<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 23:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 23:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โจ ไบเดน&#039;ต่อสายเคลียร์ใจ&#039;สี จิ้นผิง&#039;ครั้งแรกรอบ7เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้นำสองชาติมหาอำนาจคนละฝั่งโลก ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน สนทนากันเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนนานราวชั่วโมงครึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี หารือกันถึงความจำเป็นที่ต้องทำให้แน่ใจว่าการแข่งขันระหว่างสองประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลกจะไม่แปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือกับโจ ไบเดน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะมาเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2556 (Photo by Lintao Zhang/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์กล่าวว่า แถลงการณ์จากทำเนียบขาวเผยว่า ประธานาธิบดีไบเดนและประธานาธิบดีสีหารือกันด้านยุทธศาสตร์กว้างๆ รวมทั้งในประเด็นที่ความสนใจและค่านิยมระหว่างสองฝ่ายต้องตรงกันและแตกต่างกัน เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐรายหนึ่งเผยกับนักข่าวว่า การสนทนาของทั้งสองเน้นประเด็นด้านเศรษฐกิจ, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวกล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีไบเดนยังได้เน้นย้ำความสนใจที่ยั่งยืนของสหรัฐต่อสันติภาพ, เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและโลก ทั้งคู่หารือกันถึงความรับผิดชอบของสหรัฐและจีนที่จะทำให้แน่ใจว่า การแข่งขันจะไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสีและประธานาธิบดีไบเดนเคยสนทนาทางโทรศัพท์กันครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่การพบปะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองฝ่ายแบบประปรายนับแต่นั้นมีความคืบหน้าน้อยมาก ตั้งแต่ด้านสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงเรื่องความโปร่งใสเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายเดือนมานี้ สหรัฐและจีนฟาดฟันกันเกือบตลอดเวลา ทั้งด้วยการกล่าวโจมตีอย่างเปิดเผย, การแซงก์ชันเจ้าหน้าที่ และการวิจารณ์เรื่องการไม่รักษาพันธกรณีระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสื่อของทางการจีนรายงานว่า ประธานาธิบดีสีกล่าวกับประธานาธิบดีไบเดนว่า นโยบายของสหรัฐเกี่ยวกับจีนนั้นก่อ &amp;quot;ความยุ่งยากร้ายแรง&amp;quot; ต่อความสัมพันธ์ แต่เสริมว่าทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยกับการติดต่อกันบ่อยๆ และขอให้ทีมงานระดับปฏิบัติงานติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จีนและสหรัฐควรแสดงให้เห็นความกล้าหาญเชิงกลยุทธ์และวิจารณญาณ, และความกล้าทางการเมือง และผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐให้กลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการพัฒนาที่มั่นคงโดยเร็วที่สุด&amp;quot; สื่อทางการจีนอ้างคำกล่าวของสี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวการสนทนาการนานราว 90 นาทีระหว่างผู้นำชาติมหาอำนาจทั้งสองส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในเอเชียเมื่อวันศุกร์ โดยค่าเงินและตลาดหุ้นแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์กันว่าการสนทนากันครั้งนี้จะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีกล่าวกับไบเดนด้วยว่า หากข้อกังวลหลักของทั้งสองฝ่ายได้รับการเคารพ, ความคืบหน้าทางการทูตอาจเกิดขึ้นได้ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมว่าประเด็นนี้อาจเพิ่ม &amp;quot;ปัจจัยบวก&amp;quot; ให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116325</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน, สนทนาทางโทรศัพท์, สี จิ้นผิง, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613b82d33ef06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 20:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 20:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนเตรียมบรรจุ&#039;ความคิดของ สี จิ้นผิง&#039;ในหลักสูตรระดับประถมยันอุดมศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หล่อหลอมแต่เด็ก กระทรวงศึกษาธิการจีนเตรียมจะเพิ่ม &amp;quot;ความคิดของสี จิ้งผิง&amp;quot; ไว้ในหลักสูตรการศึกษาของชาติ เพื่อช่วยปลูกฝังความเชื่อลัทธิสังคมนิยมในหมู่เยาวชนของจีน โดยเริ่มตั้งแต่หลักสูตรประถมจนถึงอุดมศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะร่วมการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองของคณะกรรมการประชาชนแห่งชาติจีน เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2563 (Photo by Artyom Ivanov\TASS via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคมว่า กระทรวงศึกษาธิการจีนกล่าวไว้ในแนวทางด้านการศึกษาฉบับใหม่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า &amp;quot;ความคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมกับลักษณะของจีนในยุคสมัยใหม่&amp;quot; จะถูกนำมาสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงขั้นมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นตั้งใจรับฟังและปฏิบัติตามพรรคคอมมิวนิสต์จีน แนวทางยังกำหนดด้วยว่า สื่อการเรียนการสอนใหม่ต้อง &amp;quot;ปลูกฝังความรู้สึกรักชาติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีรายงานว่า โกลบอลไทม์ สื่อของทางการจีน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ของจีนว่า ในโรงเรียนประถมศึกษาจะเน้นที่การปลูกฝังความรักต่อประเทศชาติ, ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน และลัทธิสังคมนิยม ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจะเน้นสอนผสมผสานระหว่างประสบการณ์การรับรู้และการศึกษาความรู้ เพื่อช่วยให้นักเรียนสร้างการตัดสินใจและความคิดทางการเมืองขั้นพื้นฐาน ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยจะเน้นย้ำมากขึ้นด้านการสร้างความคิดเชิงทฤษฎี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่สีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2555 เขาพยายามเสริมสร้างบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในทุกภาคส่วนของสังคม รวมถึงภาคธุรกิจ, โรงเรียน และสถาบันทางวัฒนธรรม &amp;quot;ความคิดของสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมกับลักษณะของจีนในยุคสมัยใหม่&amp;quot; ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจีนเมื่อปี 2561 อำนาจของเขายังแข็งแกร่งขึ้นจากการยกเลิกการจำกัดสมัยดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสุนทรพจน์ฉลอง 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสีให้คำมั่นว่าเขาจะยกระดับความเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์, รักษาความเป็นผู้นำ&amp;quot;แกนกลาง&amp;quot; ของเขา และเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของชาวจีน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114548</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความคิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าด้วยสังคมนิยมกับลักษณะของจีนในยุคสมัยใหม่, ความคิดของสี จิ้นผิง, สี จิ้นผิง, หลักสูตรการศึกษาจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61263e6cd1012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 21:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐเหนื่อยแน่ &#039;สี จิ้นผิง&#039;กลมเกลียว&#039;คิม จองอึน&#039;ฉลอง60ปีสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;มีเป้าเดียวกัน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และคิม จองอึน ส่งสาสน์ประกาศจะกระชับสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างจีนและเกาหลีเหนือสู่ระยะใหม่ ขณะสองประเทศฉลองครบรอบ 60 ปีการทำสนธิสัญญามิตรภาพ นักวิเคราะห์ชี้ยิ่งสองชาติใกล้ชิดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือยากขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบกับคิม จองอึน ที่กรุงเปียงยาง เมื่อเดือนกันยายน 2561 (Photo by API / Gamma-Rapho via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างรายงานข่าวของสำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเปียงยางเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2564 ว่าผู้นำทั้งสองมีสาสน์เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ นับแต่ทั้งสองลงนามสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ, ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกรณีโดนโจมตีด้วยอาวุธ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2504 ในสมัยของประธานเหมา เจ๋อตง ที่เคยกล่าวถึงความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศว่าเหมือน &amp;quot;ริมฝีปากกับฟัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเป็นพันธมิตรและผู้อุปถัมภ์ทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือมายาวนาน โดยเริ่มต้นในสมัยสงครามเกาหลี ที่เหมาส่ง &amp;quot;อาสาสมัคร&amp;quot; หลายล้านคนไปช่วยเกาหลีเหนือสู้รบกับกองกำลังขององค์การสหประชาชาติที่มีสหรัฐเป็นผู้นำ แต่หลายปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่ในภาวะผันผวน จากความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีเหนือ แต่ความที่การเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐหยุดชะงัก จีนและเกาหลีเหนือจึงเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคซีเอ็นเอรายงานคำกล่าวของคิมในสาสน์ที่ส่งถึงสีว่า แม้จะมีสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ความเชื่อใจระหว่างสหายและมิตรภาพของนักรบระหว่างเกาหลีเหนือและจีนก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิมยังเน้นถึงบทบาทของสนธิสัญญาฉบับนี้ในการรับประกันสันติภาพและเสถียรภาพในเอเชียและส่วนอื่นๆ ของโลก ที่ปัจจุบันกองกำลังศัตรูกำลังเข้าตาจนมากขึ้นในการท้าทายและความพยายามขัดขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีสีเขียนในสาสน์ว่า เขาวางแผนว่าจะนำพา &amp;quot;ความสุขที่มากขึ้น&amp;quot; มาสู่ประเทศทั้งสองและประชาชนของทั้งสองประเทศ &amp;quot;โดยการนำความสัมพันธ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศสู่ระยะใหม่อย่างมั่นคง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิตรภาพที่แนบแน่นขึ้นระหว่างทั้งสองแตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ หลังจากคิมขึ้นสืบทอดอำนาจใหม่ๆ ภายหลังอสัญกรรมของบิดาเมื่อเดือนธันวาคม 2554 โดยคิมไม่ได้พบปะกับสีเลยจนกระทั่งเขาเดินทางมาเยือนจีนในเดือนมีนาคม 2561 นับแต่นั้นทั้งคู่ได้พบกันแล้วถึง 5 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแลกเปลี่ยนสาสน์ในครั้งนี้เป็นสัญญาณล่าสุดของการต่อเติมความสัมพันธ์กันใหม่ระหว่างเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวกันว่า มีเป้าหมายอยู่ที่สหรัฐ ในช่วงยามที่การเจรจานิวเคลียร์หยุดชะงักและความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐก็ตึงเครียดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัก วอนกอน อาจารย์ด้านเกาหลีเหนือศึกษาจากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา กล่าวกับเอเอฟพีว่า มันคือการคลุมถุงชน ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรทั้งสองไม่ลงรอยกันนับแต่สิ้นสงครามเกาหลี และต่างไม่เคยไว้ใจกันโดยแท้จริงอีกเลย แต่พวกเขาต้องการกันและกันในการรับมือกับสหรัฐ และยิ่งสองประเทศนี้ใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ การจะปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือก็ยากขึ้นเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109403</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม จองอึน, จีน, ฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์, สี จิ้นผิง, เกาหลีเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eafbd330012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สี จิ้นผิง&#039;แขวะเจ้าโลกสหรัฐ เรียกร้องโลกาภิบาลที่ยุติธรรมมากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเรียกร้องให้โลกปฏิเสธโครงสร้างมหาอำนาจแบบเจ้าโลกในระบบโลกาภิบาล แอบจิกสหรัฐ โลกต้องการความยุติธรรม ไม่ใช่เจ้าโลก ประเทศใหญ่ควรทำตัวให้สมกับความเป็นประเทศใหญ่คือต้องแบกรับความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ร่วมการประชุมสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติของประชาชนจีน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 (Photo by Artyom Ivanov\TASS via Getty Images)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ต่อการประชุมเอเชียโป๋อ๋าวประจำปี 2564 เมื่อวันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 วิจารณ์ความพยายามของบางประเทศที่ &amp;quot;สร้างกำแพงกั้น&amp;quot; และ &amp;quot;แยกตัว&amp;quot; ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อชาติอื่นและไม่เป็นประโยชน์ต่อชาติใดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเคยเรียกร้องการปฏิรูประบบโลกาภิบาลมาช้านาน ให้สะท้อนมุมมองและค่านิยมจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างหลากหลายมากขึ้น ซึ่งรวมถึงของจีน จากที่มีเพียงของประเทศใหญ่ๆ ไม่กี่ประเทศ นอกจากนี้ จีนยังมักจะขัดแย้งกับประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุดในโลกาภิบาล โดยเฉพาะสหรัฐ เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ตั้งแต่สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่มีต่อประเทศอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โลกต้องการความยุติธรรม ไม่ใช่ความเป็นเจ้าโลก&amp;quot; สีกล่าวสุนทรพจน์ถ่ายทอดต่อที่ประชุมแห่งนี้ &amp;quot;ประเทศใหญ่ควรดูเหมือนประเทศใหญ่ด้วยการแสดงให้เห็นว่าแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ผู้นำจีนจะไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดในสุนทรพจน์ของเขา แต่ช่วงไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ของจีนหลายคนมักกล่าวถึง &amp;quot;ความเป็นเจ้าโลก&amp;quot; ของสหรัฐ ในคำวิจารณ์อย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการแสดงอำนาจทั่วโลกของรัฐบาลสหรัฐในด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100148</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเป็นเจ้าโลก, จีน, สหรัฐอเมริกา, สี จิ้นผิง, โลกาภิบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607f077a330e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 23:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 23:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;ต่อสายคุย&#039;สีจิ้นผิง&#039;ครั้งแรกนานถึง2ชั่วโมง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ต่อสายโทรศัพท์สนทนากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในเช้าวันตรุษจีนของกรุงปักกิ่งเป็นเวลานานถึง 2 ชั่วโมง ทำเนียบขาวเผย ไบเดนเน้นประเด็นสิทธิมนุษยชนและการสยายเขี้ยวเล็บของจีนในภูมิภาคนี้ ส่วนสีเตือนว่าการเผชิญหน้าจะเป็น &amp;quot;หายนะ&amp;quot; สำหรับสองประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อครั้งยังเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐ จับมือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ระหว่างการพบกันที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2556 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเป็นครั้งแรกเมื่อค่ำวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาของจีน โดยการหารือครั้งนี้ ไบเดนกล่าวกับสีว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญอันดับแรกคือการปกป้องความมั่นคง, ความรุ่งเรือง, สุขภาพ และวิถีชีวิตของคนอเมริกัน และเพื่อรักษาภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนยังเน้นย้ำถึงข้อกังวลพื้นฐานของเขาเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่บีบบังคับและไม่เป็นธรรมของจีน, การปราบปรามในฮ่องกง, รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง และการดำเนินการที่ดึงดันมากขึ้นของจีนในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมถึงการแสดงออกต่อไต้หวันด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ประธานาธิบดีสีบอกกับผู้นำสหรัฐไปว่า การเผชิญหน้ากันระหว่างจีนกับสหรัฐจะเป็น &amp;quot;หายนะ&amp;quot; ต่อทั้งสองประเทศ และสองฝ่ายควรกำหนดวิถีทางใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจผิดๆ นอกจากนี้ สียังคงรักษาท่าทีแข็งกร้าวในประเด็นเกี่ยวกับฮ่องกง, ซินเจียง และไต้หวัน ซึ่งสีแจ้งต่อไบเดนว่าเป็นประเด็นของ &amp;quot;อำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดน&amp;quot; ที่เขาหวังว่าสหรัฐปฏิบัติด้วยอย่างระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลที่ไบเดนแถลงในภายหลังเมื่อวันพฤหัสบดีบอกว่า ทั้งคู่สนทนากันนานถึง 2 ชั่วโมง &amp;quot;เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมคุยโทรศัพท์กับสี จิ้นผิง รวดเดียว 2 ชั่วโมง&amp;quot; ผู้นำสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าว โดยเขาเตือนด้วยว่า หากสหรัฐไม่เริ่มดำเนินการด้านนโยบายจีน จีนก็จะเป็นผู้ชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การคุยโทรศัพท์ครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสีคุยกับประธานาธิบดีของสหรัฐ นับแต่การสนทนากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ตกต่ำลงสู่ระดับเลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยทรัมป์กล่าวโทษจีนว่าเป็นต้นเหตุของโรคระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92776</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุยโทรศัพท์, สี จิ้นผิง, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210211/image_big_60255e41c2e05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จริงหรือที่จีนอยากได้ ทรัมป์มากกว่าไบเดน?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคำถามและคำตอบที่น่าสนใจว่าจีนอยากให้ใครชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายสำนักบอกว่าสี จิ้นผิง อาจจะอยากให้ทรัมป์ชนะโจ ไบเดน ด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นไปได้อย่างไรที่จีนจะเลือกทรัมป์ในเมื่อเขาเป็นคนเปิดศึกกับจีนในเกือบจะทุกมิติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า, เทคโนโลยี, การเมือง, ความมั่นคงและแม้แต่เรื่องสื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่บางคนบอกว่าถ้าวิเคราะห์ให้ดี ผู้นำจีนอาจจะเลือกทรัมป์ด้วยเหตุผลที่น่าสนใจหลายประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำจีนย่อมไม่แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการเรื่องการเมืองในสหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นักวิชาการและสื่อจีนบางสำนักก็นำเสนอชุดความคิดที่น่าสนใจ แม้บางครั้งจะเหมือนเป็นการบอกกล่าวทำนองประชดประชันให้ขำเล่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่พอพิเคราะห์ความเห็นของบางคนในจีนโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียของเขาแล้ว ก็ทำให้คิดอะไรที่ผิดจากที่คาดคิดกันได้เหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อแรก จีนชอบทรัมป์เพราะยิ่งทรัมป์ฟาดฟันจีนหนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนจีนมีความสามัคคีกันมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปกติคนจีนอาจจะไม่เกิดกระแสความรักชาติมากนักหากไม่มีศัตรูจากข้างนอกมารังควาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทรัมป์สร้างภาพของอเมริกาที่เป็นศัตรูร้ายกาจ อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ และจะต้องเผชิญหน้ากันในทุกเวที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรยากาศอย่างนี้ทำให้คนจีนในแวดวงต่างๆ เห็นอันตรายของอเมริกาภายใต้ทรัมป์ จึงเกิดความหวงแหนแผ่นดิน และหวั่นเกรงว่าถ้าคนจีนไม่สมัครสมานกันไว้ ทรัมป์อาจทำให้คุณภาพชีวิตและการเติบใหญ่ของจีนมีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคนในเครือข่ายโซเชียลมีเดียบอกว่าทุกวันนี้คนรุ่นใหม่จีนตั้งชื่อใหม่ให้ทรัมป์ว่า &amp;ldquo;เจี้ยนกว๋อ&amp;rdquo; ซึ่งแปลว่า &amp;ldquo;สร้างชาติ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความหมายคือ การที่ทรัมป์ประกาศสกัดจีนทุกวิถีทางนั้นทำให้คนจีนรวมตัวกัน มุ่งมั่นสร้างเศรษฐกิจจีนให้เข้มแข็งเพื่อสู้กับอเมริกาให้จงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่ากับว่าทรัมป์ช่วย &amp;ldquo;สร้างประเทศให้จีน&amp;rdquo; โดยไม่ได้ตั้งใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรืออีกนัยหนึ่งแทนที่ทรัมป์จะ Make America Great Again นั้น กลับทำให้จีนยิ่งใหญ่ขึ้นหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Make China Great Again
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นชุดความคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกแนวคิดหนึ่งที่บอกว่าจีนอาจจะชอบทรัมป์มากกว่าไบเดนก็คือความเชื่อที่ว่า &amp;ldquo;อ่านทรัมป์ง่ายกว่าอ่านไบเดน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทรัมป์ใช้ทวิตเตอร์แสดงความเห็นในทุกเรื่องและทุกโอกาส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้รัฐบาลจีนและคนจีนทั่วไปสามารถรู้ว่าผู้นำสหรัฐฯ คนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ จะทำหรือไม่ทำ ชอบหรือไม่ชอบอะไร โดยไม่ต้องปรึกษาหารือกับคณะรัฐมนตรีหรือที่ปรึกษาใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เหมือนกับถ้าไบเดนชนะเลือกตั้งมาเป็นประธานาธิบดี สไตล์การทำงานจะกลับไปเป็นรูปเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือจะไม่แสดงความเห็นส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง แต่จะทำผ่านโฆษก และก่อนจะแถลงอะไรที่จะมีปรึกษา, กลั่นกรองและมีแนวทางที่บ่อยครั้งอาจจะตีความไม่ได้ง่ายๆ เหมือนทรัมป์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนจีนบางคนมองว่าเมื่ออ่านทรัมป์ง่ายกว่าไบเดน แม้ทรัมป์จะออกมาฟาดฟันจีนบ่อย แต่ก็ยังพอจะรู้ว่าเขาคิดอะไรและจะทำอะไร ไม่เหมือนไบเดนที่อาจจะอ่านยากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกเหตุผลหนึ่งที่คนจีนบางวงการบอกว่าคบกับทรัมป์ง่ายกว่าไบเดน เพราะสำหรับทรัมป์แล้ว &amp;ldquo;ทุกอย่างต่อรองได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทรัมป์เป็นเซลส์แมน ทุกอย่างมีราคา ถ้าเสนอราคาที่ทรัมป์รับได้ เขาก็จะยอม ไม่มีหลักการ ไม่มีเรื่องจริยธรรมหรือความเป็นเพื่อนเก่าแก่อะไรทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้นำจีนแล้ว ทรัมป์เป็นนักธุรกิจที่ต่อรองได้ทุกเรื่อง ดังนั้น บางทีก็คบหาได้ง่ายกว่าไบเดนที่อาจจะมีเงื่อนไขเรื่องสิทธิมนุษยชน, เสรีภาพ, ทรัพย์สินทางปัญญาและเงื่อนไขแบบตะวันตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผู้นำจีนก็ต้องพร้อมที่จะตั้งรับในกรณีที่ไบเดนชนะเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Gobal Times ของจีนเคยเขียนขึ้นทวิตเตอร์ว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คนจีนตระหนักครับว่า ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือไบเดนเราก็ต้องพร้อมจะตั้งรับ...เพราะมีสุภาษิตจีนว่า อีกานั้นล้วนเป็นสีดำทั้งนั้น...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปว่าจีนมองว่าทั้งทรัมป์และไบเดนก็คือ &amp;ldquo;อีกา&amp;rdquo;...คือเป็นสีดำ และในท้ายที่สุดก็ต้องปกปักรักษาผลประโยชน์ของอเมริกาอยู่ดี!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82229</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ทรัมป์, สี จิ้นผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สี จิ้นผิง&#039; สั่งทหารจีน &#039;เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาษาดุดันจากผู้นำจีนเกี่ยวกับสหรัฐฯ ในช่วงหลัง ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากจะประเมินจากวาทะที่แข็งกร้าวจากฝั่งสหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดนัลด์ ทรัมป์จะชนะเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนหรือไม่ จึงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเกี่ยวกับภาวะการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่ว่าหากโจ ไบเดนสามารถโค่นทรัมป์ได้แล้ว นโยบายหลักของสหรัฐฯ ต่อจีนจะปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพียงแต่ว่าหากผู้นำอเมริกันมาจากพรรคเดโมแครต จะมีจุดเน้นที่แตกต่างไปจากทรัมป์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่แนวทางหลักที่ไม่เปลี่ยนคือ สหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจเป็นแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นคำประกาศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ระหว่างการไปเยือนค่ายทหารทางใต้ของจีนเมื่อเร็วๆ นี้จึงได้สร้างกระแสของการวิเคราะห์อย่างกว้างขวางทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สี จิ้นผิงประกาศให้ทหารจีน &amp;quot;ทุ่มเทจิตใจและพลังงานให้พร้อมสำหรับทำสงคราม&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นคำสั่งกึ่งคำเตือนจากผู้นำจีน ระหว่างการเยือนฐานทัพแห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้งเมื่อวันที่ 13 &amp;nbsp;ตุลาคมที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นวาทะที่เปล่งเสียงดังฟังชัดท่ามกลางสถานการณ์ความเครียดกับสหรัฐฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไต้หวัน ฮ่องกง หรือการรับมือกับโรคระบาดใหญ่โควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สี จิ้นผิงกล่าววาทะกร้าวเช่นนั้น ระหว่างตรวจเยี่ยมกำลังพลนาวิกโยธินแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนในเมืองแต้จิ๋ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งสำทับให้ทหารทั้งหลายคงสถานะตื่นตัวขั้นสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกเราทหารหาญทั้งหลาย ต้องเตรียมจิตใจและพลังสู้รบให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่สงคราม ต้องรักษาความตื่นตัวในขั้นสูงสุด กองทัพเรือมีหลากหลายภารกิจ และคำสั่งที่พวกเราจะได้รับมอบหมายก็จะมีแตกต่างกันไป ฉะนั้นพวกเราจึงต้องฝึกฝนให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่สงคราม และยกระดับมาตรฐานการฝึกและความสามารถในการสู้รบอย่างเต็มที่เสมอ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัดเจนว่าสี จิ้นผิงต้องการเน้นว่า กองทัพเรือต้องรับผิดชอบภารกิจสำคัญยิ่งในการปกปักรักษาดินแดนและอำนาจอธิปไตยของชาติ รวมทั้งผลประโยชน์ของกองทัพเรือเองและ &amp;quot;ผลประโยชน์ในต่างแดน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอได้ยินประโยคเหล่านั้น นักวิเคราะห์ต่างมองไปที่ทะเลจีนใต้และไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สองจุดร้อนที่สหรัฐฯ กับจีนกำลังเผชิญหน้ากันอย่างเข้มข้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สี จิ้นผิงลงใต้ครั้งนี้ก็เพื่อให้ความสำคัญกับวาระครบรอบ 40 ปี เขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสิ่นเจิ้นถูกสร้างเป็นแกนหลักแห่งการ &amp;quot;เปิดประเทศ&amp;quot; ยุคสมัยเติ้ง เสี่ยวผิงเมื่อปี 1980 โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายสำคัญคือ ผลักดันให้เศรษฐกิจของจีนกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกให้จงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประโยคเช่นนี้จากปากของผู้นำจีนเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และยังคงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ซัดจีนในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องโควิด, ดุลการค้า, ทรัพย์สินทางปัญญา, สงครามด้านไซเบอร์, ฮ่องกง, ไต้หวัน และการแข่งขันกันในหลายๆ เวทีทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำให้ปักกิ่งต้องเดือดดาลขึ้นอีกครั้ง ก็เพราะสภาคองเกรสสหรัฐฯ แจ้งว่ามีแผนเดินหน้าขายระบบอาวุธล้ำสมัย 3 ชนิดแก่ไต้หวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงระบบยิงจรวดหลายลำกล้องซึ่งเคลื่อนที่ได้ง่าย High Mobility Artillery Rocket System &amp;nbsp;(HIMARS) ที่จีนปักกิ่งถือว่าเป็นการคุกคามข่มขู่ความมั่นคงของจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้วอชิงตัน &amp;quot;ยกเลิกแผนขายอาวุธใดๆ แก่ไต้หวันในทันที และตัดทุกความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนตอบโต้ด้วยการยกระดับการซ้อมรบใกล้ๆ เกาะไต้หวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวกรองตะวันตกบอกว่า เครื่องบินรบของจีนเกือบ 40 เที่ยวบิน บินข้ามเส้นกลางระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันในช่วง 18-19 กันยายน โดยตั้งใจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนทั้งสหรัฐฯ และไต้หวันว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้ามีการยั่วยุหนักขึ้นก็อย่าได้นึกว่าปักกิ่งจะนิ่งเฉย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ สำทับด้วยการคุยข่มว่า จีนไม่สามารถทัดเทียมกับอเมริกาได้ในแง่ของแสนยานุภาพกองทัพเรืออย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิหนำซ้ำยังเรียกปักกิ่งว่าเป็น &amp;quot;ผู้ทรงอิทธิพลตัวร้าย&amp;quot; อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอสเปอร์ชี้นิ้วไปที่จีน บอกว่าจีนและรัสเซียกำลังใช้เศรษฐกิจแบบล่าเหยื่อ การล้มล้างทางการเมืองและกำลังทหาร ในความพยายามเบี่ยงสมดุลอำนาจไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการ และบ่อยครั้งที่ชาติอื่นๆ ต้องชดใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหรือที่สี จิ้นผิงจะยอมให้ทรัมป์ข่มขู่ได้ง่ายๆ!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81767</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, มาร์ก เอสเปอร์, สี จิ้นผิง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
