<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 07:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 07:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ ปลื้มแบรนด์นมไทย ‘แดรี่โฮม’ วางจำหน่ายในสิงคโปร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตออร์แกนิกทำจากนมของไทยจากบริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพาไปจับคู่ธุรกิจเปิดตลาดกับคู่ค้าสิงคโปร์ สามารถวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและมาร์เก็ตเพลสทั่วประเทศของสิงคโปร์ นับเป็นความสำเร็จของโครงการ &amp;ldquo;โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA&amp;rdquo; ซึ่งกรมฯจัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สหกรณ์โคนมและผู้ประกอบการนมโคแปรรูปของไทยได้ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ขยายตลาดส่งออกในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเข้าไปทำตลาดของสินค้าดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าอย่างมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่สิงคโปร์ที่เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทยโดยกระทรวงฯเล็งเห็นความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพสหกรณ์โคนมและผู้ประกอบการให้ใช้ประโยชน์จาก FTA เจาะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไทยมี FTA ด้วย เช่น อาเซียนและจีน ซึ่งได้ยกเว้นภาษีศุลกากรที่เก็บกับสินค้านมที่ส่งออกจากไทยแล้ว ทำให้ช่วยเพิ่มแต้มต่อทางการค้าแก่สินค้าไทย และยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการโคนมจากการส่งออกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119687</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตออร์แกนิก, สินิตย์ เลิศไกร, แดรี่โฮม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153da49053d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;หนุน โคนมไทยใช้ FTA บุกตลาดต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ก.ย. 2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดโลก โดยล่าสุดได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA&amp;rdquo; เพื่อเพิ่มศักยภาพสหกรณ์โคนม ผู้ประกอบการนมโคแปรรูป ส่งออกไปตลาดจีน โดยใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-จีน ที่ปัจจุบันจีนได้ยกเว้นภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้านมให้ไทยแล้ว ซึ่งถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยการดำเนินโครงการในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 4 จะเน้นสินค้านมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากจีน และนม Future Food ผลิตภัณฑ์นมเพื่อสุขภาพ สินค้าที่ใช้นวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่า ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นต้องการของผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความคืบหน้าการดำเนินโครงการ กรมเจรจาฯ ได้คัดเลือกสหกรณ์โคนมและผู้ประกอบการนมโคแปรรูป 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรมอบรม Boot Camp และจัดประกวดการนำเสนอแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อคัดเลือกผู้เข้ารอบ 5 ราย เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้านมแบรนด์ไทย โดยจะนำสินค้าวางบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในตลาดจีน และจัดทำ Live sale ขายบนแพลตฟอร์มเถาเป่าของจีน ควบคู่การจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าจีนทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกสหกรณ์โคนมและผู้ประกอบการนมโคแปรรูปเข้าร่วมโครงการปีนี้ กรมฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องวัตถุดิบเป็นน้ำนมโคจากเกษตรกรภายในประเทศ หรือนำเข้านมผงจากประเทศคู่ค้า FTA กระบวนการผลิตที่มีประกาศในสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และได้รับมาตรฐานส่งออก EST มาตรฐาน อย. และมาตรฐานอื่น ๆ เช่น ฮาลาล และ CODEX ผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้นวัตกรรม ออกแบบบรรจุภัณฑ์สวยงาม และเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผู้ประกอบการเคยส่งออกและมีแผนการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน ได้สรุปผลการคัดเลือกแล้ว สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 20 ราย ได้แก่ 1.บริษัท คชเชอร์ โกลบอล ฟู้ด จำกัด 2.บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด 3.บริษัท ซันฟู้ดส์ คอร์ป จำกัด 4.บริษัท เดสทินี เอเชีย จำกัด 5.บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด 6.บริษัท ไทยซองฟู้ด จำกัด 7.บริษัท บุณยเกียรติ ไอศกรีม จำกัด 8.บริษัท เบญทอยส์ กรุ๊ป จำกัด 9.บริษัท แมรี่ แอน แดรี่ โปรดักส์ จำกัด 10.บริษัท ราซี่อินโนเวชั่น โปรดักส์ จำกัด 11.บริษัท เวจจี้ส์แดรี่ จำกัด 12.บริษัท อีสานใต้แดรี่ จำกัด 13.สหกรณ์การเกษตรสีคิ้ว จำกัด 14.สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด 15.สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด 16.สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด 17.สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด 18.สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด 19.สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด 20.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และสำรอง 5 ราย ได้แก่ 1.หจก.กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมเขื่อนป่าสัก 2.หจก.ชาริสสยาม 3.หจก.แสงไทยวัฒนา 4.บริษัท วันเดอร์มิลค์แอนด์แดรี่ จำกัด 5.บริษัท พีเอสเค ผลิตภัณฑ์นม จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมสู่ตลาดโลก มูลค่า 343.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.3% ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน มูลค่า 290.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1.6% จีน มูลค่า 14.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 8.9% ฮ่องกง มูลค่า 14.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 18.2% และกานา มูลค่า 6.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 15.4% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต นม UHT นมถั่วเหลืองที่มีนมผสม และนม ครีมที่ไม่เติมน้ำตาล เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118186</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA), สินิตย์ เลิศไกร, โคนมไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153da49053d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โซเชียลมีเดียหนุน &#039;พาณิชย์&#039;เผยสถิติตั้งธุรกิจโฆษณาใหม่ครึ่งปีแรกพุ่ง 557 ราย ขยายตัว 26.59%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ส.ค. 2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ในช่วง 6 เดือนปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) ธุรกิจโฆษณามีจำนวนการจดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น 557 ราย เพิ่มขึ้น 26.59% มีทุนจดทะเบียน 893.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.39% ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีของธุรกิจโฆษณาในประเทศไทย โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านดิจิทัล เพราะผลจากการแพร่ระบาดของโควิด9-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการทำงานที่บ้านและเรียนออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การใช้งานระบบออนไลน์ การใช้โซเชียลมีเดีย และการรับชมทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การโฆษณาผ่านช่องทางเหล่านี้ จึงโตตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนธุรกิจโฆษณาดิจิทัลให้มีอัตราการเติบโต คือ ภาคธุรกิจสามารถเลือกช่องทางการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้น มีแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว และการมีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับให้ผู้บริโภคเปิดรับสื่อได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีการเติบโตของการลงเงินโฆษณาถึง 20% โดยสื่อดิจิทัลที่มีเม็ดเงินลงทุน ได้แก่ Facebook ร้อยละ 32 , YouTube ร้อยละ 23 และ TikTok มีแนวโน้มการเติบโตสูงอยู่ที่ร้อยละ 21 โดยการลงทุนในแต่ละสื่อมีมูลค่าเม็ดเงินสูงถึงพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการโฆษณาทางโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน มีความเหมาะสมกับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างสะดวกรวดเร็วและใช้เงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก แต่ต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นลำดับแรก การเลือกช่องทางการสื่อสาร การเลือกช่วงเวลา และความถี่ที่เหมาะสม รวมทั้งการคิดนอกกรอบในการสร้างสรรค์สื่อโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายเข้าใจในคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของลูกค้าได้อย่างแท้จริง จะทำให้ธุรกิจโฆษณาสามารถอยู่รอดในตลาดและสามารถแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีธุรกิจโฆษณาที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวนทั้งสิ้น 10,293 ราย คิดเป็น 1.28% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินกิจการอยู่ และมูลค่าทุนรวม 52,668.81 ล้านบาท คิดเป็น 0.27% ของมูลค่าทุนธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 8,868 ราย คิดเป็น 86.15% มูลค่าทุนรวม 43,541.39 ล้านบาท คิดเป็น 82.67% โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวน 6,365 ราย คิดเป็น 61.84% รองลงมา คือ ภาคกลาง 1,990 ราย คิดเป็น 19.33% ภาคเหนือ 598 ราย คิดเป็น 5.81% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 435 ราย คิดเป็น 4.23% ภาคใต้ 426 ราย คิดเป็น 4.14% ภาคตะวันออก 368 ราย คิดเป็น 3.58% และภาคตะวันตก 111 ราย คิดเป็น 1.08% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโฆษณาในไทย มีมูลค่าการลงทุนจำนวน 3,804.31 ล้านบาท คิดเป็น 7.23% ของการลงทุนในธุรกิจโฆษณา โดยสัญชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อเมริกัน 1,689.05 ล้านบาท คิดเป็น 3.21% จีน 408.70 ล้านบาท คิดเป็น 0.78% และเยอรมัน 345.70 ล้านบาท คิดเป็น 0.66%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือของผู้ใช้งานอายุระหว่าง 16-64 ปี ในประเทศไทย พบว่า มีการใช้งานเฉลี่ย 5.07 ชั่วโมงต่อวัน มากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก และหากนับรวมการใช้อินเทอร์เน็ตทั้งระบบ คนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 41% ของการใช้เวลาภายใน 1 วัน ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญและหันมาประกอบธุรกิจ ทำการตลาดบนโลกออนไลน์มากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล ปี 2563 ของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ที่ภาคธุรกิจมีการใช้งบประมาณซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลมูลค่าสูงถึง 21,058 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2562 (19,555 ล้านบาท) และข้อมูลของบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด รายงานว่า ช่วงครึ่งปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางรวมแล้วจำนวน 53,640 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโฆษณา, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610b488b755f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์หนุนใช้ FTA ส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร บุกตลาดจีน-อินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ค.2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาออนไลน์ เรื่อง &amp;ldquo;FTA นำเกษตรไทย ทะลุโควิด ตะลุยตลาดมังกรและแดนภารตะ&amp;rdquo; ที่จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ว่า การสัมมนาครั้งนี้ ได้ดำเนินตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการเร่งขยายตลาดให้กับสินค้าไทยส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและนิยมสินค้าของไทย จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะสามารถส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับจีนและอินเดียเป็นประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ ได้นำทีมวิทยากรทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอาหารแปรรูปของไทย ทั้งเรื่องกลยุทธ์การเจาะตลาดสินค้าเกษตรไปตลาดโลก การปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคโควิด-19 แนวโน้มของตลาดจีนและอินเดีย และการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนความเห็นและแนวคิดการสร้างความแตกต่างของสินค้าไทยและเทรนด์อาหารในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเชื่อมั่นว่าเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และอาหารแปรรูป จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้เพื่อเตรียมความพร้อมส่งออกไปตลาดจีนและอินเดีย รวมทั้งใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อให้กับสินค้าเกษตรไทย ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า และให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ได้มากขึ้น&amp;rdquo;นายสินิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับจีนและอินเดีย ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน ไทย-อินเดีย และอาเซียน-อินเดีย ซึ่งส่งผลให้จีนและอินเดียได้ลดและยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่จากไทยแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบเมื่อต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศอื่นในตลาดจีนและอินเดีย โดยนับตั้งแต่ปี 2548 ที่ไทยมี FTA กับจีน พบว่า การส่งออกของไทยไปจีนขยายตัวถึง 225% และนับตั้งแต่ปี 2547 ที่ไทยมี FTA กับอินเดีย พบว่า การส่งออกของไทยไปอินเดียขยายตัวถึง 500%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วง 5 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกของไทยไป 18 ประเทศคู่ FTA มีมูลค่ากว่า 8,428 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนมูลค่ากว่า 4,459 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 45% และไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปอินเดียมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 84% สินค้าเกษตรของไทยที่ขยายตัวได้ดีในตลาดจีนและอินเดีย เช่น ผลไม้สด ผลไม้แช่เย็น ผลไม้แช่แข็ง ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องเทศ สมุนไพร ผลไม้กระป๋อง และผลไม้แปรรูป เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตของการค้าไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ทั่วโลกจะเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตโควิด-19
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110937</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210724/image_big_60fb907dcd78c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 22:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 22:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พาณิชย์&#039;ขึ้นทะเบียนสินค้า GI &#039;ข้าวขาวกอเดียวพิจิตร&#039; ของไทย และ &#039;เชอร์รี่ฮิกาชิเนะ&#039; จากญี่ปุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค. 2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้ารายการใหม่ 2 รายการ โดยเป็นสินค้าไทย 1 รายการ คือ ข้าวขาวกอเดียวพิจิตร และสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น 1 รายการ คือ เชอร์รี่ฮิกาชิเนะ ทำให้ขณะนี้ มีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 137 รายการ และมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนให้ได้ 15 รายการภายในปีนี้ เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้เพิ่มขึ้น จากความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถผลิตได้ในท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้าวขาวกอเดียวพิจิตร ที่ขึ้นทะเบียน GI ครอบคลุมทั้งข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวสาร มีลักษณะเด่น คือ เมล็ดข้าวเรียวยาวสามารถสีเป็นข้าวสารได้ 100% เมื่อหุงสุกข้าวจะร่วนค่อนข้างแข็ง ส่วนของปลายข้าว สามารถใช้ผลิตเส้นขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยว เพราะมีความข้นหนืด ซึ่งเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของข้าวขาวกอเดียวพิจิตร และยังเป็นข้าวนาปีไวต่อแสง ทำให้ลำต้นมีความสูงถึง 190 เซนติเมตร จึงเหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ลุ่มที่มีน้ำหลากในช่วงฤดูฝนของจังหวัดพิจิตร
ส่วนเชอร์รี่ฮิกาชิเนะ เป็นเชอร์รี่สายพันธุ์ซาโต-นิชิกิ และเบนิ-ซูโฮ มีผลสีแดง ขนาดใหญ่ มีรสชาติหวาน อมเปรี้ยวกลมกล่อมพอเหมาะ มีการปลูกมานานกว่า 90 ปี ในเมืองฮิกาชิเนะ จังหวัดยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านรสชาติและรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ไทยรับขึ้นทะเบียนสินค้า GI จากต่างประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการชาวต่างชาติ ในระบบการคุ้มครอง GI และการปกป้องไม่ให้ถูกละเมิดชื่อสินค้า GI และในทางกลับกัน ไทยก็จะดำเนินการผลักดันการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศให้กับสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย&amp;rdquo;นายสินิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังจะเดินหน้าผลักดันให้มีการจัดทำระบบควบคุมมาตรฐานสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้า ตลอดจนส่งเสริมด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศในวงกว้างและครบวงจร ซึ่งขณะนี้มีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยตุง เส้นไหมไทย พื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมยกดอกลาพูน และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102960</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI), ข้าวขาวกอเดียวพิจิตร, สินิตย์ เลิศไกร, เชอร์รี่ฮิกาชิเนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e969668248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ควง &#039;สินิตย์&#039; ถกผู้บริหาร พณ. เดินหน้า 14  แผนงาน พร้อมแบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยคนใหม่ดูแล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกันหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เดินทางเข้ามารับหน้าที่วันนี้ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จัดพิธีต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มีนาคม 2564 นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฎิบัติหน้าที่ให้ดีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน วันนี้ตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อจากนั้น นายจุรินทร์ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยจะมอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับรัฐมนตรีช่วย&amp;quot;วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล &amp;quot; ก่อนหน้านี้ทุกประการโดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป จากนั้นและนายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงานและ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97689</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061b7ef69bfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สินิตย์’เข้ากระทรวงพาณิชย์วันแรก  ‘จุรินทร์’ต้อนรับมั่นใจทำงานเป็นทีม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 29 มี.ค.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่ง โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆ ให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายสินิตย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มี.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฏิบัติหน้าที่ให้ดี เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป และจะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยได้มอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนก่อนหน้านี้ทุกประการ โดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดมา นายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงาน และ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์ให้กับนายสินิตย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97656</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร, เข้าทำงานวันแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60617d3a22aeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
