<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>23731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 17:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนสั่งทบ.จ่ายแม่สิบโทกิตติกร 1.87 ล้านปมถูกซ้อมเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ธ.ค.61 -&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ&amp;nbsp;อ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ พ.1131/2560 คดีหมายเลขแดงที่ พ.858/2561 ซึ่งนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งต่อกองทัพบกให้รับผิดกรณีละเมิดเป็นเหตุให้ สิบโทกิตติกร จนเสียชีวิต จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรเสียชีวิตในเรือนจำทหาร จังหวัดสุรินทร์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตามคำฟ้องอุทธรณ์ของนางบุญเรืองฯ โจทก์อุทธรณ์ และค้ำแก้อุทธรณ์ของกองทัพบก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การกระทำของจำเลยต้องรับผิดแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และฟ้องของโจทก์ ไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาเรื่องค่าเสียหายไว้ 3 ประเด็นดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามสถานะ สถานภาพทางสังคม และความเป็นอยู่ของโจทก์แล้ว การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงเห็นพ้องด้วย &amp;nbsp;โดยศาลพิพากษาให้ชดใช้ค่าจัดการศพแก่โจทก์จำนวน 120,000 บาทแต่หักเงินที่ฝ่ายจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้ว 50,000บาท ดังนั้นจึงต้องชำระให้โจทก์อีก 70,000 บาท &amp;nbsp;ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายจริงในการจัดงานศพเป็นเงินทั้งสิ้น 211,225 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง ค่าขาดไร้อุปการะ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลต้องพิจารณาถึงโอกาสตามความเป็นจริงในขณะที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตาย ซึ่งในขณะสิบโทกิตติกรฯ ถึงแก่ความตาย สิบโทกิตติกรฯได้รับคำสั่งให้ออกจากข้าราชการทหารแล้ว จึงไม่ได้รับเงินเดือนอันเป็นรายได้ที่แน่นอนจะให้แก่โจทก์ได้ อีกทั้งสิบโทกิตติกรฯยังต้องคำพิพากษาให้จำคุกอยู่ระหว่างดำเนินคดีอาญา ยิ่งทำให้โอกาสที่โจทก์จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสิบโทกิตติกรฯ น้อยลงไปอีกด้วย ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำนวน 1,800,000 บาทนั้น เหมาะสมแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าหากบุตรโจทก์ไม่ถูกกระทำให้ตายจะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ไปจนสิ้นอายุไขของโจทก์ จึงเรียกค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 6,600,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สาม ค่าขาดสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลอุทธรณ์พิจารณา เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้น อ้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น ชอบแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายคุ้มครองบุคคลทั่วไป กับบุคคลที่ได้รับคงวามเสียหายทางแพ่ง ย่อมต้องอาศัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกำหมายอื่นๆ เมื่อโจทก์เรียกค่าเสียหายโดยอ้างเพียงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่บรรยายฟ้องให้เห็นว่า มีค่าเสียหายใดบ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น ที่โจทก์ควรได้รับ ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายอื่นได้อีก ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายโดยชอบแล้ว ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกจำนวน 10,000,000 บาท เพื่อเป็นมาตรการเชิงลงโทษที่รัฐต้องตระหนักและควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้กระทำละเมิดต่อชีวิตประชาชนดังเช่นกรณีบุตรของโจทก์ที่ถูกกระทำถึงแก่ความตาย โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้กองทัพบกชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,870,000 บาท แก่นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ &amp;nbsp;มารดาสิบโทกิตติกร จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำ มทบ. 25 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรจนเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายดังกล่าว ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้ไต่สวนการตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2559 แล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ว่าผู้ตายถูกพลอาสาสมัครซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำกับพวกรวม 4 คน ทำร้ายสิบโทกิตติกร มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก จนถึงแก่ความตาย &amp;nbsp;อีกทั้งรายงานการผ่าศพของแพทย์พบว่าภายในศีรษะมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง สมองบวม บริเวณทรวงอกภายในมีกระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่ &amp;nbsp;บริเวณปอดมีรอยฟกช้ำที่กลีบปอดซ้าย บริเวณท้องมีของเหลวสีน้ำตาลอยู่ภายในช่องท้องประมาณ 200 มิลลิลิตร กระเพาะอาหารแตก และมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่บริเวณกลีบซ้ายของตับ &amp;nbsp;โดยรายงานการชันสูตรพลิกศพสรุปว่าสาเหตุการตายเกิดจาก มีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำทำร้ายสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณเรือนจำที่ตนเป็นสิบเวรประจำวัน &amp;nbsp;มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่อหน่วยงานและบุคคลผู้ต้องขัง แต่ได้จงใจสั่งการและร่วมกันกับพลทหารผู้ช่วย ทำร้ายสิบโทกิตติกรฯ โดยทรมานและทารุณโหดร้าย และจงใจไม่แจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการบาดเจ็บของสิบโทกิตติกรฯ และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ มีพฤติการณ์ข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในห้องขังเดียวกันช่วยเหลือสิบโทกิตติกรฯ และได้สั่งผู้ต้องขังในห้องขังทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรฯ ที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้องหลายครั้งจนกระทั่งสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายยืนยันว่าประสงค์จะดำเนินคดีจนถึงศาลสูงสุด โดยจะยื่นฎีกาในประเด็นค่าเสียหายต่อศาลฎีกาต่อไป และมีความกังวลกับการดำเนินคดีอาญาเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด ที่ ป.ป.ท. รับเรื่องไว้แล้ว โดยเห็นว่าคดีมีความล่าช้าทั้งที่ข้อเท็จจริงมีการพิสูจน์ที่ศาลจังหวัดสุรินทร์ในการไต่สวนการตายชัดเจนแล้วถึงการกระทำความผิด จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ท. เร่งดำเนินคดีอาญาด้วย อีกทั้งต้องการให้กองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการเคร่งครัดในการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นกรณีลูกของตนอีกต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23731</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญเรือง สุธีรพันธุ์, สิบโทกิตติกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180222/image_big_5a8e543de2fbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2018 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2018 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลแพ่งสั่งกองทัพบกจ่าย1.8ล้านให้แม่&#039;สิบโทกิตติกร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 61 - เวลา 10.30 น. วันที่ 22 ก.พ.&amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 410&amp;nbsp; ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ อายุ 63 ปี มารดาของ ส.ท.กิตติกร สุธีรพันธุ์ บุตรชายที่เสียชีวิต เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กองทัพบก เป็นจำเลย เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 18 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อเดือน ก.พ. 2559 ส.ท.กิตติกร สุธีรพันธุ์ บุตรชาย ถูกเจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบก (มทบ.25) กับพวก รุมทำร้ายในเรือนจำทหาร จ.สุรินทร์ จนเสียชีวิตลงในวันที่ 21 ก.พ. 2559 โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ อาทิ ค่าขาดไร้ผู้อุปการะคุณ ค่าปลงศพ ค่าเสียโอกาส และอื่นๆ&amp;nbsp;เป็นเงินจำนวนตามฟ้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว มีคำพิพากษาให้กองทัพบกชดใช้เงินจำนวน 1,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ ผู้เป็นมารดาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3668</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, ชดใช้1.8ล้าน, ศาลแพ่ง, สิบโทกิตติกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180222/image_big_5a8e543de2fbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
