตุทำงานขัดขาสินค้าเกษตรร่วงแนะดึงคนขยันทำแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ย. 61-นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาลตกต่ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ใช้เวลาต่อสู้ และเรียกร้องปัญหายางพารา น้ำมันปาล์ม และสินค้าเกษตรตกต่ำมาตั้งแต่ปี 57&amp;nbsp; กระทั่งปี 59&amp;nbsp; พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เข้าพบรัฐบาล แต่กว่าจะลงมาแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็ช้าไปมาก และลากยาวมาถึงปี 61 เนื่องจากรัฐมนตรี และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเหมือนทำงานไม่จริงจังใช่หรือไม่และพอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลงมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงนี้ก็เปรียบกับถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ชาวบ้านเกษตรกร เสียโอกาสมานาน และได้รับความเดือดร้อนจากความล่าช้าของรัฐบาล&amp;nbsp; ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เสียแต้มและความเชื่อใจจากพี่น้องประชาชน และยิ่งมาออกมาตรการมาช่วยเหลือเมื่อเร็วๆ นี้ก็ถูกมองว่าเป็นการซื้อใจเพื่อหวังผลการเลือกตั้ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า จากการติดตามประเด็นนี้ ดูเหมือน รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ และ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ทำงานไม่เข้าขากัน เหมือนไม่ใช่ครม.เศรษฐกิจดรีมทีม เพราะทำงานไม่สอดประสานกัน จนงานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นในช่วงนี้ยังเหลือเวลา ควรปรับครม.เอาคนที่มีความเชี่ยวชาญ และกระตื้อรือร้นมาทำงานแทน&amp;nbsp; เพราะจะส่งผลให้ข้าราชการตื่นตัวทำงาน&amp;nbsp; ก็เชื่อว่าอย่างน้องประชาชนก็จะได้ประโยชน์บ้าง และยังลดงบประมาณจากภาษีประชาชนที่นำไปช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย&amp;rdquo;นางมัลลิกา กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์, ดรีมทีมเศรษฐกิจ, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล, รมว.เกษตรและสหกรณ์, สินค้าเกษตรตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181124/image_big_5bf8fb5f531d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กชวน&#039;ชำแหละรัฐบาลคสช.ทุ่มเงินดับกระแสม็อบยางพารา ซื้อใจหาเสียงช่วงเลือกตั้ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย.61- นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ราคายางตกต่ำอยู่ที่ 29-31 บาท/ กิโลกรัม &amp;nbsp;ไม่เพียงแต่ยางเท่านั้น สินค้าเกษตรอื่นๆก็ตกต่ำ เช่นปาล์ม ราคา 2.10-2.30 บาทเท่านั้น ส่วนมติครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อดับกระแสไม่ให้เกษตรกรออกมาชุมนุม &amp;nbsp;อีกด้านก็หวังซื้อใจหาเสียงในช่วงเลือกตั้ง เพราะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และจริงจัง &amp;nbsp;อีกทั้งยังไม่ทำงานเชิงรุก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่างเช่นจะให้ 7 กระทรวงซื้อยาง โดยตั้งเป้าว่าจะให้มีการใช้ยาง 100,000 ตัน &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมา ทำได้จริงๆแค่ 1 ,000 ตันเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งห่างจากเป้าหมายมาก &amp;nbsp;รวมทั้งยังไม่อาศัยจังหวะนี้ ไปพูดคุยกับประเทศที่ผลิตยางในภูมิภาคอาทิ ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม เพื่อรวมกลุ่มต่อรองกับผู้ผลิตยางต่างประเทศ ที่ราคายารถยนต์สูง แต่ราคายางกลับต่ำ อีกทั้งยังไม่ยอมนำพืชเกษตรอื่นๆ ไปปลูกร่วมในสวนยางเพื่อเพิ่มรายได้ในยามที่ราคายางตกต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า &amp;nbsp; ขณะที่การทำงานของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าไม่โอเคเลยเหมือนคนไม่เข้าใจงาน และไม่เข้าใจปัญหา แต่ตนก็ไม่เรียกร้องให้นายกฯปลดออก เพราะสงสารคนที่เข้ามาต้องมาแบกภาระหนัก แต่อยากขอให้มีการเลือกตั้งตามกำหนด 24 ก.พ. 62 ก็พอ พร้อมขอโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปแก้ปัญหาเพราะมีความเข้าใจเรื่องยางและสินค้าการเกษตรเป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22863</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์, พรรคประชาธิปัตย์, ยางพารา, สินค้าเกษตรตกต่ำ, อดีตส.ส.ตรัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181127/image_mid_5bfc9ac36d5e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2018 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2018 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลระบุคนไทยเกินครึ่งมองว่า &#039;เศรษฐกิจยังแย่&#039; ลุ้นหลังเลือกตั้งทุกอย่างจะดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นิด้าโพลชี้ประชาชนกว่า 54% เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยแย่ลง เหตุสินค้าเกษตรตกต่ำ&amp;nbsp; แนะอยากให้รัฐบาลช่วยอุดหนุนซื้อสินค้าเกษตร และควบคุมราคาสินค้าแถมกว่า 60% เชื่อว่า หลังเลือกตั้งเศรษฐกิจจะดีขึ้น เพราะต่างชาติเข้ามาลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 27 &amp;ndash; 28 มิถุนายน 2561 จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยจากการสำรวจเมื่อถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง ครึ่งปีที่ผ่านมา (มกราคม &amp;ndash; มิถุนายน 2561) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.88 ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแย่ลง เพราะ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น รองลงมา ร้อยละ 30.24 ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจเท่าเดิม เพราะ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย และร้อยละ 14.88 ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่บางส่วนระบุว่า ราคาพืชผลทางการเกษตรมีการขยับตัวสูงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านข้อเสนอเกี่ยวกับนโยบายที่อยากให้รัฐบาลนำไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.68 ระบุว่า นโยบายรับซื้ออุดหนุนพืชผลทางการเกษตร รองลงมา ร้อยละ 42.80 ระบุว่า นโยบายควบคุมราคาสินค้า ร้อยละ 19.84 ระบุว่า นโยบายเพิ่มงานเพิ่มอาชีพ ลดปัญหาการว่างงาน และแรงงานนอกระบบ ร้อยละ 17.44 ระบุว่า นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยและคงอัตราภาษี ร้อยละ 17.04 ระบุว่านโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ร้อยละ 12.64 ระบุว่า นโยบายมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ11.68 ระบุว่า นโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการจัดการเลือกตั้ง ร้อยละ 8.80 ระบุว่า นโยบายที่สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ร้อยละ 7.28 ระบุว่า นโยบายที่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการส่งออกของประเทศไทย ร้อยละ 5.12 ระบุว่า นโยบายพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และร้อยละ 2.88 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ นโยบายการลดราคาน้ำมัน การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการก็ดีอยู่แล้ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่มีนโยบายที่จะนำเสนอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลังจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.64 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่น เพราะ นโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ช่วยประชาชนทุกระดับอย่างแท้จริง เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง และเป็นโครงการระยะสั้น รองลงมา ร้อยละ 38.32 ระบุว่า มีความเชื่อมั่น เพราะ นโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นโครงการที่ดี ทำให้หลาย ๆอย่างดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า มีผู้นำที่ดีและมีความเข้มแข็ง และร้อยละ 5.04 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับเมื่อมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.64 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เนื่องจากมีความมั่นใจต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่น่าจะมีแนวทางในการบริหารและพัฒนาประเทศได้ดีกว่า รองลงมา ร้อยละ 22.40 ระบุว่า เศรษฐกิจของไทยจะเหมือนเดิม เพราะ ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่แก้ยาก ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา และต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างร่วมด้วย ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็เหมือนเดิม ร้อยละ 2.00 ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่ลง เพราะ เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และจะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินการแก้ไขปัญหา และร้อยละ 14.96 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12462</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เลือกตั้ง, นิด้าโพล, ผลสำรวจความคิดเห็น, สินค้าเกษตรตกต่ำ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180701/image_big_5b383220e4527.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
