<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศุลกากร”เผยสินค้าแบรนด์เนมลักลอบหนีภาษีเพียบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค. 2562 นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า สถิติการจับกุมผู้กระทำผิดคดีลักลอบ หลีกเลี่ยงนำสินค้าหนีภาษีเข้ามาในไทย ประจำเดือนมิ.ย. 2562 มีทั้งสิ้น 1,798 &amp;nbsp;คดี รวมมูลค่าของกลาง 514 ล้านบาท แยกเป็นคดีลักลอบ 451คดี มูลค่า 73.45 ล้านบาท คดีหลีกเลี่ยงอากร 1,233 คดี มูลค่า 200 ล้านบาท และคดีสินค้าต้องห้าม 114 คดี มูลค่า 240.25 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คดีการลักลอบอันดับหนึ่งเป็นการจับกุมสินค้าแบรนด์เนม 45 คดี รวมมูลค่าของกลาง 42.94 ล้านบาทรองลงมาเป็นสินค้าสุรา เบียร์ และบุหรี่ 92 คดี &amp;nbsp;มูลค่าของกลาง 2.97 ล้านบาท สินค้าพืชผลทางการเกษตรและเนื้อโค กระบือ 29 คดี มูลค่า 1.92 ล้านบาท สินค้าอาหารเสริม เครื่องสำอาง 15 คดี มูลค่า 4.1 แสนบาท และที่เหลือเป็นสินค้าอื่น ๆ &amp;nbsp;270 คดี มูลค่า 25.21 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจับกุมสินค้าแบรนด์เนมในเดือนนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ที่จับกุมได้เฉลี่ย 25-30 ล้านบาท สาเหตุเนื่องจากกรมฯมีการวางสายข่าวทำให้ติดตามจับกุมได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับระยะหลังค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้คนไทยไปชอปปิงของแบรนด์เนมจากเมืองนอกเยอะ โดยสินค้าแบรนด์เนมที่ลักลอบเข้ามาส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า รองเท้า นาฬิการาคาแพงที่นำเข้ามาจากยุโรป &amp;nbsp;ส่วนสุรา เบียร์จะนำเข้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนเครื่องสำอางมีการลักลอบนำเข้าจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้กรมยังเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าแบรนด์เนมต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามสนามบินนานาชาติที่อยู่ต่างจังหวัด รวมถึงตามด่านชายแดน เพราะทราบว่าขบวนการลักลอบมีการเปลี่ยนแผน ไม่นำเข้าผ่านสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ และดอนเมือง แต่หันไปเปลี่ยนเครื่องนำเข้าผ่านสนามบินนานาชาติภูเก็ต เชียงใหม่ ที่มีการตรวจน้อยกว่าแทน ซึ่งขณะนี้ประเมินว่ามีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องจับตากว่า 100 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ กล่าวอีกว่า ในส่วนรายละเอียดคดีหลีกเลี่ยงอากร อันดับหนึ่งเป็นสินค้าอุปโภค-บริโภค 37 คดี รวมมูลค่า 48.79 ล้านบาท รองลงมาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์ &amp;nbsp;เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง เครื่องจักร อะไหล่ &amp;nbsp;ส่วนการจับกลุ่มสินค้าต้องห้ามโดยมากยังเป็น ยาเสพติด อาทิ ยาไอซ์ เคตามีน &amp;nbsp;19 คดี &amp;nbsp;มูลค่า 211.50 ล้านบาท รองลงมาเป็นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บุหรี่ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายสำคัญในการเร่งรัดปราบปรามการลักลอบและหลีกเลี่ยงนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดพร้อมหน่วยปฏิบัติการวางแผนตรวจค้นจับกุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอย่างเด็ดขาด&amp;rdquo; นายชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยยุทธ คำคุณ, สินค้าแบรนด์เนม, แบรนด์เนมหนีภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2019 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2019 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “ศุลกากร”ลุยติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์ค่อมสายพานตรวจยิบของผิดกฎหมาย-แบรนด์เนม-ยาเสพติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; ลุยติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์ค่อมสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินสุวรรณภูมิ หวังเพิ่มความเข้าข้นตรวจสแกนสิ่งของผิดกฎหมาย สินค้าแบรนด์เนม ยาเสพติด สิ่งของต้องห้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 62 -นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ ได้ดำเนินการจัดหาและติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์ค่อมสายสะพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้ง&amp;nbsp;23สายพานแล้ว เพื่อดำเนินตรวจสแกนสิ่งของผิดกฎหมายในกระเป๋าเดินทางที่โหลดมาใต้ท้องเครื่องบินทุกใบ เป็นการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนม กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา รวมถึงการนำของต้องห้าม ยาเสพติด ของที่ผิดอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) เช่น งาช้าง นอแรด เข้ามาในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ คาดว่าจะติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์ค่อมสายพานแล้วและจะเสร็จภายในปีนี้แน่นอน ซึ่งช่วยให้การสแกนสิ่งของมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถมองเห็นสิ่งของในกระเป๋าได้ทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp;หากเป็นของต้องห้ามก็จะมีการจับกุม หรือหากเป็นสินค้าแบรนด์เนม ที่ต้องเสียภาษี ผู้นำเข้ามาต้องชำระภาษีในช่องแดงให้ถูกต้อง โดยภาษีของแบรนด์เนมที่กรมฯ เก็บก็ไม่ได้เก็บแพงเกินไป เป็นอัตราที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อัตราภาษีศุลกากร หากเป็นการนำเข้านาฬิกาเข้ามา เสียอากรนำเข้า&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก&amp;nbsp;7%&amp;nbsp;แต่หากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเสีย&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งปกติหากไปซื้อเมืองนอกก็ได้รับการคืนภาษี&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;อยู่แล้ว ก็เข้ามาเสียในประเทศเพิ่มอีกนิดหน่อย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมฯ จะเพิ่มการตรวจเข้มระบบเอ็กซเรย์ให้มากที่สุด โดยนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้ตรวจสอบภาษีแทนการใช้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับต่างประเทศเพื่อใช้ในการตรวจสอบให้แม่นยำกว่าเดิม เช่น การนำรูปภาพสิ่งของต้องห้ามส่งเข้าระบบเอไอ หากพบภาพใกล้เคียงก็จะเปิดตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40177</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระเป๋า, กฤษฎา จีนะวิจารณะ, นาฬิกา, รองเท้า, ศุลกากร, สนามบินสุวรรณภูมิ, สินค้าแบรนด์เนม, เครื่องเอ็กซเรย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190704/image_big_5d1dc1cc1d48c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 21:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 21:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝรั่งเศสเล็งห้ามแบรนด์หรูทำลายสินค้าทิ้งเปล่าประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลฝรั่งเศสเตรียมจะออกกฎหมายห้ามผู้ผลิตทำลายสินค้าที่ขายไม่ออกหรือถูกส่งคืน คาดกระทบแบรนด์หรูหลายรายและผู้ค้าปลีกออนไลน์เช่นแอมะซอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ Stephane de Sakutin / AFP &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ว่ามาตรการที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศจะบังคับใช้นี้สอดคล้องกับกระแสความนิยมเพิ่มมากขึ้นของพรรคการเมืองแนวอนุรักษนิยมในการเลือกตั้งของยุโรปเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งรวมถึงในฝรั่งเศส ซึ่งพรรคอีอีแอลวีได้อันดับ 3 ด้วยคะแนน 13.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ เอดัวร์ ฟิลิป ของฝรั่งเศส เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า คำสั่งห้ามทำลายสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เสื้อผ้า, เครื่องไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยและเครื่องสำอาง จะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากสำนักงานนายรัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ในฝรั่งเศส แต่ละปีจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นของใหม่ถูกทิ้งหรือทำลายทิ้งเป็นมูลค่ามากกว่า 650 ล้านยูโร (22,972 ล้านบาท) ซึ่งมากกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่ถูกนำไปบริจาคถึง 5 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายเศรษฐกิจที่จะส่งเข้าคณะรัฐมนตรีเดือนกรกฎาคม และจะบังคับใช้ระหว่างปี 2564-2566 จะบังคับให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายส่งมอบผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ สถานีเอ็ม 6 เผยแพร่สารคดีที่รวมถึงวิดีโอจากกล้องแอบถ่าย เปิดโปงว่าบริษัทค้าปลีกออนไลน์ แอมะซอน ทำลายผลิตภัณฑ์หลายล้านชิ้นที่ลูกค้าส่งคืนหรือขายไม่ออก โดยเป็นข้อตกลงระหว่างแอมะซอนกับผู้ค้าปลีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว เบอร์เบอร์รี บริษัทแฟชั่นชั้นนำของอังกฤษ โดนตำหนิอย่างรุนแรงหลังจากยอมรับว่า แต่ละปีบริษัทเผาทำลายเสื้อผ้า, เครื่องประดับและน้ำหอมที่ขายไม่ออก มูลค่ารวม 28.6 ล้านปอนด์ (1,140 ล้านบาท) ป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้ถูกนำกลับมาขายในราคาถูก เพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์หรู ซึ่งต่อมาพบว่าเป็นวิธีปฏิบัติกันทั่วไปในอุตสาหกรรมนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37782</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายไม่ออก, ทำลายทิ้ง, ฝรั่งเศส, สินค้าแบรนด์เนม, ส่งคืน, เอดัวร์ ฟิลิป, แอมะซอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf7d6544647f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร” ดัดหลังซื้อขายแบรนด์เนมผ่านอีคอมเมิร์ซเตรียมซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้าเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; เตรียมซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้าเพิ่มอีก 2 เครื่อง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับสินค้านำเข้าโดยละเมิด สินค้าแบรนด์เนมสำแดงราคาต่ำหวังเลี่ยงภาษี หลังพบแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ฟุ้งยอดจัดเก็บรายได้ปีงบ 61 ฉลุยตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมสั่งซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้าที่นำเข้ามาด้วยการจัดส่งไปรษณีย์ (อีคอมเมิร์ซ) จากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 2 เครื่อง จากเดิมมี 1 เครื่อง เพื่อมาใช้ตรวจจับสินค้าที่นำเข้ามาโดยละเมิดกฎหมาย &amp;nbsp;โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมที่มีการสำแดงราคาเท็จ โดยแจ้งราคาต่ำกว่า 1.5 พันบาท เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีขาเข้าจากกรมศุลกากร รวมถึงสินค้าที่เป็น ยาเสพย์ติด ยาไอซ์ ตลอดจนสินค้าต้องห้ามว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซของคนไทยขยายตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยในแต่ละวันมีการสั่งนำเข้ามากกว่า 1 แสนรายการ และพบว่ามีความพยายามหลบเลี่ยงภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมากกว่าครึ่งมักแจ้งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่า 1.5 พันบาทเพื่อหลบภาษีแต่พอตรวจจับจริงกลับพบว่า เป็นของแบรนด์เนมชิ้นละหลายหมื่นบาทที่จัดส่งเข้ามา &amp;nbsp;โดยที่พบมาเป็นแว่นตา กระเป๋า รองเท้า ก็มีการนำเข้ามาเยอะ ดังนั้นกรมศุลกากรจึงต้องเพิ่มระบบตรวจสอบเพื่อรองรับการใช้สินค้าอีคอมเมิร์ซ&amp;rdquo; นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กรมฯ ยังเพิ่มระบบการเปิดตรวจสินค้าอีคอมเมิร์ซ โดยหากพบว่าที่อยู่ใดมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากจะเปิดตรวจสินค้าทุกครั้งทันที ซึ่งเพิ่มจากเดิมที่จะยึดข้อมูลจากชื่อคนรับเป็นหลัก เนื่องจากพบว่ามีการหลบเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนชื่อคนรับแทน ขณะเดียวกันจะเร่งเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบสินค้าอีคอมเมิร์ซตามด่านชายแดนทั่วประเทศ หลังพบมีขบวนการนำเข้าสินค้าแบบทรานซิส หรือนำเข้ามาทางสนามบินและส่งต่อไปประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นค่อยลักลอบนำเข้ามาทางรถยนต์ผ่านด่านชายแดน ซึ่งกรมศุลกากรจะประสานข้อมูลจากสนามบินไปด่านชายแดนเพื่อตามตรวจจับ ซึ่งที่ผ่านมาได้ตรวจจับได้ 2-3 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันกรมศุลกากรยังได้พัฒนาระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มอำนวยความสะดวกในเสียภาษีนำเข้าจากอีคอมเมิร์ซ โดยระยะแรกในเดือนม.ค.ปีหน้าจะเริ่มชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดที่ส่งมาพร้อมกับใบแจ้งรับสินค้าได้เลย จากนั้นให้นำใบรับพร้อมข้อมูลการจ่ายภาษีมารับของที่ไปรษณีย์ได้ แต่ในระยะต่อไปเดือนเม.ย.62 จะมีการพัฒนาระบบให้สามารถตัดรอบรายการที่เสียภาษีแล้วได้ จากนั้นจะนำของมาส่งให้ถึงบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปจ่ายภาษีหรือไปรับของที่ไปรษณีย์หลักสี่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กำลังพิจารณาออกประกาศกรมฯ เรื่องการยกเลิกการระงับการบังคับคดีการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายในชั้นศุลกากรกับ 3-4 ประเภท เช่น สินค้าเกษตรบางประเภท สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าต้องห้ามของไซเตส เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำซากให้ได้รับบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพราะแต่เดิมหากมีการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและถูกจับกุม ผู้ทำผิดก็จะยอมเสียค่าปรับและระงับคดีในชั้นศุลกากรจากนั้นก็กลับมาทำผิดใหม่ ดังนั้นต่อไปถ้ากฎหมายบังคับใช้ &amp;nbsp;เมื่อกระทำผิดเป็นครั้งที่สองจะต้องส่งฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อทันที จะเสียค่าปรับอย่างเดียวไม่ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะต้องมีการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อน เพื่อให้เกิดความรอบคอบเนื่องจากสินค้าหลายชนิดเป็นเรื่องอ่อนไหว และมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก เช่น การนำเข้าสินค้าเกษตร หรือสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าบางครั้งมีการหิ้วมาใช้เองเพียงใบเดียว หากต้องนำไปดำเนินคดีก็จะต้องดูว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการเก็บภาษีของปีงบประมาณ 2561 จะได้ตามเป้าหมาย 1.08 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กระทรวงการคลังปรับลดลงมาจาก 1.1 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการผู้นำเข้าใช้สิทธิอัตราภาษีนำเข้าต่ำ จากการข้อตกลงเขตเสรีการค้าอาเซียน (อาฟต้า) ส่วนปีงบประมาณ 2562 กรมฯ มีเป้าหมายเก็บภาษี 1.11 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากที่ผ่านมามีการเร่งประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในหลายด้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18453</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กุลิศ สมบัติศิริ, สินค้าแบรนด์เนม, เครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้า, เลี่ยงภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fa3d046b4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
