<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดฉาก 2019 จีน-ไต้หวันก็แลกหมัดทันที!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดปีใหม่มา การเมืองจีนกับไต้หวันก็ร้อนฉ่าอย่างฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีจิ้นผิง ผู้นำจีนแผ่นดินใหญ่คำรามเสียงดังลั่นด้วยท่าทีและภาษากร้าวว่า &amp;quot;ไต้หวันต้องรวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และถ้าจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นก็จะทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดง่ายๆ ก็คือ ปักกิ่งตะโกนบอกผ่านช่องแคบไต้หวันมาถึงไทเปว่าจะไม่ปิดทางเลือกในการใช้กำลังทหารออกไปในการ &amp;quot;รวมชาติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมือนที่ทรัมป์เคยพูดถึงเกาหลีเหนือว่า &amp;quot;All options are on the table.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มังกรยักษ์ขอสงวนสิทธิ์ที่จะบุกเข้ายึดเกาะไต้หวันด้วยวิธีการที่ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และไม่จำเป็นต้องเป็น &amp;quot;สันติวิธี&amp;quot; อย่างที่ผู้นำไต้หวันเรียกร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีจิ้นผิงบอกว่าคำว่า &amp;quot;เอกราช&amp;quot; สำหรับไต้หวันจะนำมาซึ่งความยากลำบากสำหรับคนบนเกาะแห่งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลกลางจีนจะไม่ยอมรับกิจกรรมใดๆ ไม่ว่ามาในรูปแบบไหนที่จะส่งเสริมให้เกิดเอกราชของไต้หวันเป็นอันขาด&amp;quot; สีจิ้นผิงยืนหยัดประเด็นนี้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เสียงโต้กลับจากประธานาธิบดีไช่อิงเหวินก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เพราะเธอยืนยันว่าจะไม่ยอมรับนโยบาย &amp;quot;หนึ่งจีนสองระบบ&amp;quot; เหมือนที่จีนใช้กับฮ่องกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เข้าสู่วันที่ 2 ของปีใหม่เท่านั้นก็เกิดบรรยากาศที่ต้องเรียกว่า &amp;quot;คุกรุ่น&amp;quot; ระหว่างทางการจีนและไต้หวัน ส่อไปในทางที่ว่าสถานการณ์การเมืองโลกในปีใหม่นี้น่าจะมีความผันผวนร้อนแรงมากขึ้นอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเรื่องจีนกับอเมริกายังไม่รู้จะออกในรูปไหน, ทรัมป์กับคิม จองอึนของเกาหลีเหนือจะเจอกันรอบสองหรือไม่, ซีเรียจะเป็นอย่างไรหากทรัมป์ถอนทหารสหรัฐฯ กลับบ้าน และความวุ่นวายของการประท้วงของชนชั้นทำงานในยุโรปที่เริ่มจาก &amp;quot;เสื้อกั๊กเหลือง&amp;quot; ที่ฝรั่งเศสจะบานปลายไปอย่างไรในปีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ปักกิ่งออกมาแสดงจุดยืนร้อนแรงครั้งนี้ เป็นเพราะสีจิ้นผิงมีความมั่นใจในสถานภาพของตนเองในเวทีระหว่างประเทศสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเป็นไปได้ว่าเมื่อจีนเห็นอเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์เริ่มจะจริงจังน้อยลงกับพันธกรณีกับเพื่อนเก่าอย่างไต้หวัน ก็อาจเป็นจังหวะที่จะสำทับด้วยเสียงดังๆ กับไต้หวันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้นำปักกิ่งเดินหน้าอย่างแข็งกร้าวเช่นนี้ ก็อาจเป็นเพราะพรรคของประธานาธิบดีไช่อิงเหวินแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาในหลายเขต แสดงถึงความเปราะบางของฐานอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีจิ้นผิงย้ำถึงการผนึกรวมไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนว่าเป็นสิ่งที่ &amp;quot;หลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;quot; พร้อมเตือนถึงความพยายามที่ไต้หวันจะแยกตัวเป็นอิสระจากจีนว่า จะไม่ตัดทางเลือกการผนึกรวมไต้หวันเข้ากับจีนด้วยการใช้แสนยานุภาพทางทหารออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่สีจิ้นผิงแสดงวาทะเผ็ดร้อนเช่นนี้มีความเกี่ยวดองกับจังหวะเวลาของประวัติศาสตร์ด้วย เพราะคำกล่าวของผู้นำจีนมีขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีที่ทางการจีนร่อนไปให้ไต้หวันในปี 2522 &amp;nbsp;เพื่อเรียกร้องให้ไต้หวันยอมจำนนเสียและกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนแต่โดยดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สารฉบับนั้นตอกย้ำให้ไต้หวัน &amp;quot;ยุติความสุ่มเสี่ยง&amp;quot; ในการเผชิญหน้าของกองทัพทั้งสองฝ่าย ซึ่งไต้หวันโต้กลับอย่างร้อนแรงเช่นกันว่าจะไม่มีวันยอมขึ้นตรงกับจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ตอนนั้นไต้หวันมีพันธมิตรหลักคืออเมริกา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นมหาอำนาจทางทหารอันดับหนึ่งของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่วันนี้ทรัมป์จะยังยืนยันจุดยืนเช่นนั้นหรือไม่...ไม่มีใครรู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประโยคชัดๆ ของสีจิ้นผิงในคำปราศรัยเมื่อวันที่ 2 มกราคมบอกว่า:
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศจีนจะต้องเป็นปึกแผ่น นี่คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเพราะสำคัญต่อการก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีน&amp;quot; และเสริมต่อว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ทางการจีนไม่ขอสัญญาว่าจะตัดทางเลือกการใช้แสนยานุภาพทางทหารเข้าบังคับบีบคั้นไต้หวัน &amp;nbsp;และจีนขอสงวนสิทธิ์ทั้งปวงในการผนึกรวมไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสำทับว่าการปกครองด้วยระบบ &amp;quot;หนึ่งชาติ สองระบอบ&amp;quot; (ซึ่งไต้หวันนั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย) เป็นสิ่งที่จีนให้ความสำคัญ เพราะเป็นคุณภาพชีวิตของชาวไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการพูดเอาใจคนไต้หวันส่วนที่ยังยืนยันว่าจะไม่ยอมถูกกลืนเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนแผ่นดินใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ประธานาธิบดีไต้หวันไช่อิงเหวินก็มิอาจยอมได้ง่ายๆ เพราะเธอชนะเลือกตั้งด้วยนโยบายต่อต้านแผ่นดินใหญ่และปักหลักด้วยแนวทางนี้มาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอซัดกลับว่าชาวไต้หวันจะไม่มีวันสละสิทธิเสรีภาพของตัวเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะคนจีนในแผ่นดินใหญ่ไม่มีเสรีภาพเช่นคนไต้หวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งเธอเรียกร้องให้จีนเคารพต่อฉันทามติของชาวไต้หวัน 23 ล้านคน ด้วยการใช้กระบวนการที่เป็นธรรม และวิธีการที่สันติเพื่อรับมือกับความแตกต่างระหว่างสองฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมที่คุ้นเคยระหว่างปักกิ่งกับไทเปอีกรอบหนึ่ง แต่ท่ามกลางความสับสนของการเมืองระหว่างประเทศในปีใหม่นี้ ทุกย่างก้าวของมังกรยักษ์ย่อมมีความหมายทั้งสิ้น!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมวิเคราะห์ว่าเพราะทรัมป์ไร้น้ำยา สีจิ้นผิงจึงเดินเกมเต็มหน้ากระดาน!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25887</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สีจิ้นผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชะโงกดูโลก 2019 แล้วบอกได้ว่า &#039;หนาวแน่&#039;!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมหยิบหนังสือเล่มนี้จากร้าน Kino ที่เมืองซัปโปโรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมคิดในใจว่าแค่ปี 2019 &amp;nbsp;ที่กำลังจะมายังไม่รู้ว่าโลกจะป่วนแค่ไหน ดังนั้นเรื่องของปี 2020 ต้องเก็บไว้วิเคราะห์พร้อมกับสถานการณ์ปีใหม่นี้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอาเข้าจริงๆ สองปีข้างหน้านี้จะยุ่งเหยิงในระดับสากลพอสมควรเพราะ &amp;quot;ระเบียบโลก&amp;quot; กำลังเข้าโหมดแห่งความปั่นป่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะการบรรจบมาพบกันของโดนัลด์ ทรัมป์ กับสีจิ้นผิง และการขยับบทบาทของวลาดิเมียร์ ปูตินอย่างคึกคัก ประกอบกับการเปลี่ยนคีย์เล่นเกมการเมืองระหว่างประเทศของคิม จองอึน และการประกาศเกษียณจากการเมืองของอังเกลา แมร์เคิล โดยที่เอมมานูเอล มาครงยังไม่ได้สร้างสมบารมีเพียงพอที่จะมาทดแทนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2019 จึงเป็นปีที่ร้อนแรงไม่น้อยสำหรับการติดตามข่าวคราวระหว่างประเทศ ประกอบกับการที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนด้วย จึงทำให้คนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองต้องใส่ใจกับปัจจัยของ &amp;quot;ความป่วน&amp;quot; หรือ disruption อย่างรอบด้านถ้วนถี่และต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าปีใหม่นี้หัวข้อหลักแห่งการเกาะติดสถานการณ์โลกอยู่ที่หลายประเด็นหลักๆ อาทิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติการเมืองส่วนตัวของทรัมป์ว่าจะโดนกระหน่ำด้วยภัยแห่ง impeachment หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อังกฤษจะฟันฝ่าวิกฤติ Brexit ให้มีบาดแผลน้อยที่สุดอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติศรัทธาของชนชั้นคนทำงานของฝรั่งเศสที่ลามไปอีกหลายประเทศในยุโรป จะนำไปสู่ความวุ่นวายกลางถนนและการปฏิวัติกติกาการเมืองของยุโรปอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กับคิม จองอึนจะเกทับบลัฟแหลกเพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอย่าง...และภัยนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีจะผ่อนเบาหรือหนักหน่วงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีจิ้นผิงกับทรัมป์จะหาทางลงจากสงครามการค้าท่ามกลางความตึงเครียดกรณีหวาเว่ยอย่างไร ตะวันออกกลางจะร้อนขึ้นเพราะการเผชิญหน้าระหว่างซาอุฯ กับอิหร่าน ที่ทำท่าจะหนักหน่วงขึ้นเมื่อทรัมป์สั่งถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากซีเรียและอัฟกานิสถาน ทำให้บทบาทของตุรกีมีความคึกคักขึ้นอย่างฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัสเซียจะกระทำต่อยูเครนอย่างไรในภาวะของการเผชิญหน้าระหว่างสองชาตินี้ ขณะที่พันธมิตรสหรัฐฯ กับยุโรปเริ่มจะอ่อนปวกเปียกลงอย่างเห็นได้ชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าการสยายปีกของจีนในปีใหม่จะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งในภาวะที่ทรัมป์เดินหน้านโยบาย America First อย่างเข้มข้นเพื่อปูทางหาเสียงสำหรับสมัยที่สองในทำเนียบขาว ปักกิ่งก็ยิ่งจะถูกส่งให้เล่นบทมหาอำนาจระดับสากลได้มากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยที่กำลังยุ่งๆ กับดรามาการเมืองเรื่องหาเสียงเลือกตั้ง ต้องไม่ลืมว่าความหมกมุ่นกับเรื่องภายในไม่กี่ประเด็นที่พุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลไม่กี่คน จะทำให้ความสามารถในการสร้างความตระหนักและเข้าใจกับสภาวะการเมืองโลกหดหายไปอย่างน่ากลัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะยิ่งวันเรายิ่งมองเข้ามาที่ตัวเอง ไม่สามารถสร้างศักยภาพระดับสากลได้ เพราะติด &amp;quot;กับดักแห่งความคิดคับแคบ&amp;quot; ที่อันตรายกว่ากับดักใดๆ ที่เราเคยวิพากษ์กันมาตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทราบแล้วเปลี่ยน มิฉะนั้นจะเข้าสู่โหมด &amp;quot;จบข่าว...หมดประเด็น&amp;quot; สำหรับอนาคตของประเทศชาติอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อสรุปของหนังสือเล่มนี้ยืนยันว่าไม่มีใครทำนายได้ล่วงหน้าว่าจะเกิด &amp;quot;สงครามโลกครั้งที่สาม&amp;quot; &amp;nbsp;หรือไม่และจะเกิดเมื่อไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ชาวโลกประมาทไม่ได้เป็นอันขาด ยิ่งหากประเทศต่างๆ ไม่มีการเตรียมการเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการป้องกันความขัดแย้ง ด้วยการตระเตรียมทางด้านการทหารและความมั่นคงให้เพียงพอ โอกาสของความพลาดพลั้งเพราะการประเมินผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ย่อมจะนำไปสู่ความหายนะแห่งสงครามรอบใหม่ก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอน์สไตน์เคยพูดทีเล่นทีจริงว่า &amp;quot;ผมไม่รู้ว่ามนุษย์จะใช้อาวุธร้ายแรงอะไรหากเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม แต่ที่แน่ๆ คือหากเกิดสงครามโลกครั้งที่สี่ มนุษย์จะกลับไปใช้หอกแหนแหลนหลาวแน่นอน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากเกิดสงครามอีกครั้ง มนุษย์จะทำลายล้างกันอย่างไม่เหลืออะไรทันสมัยไว้เป็นเครื่องมือได้อีกต่อไป!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25779</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สีจิ้นผิง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แผนปราบโกงของสีจิ้นผิง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ข่าวจากเมืองจีนบอกว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเพิ่งประกาศชัยชนะ &amp;ldquo;อย่างท่วมท้น&amp;rdquo; ในนโยบายกวาดล้างทุจริตภายในพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แต่เท่านั้น เขายังยืนยันว่าจะเดินหน้าถอนรากถอนโคนทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่เป็นข่าวทางการของสำนักข่าวซีซีทีวีของทางการจีนเลยทีเดียว เพราะรายงานชิ้นนี้บอกว่า ประธานาธิบดีสีจิ้งผิงได้ประกาศเรื่องนี้ต่อที่ประชุมกรมการเมือง หรือ Politburo ของพรรคคอมมิวนิตส์จีน ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว สีจิ้นผิงบอกว่า การกวาดล้างทุจริตของจีนกำลังเดินหน้าอย่างกระตือรือร้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ล่าสุดผู้นำจีนคนนี้ได้เปลี่ยนจากคำว่า &amp;ldquo;เดินหน้า&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;ชัยชนะ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นย่อมแปลว่าสีจิ้นผิงต้องการจะลบคำปรามาสก่อนหน้านี้ว่า การรณรงค์ปราบการฉ้อราษฎร์บังหลวงของผู้นำคนนี้เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ หรือไม่ก็เป็นแค่แผนต้องการจะเด็ดหัวศัตรูทางการเมืองของตัวเองเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้สีจิ้นผิงซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากการแก้รัฐธรรมนูญไม่ให้มีขีดจำกัดเรื่องของเทอมที่จะอยู่ในตำแหน่งผู้นำ จึงมีความมั่นใจที่จะเดินหน้าจัดการกับคนโกงและฉ้อฉล โดยเฉพาะในระบบของรัฐบาลและพรรคอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีจิ้นผิงบอกในคำประกาศล่าสุดด้วยว่า ในอนาคตยังคงจะต้องเดินหน้ากับมาตรการต่อต้านทุจริตภายในภาครัฐต่อไปแบบ &amp;quot;ยกเครื่อง&amp;quot; เพื่อให้ระบบกำกับดูแลสมาชิกพรรคและลูกจ้างของรัฐมีความทันสมัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเคยบอกว่าหากพรรคคอมมิวนิสต์มีคอร์รัปชันพรรคก็อยู่ไม่ได้ และถ้าพรรคล่มสลาย ประเทศจีนก็พังพินาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องปราบปรามความชั่วร้ายจากข้างใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประกาศเป็นคำขวัญที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างคึกคักว่า &amp;ldquo;เราจะไม่เพียงแค่ตบแมลงวัน แต่เราจะต้องจัดการกับเสือพร้อมๆ กันไปด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แปลว่าจะไม่จัดการเฉพาะปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น แต่จะเล่นงานพวกที่มีตำแหน่งแห่งหนในทุกระดับและทั่วประเทศอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมเป็นอันขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แรกเริ่มเมื่อตอนเขาเปิดเกมปราบคอร์รัปชันนั้น นักวิเคราะห์บางสำนักบอกว่า ถ้าสีจิ้นผิงทำจริงจะถูกท้าทายและอาจโดนโค่นจากอำนาจด้วยซ้ำ เพราะกลุ่มก้อนที่มีอำนาจมายาวนานจะไม่ยอมทิ้งนิสัยเดิมเรื่องรับสินบนเป็นอันขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สีจิ้นผิงก็พิสูจน์ด้วยการกระทำว่าเขาไม่หวั่นเกรงคำวิพากษ์เช่นนั้น จึงไม่ลังเลที่จะทำให้แผนปราบการโกงกินในระบบนั้นหายไปอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซีซีทีวียังรายงานโดยระบุเพิ่มเติมอีกว่า กรมการเมืองของพรรคจะดำเนินมาตรการลดการทุจริตอย่างแข็งขัน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการกำกับดูแลแห่งชาติขึ้นในเดือนมีนาคมของปีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นย่อมหมายถึงการขยายการกวาดล้างทุจริตไปถึงลูกจ้างของรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจะให้อำนาจทางกฎหมายแก่การสอบสวนภายในพรรคและวิธีการต่างๆ ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทุจริตได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้นก็ตาม การจัดอันดับดัชนีคอร์รัปชันโลก (Corruption Perception Index 2017) ก็ยังให้จีนอยู่ในอับดับที่ 77 จากทั้งหมด 180 ประเทศที่มีปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุดในโลก หรือคิดเป็นคะแนน 41 จาก 100 คะแนนเต็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนในแวดวงเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันของไทยเราตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดช่วง 9 เดือนแรกของปี 2018 นี้ ทางการจีนได้กวาดล้างคดีทุจริตไปแล้วกว่า 464,000 คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีคนถูกลงโทษไปแล้วไม่น้อยกว่า 406,000 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในช่วงเวลา 9 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่จีนเล่นงานคนโกงกว่า 4 แสนคดี เทียบกับไทย ตลอดปีงบประมาณ 2561 ป.ป.ช.ทำคดีจบ 3,753 คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเปรียบเทียบกันในมิติไหนก็ตาม ไทยเรายังต้องพิสูจน์ความเข้มข้นของการจัดการกับคนโกงจนถึงขั้นที่ประชาชนเชื่อได้จริงๆ ว่านี่เป็นนโยบายจริง มิใช่เพียงการรับปากเพื่อเอาตัวรอดของผู้มีอำนาจทุกยุคทุกสมัยเท่านั้น!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25252</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สีจิ้นผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มะกันสั่งจับผู้บริหารหวาเว่ย : ตัวประกันต่อรองของ 2 ยักษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การที่สหรัฐฯ ขอให้แคนาดาจับตัวผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Huawei หรือ &amp;quot;หวาเว่ย&amp;quot; (华为) ที่บังเอิญเป็นลูกสาวผู้ก่อตั้งด้วยนั้นเป็นข่าวใหญ่ไม่เฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอเมริกากับจีนรอบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเธอคือ &amp;quot;เมิ่งหว่านโจว&amp;quot; (孟晚舟) ที่มีตำแหน่งเป็น CFO หรือผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินของหวาเว่ย และคุณพ่อกำลังวางตัวเป็นทายาทที่จะขึ้นมาเป็นซีอีโอของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ของจีนแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอจึงไม่ใช่ผู้บริหารธรรมดา หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ที่สหรัฐฯ จ้องมองมาระยะหนึ่งแล้วว่าเป็นแขนขาสำคัญของรัฐบาลจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้เกิดขึ้นวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ กับสีจิ้นผิงเจอกันที่การประชุมสุดยอด G-20 ที่อาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เป็นการพบปะที่พยายามออกข่าวทางบวกว่าจะ &amp;quot;หยุดยิง&amp;quot; หรือ &amp;quot;สงบศึก&amp;quot; สงครามการค้าระหว่างสองยักษ์ 90 วันเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างกลับไปปรับท่าทีของตน ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกันและกันหนักหน่วงไปกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่สหรัฐฯ ขอให้แคนาดาจับตัวนางเมิ่งหว่านโจวที่แวนคูเวอร์ขณะเปลี่ยนเที่ยวบินอย่างโฉ่งฉ่างเช่นนี้ ผมตีความได้ทางเดียวว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันต้องการจะจับเธอเป็น &amp;quot;ตัวประกัน&amp;quot; ในการเจรจากับปักกิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าเหตุผลทางการของอเมริกาคือ การที่เธอมีพฤติกรรมจงใจละเมิดมาตรการลงโทษหรือแซงก์ชันอิหร่าน แต่เอาเข้าจริงๆ นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะทำให้ทางการจีนได้รู้ว่าสหรัฐฯ มีลู่ทางจะกดดันจีนในรูปแบบต่างๆ และปักกิ่งควรจะสำเหนียกเอาไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มีใครบอกได้ว่าทรัมป์เป็นคนสั่งเอง หรือได้รับรู้ว่าใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโด ประกาศว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน และไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการ &amp;quot;ขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน&amp;quot; (extradition) จากอเมริกาครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะแคนาดากลัวว่าจะถูกลากเข้าไปในสงครามการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รอบใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ จังหวะของการออกข่าวเรื่องนี้ก็มีประเด็นที่น่าเคลือบแคลงพอสมควร เพราะเธอถูกเจ้าหน้าที่แคนาดาจับเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม แต่ข่าวออกมาเมื่อวันพุธที่ 5 ธันวาคม อันเป็นวันที่เธอไปปรากฏตัวที่ศาลแคนาดาวันแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนออกมาประท้วงการจับตัวผู้บริหารหวาเว่ยครั้งนี้อย่างหนักหน่วงรุนแรง ขอให้ปล่อยตัวเธอทันทีเพราะการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทหวาเว่ยเองก็ออกแถลงการณ์ชัดถ้อยชัดคำ บอกว่ายังไม่รู้รายละเอียดของข้อหา แต่ยืนยันว่าบริษัทได้กระทำการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของสหรัฐฯ หรือของจีน และไม่มีการกระทำใดๆ ที่ละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการแซงก์ชันอิหร่านแต่ประการใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เขียนอยู่นี้ยังไม่ชัดเจนว่าเมิ่งหว่านโจว (มีชื่อฝรั่งว่า Sabrina) จะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวโดยศาลแคนาดาหรือไม่ และจะมีการส่งตัวเธอไปให้ทางการสหรัฐฯ เมื่อไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีนี้จะกลายเป็นประเด็นแห่งความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่มีผลกว้างไกล ที่คาดกันว่าเมื่อทรัมป์กับสีจับมือกันประกาศ &amp;quot;หยุดยิง&amp;quot; กรณีสงครามการค้าแล้วจะนำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียดของความสัมพันธ์ ก็กลายเป็นหมันไปโดยพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะจีนถือว่าเรื่องนี้เป็นการตบหน้ากันชัดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งตอกย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่มีความจริงใจในการหาทางออกจากการเผชิญหน้าระหว่างสองชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ แคนาดาบอกว่ารัฐบาลของเขาได้รับการบอกเล่าถึงคำขอจากอเมริกาให้จับเมิ่งหว่านโจวไม่กี่วันก่อนหน้านั้น แต่ยืนกรานว่ารัฐบาลแคนาดาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมของแคนาดามีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่โดยการเมืองไม่อาจจะก้าวก่ายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ กับบริษัทหวาเว่ยมีเรื่องกันมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะรัฐบาลตะวันตกหลายชาติมีความกังวลว่ารัฐบาลจีนใช้ให้บริษัทโทรคมนาคมของตนเป็นเครื่องมือในการเจาะล้วงและสืบหาข่าวทางลับโดยผ่านเทคโนโลยี G-5 หวาเว่ยยืนยันมาตลอดเช่นกันว่าตนดำเนินธุรกิจในฐานะเอกชน ไม่มีคำสั่งใดๆ จากรัฐบาลจีนให้กระทำการดังที่ถูกกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องแปลกใจหากนักการเมืองมะกันบางคนจะตั้งข้อหาว่าบริษัทจีนแห่งนี้เป็น &amp;quot;ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนาคตของหวาเว่ยและความสัมพันธ์ของธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ของจีนกับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ เป็นเรื่องน่าสนใจมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรุ่งนี้ว่าต่อครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23929</URL_LINK>
                <HASHTAG>Huawei, กาแฟดำ, สีจิ้นผิง, หวาเว่ย, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2018 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2018 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; คุยจีนยอมลด-เลิกขึ้นภาษีรถยนต์อเมริกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นักลงทุนทั่วโลกใจชื้นภายหลังสหรัฐและจีนพักรบสงครามการค้า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โวซ้ำในวันอาทิตย์ด้วยว่า จีนตกลงจะ &amp;quot;ลดและเลิก&amp;quot; ภาษีนำเข้ารถยนต์สหรัฐให้ต่ำกว่าระดับ 40% ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ทางการจีนยังอ้ำอึ้งไม่ยืนยัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 8 พ.ย. 2560 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถ่ายภาพหน้าพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2561 ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐประกาศข่าวที่สร้างความประหลาดใจนี้ผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อคืนวันอาทิตย์ ว่าจีนตกลงจะ &amp;quot;ลดและยกเลิก&amp;quot; ภาษีศุลกากรรถยนต์สหรัฐที่เก็บอยู่ที่ 40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศของจีนกลับปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของทรัมป์เมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวเพียงว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีทรัมป์ได้บรรลุฉันทามติสำคัญในประเด็นการค้า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิงซวง โฆษกกระทรวงกล่าวกับผู้สื่ข่าวว่า ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่าจะระงับการออกมาตรการภาษีศุลกากรใหม่ไว้ก่อน และยังเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์หลายประการว่าจะแก้ไขปัญหาและความเห็นขัดแย้งที่มีอยู่ด้วยวิธีใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทวีตของทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยว่า ภาษีชนิดใดที่จีนจะลดหรือจะยกเลิก หรือจีนจะดำเนินการเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์และสีได้หารือกันนานราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศจี 20 ที่อาร์เจนตินาปิดฉากลง โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะระงับการใช้มาตรการภาษีศุลกากรใหม่ๆ ไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน ระหว่างรอให้ตัวแทนของรัฐบาลทั้งสองเจรจาต่อรองกัน นอกจากนี้ ทำเนียบขาวกล่าวด้วยว่า จีนตกลงจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐเพิ่มขึ้นทันทีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเจรจาที่จะเริ่มต้นทันทีนั้นจะครอบคลุมข้อวิตกหลายประการของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา, การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และการโจรกรรมทางไซเบอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวกล่าวว่า หากการเจรจาไม่สามารถบรรลุความเห็นพ้องกันได้ภายใน 90 วัน ภาษีศุลกากรสินค้าของจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ จะถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 10% และ 25% ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ของจีนวันที่ 3 พ.ย. 2561 รายงานข่าวซัมมิตระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี โดยพาดหัวว่าผู้นำทั้งสองเห็นพ้องจะไม่ขึ้นภาษีศุลกากร / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพักศึกสงครามการค้าระหว่างชาติมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งและสองของโลกครึ่งนี้เกิดขึ้นภายหลังการตอบโต้กันอย่างถึงพริกถึงขิงด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าส่งออกของอีกฝ่ายมูลนับแสนล้านดอลลาร์ ที่ก่อความวิตกกังวลอย่างกว้างขวางจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของโลกโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิลเลียม ซาริต ประธานหอการค้าอเมริกาในจีน กล่าวว่า คำประกาศเรื่องการลด-เลิกภาษีนำเข้ารถยนต์สหรัฐ หากได้รับการยืนยัน จะถือเป็นการเดินหน้าสู่ทิศทางที่ถูกต้องอย่างแน่นอน และหวังจะเป็นสัญญาณว่าจะมีมาตรการอื่นตามมาอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนได้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 25% เป็น 15% เมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ แต่ต่อมา ช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าทวีขึ้น จีนกลับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐอีก 25% ทำให้อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์สหรัฐอยู่ที่ระดับ 40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐหลายรายได้ตั้งโรงงานผลิตในจีนเพื่อขายให้ตลาดจีน แต่การขึ้นภาษีรถยนต์ยังคงกระทบต่อยอดขายและกำไรของบางบริษัท ซึ่งรวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเทสลา และรถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐทั้งของฟอร์ดและบีเอ็มดับเบิลยู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรยากาศการค้าที่ดีขึ้นส่งผลให้ตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปเปิดตลาดวันจันทร์อย่างคึกคัก โดยดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปิดเพิ่มขึ้น 2.9% ส่วนฮั่งเส็งของฮ่องกงปิดบวก 2.7% เงินหยวนของจีนก็แข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้น สื่อของทางการจีนยังมีท่าทีระแวดระวัง ไชน่าเดลีเตือนเมื่อวันจันทร์ว่า ฉันทามติใหม่นี้เป็นพัฒนาการที่ดีที่เปิดโอกาสให้สองฝ่ายได้หายใจหายคอเพื่อแก้ปัญหาขัดแย้ง แต่ก็ไม่มี &amp;quot;ไม้กายสิทธิ์&amp;quot; ที่จะเสกให้ความขัดข้องใจหายได้ในทันใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23389</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษีรถยนต์, ภาษีศุลกากร, สงครามการค้า, สีจิ้นผิง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181203/image_mid_5c0534ab86d05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2026 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายพลมะกัน: &#039;สหรัฐฯอาจ ทำสงครามกับจีนใน 15 ปี!&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ กับจีนเปิดศึกการค้าจนทำให้โลกสั่นสะเทือนกว้างไกล แล้วก็เริ่มมีคนสงสัยว่าจะเกิดสงครามที่แลกหมัดกันด้วยอาวุธหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่หากโดนัลด์ ทรัมป์เล่นเกมดุดันต่อเนื่อง กดดันจีนด้วยการข่มขู่ สีจิ้นผิงของจีนก็คงไม่ยอม แม้ปักกิ่งจะต้องเจ็บปวด แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นจีนก็คงจะพร้อมปักหลักสู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความน่ากลัวอยู่ที่ทรัมป์ประเมินสีจิ้นผิงต่ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสีจิ้นผิงก็อาจประเมินความบ้าระห่ำของทรัมป์น้อยไปเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดมีคำพยากรณ์จากอดีตนายทหารใหญ่ของสหรัฐฯ ประจำยุโรปที่ทำเอาผู้คนแตกตื่นกันพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลโท (เกษียณ) Ben Hodges ไปพูดในเวที Warsaw Security Forum ที่โปแลนด์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ขอให้ประเทศยุโรปช่วยกันดูแลความมั่นคงของตัวเองให้จงดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เพราะมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจทำสงครามกับจีนใน 15 ปี...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพลคนนี้เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ ประจำยุโรปตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปีที่แล้ว แกจึงไม่ได้พูดเปรยๆ แบบคาดการณ์เล่นๆ ให้ตกใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้แกมีตำแหน่งเป็น &amp;ldquo;ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์&amp;rdquo; ประจำศูนย์วิเคราะห์นโยบายแห่งยุโรป มีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศยักษ์ๆ เช่นจีนและรัสเซีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลโทเบ็น ฮอดเจส บอกว่าวอชิงตันจำเป็นต้องทุ่มเททรัพยากรทั้งหลายเพื่อปกปักรักษาผลประโยชน์ของตนในมหาสมุทรแปซิฟิก และอเมริกาจำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตรในยุโรปเป็นเสาค้ำหลัก &amp;nbsp;เพราะรัสเซียก็กำลังเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารของตัวเองในย่านนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สหรัฐฯ ไม่มีศักยภาพที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างในยุโรปและแปซิฟิกพร้อมๆ กันในอันที่จะตั้งรับกับการคุกคามของจีนได้&amp;rdquo; แกประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เกรงใจว่าจีนหรือรัสเซียจะได้ยินแล้วจะโต้แย้งกลับว่านายพลคนนี้พูดจาหาเรื่องหรือไม่ แกบอกว่าสหรัฐฯ ยังยึดมั่นในพันธกรณีกับยุโรปอย่างเหนียวแน่น แต่คนที่ฟังวันนั้นจะเชื่อแกแค่ไหนไม่ทราบ เพราะเสียงของทรัมป์ที่ต่อว่าต่อขานยุโรปยังดังก้องอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์วิพากษ์สมาชิกนาโต (NATO: North Atlantic Treaty Organization) อย่างรุนแรงตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว อ้างว่าอเมริกาควักกระเป๋ามากกว่าคนอื่น และหากสมาชิกนาโตยุโรปไม่เพิ่มสัดส่วนของงบกลาโหมตัวเอง วอชิงตันก็อาจจะต้องทบทวนบทบาทในนาโต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดอย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของนาโตที่มีมายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทำให้วลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียนั่งยิ้มอยู่คนเดียว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานาโตได้ประกาศให้รัสเซียเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ทรัมป์ทำท่าจะ &amp;ldquo;ซี้&amp;rdquo; กับปูตินมากกว่าผู้นำนาโตคนใดๆ ที่ผ่านมา อีกทั้งยังขู่ว่าจะทบทวนบทบาทสหรัฐฯ ในนาโตอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในคำปราศรัยที่วอร์ซอร์วันก่อน นายพลเบ็น ฮอดเจสกลับส่งสัญญาณอีกอย่างหนึ่ง ด้วยการยืนยันว่าอเมริกาจะทุ่มงบประมาณทางทหารอย่างต่อเนื่องในยุโรป ด้วยการฝึกและส่งทหารมาประจำการหมุนเวียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมองไปข้างหน้าว่าจะต้องเตรียมการสร้างความแข็งแกร่งทางทหารให้ยุโรป เผื่อว่าอเมริกาจะต้องทำสงครามกับจีนใน 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัญญาณความตึงเครียดระหว่างสองยักษ์ใหญ่มีให้เห็นในหลายๆ ด้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากสงครามการค้าแล้ว เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนนี้ เรือพิฆาตลาดตระเวนมะกันยังก็วิ่งเฉียดกับเรือรบจีนในทะเลจีนใต้ จนเป็นเหตุให้เกิดความกังวลว่าการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งอาจจะเกิดบ่อยมากขึ้น และอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงอันไม่พึงปรารถนาในย่านนี้ได้


แทงบอลวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพลคนนี้บอกว่าจีนยัง &amp;ldquo;พยายามขโมยเทคโนโลยี&amp;rdquo; ของสหรัฐฯ และสร้างความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานด้วยการลงทุนในแอฟริกาและยุโรป&amp;nbsp;


สล็อต789
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้ในยุโรปเอง จีนเป็นเจ้าของท่าเรือไปแล้วมากกว่า 10%&amp;rdquo; แกบอก&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อมีข้อกล่าวหาจากอเมริกาว่าจีนกับรัสเซียได้ดักฟังบทสนทนาส่วนตัวของทรัมป์กับคนอื่นๆ &amp;nbsp;ผ่านมือถือยี่ห้อไอโฟน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนก็เห็นเป็นเรื่องขบขัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจะยืนยันว่าจีนไม่เคยล้วงตับทรัมป์ผ่านมือถือแล้ว โฆษกสาวจีนคนนั้นก็ยังประชดประชันในลักษณะหยามเหยียดด้วยการบอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดิฉันเสนอว่าถ้าหากกลัวว่าจะถูกดักฟังผ่านไอโฟน ท่านประธานาธิบสหรัฐฯ ก็น่าจะเปลี่ยนมาใช้ยี่ห้อหัวเหว่ยของจีนนะคะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปวดแสบปวดร้อนไหมครับ?&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21045</URL_LINK>
                <HASHTAG>Ben Hodges, กาแฟดำ, พลโทเบ็น ฮอดเจส, สีจิ้นผิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2018 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2018 21:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชินโซ อาเบะ&#039; เยือนจีน พ่วงดีลธุรกิจ 2,600 ล้าน$</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนจีนนาน 3 วัน ปรับปรุงความสัมพันธ์ที่เคยมึนตึงระหว่างสองประเทศ หนีบนักธุรกิจร่วม 1,000 คนติดสอยห้อยตามเพื่อลงนามความตกลงหลายร้อยฉบับ มูลค่ารวม 2,600 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ชินโซ อาเบะ (ซ้าย) แถลงข่าวร่วมกับนายกฯ หลี่เค่อเฉียงที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเดินทางเยือนจีนของผู้นำญี่ปุ่นซึ่งมีไม่บ่อยครั้งนัก เกิดขึ้นในช่วงยามที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญปัญหาท้าทายทางการค้าแบบเดียวกันจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เก็บภาษีศุลกากรสินค้าส่งออกของจีนปริมาณมหาศาล โดยหวังลดการขาดดุลทางการค้า ส่วนญี่ปุ่นก็โดนสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมโดยไม่ยกเว้นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า อาเบะเดินทางถึงจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 และในวันศุกร์ นายกฯ หลี่เค่อเฉียง ของจีนได้จัดพิธีต้อนรับเขาที่ด้านนอกมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจัตุรัสเทียนอันเหมิน และพาตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าไปเจรจากันภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ 2 อันดับแรกของเอเชียปรับปรุงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลังจากตกต่ำขีดสุดเมื่อปี 2555 เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทกับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ระหว่างการแถลงข่าวร่วม อาเบะกล่าวว่า เขาและหลี่เห็นพ้องกันว่า ญี่ปุ่นและจีนจะแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์เพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคนี้ และตัวเขาเชื่อว่า การค้าคล่องระหว่างทั้งสองประเทศจะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่งมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านหลี่ซึ่งเพิ่งเยือนญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤษภาคม กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพการณ์ระหว่างประเทศไม่มีเสถียรภาพ ความไม่แน่นอนมีมากขึ้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการค้าเสรีของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การมาเยือนจีนเที่ยวนี้ของอาเบะ ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำญี่ปุ่นนับแต่ปี 2554 มีผู้แทนจากบริษัทญี่ปุ่นเกือบ 1,000 คนร่วมคณะมาด้วย หลี่เปิดเผยว่า นักธุรกิจของญี่ปุ่นบรรลุความตกลง 500 ฉบับกับจีน มูลค่ารวม 2,600 ล้านดอลลาร์ (86,136 ล้านดอลลาร์) แต่เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า บริษัทของญี่ปุ่นอยากเข้าถึงตลาดขนาดมโหฬารของจีนมากขึ้น ส่วนจีนก็สนใจความรู้ความชำนาญด้านบริษัทและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลี่และอาเบะยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงทางการเมืองหลายฉบับด้วย รวมทั้งความตกลงธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตรา และกลไกเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างกองทัพของสองฝ่าย ซึ่งมักจะประจันหน้ากันในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนตะวันออกบ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (ขวา) จับมือกับนายกฯ ชินโซ อาเบะ ระหว่างการพบกันเมื่อวันศุกร์&amp;nbsp; / JIJI PRESS / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การมาเยือนของอาเบะเปิดโอกาสความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน จะเดินทางเยือนญี่ปุ่นปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีและอาเบะเคยพบกันนอกรอบการประชุมสุดยอดเมื่อปี 2557 แต่การพบหน้ากันครั้งนี้มีความงุ่มง่ามเคอะเขิน หลังจากนั้นรัฐบาลทั้งสองได้ส่งรัฐมนตรีเยือนแลกเปลี่ยนกันหลายครั้ง และใช้วาทกรรมที่โอนอ่อนลง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20782</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ชินโซ อาเบะ, ญี่ปุ่น, นายกฯ ญี่ปุ่น, สีจิ้นผิง, หลี่เค่อเฉียง, เยือนจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181026/image_big_5bd32244c8511.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
