<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกดีอีเอสเตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมเบอร์อันตรายห้ามรับสาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า. ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เรื่อง เบอร์อันตรายห้ามรับสาย หากรับสายเงินหายหมดทั้งบัญชี ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรณีการแชร์ข้อความแจ้งเตือนระบุเบอร์ที่ห้ามรับสายเด็ดขาด เพราะเงินจะถูกขโมยจนหมดบัญชีนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า จากการตรวจสอบกับฝ่ายเทคนิคของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่พบว่า ยังไม่มีการยืนยันว่าถ้ารับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาแล้วจะสามารถดึงเอาเงินในบัญชีของผู้รับสายไปจากบัญชีได้&amp;nbsp;ขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง อย่าให้ข้อมูลสำคัญของตัวเอง ข้อมูลทางธนาคารกับใครง่ายๆ เพราะอาจถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลเหล่านั้น ไปใช้ในการเข้าถึงบัญชีธนาคารหลอกให้ทำธุรกรรม จนต้องสูญเสียเงินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกสทช. สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.nbtc.go.th หรือโทร. 02 6708888 &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอมต่างๆ ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด24ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115252</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพวรรณ หัวใจมั่น, สื่อสังคมออนไลน์, เบอร์อันตรายห้ามรับสาย, โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f0314a19cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เตือนสติอย่าอ้างโซเชียลฯเป็นพื้นที่ส่วนตัวโพสต์ละเมิดสิทธิผู้อื่นถูกดำเนินคดีหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 มิ.ย.64-พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่อาจารย์โรงเรียนแห่งหนึ่ง โพสต์ข้อความไม่เหมาะสมในสื่อสังคมออนไลน์ โดยใช้ข้อความลักษณะลามกอนาจาร และมีการนำภาพนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนและภาพผู้อื่นประกอบข้อความ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ว่า อยากจะฝากเตือนสติผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ทุกแพลตฟอร์ม หลายท่านอาจเข้าใจว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว และมีสิทธิเสรีภาพในการใช้งาน แต่ขอให้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนจะโพสต์หรือแสดงความคิดเห็น แม้การโพสต์สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะเป็นการโพสต์พูดคุยกันแบบส่วนตัว ตั้งค่าเป็นแบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฉพาะเพื่อน , เพื่อนทุกคนยกเว้น... , เพื่อนที่เจาะจง&amp;nbsp; รวมทั้งใน &amp;rdquo;กลุ่มปิด&amp;rdquo; ก็ตาม&amp;nbsp; อาจมีโอกาสที่เพื่อนบางคน หรือ สมาชิกที่อยู่ในกลุ่ม แคปรูปหรือข้อความ ออกมาเผยแพร่ส่งต่อให้ผู้อื่น ซึ่งทำให้บุคคลภายนอกได้เห็น และอาจมีการนำไปเปิดเผยต่อสาธารณะ จนส่งผลกระทบต่อหน้าที่อาชีพการงานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญการโพสต์เหล่านั้นอาจมีผลด้านกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีได้ถ้าเป็นการละเมิดบุคคลอื่น เช่น นำภาพผู้อื่นหรือตัดต่อภาพผู้อื่นมาประกอบข้อความที่ทำให้บุคคลในภาพได้รับความเสียหาย หรือ โพสต์หรือแชร์ข้อความทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ในเรื่องการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือหากเป็นนำเข้าภาพผู้อื่นที่เกิดจากการตัดต่อ/ดัดแปลง เป็นเหตุให้บุคคลในภาพได้รับความเสียหาย จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 16 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ศิริวัฒน์&amp;nbsp; กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ จึงอยากแนะนำข้อควรปฏิบัติในการโพสต์ข้อความหรือภาพในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อไม่เป็นการละเมิดกฎหมาย ดังนี้1.ขณะโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ควรมีสติสัมปชัญญะ ไม่อยู่ในขณะมึนเมา หรืออยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติ เช่น โกรธ เป็นต้น 2.คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ข้อมูลว่าสิ่งที่กำลังจะโพสต์หรือแชร์เป็นความจริงหรือไม่ และ หากโพสต์หรือแชร์ไปแล้วจะมีบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ไม่นำภาพผู้อื่นมาประกอบการโพสต์ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะภาพที่จะทำให้ผู้นั้นได้รับเสียหาย 4.ศึกษาทำความเข้าใจกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์การแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อที่จะไม่ละเมิดกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องหมิ่นประมาท ,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในเรื่องการนำเข้าข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ที่ผิดกฎหมาย ตามมาตรา 14 หรือ การนำเข้าภาพผู้อื่นสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่เกิดจากการตัดต่อดัดแปลง ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ตามมาตรา 16 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวปิดท้าย ขอให้พี่น้องประชาชนเล่นโซเชียลฯ อย่างมีสติ และสร้างสรรค์ ด้วยความปรารถนาดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106018</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ, ละเมิดสิทธิ, สื่อสังคมออนไลน์, หมิ่นประมาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c2eb49c5031.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เชียงราย&#039;ลั่นอย่าเชื่อข่าวโซเชียลล็อกดาวน์จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;นายภาณุฉัตร สวัสดิชัย ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเปิดเผยว่า ตามที่มีสื่อสังคมออนไลน์แชร์ภาพ &amp;ldquo;งดเดินทางเข้าจังหวัดเชียงรายทุกอำเภอ&amp;rdquo; นั้น ไม่เป็นความจริง ขอชี้แจงว่าจังหวัดเชียงรายยังไม่ได้มีคำสั่งให้งดการเดินทางเข้า-ออกจังหวัด หรือปิดจังหวัด ล็อกดาวน์แต่อย่างใด สามารถเดินทางได้ปกติ &amp;nbsp;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่ออกไปยังพื้นที่สาธารณะ หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์บ่อยๆ เว้นระยะห่าง รักษาความสะอาด ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ลงทะเบียนแอปพลิเคชั่นไทยชนะทุกครั้ง &amp;nbsp;เท่านี้ก็ปลอดภัยจาก covid -19 แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาณุฉัตร กล่าวต่อว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงรายกำลังหารือจะจัดให้มีกิจกรรมเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว เช่น ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ วันบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ จะทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทั่วทั้งจังหวัด รวมทั้งอาจจะนำระยองโมเดลคือ หากนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางจากต่างจังหวัด มาติดเชื้อโควิท19 จากหญิงสาว 3 คน ที่มีเชื้อโควิด 19 และพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ ทางจังหวัดจะมอบเงินช่วยเหลือผู้มาติดเชื้อเป็นจำนวนหนึ่ง และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 จากจังหวัดเชียงราย สามารถติดตามได้ที่ Facebook : ศูนย์ติดตามสถานการณ์ COVID 19 เชียงราย https://www.facebook.com/CRIANTICOVID19 และ สนง.สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://www.facebook.com/SanaknganSatharnsukhCanghwadCheiyngray ขอให้ทุกๆท่านตระหนักแต่ไม่ตระหนก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85696</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายภาณุฉัตร สวัสดิชัย, ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย, สื่อสังคมออนไลน์, เชียงราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc70a7bbaa06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งตำรวจใช้สื่อโซเชียลให้เหมาะสม หวั่นกระทบภาพลักษณ์องค์กร หากพบผิดเจอสอบวินัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 - พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ(จตช.) ลงนามในบันทึกข้อความเลขที่ 0001(จชต)/035 เรื่อง กำชับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงผบช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผบก. ในสังกัด สง.ผบ.ตร. หรือตำแหน่งเทียบเท่า&amp;nbsp;ใจความระบุว่า ด้วยปัจจุบันได้ปรากฏหรือมีการเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ กรณีมีข้าราชการตำรวจ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ เช่น ติ๊กต็อก เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์แสดงพฤติกรรม หรือ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในลักษณะไม่หมาะสม เป็นการประพฤติตนไม่สมควร ไม่รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด และไม่ประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณและระเบียบแบบแผนของตำรวจ ส่งผลให้เกิดความเสียหายและ กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยรวม ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้ข้าราชการตำรวจใช้สื่อสังคมออนไลน์ไปในทางที่ไม่เหมาะสม เกิดความเสียหาย ให้จึงทุกหน่วยถือปฏิบัติดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ให้กำชับข้าราชการตำรวจในสังกัด มิให้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ เช่น ติ๊กต็อก เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์&amp;nbsp;แสดงพฤติกรรม หรือ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในลักษณะไม่เหมาะสม อันส่งผลให้เกิดความเสียหายและกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น เอาใจใส่สอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ถือปฏิบัติตามข้อ 1. โดยให้ถือปฏิบัติตามคำสั่ง ตร. ที่ 1212/0537 ลง 1 ตุลาคม 2537 อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.หากพบหรือปรากฏข้อมูลว่ามีข้าราชการตำรวจนายใดใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงพฤติกรรมหรือแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในลักษณะไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่ชาติโดยรวม ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการทางวินัยข้าราชการตำรวจดังกล่าว&amp;nbsp; และผู้บังคับบัญชตามคำสั่ง ตร. ที่ 1212/2537 ลง 1 ตุลาคม 2537 ไปภายในอำนาจหน้าที่โดยเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82800</URL_LINK>
                <HASHTAG>จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ, สื่อสังคมออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa28400d9780.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กองสลากฯ&#039;ขู่เลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายทำผิดเงื่อนไข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค. 2563 พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางในการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยมีการลงรูปภาพและข้อความเชิญชวนให้มีการเป็นตัวแทนซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนมาก ว่า การที่ตัวแทนจำหน่ายสลากฯ หรือผู้ที่ทำรายการซื้อจองล่วงหน้าฯ ได้ นำสลากที่ได้รับจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไปขายต่อ เป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาการรับสลากไปจำหน่าย ที่กำหนดให้ ผู้ขายมีหน้าที่ต้องไปขายด้วยตนเองทุกงวดตลอดอายุสัญญา และต้องขายในลักษณะขายปลีกให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงเท่านั้น ห้ามนำไปขายส่งหรือขายให้แก่ผู้ที่ซื้อสลากเพื่อนำไปขายต่อเป็นอันขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าไม่ได้ขายด้วยตัวเองจะถือว่าผิดสัญญา และสำนักงานสลากฯ จะบอกเลิกสัญญา รวมถึงยกเลิกสิทธิการลงทะเบียน กรณีเป็นผู้ซื้อจองล่วงหน้าฯ ซึ่งขณะนี้ สำนักงานสลากฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ และผู้ที่จำหน่ายสลากเกินราคา มีความผิดตามกฎหมาย ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของผู้ซื้อสลากฯ นั้น ขอให้ระมัดระวังในการซื้อสลากผ่านระบบการจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ หากผู้ซื้อยังไม่ได้รับใบสลากมาไว้ในครอบครอง เมื่อถูกรางวัล ท่านอาจไม่สามารถนำสลากขอรับเงินรางวัลได้&amp;rdquo; พันตำรวจเอกบุญส่ง กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79864</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล, พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี, สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, สื่อสังคมออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200411/image_big_5e91a98910dc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 23:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อียูคุมเข้มโซเชียลมีเดีย สกัดเนื้อหาก่อการร้าย บังคับลบใน 1 ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหภาพยุโรปเสนอออกกฎบังคับโซเชียลเน็ตเวิร์กและเว็บไซต์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ต้องลบเนื้อหาที่ปลุกปั่นหรือส่งเสริมการก่อการร้ายออกจากสื่อสังคมออนไลน์ภายใน 1&amp;nbsp; ชั่วโมงนับแต่ได้รับคำสั่งจากทางการ มิเช่นนั้นอาจเจอโทษปรับก้อนโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ว่า ฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยถึงการใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นนี้ระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภายุโรป จากเดิมที่ชาติสมาชิกอียูพึ่งพาความสมัครใจของบริษัทอินเทอร์เน็ตทั้งหลายในการลบเนื้อหาประเภทนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุงเคอร์กล่าวว่า ชาวยุโรปย่อมต้องคาดหวังว่าสหภาพยุโรปจะรักษาความปลอดภัยให้แก่พวกเขา&amp;nbsp; นี่เป็นเหตุที่วันนี้คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอกฎหมายฉบับใหม่เพื่อกำจัดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายออกจากเว็บไซต์ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งที่สามารถก่อความเสียหายร้ายแรงที่สุดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของพวกหัวรุนแรงสุดโต่งในการโจมตีที่เข่นฆ่าประชาชนหลายร้อยคนในหลายเมืองของยุโรปช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า เฉพาะเดือนมกราคมเดือนเดียวมีเนื้อหาใหม่ๆ เกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่เผยแพร่ทางออนไลน์เกือบ 7,000 ชิ้น แม้ว่าไอเอสจะถูกขับไล่ออกจากที่มั่นเกือบทั้งหมดในอิรักและซีเรียแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอของอียูเรียกร้องให้กำหนดเส้นตาย 1 ชั่วโมงโดยให้มีผลทางกฎหมาย เพื่อบังคับให้บริษัทอินเทอร์เน็ตทั้งหลายกำจัดเนื้อหาก่อการร้ายทันทีที่เจ้าหน้าที่รัฐของประเทศนั้นมีคำสั่ง ข้อเสนอนี้ให้นิยามเนื้อหาก่อการร้ายว่าคือเนื้อหาที่ยุยงปลุกปั่นหรือสนับสนุนให้ก่อการร้าย, ส่งเสริมกิจกรรมของกลุ่มก่อการร้าย หรือเสนอคำแนะนำเรื่องการโจมตี แต่ขณะเดียวกันอียูก็ยังเปิดช่องทางไว้สำหรับการแก้ไขโดยฝ่ายตุลาการ ในกรณีที่ผู้พัฒนาคอนเทนต์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมาธิการเสนอให้ชาติสมาชิกอียูกำหนดบทลงโทษในการยับยั้งที่มีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผลต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เช่น โทษปรับเงินสูงสุด 4% จากผลกำไรทั่วโลกของบริษัทนั้นในปีดำเนินการล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ อียูยอมให้อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตดำเนินการกันโดยสมัครใจ แต่จูเลียน คิง&amp;nbsp; กรรมาธิการฝ่ายความมั่นคงระบุว่า การพึ่งแค่ความสมัครใจนั้นไม่เพียงพอแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการยุโรป, คุมเข้ม, ทวิตเตอร์, สื่อสังคมออนไลน์, อียู, เนื้อหาก่อการร้าย, เฟซบุ๊ก, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b99385436ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
