<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการ มช.ลงพื้นที่ผันน้ำยวม แนะรัฐทบทวนอีไอเอ-ชะลอโครงการ เยาวชนสำรวจระบบนิเวศร่วมปกป้องธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.64 - ดร.ชยันต์&amp;nbsp;วรรธนะภูติ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Regional Center for Social Science and Sustainable Development : RCSD) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการผันน้ำยวม ว่าได้เดินทางพร้อมคณะไปที่บ้านแม่งูด อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นปากอุโมงค์ผันน้ำมาลงอ่างเขื่อนภูมพล โดยสิ่งที่พบคือชาวบ้านบอกว่าถูกหลอกโดยมีคนที่อ้างว่าเป็นสื่อมวลชนมาถ่ายทำความคิดเห็นของชาวบ้าน และชาวบ้านต่างบอกว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เนื่องจากไม่มีส่วนร่วมใดๆ แต่เมื่อนำไปเสนอข่าวกลับบอกว่าชาวบ้านเห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีหน่วยงานรัฐเข้ามาสอบถามชาวบ้านแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจเพราะไม่มีใครได้รับข้อมูลหรือเห็นรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA นอกจากชาวบ้านแม่งูดที่ไม่รู้ข้อมูลแล้ว ยังมีชาวบ้านรอบๆพื้นที่อีกหลายหมู่บ้านก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แต่ชาวบ้านมีความเด็ดเดี่ยวที่จะร่วมกันคัดค้านโครงการผันน้ำครั้งนี้ &amp;nbsp;สาเหตุที่พวกเขาไม่เห็นด้วยนอกจากการไม่มีส่วนร่วมแล้ว โครงการนี้ยังซ้ำเติมพวกเขาอีกครั้งเพราะชาวบ้านเคยถูกอพยพจากการสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อ 2507 มาแล้ว จนกลายเป็นนิคมฯในพื้นที่ป่าสงวน ทุกวันนี้พวกเขาได้ลงหลักปักฐานจนมีรายได้จากสวนลำใยซึ่งได้ผลผลิตดีและยังเลี้ยงวัวโดยปล่อยให้หากินในป่า นอกจากนี้ยังมีรายได้จากของป่า ซึ่งหากถูกขุดเจาะอุโมงค์และกลายเป็นกองดินถมป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;น้ำในอ่างเก็บน้ำที่จะเพิ่มขึ้น ชาวบ้านเชื่อว่าต้องท่วมบ้านและสวนของพวกเขาที่อยู่ขอบอ่าง เหมือนครั้งหนึ่งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่นับสิบวันทำให้ต้นลำใยเสียหายและช่วงเวลาก่อสร้างโครงการที่มีการสร้างถนนและขุดเจาะอุโมงค์ย่อมทำให้เกิดมลภาวะ ที่แน่ๆคือความเป็นอยู่ที่สบายอย่างเพียงพอ ก็จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาจึงได้ยื่นหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านโครงการนี้แล้ว แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าศูนย์ RCSD กล่าวว่า คณะได้ลงพื้นที่หมู่บ้านแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการโดยจะมีการกั้นลำน้ำยวมเพื่อสร้างเขื่อนและอ่าง นอกจากนี้ยังมีสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ โดยสถานการณ์ของชาวบ้านไม่มีต่างประจากชาวบ้านแม่งูด โดยชาวบ้านมีความตื่นตัวมากทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง เยาวชนและกลุ่มผู้หญิง ซึ่งพวกเขาชี้ให้เห็นการทำงานของมหาลัยวิทยาลัยที่เข้ามาเก็บข้อมูล EIA ที่ส่งนักศึกษาเข้ามาแต่ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างเขื่อนและสถานีสูบน้ำ รวมทั้งการขุดเจาะอุโมงค์ที่ต้องมีกองดินขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อมีการสร้างเขื่อนและอ่างปริมาณน้ำจะเอ่อท้นขึ้นมาเป็นปัญหาที่สำคัญของชาวบ้าน เขาเชื่อว่าปลาขนาดใหญ่หรือปลาเล็กที่เคยอพยพมาจากแม่น้ำสาละวิน ก็จะเข้ามาไม่ได้อีก รวมถึงหอยน้ำและสัตว์น้ำอย่างอื่น รวมถึงพืชผักริมน้ำที่ชาวบ้านพึ่งพาก็จะหายไป ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้ไร่หมุนเวียนหรือการเลี้ยงวัว พวกเขามีวิถีชีวิตโดยคนเหล่านี้เคยเป็นแรงงานในเหมืองแร่ริมน้ำยวม หลายคนไม่สามารถอ่านหนังสือไทยได้ เพราะฉะนั้นการที่ทีมจัดทำ EIA เข้ามาเขาจึงไม่เข้าใจข้อมูลที่มีแต่ภาษาไทย และใน EIA เขียนว่ามี 4 ครอบครัวที่จะได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะอุโมงค์ แต่จริงๆแล้วมีมากกว่านั้น&amp;rdquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ชยันต์กล่าวว่า เคยมีบทเรียนกรณีปากมูน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอให้ทำการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยให้ตั้งกรรมการขึ้นมาจากทั้งสองซึ่งเป็นที่ยอมรับ โดยศึกษาทั้งด้านปลา เศรษกิจและสังคม แล้วมานำเสนอให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับ แต่สุดท้ายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ไม่ยอมรับรายงานฉบับนี้จึงเกิดการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ และชาวบ้านได้ร่วมกันทำ EIA ของตัวเอง กลายเป็นงานวิจัยไทบ้านนำเสนอต่อเวทีสาธารณะ จนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถโต้เถียงข้อมูลของชาวบ้านได้ ตอนนั้นรัฐบาลไม่ยอมทำตามมติ แต่ชาวบ้านก็ได้เสนอข้อเท็จจริงเป็นรูปธรรมซึ่งเป็นบทเรียนน่าสนใจ รัฐบาลควรให้ชาวบ้านเลือก ตอนหลังเขาจึงยอมเปิดประตูเขื่อนเพื่อให้ปลาเข้ามาตามฤดูกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญมันเป็นประเด็นที่สังคมได้รับรู้มากขึ้น การทำโครงการขนาดใหญ่ถ้าขาดการมีส่วนร่วมที่น่าเชื่อถือ รัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องนี้ อย่างเรื่องรายได้ของชาวบ้านแม่งูดที่ต้องสูญเสียไปนั้นมีเท่าไร หรือชาวบ้านน้ำเงาที่แม่น้ำเงาและยวมไหลไปรวมกับสาละวินเป็นระบบนิเวศที่สำคัญมากของทั้ง 3 แม่น้ำ เมื่อมีการสร้างเขื่อนแล้วจะเป็นย่างไร พื้นที่บริเวณนี้ชาวบ้านเขารู้ละเอียด เราจะเข้าไปช่วยชาวบ้านในการเก็บข้อมูล ทำงานวิจัยร่วมกัน ต้นเดือนพฤศจิกายนเราเข้าไปบ้านแม่งูดอีกครั้งเพื่อวางแผน ดังนั้นรัฐบาลควรชะลอโครงการนี้เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบด้านก่อน&amp;ldquo;ดร.ชยันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเครือข่ายเยาวชนและผู้นำชาวบ้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 20 คน ได้ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อสำรวจระบบนิเวศแม่น้ำยวม-เงา ที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยได้ลงเรือที่จุดบรรจบแม่น้ำเงา ล่องตามแม่น้ำยวมราว 10 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านท่าเรือที่จะจมใต้อ่างเก็บน้ำ ไปถึงแก่งผาแดง ใกล้กับจุดสร้างเขื่อนแม่น้ำยวม ก่อนที่แม่น้ำยวมจะไหลลงสู่แม่น้ำเมย บนพรมแดนไทยพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติภาพ เลิศพิเชียรพิบูลย์ &amp;nbsp;ตัวแทนเยาวชนบ้านแม่เงา กล่าวว่าคนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ละลำห้วยมีความสำคัญ เช่นห้วยกุ้ง ที่มีกุ้งอาศัยอยู่ในถ้ำในลำห้วยซึ่งไหลลงแม่น้ำยวม &amp;nbsp;และเยาวชนได้หารือว่าจะสืบสานการปกป้องธรรมชาติร่วมกันได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเรียนรู้ว่าชาวบ้านลุ่มน้ำยวม-เงา ได้ร่วมกันปกป้องแม่น้ำยวม-เงา มาตลอด 30 ปี ตั้งแต่เด็กๆ เราก็รู้ว่าพ่อแม่ลุกขึ้นปกป้องธรรมชาติ วันนี้ได้ล่องเรือร่วมกันกับคนรุ่นก่อน ได้เรียนรู้ประสบการณ์การต่อสู้ตั้งแต่มีโครงการเขื่อนแม่ลามาหลวง เยาวชนจะต้องร่วมกันสู้ต่อไป และจากนี้จะวางแผนเพื่อศึกษาระบบนิเวศเพื่อให้ได้ทราบทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำ คือ ป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา และป่าสงวนแห่งชาติท่าสองยาง&amp;rdquo; นายสันติภาพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119656</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b3b75b3f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการแนะศึกษาบทเรียนก่อนดันโครงการยักษ์ &#039;ผันน้ำโขง&#039; โวยไร้ส่วนร่วม-จี้บิ๊กป้อมทบทวนอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.64 - นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมชลประทานกำลังผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ซึ่งอยู่ในขั้นตอนจัดทำรายงานการประเมนผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.) แต่ได้รับการคัดค้านจากภาคประชาชนอย่างหนัก ว่าอยากให้รัฐบาลศึกษาและเรียนรู้ความผิดพลาดจากอดีต เช่น โครงการโขง ชี มูล ซึ่งไม่คุ้มค่าและต้องสูญเสียงบประมาณอีกจำนวนมหาศาลในการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติภาพกล่าวว่า การที่โครงการโขง เลย ชี มูล มีเป้าหมายเอาน้ำจากแม่น้ำโขงมาให้คนอีสานแล้วบอกว่าจะทำให้ชาวบ้านได้อยู่ดีกินดีนั้น อยากถามว่าแล้วทำไมคนภาคกลางที่ทำนากันได้ปีละ 3-4 ครั้ง จึงยังไม่มีใครรวยและไม่ได้อยู่ดีกินดี เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งการใช้ปุ๋ยใช้สารเคมี แถมยังเกิดมหกรรมทุจริตมากมาย ดังนั้นการได้น้ำมาจึงไม่ใช่หลักประกันที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำไมภาครัฐถึงไม่มองในเรื่งภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตรผสมผสานหรืการออกแบบปลูกพืชตามความเหมาะของพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าเหตุผลลึกๆ ในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ทั้งผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล หรือโครงการโขง เลย ชี มูน คืออะไร นักวิชการรายนี้กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องของความต้องการใช้เงินมากกว่า เพราะภาครัฐเชื่อว่าโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง รวมถึงเป็นเรื่องทางการเมืองซึ่งใกล้การเลือกตั้ง หากไม่ทำกันตอนนี้ก็ไม่รู้ทำกันตอนไหน แต่จะเกี่ยวพันกับการคอรัปชั่นด้วยหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยกันตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทัศนคติของคนที่รับผิดชอบโครงการใหญ่ๆ เหล่านี้ เขาไมได้ต้องการกระบวนการการมีส่วนร่วมสักเท่าไหร่ คนนั่งหัวโต๊ะเป็นทหารเขาก็ใช้อำนาจที่มีอนุมัติ การจัดทำ EIA จึงไม่รอบคอบ ยกตัวย่างเขาจะขุดอุโมงค์ขนาดใหญ่นับร้อยกิโลเมตร ถามว่าชาวบ้านที่มีที่ดนที่อุโมงค์ผ่านรู้เรื่องแล้วหรือยัง ถ้าชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องเลยแล้วคุณจะไปประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมกันอย่างไร เพราะการมีส่วนร่วมยังทำไม่ครบ ถ้าในอดีตเขาต้องกลับไปแก้ไขใหม่ โดยเฉพาะโครงการมูลค่านับแสนล้านเช่นนี้ คณะผู้ชำนาญการที่พิจารณาต้องรอบคอบ แต่นี่ กก.วล.ที่เหมือน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดน้อย เมื่อนำเรื่องเข้าสู่ ครม.ใหญ่ก็ผ่าน ผมไม่รู้ว่าใน กก.วล.มีการแทรกแซงทางการเมืองหรือไม่&amp;rdquo; นายสันติภาพ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ภาคประชาชนจำนวน 649 รายชื่อ และ 88 องค์กร นำโดยเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ได้มีจดหมายเปิดผนึกส่งถึง พล. อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อคัดค้านรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 โดยเห็นว่าเป็นการดำเนินการทำรายงานที่ไม่ชอบธรรม ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านจากประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ พร้อมกับมีข้อเรียกร้องให้มีการทบทวนรายงานอีไอเอ ฉบับดังกล่าวอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รายงานฯ นี้ ไม่เข้าใจและไม่ได้กล่าวถึงมิตินิเวศวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนจำนวนมาก ดังนั้น การประเมินผลกระทบฯ ควรคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง&amp;rdquo; เนื้อหาในจดหมายระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรมชลประทาน ได้ทำการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) &amp;nbsp;และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 โดยการพัฒนาระยะที่ 1 แล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายน 2560 แต่อย่างไรก็ดี คณะผู้ชำนาญการได้พิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) ได้พิจารณารายงานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2564 และมีมติให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. และกรมชลประทาน ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขรายงานดังกล่าว และ สทนช. จะต้องจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมตามมติของ คชก. จนกว่าจะผ่านการพิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ &amp;nbsp;กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน กล่าวว่า การตัดสินใจของรัฐบาลที่รับฟังข้อมูลด้านเดียว และมีธงอยู่แล้วที่จะผลักดันโครงการโขง เลย ชี มูล ดังนั้น การจัดเวทีรับฟังความเห็นต่างๆ จึงเป็นแค่พิธีกรรมที่อ้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสิ่งที่เป็นข้อกังวลและคำถามของคนอีสานต่อกรณีโครงการผันน้ำ โขง เลย ชี มูล คือ โครงการผันน้ำ โขง เลย ชี มูลนี้มีความคุ้มค่าหรือไม่ที่จะลงทุนหลายหมื่นล้านบาท หรือเป็นแค่การผลาญงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผันน้ำโขงจะเอาน้ำมาจากที่ไหนผันเข้ามาในภาคอีสาน เพราะเราก็ทราบกันอยู่แล้วว่าประเทศจีนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงกักน้ำไว้ตอนบน และ สปป.ลาว สร้างเขื่อนไซยะบุรีกักน้ำไว้เพื่อปั่นไฟฟ้าขายให้กับประเทศไทย ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงยิ่งลดน้อยลงไปอีก และ สปป.ลาว กำลังมีแผนที่จะสร้างเขื่อนสานะคาม ที่อยู่ห่างจากชายแดนไทย อ.เชียงคาน จ.เลย ประมาณ 2.5 กิโลเมตร คาดว่าถ้าสร้างเสร็จจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล และปริมาณน้ำที่จะลดลงอีก&amp;rdquo; นายสุวิทย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;ปัจจุบัน สทนช. ก็กำลังผลักดันโครงการสร้างเขื่อนปากชม (ผามอง) ที่บริเวณบ้านคกเว้า ต.หาดคัมภีร์ อ.ปากชม จ.เลย กั้นแม่น้ำโขงระหว่างพรมแดนประเทศไทยและ สปป.ลาว เพื่อกักน้ำและยกระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อให้น้ำเข้าปากแม่น้ำเลย แต่ประชาชนในพื้นที่คัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลควรชะลอโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ออกไปก่อน และให้มีการศึกษาการจัดการน้ำโครงการ โขง ชี มูล ที่ผ่านมา ในด้านผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม และให้มีการศึกษาร่วมกันระหว่างภาคประชาชน และหน่วยงานรัฐต่อทางเลือกในการจัดการน้ำที่เหมาะสม และสอดคล้องกับระบบนิเวศภาคอีสาน&amp;rdquo; ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ขณะนี้รัฐบาล โดยกรมชลประทาน กำลังเร่งรัดผลักดันโครงการผันน้ำข้ามลุ่มขนาดใหญ่ อาทิ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่เขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำแม่น้ำยวม) ซึ่งเป็นเฟสแรก ที่จะผันน้ำจากแม่น้ำยวม ลุ่มน้ำสาละวิน ปริมาณราว 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มายังลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา มูลค่าโครงการกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว นอกจากนี้ยังผลักดันโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล มูลค่าเบื้องต้นกว่าแสนล้านบาทเพื่อส่งน้ำมายังภาคอีสานและภาคกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119525</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, ผันน้ำโขง, สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_6165403537b04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 20:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 20:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลฯเพิ่งถึงบางอ้อ ส่งจนท.แจ้งชาวบ้านพร้อมจ่ายค่าชดเชยผลกระทบโครงการผันน้ำยวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมชลเพิ่งถึงบางอ้อ-ส่งเจ้าหน้าที่แจ้งชาวบ้านท่าเรือพร้อมจ่ายค่าชดเชยผลกระทบจากโครงการผันน้ำยวม แต่ใน EIA กลับไม่มีระบุไว้ในบัญชี รองอธิบดีชป.แจง 6 ประเด็นแก้ไขปรับปรุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - นางสาวเฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ในฐานะทีมกฎหมายของเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน เปิดเผยว่า ได้รับจดหมายตอบรับจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำยวม) หรือ โครงการผันน้ำยวม โดยจดหมายดังกล่าวลงวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เนื้อหาระบุว่า ตามที่ท่านได้มีหนังสือคำร้อง ลงวันที่ 20 กันยายน2564 ขอให้พิจารณาทบทวนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวมฯ นั้น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานส่งเรื่องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกรณีที่ได้มีหนังสือคำร้องดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนกล่าวว่า ก่อนหน้าที่มีกรณีร้องเรียน เกี่ยวกับรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ ซึ่งกรมชลประทานได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยนเรศวรจัดทำ แต่ประชาชนในพื้นที่ได้ร้องเรียนว่า กระบวนการจัดทำ EIA โครงการดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วม และพบว่าอาจจะมีการใช้ข้อมูลบางส่วนที่ไม่ถูกต้อง เช่น ชื่อและรูปบุคคลในรายงานที่ถูกอ้างอิง แต่รายงานดังกล่าวกลับได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการผู้พิจารณารายงาน EIA แล้วทางเครือข่ายฯทราบว่า จะมีการนำรายงานดังกล่าวเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)ในวันที่ 15 กันยายน 2564 จึงได้ทำหนังสือไปยัง กก.วล. และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ลงวันที่ 13 กันยายน 2564 เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล และขอให้เลื่อนการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของ กก.วล.ออกไป โดยขอให้ส่งกลับรายงาน EIA ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯทบทวนการพิจารณารายงานให้ครอบคลุมในทุกมิติ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะ กก.วล. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาอนุมัติผ่านรายงานดังกล่าวไปในวันที่ 15 กันยายน 2564 แล้ว และจะนำเข้าสู่ ครม.พิจารณาในเร็วๆ นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือคัดค้านไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาระงับการนำ EIA เข้าพิจารณาโดย กก.วล.และคัดค้านโครงการฯ แต่หนังสือเพิ่งส่งกลับมายังเครือข่ายนั้น อ้างเฉพาะเรื่องคัดค้านโครงการ และยังระบุวันในเอกสารไม่ถูกต้อง เห็นได้ว่า โครงการมีการดำเนินการในลักษณะขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ข้อมูลใน EIA ก็อาจจะไม่ถูกต้อง และดูเหมือนจะเร่งรัดดำเนินการ ทางเราเป็นห่วงว่าการดำเนินการโครงการ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 7.1 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ และที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า หน่วยงานได้เพิกเฉยต่อการมีส่วนร่วมและข้อห่วงกังวลของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ใน จ.ตาก จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน นี้ อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; ทนายความกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนางสาวมึดา นาวานารถ ประชาชนหมู่บ้านท่าเรือ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ริมแม่น้ำยวม ใกล้กับจุดสร้างเขื่อนแม่น้ำยวม กล่าวว่าเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 ได้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งแนะนำตัวว่ามาจากกรมชลประทาน เดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือ และถามหาพี่สาวของตน เนื่องจากตนเองขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน และที่หมู่บ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่คณะดังกล่าวได้ขอถ่ายรูป บอกกับพี่สาวว่าว่ารู้จักกับตนเป็นอย่างดี และเสนอค่าชดเชยให้ โดยแจ้งว่าบ้านของพี่สาวจะโดนน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้หลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งกรมชลประทานไม่เคยแจ้งว่าบ้านของพี่สาวจะโดนน้ำท่วม ในรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่เคยมีระบุชื่อพี่สาว แต่ครั้งนี้กลับมาแจ้งว่าจะท่วมและจะชดเชยให้ รู้สึกแปลกใจมาก และอยากทราบว่าความจริงของผลกระทบจากโครงการนี้ ต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ชุมชน ใน 3 จังหวัด จะเป็นอย่างไรกันแน่ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ชุดนี้เข้ามาจากนอกพื้นที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;ซึ่งเวลานี้ชาวบ้านไม่อยากให้คนข้างนอกเข้าออกเพราะต้องการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และตอนที่ขอถ่ายรูปก็ให้ทุกคนถอดหน้ากากด้วย ทำให้ทุกคนรู้สึกกังวลใจเพิ่มอีก&amp;rdquo; นางสาวมึดา กล่าวและว่าล่าสุดวันนี้ทราบมาว่ามีคณะสำรวจโครงการเข้ามาในพื้นที่ บ้านแม่เงา อ.สบเมย ซึ่งที่ผ่านมาปิดชุมชนอย่างเข้มงวด การเข้ามาของคนนอกถือว่าไม่เคารพกฎของชุมชนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า งบประมาณโครงการ 70,000 กว่าล้านบาท เมื่อสร้างเสร็จจะส่งประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ยืนยันว่าเป็นไปตามระเบียบการศึกษาที่มีกฎหมายคุมทุกระดับ รวมถึงการพิจารณาทางเลือกอื่นกรณีหากไม่มีโครงการนี้ ก็พบว่าไม่สามารถมีปริมาณน้ำมาทดแทนกันได้แบบมีนัยสำคัญต่อลุ่มเจ้าพระยาที่ดูแล 22 จังหวัด หรือกรณีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการชลประทานเดิมที่ก่อสร้างมาเป็นเวลานาน และกรมชลฯก็ได้ดำเนินการควบคู่กันไป รวมถึงการปรับวิธีการปลูกข้าวเปียก-สลับแห้ง ซึ่งเป็นการพิจารณาทั้งด้านอุปสงค์ และอุปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองอธิบดีกล่าวกับสื่อมวลชนอีกว่า ส่วนประเด็นที่มีการปรับปรุงแก้ไข อาทิ 1.กรมจะสนับสนุนงบประมาณให้กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชปลูกป่าเพิ่ม 2 เท่า หรือประมาณ 7 พันไร่ &amp;nbsp;2.ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 29 ราย 34 แปลง จะมีการชดเชยอย่างเป็นธรรมตามที่กฎหมายกำหนด 3.ด้านพันธุ์สัตว์น้ำ ได้ร่วมกับกรมประมงศึกษาระบบนิเวศและแนวทางแก้ไข จะมีการทำบันไดทางผ่านปลาเพื่อการอนุรักษ์ การป้องกันสัตว์น้ำข้ามลุ่มโดยระบบการยับยั้งปลาด้วยคลื่นเสียง การติดตั้งระบบรวบไข่ปลาจมและไข่ปลาลอยออกจากสถานีสูบน้ำ เป็นต้น 4.ออกแบบเขื่อนโดยให้ความสำคัญกับธรณีวิทยา ระบบสูบน้ำจะลึกลงไปใต้ผิวดิน 30 เมตร จึงไม่มีผลกระทบต่อตลิ่ง 5.การออกแบบปากอุโมงค์ทางน้ำออก ที่บ้านแม่งูด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ รวมถึงการปรับปรุงลำห้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ จะไม่กระทบต่อประชาชนห้วยแม่งูด สำหรับพื้นที่ 5 ไร่ใช้สร้างอาคารสลายพลังงาน จะชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม และ 6.พื้นที่กองวัสดุจะมีการป้องกันไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศ และว่าเขื่อนน้ำยวม เป็นเขื่อนหินถมดาดคอนกรีตกักเก็บน้ำ 68.74 ล้านลบ.ม. อุโมงค์ส่งน้ำยาว 61.52 กิโลเมตร จะผันน้ำในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-มกราคม ไม่ผันในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119097</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615ef245cd783.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง กสม.สอบ &#039;อีไอเอ&#039; โครงการผันน้ำยวมไร้มีส่วนร่วม-ละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน เปิดเผยว่าได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ของกรมชลประทาน หรือเรียกสั้นๆว่าโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนสาละวิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า เครือข่ายฯทราบว่ากรมชลประทานได้จัดให้มีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลขึ้นโดยปัจจุบันได้ว่าจ้าง บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อมา กรมชลประทานได้เสนอรายงาน EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา ต่อมาเมื่อวันที่ 2 &amp;nbsp;กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.)พิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้มีมติเห็นชอบ EIA และได้นำเสนอรายงานดังต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)เโดย กก.วล.ได้พิจารณาและมีมติผ่านความเห็นชอบรายงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน ชุมชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก ตลอดทั้งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระบวนการจัดทำข้อมูล และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้จัดทำข้อมูลและกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างแท้จริง&amp;rdquo;นายสะท้าน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า การจัดทำ EIA ฉบับนี้ไม่ได้มีการจัดการให้มีการรับฟังความคิดเห็นแก่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการอย่างครบถ้วน ทั่วถึง และถูกต้อง นอกจากนี้ยังไม่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นให้กับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบในหมู่บ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่ กองดินจากอุโมงค์ผันน้ำ การจัดทำเวทีรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้ใช้การสื่อด้วยภาษาท้องถิ่น และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้แปลเป็นภาษาท้องถิ่นที่ทำให้ชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบเข้าใจได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมชาติพันธุ์ปกาเกอญอ บางคนฟังภาษากลางไม่ถนัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมเวที หรือการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ห่างไกลมากจากชุมชน ชาวบ้านจึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมเวทีได้ด้วยอุปสรรคการเดินทางและถนนที่ไม่สะดวก โดยชาวบ้านได้ยื่นคัดค้านโครงการอย่างต่อเนื่องและเรียกร้องให้มีการชี้แจงโครงการผ่านเวทีชุมชน ในชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ ผู้จัดทำรายงานไม่ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเพื่อเตรียมการก่อนการรับฟังความคิดเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในประเด็นรายละเอียดโครงการ และกติกาการรับฟัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคิดเห็นของโครงการโดยเน้นการสื่อสารในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย และไม่เคยปรึกษาหารือเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ และรูปแบบการจัดรับฟัง ที่สำคัญอาจจะมีการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง มากล่าวอ้างใช้ในรายงาน ตลอดทั้งกล่าวอ้างว่ามีการให้ข้อมูลข่าวสารหรือรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการจริง&amp;rdquo;นายสะท้าน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสะท้านกล่าวว่า ขอให้ กสม.ดำเนินการตรวจสอบ 1.กระบวนการการมีส่วนร่วมใน EIA ว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียจากโครงการได้ทำตามกระบวนการอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามหลักการพื้นฐานของการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ 2.กระบวนการการศึกษาข้อมูลและขั้นตอนการพิจารณาของ คชก.และ กก.วล. ได้พิจารณาเป็นไปตามเจตจำนงตามความในมาตราที่ 58 และ 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;หรือไม่ 3.การจัดตั้งโครงการของกรมชลประทานครั้งนี้ เป็นการดำเนินโครงการที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเดียวกันศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เผยแพร่ ) ว่าได้รับการยืนยันว่าเป็นข่าวบิดเบือน เพิ่มเติม 1 กรณีคือกรณีที่มีการนำเสนอข่าวสารในประเด็นเรื่อง โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม&amp;ndash;อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ใช้เวลาสร้าง 4 ปี งบอาจจะบานปลาย และได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน (อ่านรายละเอียด https://bit.ly/39lBjZ2 )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า การศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมระบุถึงระยะการก่อสร้างโครงการที่ลดลงเหลือ 4 ปีเป็นข้อมูลบิดเบือนนั้น จริงๆแล้วผู้ที่ออกมาพูดในเรื่องนี้คือ ส.ส.ที่ผลักดันโครงการซึ่งบอกว่าหากจีนมาลงทุนและสร้างให้ ทางจีนบอกว่าจะสามารถสร้างเสร็จภายใน 4 ปี แทนที่จะใช้เวลา 7 ปีเหมือนที่กรมชลประทานบอกไว้ และในหลายประเด็นที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมออกมาชี้แจงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นข้อมูลบิดเบือนใดๆ เพียงแต่เป็นมุมมองที่แตกต่างๆกัน
&amp;nbsp;
&amp;quot;ในแง่ความคุ้มค่าของโครงการ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมพยายามทำหน้าที่อธิบายแทนกรมชลประทาน ทั้งๆที่ยังเป็นประเด็นที่กำลังโต้แย้งกัน และยังไม่สามารถชี้ถูกหรือผิดได้ แต่กลับบอกว่าข้อมูลของคนที่เห็นต่างเป็นข้อมูลที่ไม่จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทำให้พวกเราต่างรู้สึกข้องใจในการทำหน้าที่ของศูนย์แห่งนี้&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว และว่าหากกรมชลประทานจะออกมาต่อต้านข่าวปลอม ต้องกลับไปดูว่าข้อมูลที่ว่านั้นมาจากใคร ไม่ใช่เอาข้อเท็จจริงที่กำลังถกเถียงกันมาอธิบายว่าเป็นข่าวปลอม ที่สำคัญคือใน EIA ที่กรมชลประทานนำมาอ้างอิงนั้น น่าจะกลับไปตรวจสอบให้ดีว่ามีข้อมูลใดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117294</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61484ec9141f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบอีไอเอโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล 7 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.64 - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านระบบ VDO conference โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองประธาน ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรรมการและเลขานุการ รวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) จำนวน 5 โครงการ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ตามแผน PDP 2018 เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมในพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ และเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชน ได้แก่ (1) โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (2) โครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 - 2 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (3) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองแนวใหม่ สายอำเภอหาดใหญ่ &amp;ndash; ชายแดนไทย &amp;ndash; มาเลเซีย ของกรมทางหลวง (4) โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำญวน จังหวัดพะเยา ของกรมชลประทาน และ (5) โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม &amp;ndash; อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ของกรมชลประทาน ทั้งนี้ เจ้าของโครงการ ต้องดำเนินการตามมาตรการฯ ที่กำหนดในรายงานฯ อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรับความเห็นของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าในการพิจารณา EIA ของโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม- อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลนั้น แต่ละฝ่ายได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯมีความกังวลในเรื่องความลึกของการขุดอุโมงค์และต้องใช้พื้นที่ป่าสงวนอย่างไรก็ตามขณะนี้ได้กันพื้นที่ 800 ของอุทยานฯไว้แล้ว รวมทั้งเตรียมแผนในเรื่องการปลูกป่าทดแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเฉลิมเกียรติ์ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าขั้นตอนต่อไปกรมชลประทานจะต้องเตรียมความพร้อมมนด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเตรียมการใช้ที่ดินเพื่อทำการก่อสร้างโครงการดังกล่าว ซึ่งอาจจะเสนอ คณะรัฐมนตรีในปีหน้า ส่วนงบประมาณที่ใช้ในโครงการนั้น เป็นงบที่ทางรัฐบาลจะเป็นผู้จัดหามา ส่วนที่มีการอ้างว่าจะมีการใช้เงินลวทุนจากจีนนั้น เป็นแค่ข้อเสนอ ที่ผ่านมาทุกโครงการในการบริหารจัดการน้ำนั้นใช้เงินในประเทศแทบทั้งสิ้นส่วนข้อกังวลเรื่องการเก็บค่าใช้น้ำนั้น ยืนยันว่ายังไม่มี เพราะยังไม่มีกฎหมายการเรียกเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกร เพราะรัฐบาลตระหนักถึงภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องดังกล่าวของเกษตรกร ส่วนการผันน้ำจะไม่ให้มีผฃกระทบกับชุมชนที่อยู่ลุ่มน้ำยวม เนื่องจากจะมีการผันน้ำในฤดูฝนเท่านั้นที่มีปริมาณน้ำเกินความต้องการ และมีปริมาณที่กำหนดไว้แล้วว่าจะรักษาระดับน้ำอยู่ที่อยู่ในลำน้ำ โดยมีแผนจะผันน้ำ 1,795 ล้านลบ.ม ต่อปี งบในการก่อสร้าง 70,675 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการคัดค้านโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลได้ขยายวงกว้างมากขึ้นไปสู่กลุ่มนักศึกษาและเยาวชนโดยล่าสุด ในเพจของชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม TU (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ได้โพสต์ข้อความคัดค้านโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม &amp;ndash; อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล โดยเนื้อหาบางส่วนระบุว่าสืบเนื่องจากกระแสข่าวการเร่งรัดผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม &amp;ndash; อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยจะดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำที่มีความยาวกว่า 60 กิโลเมตร และก่อสร้างอ่างเก็บน้ำยวม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบโครงการดังกล่าว ต้องใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 5 แห่ง และพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติ 1 แห่ง สูญเสียพื้นที่ป่าทั้งสิ้น 3,641.77 ไร่ ทางชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด ยกเลิกการเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแบบเหมารวม และเลือกการจัดการแหล่งน้ำนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นลำดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้-สัตว์ป่า รวมถึงการสูญเสียความหลากหลายทางระบบนิเวศที่มีความสำคัญและมีคุณค่า ทางชุมนุมขอให้รัฐบาลส่งเสริมนวัตกรรมการจัดการน้ำแบบไม่ทำลายพื้นที่ป่าเพื่อให้คนและสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ชาวบ้านในอำเภออมก๋อยและอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันถ่ายภาพถือป้ายคัดค้านโครงการผันแม่น้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล และโพสต์ลงตามช่องทางสื่อสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116807</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141bd07882e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮือต้าน &#039;ผันน้ำยวม&#039; เร่งรัดนำเข้าบอร์ดสิ่งแวดล้อม 15 ก.ย. แนะปฏิรูประบบจัดทำอีไอเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - มีรายงานความคืบหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล มูลค่า 7.1 หมื่นล้านบาทซึ่งดำเนินการโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าล่าสุดจะมีการนำเสนอรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 15 กันยายน 2564 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการเร่งรัดขั้นตอนเพราะอีไอเอของโครงการนี้เพิ่งผ่านความเห็นชอบของคณะผู้ชำนาญการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ขณะที่มีโครงการจำนวนมากที่รอการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่กลับถูกแซงคิว ทั้งนี้ภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆได้ร่วมกันรณรงค์ไม่เอาโครงการดังกล่าวโดยการถือป้ายคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วยผ่านสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง รองผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และกองเลขาเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน) กล่าวว่า สมาชิกของ คปน.ต่างไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล เนื่องจากมีผลกระทบมากมายและการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมมีความไม่ชัดเจนในหลายจุด และในบางเรื่องยังไม่ใช่ความจริงของพื้นที่ ดังนั้นเครือข่ายหลายองค์กรจึงพร้อมผนึกกำลังร่วมสู้กับพี่น้องภาคส่วนต่างๆคัดค้านอีไอเอ อันเป็นเท็จ เพื่อให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหยุดและยกเลิกการพิจารณาอีไอเอโครงการนี้ซึ่งพบข้อบกพร่องทั้งฉบับ และจะส่งหนังสือคัดค้านถึง พลเอกประวิทย์ อย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ พร้อมร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน นักอนุรักษ์และชาวบ้าน ค้านโครงการผันน้ำยวม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชน เช่น การนำดินจากการขุดเจาะอุโมงค์ปริมาณมหาศาล มากองวางทับที่ทำกินของชาวบ้านและทำลายพื้นที่ป่า และชุมชนในพื้นที่อำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่&amp;rdquo;นายสายัณน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.อรยุพา สังขะมาน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวว่า จริงๆแล้วขณะนี้เกิดคำถามหลายโครงการผันน้ำ เพราะการผันน้ำเข้าเขื่อนสะท้อนให้เห็นว่า เขื่อนไม่มีน้ำจึงต้องหาน้ำมาเติมและผันน้ำจากลุ่มอื่นเข้ามา แสดงว่าการสร้างเขื่อนไม่ประสบผลตามเป้าหมาย อย่างกรณี อีไอเอของโครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมก็มีหลายจุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนถูกเรียกว่าอีไอเอร้านลาบ ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะในเรื่องของความโปร่งใสว่ามีมากน้อยแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเกิดความข้องใจเกี่ยวกับมาตรฐานตรวจสอบหรือการจัดทำรายงานอีไอเอว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ เพราะในหลายโครงการพบความผิดพลาดมากกมาย ถามว่าโครงการเหล่านี้ผ่าน คชก. และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้อย่างไร ในเมื่อข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทำให้เราถามถึงจริยธรรมของการทำอีไอเอว่าได้มีการตรวจสอบแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้มีการปฎิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขอให้ยกเลิกโครงการเก่าๆที่ศึกษามา 20-30 ปีก่อนแล้วนำมาปัดฝุ่นใหม่ เพราะไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมกับสภาพในปัจจุบันหรือไม่ ควรเริ่มศึกษาใหม่ ที่สำคัญคืออยากให้มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ามาร่วมศึกษาด้วย เพราะหลายพื้นที่โครงการสร้างไปแล้วแต่ในหลายเขื่อนกลับไม่มีน้ำ เราไม่ได้ปฎิเสธการพัฒนา แต่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย&amp;rdquo;น.ส.อรพยุพา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวด้วยว่า การเจาะอุโมงค์ลอดผืนป่ายาวกว่า 60 กิโลเมตร หลีกเลี่ยงไม่ได้กับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาเราไม่เคยมองเห็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยในระบบนิเวศ และมักมองแต่สัตว์ใหญ่ เช่นเดียวกับใต้ดินที่มีแหล่งน้ำ เชื่อว่ามีผลกระทบแน่แต่ไม่ได้หยิบยกมาพูดกัน ขณะนี้มูลนิธิฯกกำลังเตรียมออกแถลงการณ์ เพื่อร่วมกับเครือข่ายภาคส่วนต่างๆยืนยันไม่เห็นด้วยกับอีไอเอฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน นอกจากเครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือแล้ว ยังมีเครือข่ายภาคประชาชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากภาคอื่นๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลและคัดค้านกันอย่างกว้างขวาง โดยในภาคอีสานเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 10 องค์กร อาทิ &amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน กลุ่มฮักน้ำเลย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมน้ำพองและห้วยเสือเต้น ระบุว่าขอให้พิจารณาชะลอการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและการอนุมัติโครงการผันน้ำยวม ออกไปก่อน เพื่อเป็นการเคารพสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และขอให้มีการแก้ไขรายงานโดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการที่จะเกิดขึ้นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาคใต้ก็มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักเช่นเดียวกัน โดยมีการออกแถลงการณ์คัดค้านจากกลุ่มองค์กรภาคประชนในหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองวังหีบ กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ระบุว่า โครงการผันน้ำยวมเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรงจากการเจาะอุโมงค์ผันน้ำกว่า 61 กิโลเมตร รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อพี่น้องที่อยู่บริเวณใกล้เคียง พี่น้องชาติพันธ์ &amp;nbsp;ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงและไม่มีความจริงใจในการเข้าไปรับฟังความคิดเห็น และโครงการนี้เป็นการลงทุนจำนวนมากกว่า 71,000 ล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการจึงไม่มีความคุ้มค่า แม้แต่น้อย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116600</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผันน้ำยวม, สิ่งแวดล้อม, อีไอเอ, เขื่อนภูมิพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f56aa2184a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 13:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่ กฎกระทรวง กำหนดให้ไม้ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็น &#039;ไม้ทรงคุณค่า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดให้ไม้ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นไม้ทรงคุณค่าพ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในบทนิยามคำว่า &amp;quot;ไม้ทรงคุณค่า&amp;quot; ในมาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ไม้ยืนต้นที่ยังมีชีวิตที่มีขนาดความโตตั้งแต่สองร้อยเซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดรอบลำต้นตรงที่ระดับความสูงหนึ่งร้อยสามสิบเซนติเมตรจากพื้นดิน เว้นแต่ต้นไม้ที่ลำต้นมีลักษณะผิดปกติ เช่นเป็นพูพอน ปุ่ม ตำ หรือกิ่วคอดตรงที่ระดับความสูงหนึ่งร้อยสามสิบเซนติเมตร ให้วัดโดยรอบลำต้น ตรงที่ถัดจากที่มีลักษณะผิดปกติขึ้นไปใกล้ชิดที่สุด เป็นไม้ทรงคุณค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ไว้ ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วราวุธ ศิลปอาชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่พระรชชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562&amp;nbsp;บัญญัติให้ &amp;ldquo;ไม้ทรงคุณค่า&amp;rdquo; หมายความรวมถึงไม้อื่นใดที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไปตามลักษณะหรือชนิดที่กำหนดในกฎกระทรวงด้วย ดังนั้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์และรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเพื่อประโยชน์ของชุมชน ตลอดจนเพื่อประโยชน์โดยส่วนรวมของประเทศ สมควรกำหนดให้ไม้ยืนต้นที่ยังมีชีวิตที่มีขนาดความโตตั้งแต่สองร้อยเซนติเมตรขึ้นไป เป็น &amp;ldquo;ไม้ทรงคุณค่า&amp;rdquo; จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้&amp;nbsp;อ่านต้นฉบับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116360</URL_LINK>
                <HASHTAG>สิ่งแวดล้อม, ไม้ทรงคุณค่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612ef575d80c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
