<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31832</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2019 19:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 07:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แหล่งโบราณคดี อยุทธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี และ&quot;สี่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์&quot;ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก                                     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักโบราณคดีสาธิตการทำงาน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในพื้นที่ภาคกลาง ประเทศไทย นับว่าเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมตั้งแต่สมัยทวารวดี ในยุคที่มีชนชาวมอญอาศัยอยู่ และในยุคที่เขมรได้เข้ามีบทบาทมากขึ้นในจังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี และสิงห์บุรี และในสมัยพระเจ้าอู่ทองที่มีการโยกย้ายราชธานีมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เกิดความเจริญรุ่งเรืองมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ หรือการเผยแพร่ศาสนา เกิดสิ่งปลูกสร้างทางสถาปัตยกรรมที่งดงาม วิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ทางประเพณีวัฒนธรรม หรือการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการประกอบอาชีพ ต่างๆ ที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษโบราณวัตถุ หรือซากปรักหักพังที่ไม่ได้งดงามเหมือนเมื่อครั้งในอดีต แต่ก็ทำให้เราได้เห็นภาพว่ามันเคยสวยงามและยิ่งใหญ่ขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ กรมศิลปากร จึงได้จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจรในพื้นที่ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางโบราณสถาน โบราณวัตถุ ฯลฯ ที่สำคัญ เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และแหล่งโบราณคดีที่สำคัญให้ประชาชนได้รับรู้เพิ่มมากขึ้น ที่จะส่งผลให้เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์ ดูแลรักษาต่อไปในอนาคต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจุดหมายแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการพาลงพื้นที่ศึกษาดูงานการบูรณปฏิสังขรณ์พลับพลาตรีมุข ภายในพระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ดูโดดเด่นด้วยสีขาว ทามกลางโบราณสถานที่ปรักหักพัง ซึ่งในอดีตเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และยังเป็นสถานที่ว่าราชการหรือประกอบพระราชพิธีต่างๆ แต่เมื่อกรุงศรีอยุธยาสิ้นสุดลงในปี 2310 พื้นที่แห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง พระที่นั่ง อาคารต่างๆ หลงเหลือเพียงรากฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวีระศักดิ์ แสนสะอาด นักโบราณคดีปฏิบัติการ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เล่าถึงการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้ฟังว่า พลับพลาตรีมุข ที่ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างมานาน &amp;nbsp;จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงมีรับสั่งให้พระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) ทำการบูรณะ เพื่อใช้เป็นสถานที่รับรองพระองค์เมื่อครั้งเสด็จมาเยือน หรือ ไว้รับรองแขกบ้านแขกเมือง จนแล้วเสร็จเมื่อปี 2452 จากหลักฐานการแกะสลักอักษรไว้ใต้กรอบหน้าบันว่า พลับพลาตรีมุขนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯให้พระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) สร้างไว้เมื่อ พ.ศ. 2452 ในปัจจุบันก็มีการอนุรักษ์ และบูรณะ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการเก็บหลักฐานทางโบราณสถานอย่างแผนผังการสร้าง บันทึกร่องรอยการบูรณะ เป็นต้น และได้บูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560-2561 ทั้งงานบูรณะส่วนฐาน ส่วนโครงสร้างไม้ตั้งเสาจนถึงยอดหลังคา โดยยังคงหลักฐานของพระที่นั่งสำคัญของพลับพลาตรีมุขนี้ไว้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยากาศร่มรื่น บริเวณพลับพลาตรีมุข &amp;nbsp; &amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พลับพลาตรีมุขยังเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบราชพิธีสำคัญ อย่าง พระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราช หลังจากที่พระมหากษัตริย์เสร็จสิ้นจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 เป็นเหมือนกับการมาเคารพบูรพพระมหากษัตริย์ในอดีต ซึ่งพระราชพิธีนี้จะเกิดขึ้นตามพระราชประสงค์และสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่องรอยการขุดค้นโครงกระดูกโบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งโบราณคดีโคกพุทรา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งอยู่ในโครงการโบราณคดีพื้นที่ลพบุรี(LoRAP) &amp;nbsp;พื้นที่โคกพุทรา &amp;nbsp;เป็นอีกแห่งที่อยู่ภายใต้การบูรณะ แม้บรรยากาศโดยรอบ จะเหมือนที่อาศัยชุมชนทั่วๆไป แต่ในพื้นที่อาศัยนี่แหละ ที่ทำให้นักโบราณคดีให้ความสนใจ นายสรธัช โรจนารัตน์ นักโบราณคดีชำนาญการ หนึ่งในทีมนักโบราณคดี กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดีโคกพุทรา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 - ปัจจุบัน กับทีมของ ดร.โรแบโต เคียอาลา &amp;nbsp;นักโบราณดคี ชาวอิตาลี ที่เข้ามาสำรวจแหล่งโบราณคดีในประเทศไทยในโครงการโบราณคดีพื้นที่ลพบุรี (Lopburi Regional Archaeological Project - LoRAP) พบว่าพื้นที่ที่เป็นของชาวบ้านเป็นแหล่งที่ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี &amp;nbsp;แหละที่มาของการขุดค้น ก็มาจากข้อมูลของโครงการวรรณคดีประเทศไทย ซึ่งได้เคยทำการสำรวจไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว &amp;nbsp;และมีการพบเศษของภาชนะดินเผา จึงได้มีการกำหนดพื้นที่และขุดหลุมทดสอบขนาด 4x4 เมตร และ 3x2 เมตร ตามชั้นการขุดลงไป พบร่องรอยหลุมเสา โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังร่วมกับภาชนะดินเผา เปลือกหอยมือเสือ แกนกำไลเปลือกหอยมือเสือ และชิ้นส่วนกำไลเปลือกหอย &amp;nbsp;แสดงให้เห็นถึงกระบวนการผลิตกำไลเปลือกหอยมือเสือ ที่อาจจะมีจุดเริ่มต้นจากที่นี่ &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีลูกปัดเปลือกหอย ชิ้นส่วนโลหะ ต่างหูดินเผา ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดก็จะถูกส่งไปทำการศึกษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรธัช โรจนารัตน์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แหล่งโบราณคดีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี วัดแห่งนี้หากมองผิวเผินก็เหมือนวัดทั่วไปที่ผู้คนเดินทางมาทำบุญ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ด้านหลังพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของ ปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเป็นปรางค์ประธาน ที่เด่นตระหง่านด้วยสีของอิฐโบราณ แม้บริเวณโดยรอบจะเป็นเจดีย์ที่ถูกก่อขึ้นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวปิยนันท์ ชอบศิลประกอบ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ให้ข้อมูลว่า ในการศึกษาโบราณคดีในพื้นที่นี้ ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ที่นอกจากการศึกษาโบราณสถานที่อยู่บนดินแล้ว ยังได้มีการศึกษาสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ใต้ดินฐานพระปรางค์อีกด้วย &amp;nbsp;ทำให้ค้นพบรูปแบบศิลปกรรมสมัยแรกสร้างของวัดแห่งนี้ &amp;nbsp;ที่รูปแบบปรางค์มีความสัมพันธ์เหมือนกับในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น อย่างวัดราชบูรณะ หรือการพบเจดีย์ลาย และพื้นที่แห่งนี้ก็ถูกรายล้อมไปด้วยกำแพงแก้วที่ขณะนี้กำลังได้รับการบูรณะ &amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่แห่งนี้ มีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ จารึกลานทอง หรือ จารึกบนแผ่นทองคำ 3 แผ่น ที่หลงเหลืออยู่ โดยเป็นบันทึกการกำเนิดยุคสมัย ส่วนที่เหลืออยู่ 3 แผ่นนั้นเพราะ ในอดีตเคยมีคนขโมยแผ่นทอง แผ่นทองอีกหลายสิบแผ่นที่หายไปได้ถูกหลอมและเอาไปขาย เพราะฉะนั้น ข้อมูลต่างๆก็สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย &amp;nbsp;กรมศิลปากร ยังคงเดินหน้าบูรณะแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ต่อไป พร้อมกับเก็บข้อมูล หลักฐานในการศึกษาวิจัยและเผยแพร่เป็นองค์ความรู้สู่สาธารณชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานที่สุดท้าย คือ สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ &amp;nbsp;หรือแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามโบราณราชประเพณี ที่ใช้สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ในพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต่อมามีแหล่งน้ำใหม่ที่นำมาใช้เพิ่มเติมในสมัยหลังๆ สระศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ดูเผิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ก็คล้ายกับสวนสาธารณะทั่วไป เพราะมีความร่มรื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สระดังกล่าวเรียกว่า &amp;quot;สระยมนา&amp;quot;และ&amp;quot;สระคา&amp;quot; ตั้งที่อยู่ตรงข้ามกัน ส่วน&amp;quot;สระเกษ&amp;quot;จะอยู่ถัดไปอีกทางด้านหลังศาลเจ้า และ&amp;quot;สระแก้ว&amp;quot;ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งต้องข้ามถนน &amp;nbsp;ทุกสระมีศาลาท่าน้ำ น้ำที่ใสสะอาดที่เราได้เห็นอยู่เบื้องหน้า คือน้ำที่จะใช้ประกอบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันสระทั้งสี่ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติตั้งแต่ปี 2478 ซึ่งสระแห่งนี้ได้มีการปรับปรุงโดยกรมศิลปากรราวปี 2513-2514 &amp;nbsp;โดยได้ดำเนินการขุดลอกคลองครั้งหนึ่ง มีการปลูกต้นไม้เพิ่มเติม และได้มีการขุดลอกคลองครั้ง 2 โดยการขุดลอกคลองทั้งหมด และทำการดูแลรักษาให้คงความงดงามและคุณค่าที่ปรากฎให้เราได้เห็นอยู่เบื้องหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31832</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, สี่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์, แหล่งโบราณคดี อยุทธยา ลพบุรี สุพรรณบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190320/image_big_5c922aac82918.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
