<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัยลุยใช้ &quot;การตลาด&quot; สร้างสื่อรณรงค์-ข้อมูลสุขภาพแนวใหม่ ตรงใจคนแต่ละกลุ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ม.ค.62- &amp;nbsp;พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย ว่า ขณะนี้กรมฯ กำลังหันมาใช้หลักการตลาดเข้ามาช่วยเรื่องการสื่อสารให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพหรือนำความรู้สุขภาพต่างๆ ไปใช้ เพราะต้องยอมรับว่า แต่ละคนมีความชอบ ความสนใจ และจริตที่แตกต่างกันออกไป จะใช้ข้อมูลความรู้สุขภาพหรือสื่อรณรงค์เพียงชุดเดียวที่มีความเป็นแมส (Mass) มากๆ แล้วเอาไปใช้สื่อสารกับคนทุกกลุ่มวัยอีกต่อไปคงไม่ได้ &amp;nbsp;เพราะเมื่อคำแนะนำที่ให้เป็นการฝืนไลฟ์สไตล์เขาก็จะไม่สนใจหรือไม่ทำ ดังนั้น จะต้องใช้หลักการตลาดแบ่งกลุ่มคนออกมาและทำสื่อรณรงค์หรือชุดความรู้ที่จะสื่อสารไปยังกลุ่มบุคคลต่างๆ เพื่อให้ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เหมือนกับสินค้าที่วางขาย ยังมีหลากหลายเพื่อคนเลือกตามความสนใจ ความรู้ทางสุขภาพหรือสื่อรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็เช่นกัน ควรจะต้องมีความหลากหลายให้เหมาะกับคนหลายๆ กลุ่มในสังคมหรือเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเขาเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า การจะสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเก็บข้อมูลก่อน เพื่อให้รู้ก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มนั้นสนใจเรื่องอะไร พูดคุยเรื่องอะไร เพื่อที่จะได้ทำข้อความส่งไปได้ตรงมากขึ้น เช่น สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กเล่มสีชมพู ซึ่งมีความรู้ทั้งหมดอยู่ในนั้น แต่ก็ต้องมาเปิดหาเรื่องที่สนใจเอง พอถึงเวลาก็ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ เราก็กำลังทำเป็นแอปพลิเคชัน ที่มีระบบประมวลว่า แม่นั้นสนใจค้นหาเรื่องอะไร หรือพูดคุยเรื่องอะไร ก็จะได้ทำข้อมูลสื่อสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้โดยเฉพาะเลย แต่ถามว่าคนอื่นอ่านได้หรือไม่ ก็สามารถอ่านได้ เรียกว่าต้องทำสื่อรณรงค์ให้จับใจผู้รับสาร และหวังว่าเมื่อจับใจเขาแล้วเขาก็จะไปเปลี่ยนตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งอาจจะต้องประสานทางอาจาย์มหาวิทยาลัยที่สอนด้านการตลาดในการช่วยเรื่องเหล่านี้ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ส่วนการสื่อสารออกไปให้คนรับรู้ก็จะมีหลายช่องทาง อย่างแรกคือทำคลังข้อมูลของตัวเอง คือ เว็บไซต์กรมอนามัยที่จะเป็นคลังความรู้สุขภาพทั้งหมด และมีการจัดทำออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาค้นหาได้ตามความชอบ และอาจต้องประสานงานกับเสิร์ชเอนจินอย่าง &amp;quot;กูเกิล&amp;quot; เพื่อให้เวลาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพแล้ว ข้อมูลของกรมอนามัยควรจะติดอันดับอยู่ในหน้าแรกของการค้นหา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ เป็นแหล่งอ้างอิงได้ ซึ่งตรงนี้จะต้องมีการลงทุน นอกจากนี้ อาจต้องใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ในการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มคนต่างๆ มากขึ้น ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเราทำองค์ความรู้เช่นนี้ ก็จะช่วยลดปัญหาการถูกหลอกลวงหรือข้อมูลสุขภาพผิดๆ ที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ได้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25672</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, พญ.พรรณพิมล วิปุลากร, สื่อรณรงค์-ข้อมูลสุขภาพแนวใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e0dd653ca8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
