<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;ลุยแก้ปม sms หลอกลวง!ฟุ้งโควิด-19ดันยอดพร้อมเพย์กระฉูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ต.ค. 2564 นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีเอสเอ็มเอส (sms) หลอกลวงประชาชน ว่า ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยที่ผ่านมาได้มีการแจ้งเตือนประชาชนถึงกรณีที่ได้รับ sms หรือลิ้งค์หลอกลวงปล่อยสินเชื่อต่าง ๆ รวมถึงได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile operator) เพื่อป้องกันการกระทำดังกล่าว อีกทั้งยังได้หารือร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในการดูแลเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกับสถาบันการเงินในการแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ส่วนการส่ง sms นั้น สถาบันการเงินยืนยันว่าไม่ได้มีการส่ง sms หาลูกค้าโดยตรง โดยทั้งหมดเป็นมาตรการเร่งด่วนในการดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนในระยะยาวคงต้องทำในลักษณะดังกล่าวในหลาย ๆ ด้านควบคู่กันไป ทั้งการแจ้งเตือนประชาชน การให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจ รวมถึงการเร่งดำเนินการในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องทำหลายด้านด้วยกัน ทั้งการเตือนประชาชน และการกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการมีการป้องกันเรื่องพวกนี้ด้วย โดยในส่วนของประชาชนก็ต้องไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่น เพื่อป้องกันการหลอกลวงหรือปลอมแปลงเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ส่วนการคลิกลิ้งค์ ก็ขอให้หยุดคิกก่อน หรืออาจจะสอบถามไปยังหน่วยงานต้นทางที่ส่งลิ้งค์ หรือ sms มาก่อน ต้องระวังไม่คลิกง่าย ๆ&amp;rdquo; นางสาวสิริธิดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสิริธิดา กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่งดการเดินทางออกจากบ้าน ได้ส่งผลให้การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบดิจิทัลขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์ ที่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 28 ล้านรายการต่อวัน หรือในช่วงพีคจะอยู่เกือบ30 รายการการต่อวัน จากช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ 10 ล้านรายการต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เชื่อว่าแนวโน้มหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้ว การทำธุรกรรมทางการเงินจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการให้บริการทางการเงินและการลงทุนใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน สะท้อนว่าหลังโควิด-19 ภาคการเงินจะพัฒนา ปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงไปสู่บริการทางการเงินดิจิทัลแบบก้าวกระโดด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119413</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา, เอสเอ็มเอส (sms) หลอกลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163e9cad774c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธปท.”ผุดแนวทางคุมคริปโทเคอร์เรนซี Stablecoin</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มี.ค.2564 น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. มีแนวนโยบายกำกับดูแลการให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีที่รู้จักกันในชื่อ Stablecoinแต่ละประเภท ดังนี้ 1. Stablecoin ประเภทที่มีเงินบาทหนุนหลัง (Baht-backed Stablecoin) เป็นคริปโทเคอร์เรนซีประเภทหนึ่งที่พยายามลดความผันผวนโดยผูกมูลค่ากับเงินบาท และนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งอาจมีลักษณะเข้าข่ายเป็นบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ภายใต้ พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 ที่ ธปท. กำกับดูแลความเสี่ยงในมิติต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการชำระราคา ด้านการฟอกเงิน ด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี และด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการ จึงขอให้ผู้ที่ประสงค์จะให้บริการในลักษณะดังกล่าวหารือกับ ธปท. เพื่อพิจารณาก่อนเริ่มดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นโยบายการกำกับดูแล Stablecoin ดังกล่าว สอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลในหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เป็นต้น&amp;rdquo; น.ส.สิริธิดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. Stablecoin ประเภทอื่น ได้แก่ ประเภทที่มีเงินตราต่างประเทศหนุนหลัง (FX-backed Stablecoin) หรือมีสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอื่น ๆ หนุนหลัง (Asset-backed Stablecoin) หรือประเภทที่ใช้กลไกอื่น ๆ เพื่อประมวลผลให้สามารถคงมูลค่าได้แม้ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (Algorithmic Stablecoin) ที่มิได้เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่ง ธปท. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนพิจารณาแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยืนยันว่า ธปท. เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีและพร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ เพื่อยกระดับการให้บริการในภาคการเงิน ซึ่งขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลระดับประชาชน (Retail Central Bank Digital Currency: Retail CBDC) ให้มีความปลอดภัย ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชน และภาคธุรกิจสามารถนำไปต่อยอดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน และพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท.จะยังติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในภาคการเงินอย่างใกล้ชิด โดยพิจารณาถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมากำหนดนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ&amp;rdquo; น.ส.สิริธิดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา มีการพัฒนาคริปโทเคอร์เรนซีที่รู้จักกันในชื่อ Stablecoin โดยอิงมูลค่ากับสินทรัพย์หรือเงินตรา เพื่อให้มูลค่าผันผวนน้อยลง ซึ่งมีอยู่หลายประเภท บางประเภทอาจเข้าข่ายการนำมาใช้ทดแทนเงินบาทในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและความมั่นคงของระบบเงินตราของประเทศ ขณะที่บางประเภทมีศักยภาพในการนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระบบการเงิน รวมถึงการนำไปใช้เพื่อต่อยอดบริการทางการเงินต่าง ๆ ที่สอดรับกับความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96590</URL_LINK>
                <HASHTAG>Stablecoin, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_605467162eedd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 21:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;แจงแอปพลิเคชั่นธนาคารล่มรับสิ้นเดือน เหตุมีการทำธุรกรรมสูง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ย. 2563 นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินธปท. &amp;nbsp;เปิดเผยถึงกรณีที่ระบบ mobile banking ของบางธนาคารมีการหน่วงหรือช้า ว่า จากการติดตาม พบว่า บางธนาคารมีการตอบกลับช้าหรือเข้าใช้งานไม่ได้เป็นช่วง ๆ ส่วนใหญ่เป็นรายการประเภทชำระบิลเรียกเก็บเงิน (Bill payment) และบางธนาคารมีรายการรอทยอยเข้าบัญชีในช่วงธุรกรรมสูง (Peak time)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธปท. และธนาคารสมาชิกได้ร่วมกันติดตามการให้บริการและการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยให้ธนาคารที่ระบบช้าเร่งชี้แจงลูกค้า และให้มีช่องทางอื่นให้ลูกค้าใช้ทดแทน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85555</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา, แอปล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc504e4b3d7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ดีเดย์ 1 ต.ค. ขยายยอดโอนเงินออนไลน์สูงสุด 7 แสนบาท ฟรีค่าธรรมเนียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ไฟเขียวขยายยอดโอนเงินออนไลน์ สูงสุดไม่เกิน 7 แสนบาทต่อครั้ง ฟรีค่าธรรมเนียม ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ หวังลดความแออัดการทำธุรกรรมช่วงสิ้นเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้ ธปท.ขยายวงเงินการโอนเงินของธนาคารพาณิชย์ผ่านระบบออนไลน์โดยใช้เลขที่บัญชีจากไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อครั้ง เป็นไม่เกิน 7 แสนบาทต่อครั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขยายวงเงินการโอนดังกล่าวขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละธนาคารพาณิชย์ที่มีความพร้อมและรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นการกำหนดวงเงินการโอนแต่ละธนาคารจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากันและเริ่มพร้อมกัน ขณะที่ผู้โอนเงินก็สามารถกำหนดความเสี่ยงการโอนเงินผ่านเลขที่บัญชีผ่านระบบออนไลน์ได้ โดยกำหนดวงเงินการโอนตามที่ตัวเองต้องการและคิดว่าปลอดภัยไม่จำเป็นต้องเป็นไม่เกิน 7 แสนบาทต่อครั้ง&amp;rdquo; น.ส.สิริธิดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลการขยายวงเงินการโอนเงินดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันมีขยายตัวของการบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์และการขยายวงเงินการโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว การกำหนดวงเงินสูงสุดในการโอนเงินผ่านเลขที่บัญชีไว้ที่ 5 หมื่นบาทต่อครั้ง พบว่าเป็นอุปสรรคทำให้ผู้โอนเงินต้องทำการโอนเงินหลายครั้ง ทำให้เกิดจำนวนครั้งของการทำธุรกรรมการโอนเงินออนไลน์มากขึ้น การขยายวงเงินจึงช่วยลดความแออัดของการทำธุรกรรมการโอนเงินในช่วงสิ้นเดือนที่มีธุรกรรมจำนวนมากได้ส่วนหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรการขยายวงเงินการโอนเงินออนไลน์ผ่านเลขที่บัญชี เป็นคนละส่วนกับการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ใช้หมายเลขโทรศัพท์หรือบัตรประชาชนอ้างอิงในการโอนเงิน ซึ่งบางธนาคารให้โอนได้ถึง 2 ล้านบาทต่อครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละธนาคาร โดยการโอนเงินทั้งระบบเลขที่บัญชีและระบบพร้อมเพย์ได้ดำเนินการอยู่บนระบบเดียวกันทั้งหมดแล้วในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สิริธิดา กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาระบบของธนาคารพาณิชย์ล่มในช่วงวันสิ้นเดือน เนื่องจากมีธุรกรรมสูงกว่าช่วงวันปกติ ธปท.จึงได้หารือร่วมกับ สมาคมธนาคารไทยและบริษัทกลาง ITMX &amp;nbsp;เพื่อขยายช่องในการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้ง โดยกำหนดให้แต่ละธนาคารต้องเพิ่มระบบรองรับปริมาณธุรกรรมให้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของธุรกรรมที่เคยมีสูงสุดในปัจจุบัน โดยต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงมีระบบติดตามปัญหาในภาพรวมให้เห็นว่าปัญหาเกิดจากธนาคารแห่งไหน เพื่อที่จะได้เข้าไปแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18532</URL_LINK>
                <HASHTAG>1ต.ค., ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ฟรีค่าธรรมเนียม, สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา, โอนเงินออนไลน์ 7แสนบาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac380a5fb83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
