<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55181</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก‘สรยุทธ’6ปี24เดือน รูดม่านนักสื่อสารมวลชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก &amp;quot;สรยุทธ&amp;quot; 6 ปี 24 เดือน ไม่รอลงอาญา คดี บ.ไร่ส้มฯ เลี่ยงจ่ายค่าโฆษณาเกินเวลา อสมท 138 ล้าน เหตุเป็นสื่ออาวุโสทำผิดเอง พร้อมส่งตัวเข้าเรือนจำทันที &amp;nbsp;&amp;quot;อธิบดีกรมราชทัณฑ์&amp;quot; เผยคืนแรกนอนแดนแรกรับ ตรวจร่างกายพบโรคไขมันในเลือดสูง-ติ่งเนื้อในลำไส้-ถุงลมโป่งพอง &amp;quot;นักเล่าข่าว&amp;quot; เขียนบันทึกล่วงหน้าบอกต้องทำใจให้ได้ ระบุชีวิตได้เริ่มต้นใหม่เสียที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี วันที่ 21 ม.ค. เวลา 08.45 น. นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม และอดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ นายสรยุทธ เป็นจำเลย ร่วมกับนางพิชชาภา หรือนางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท จำเลยที่ 1, บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2, นายสรยุทธ จำเลยที่ 3 และ น.ส.มณฑา ธีระเดช พนักงาน บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 4 ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียกรับ ทรัพย์สินฯ, เป็นพนักงานฯ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ตามที่ศาลนัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนายสรยุทธแล้ว ยังมีผู้ประกาศข่าวและเพื่อนร่วมงานนายสรยุทธ อาทิ น.ส.พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ หรือไบรท์ และนายภาษิต อภิญญาวาท หรือไก่ พิธีกรรายการข่าวชื่อดังที่เคยจัดรายการกับนายสรยุทธ รวมทั้งนายเจริญพร อ่อนละม้าย หรือโก๊ะตี๋ อารามบอย นักแสดงตลก เดินทางมาให้กำลังใจด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.พ.2559 ให้จำคุกนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ 6 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี, ปรับ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาท รวม 6 กระทง ปรับทั้งสิ้น 120,000 บาท, นายสรยุทธ จำเลยที่ 3 และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 จำคุก 6 กระทง กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 จึงให้จำคุกนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี ส่วนนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญาจำเลยทั้งสาม สำหรับ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 เหลือค่าปรับ 80,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2560 ยืนลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามศาลชั้นต้น ภายหลังพวกจำเลยได้ขออนุญาตฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1-4 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รายงานการโฆษณาเกินเวลาของ บ.ไร่ส้มฯ ให้ผู้บังคับบัญชาทราบหรือไม่ และเช็ค 6 ฉบับที่เป็นของบริษัท ไร่ส้มฯ จ่ายให้กับจำเลยที่ 1 เพื่อตอบแทนการไม่รายงานโฆษณาส่วนเกินหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้จำเลยที่ 1-4 อ้างทำนองว่านางพิชชาภาไม่มีหน้าที่รายงานโฆษณาส่วนเกิน และเช็ค 6 ฉบับที่จ่ายให้เป็นเพียงค่าประสานงานโฆษณา ไม่ใช่เพื่อตอบแทนการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของ บ.ไร่ส้มฯ นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุนางพิชชาภาเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการฝ่ายสนับสนุนและบริการลูกค้าสำนักกลยุทธ์การตลาด มีหน้าที่ประสานงานลูกค้าสัญญาร่วมดำเนินรายการโทรทัศน์และจัดคิวโฆษณา ได้รับมอบหมายให้ดูแลการจัดคิวโฆษณาของ บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 2 ช่วงเดือน ก.พ.2548 -มิ.ย.2549 ซึ่งจำเลยที่ 2 ส่งคิวโฆษณาเกินข้อตกลงในสัญญาให้ และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา ซึ่งหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับคิวโฆษณาแล้วก็นำไปจัดเป็นคิวโฆษณารวมของรายการคุยคุ้ยข่าว โดยไม่แจ้งหรือรายงานโฆษณาส่วนเกินให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ละเลยหน้าที่ไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จนเป็นเหตุให้ บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระเงินค่าโฆษณาส่วนเกินตามที่ตกลงในสัญญาการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
หลักฐานมัดร่วมกันทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยที่ 1-4 อ้างว่า เช็ค 6 ฉบับ (ตั้งแต่เดือน ก.ย.2548- เม.ย.2549) ที่ บ.ไร่ส้ม จ่ายโดยมีนายสรยุทธ ในฐานะ 1 ในกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่าย ให้กับนางพิชชาภาเป็นค่าประสานงานโฆษณาไม่ใช่เพื่อตอบแทนการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของ บ.ไร่ส้มฯ นั้น เพื่อตอบแทนการไม่รายงานโฆษณาส่วนเกินหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า เช็ค 6 ฉบับที่ บ.ไร่ส้มฯ สั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ค่าตอบแทน ที่ไม่รายงานโฆษณาเกินเวลา ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 รับเช็ค 6 ฉบับตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐาน เป็นพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินฯ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ และจำเลยที่ 2-4 จึงไม่ได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานนี้ด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ศาลฎีกาเห็นว่า อสมท ได้รับชำระเงินค่าโฆษณาส่วนเกินจำนวน 138,790,000 บาท จาก บ.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 ครบถ้วนในวันที่ 29 ธ.ค.2549 อันเป็นเวลาหลังจากที่มีการออกอากาศคิวโฆษณาส่วนเกินครั้งแรกในเดือน ก.พ.2548 เป็นเวลาเกือบ 2 ปี และยังได้ความจากรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงกับรายงานผลการสอบสวนทางวินัยด้วยว่า นางพิชชาภาหาโฆษณาให้ บ.ไร่ส้มฯ และรับเงินค่านำเข้ายอดขายโฆษณาจาก บ.ไร่ส้มฯ &amp;nbsp;เป็นการตอบแทน และจัดทำคิวโฆษณาผีที่ไม่ใช่โฆษณาของ อสมท และ บ.ไร่ส้มฯ โดยนางพิชชาภาได้แก้ไขลบข้อความในใบคิวโฆษณาของ บ.ไร่ส้มฯ ในวันที่มีโฆษณาเกินเวลา ซึ่งต่อมา อสมท มีคำสั่งปลดนางพิชชาภาออกจากการเป็นพนักงาน แม้นางพิชชาภาจะเบิกความปฏิเสธถ้อยคำที่เคยให้ไว้ในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงและชั้นอนุกรรมการ ป.ป.ช.ก็ตาม พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า นางพิชชาภาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ อสมท หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจำเลยที่ 2-4 นั้น จากทางนำสืบพยานโจทก์และสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของ อนุ ป.ป.ช.และคำให้การของนางพิชชาภาในชั้นอนุ ป.ป.ช.ด้วยว่าทำการลบรายการโฆษณาเกินเวลาในใบคิวตามที่ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 ใช้ให้กระทำโดยบอกว่านายสรยุทธ จำเลยที่ 3 ขอร้องให้ช่วยเหลือ จึงยิ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนให้รับฟังว่า บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะต้องลบรายการโฆษณาเกินเวลา เพราะยืนยันมาตลอดว่าตนเองไม่มีหน้าที่รายงานโฆษณาเกินเวลา และยังได้ความอีกว่าจำเลยที่ 3 พูดคุยโทรศัพท์กับจำเลยที่ 1 ขอให้ไม่ต้องแจ้งโฆษณาเกินเวลา โดยรับปากว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ 2 เปอร์เซ็นต์ของค่าโฆษณาเกินเวลาที่ บ.ไร่ส้มฯ ไม่ต้องจ่ายให้ อสมท ซึ่งจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือตามที่ จำเลยที่ 3-4 ขอร้องแล้วก็สั่งจ่ายเช็คมอบให้แต่เงินที่จ่ายไม่ได้ให้อย่างสม่ำเสมอ หรือตามที่รับปากไว้ และเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้เรียกร้องให้จ่ายตามจำนวนที่ตกลงกันเพราะเห็นว่าตกกระไดพลอยโจน จึงยอมๆ กันไปนั้น ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เกิดจากการที่ จำเลยที่ 3 -4 เสนอเงื่อนไขให้ผลประโยชน์ตอบแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจากพฤติการณ์ถือว่า จำเลยที่ 3-4 ก่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงาน อสมท ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 84 วรรคแรก แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2-4 ฐานเป็นผู้สนับสนุน ตาม ป.อ.มาตรา 86 ดังนั้นศาลจึงมีอำนาจลงโทษเป็นผู้สนับสนุน ตามมาตรา 86 เท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1-4 ฟังขึ้นบางส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นฎีกาที่ 3 ของจำเลยทั้งสี่ว่าการกระทำตามฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการละเว้นไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาในแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จในแต่ละคราวไปตามเจตนา การกระทำของจำเลยที่ 1-4 จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันตามจำนวนครั้ง ที่ไม่รายงานโฆษณาเกินเวลา ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น&amp;nbsp;
ฎีกาคุกสรยุทธ 6 ปี 24 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาข้อสุดท้ายที่จำเลยที่ 1-4 ฎีกาว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบา หรือรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมุ่งหวังเงินค่าประสานงานโฆษณาที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้เป็นการตอบแทน โดยมีจำเลยที่ 2-4 สนับสนุนการกระทำความผิด แม้นางพิชชาภา จำเลยที่ 1, นายสรยุทธ จำเลยที่ 3, น.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 อ้างว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยที่ 3 อ้างด้วยว่าเคยประกอบคุณงามความดีมาก่อน แต่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอาวุโส และเป็นที่นับหน้าถือตาของบุคคลทั่วไป ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สื่อมวลชนอื่น กลับอาศัยโอกาสช่องว่างทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเอื้อประโยชน์แก่ตน มากระทำผิดเสียเอง ตามพฤติการณ์กระทำผิดของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เพียงพอให้รับฟังเพื่อลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้ ฎีกาของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาแก้เป็นว่า นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ส่วนจำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนโดยให้ลงโทษทุกกระทงความผิดรวม 6 กระทง ซึ่งนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 6 กระทง กระทงละ 3 ปี (จากเดิมกระทงละ 5 ปี) เป็นจำคุก 18 ปี, ปรับ บ.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 กระทงละ 18,000 บาท (เดิมปรับกระทงละ 20,000 บาท) รวมปรับ 108,000 บาท และให้จำคุกนายสรยุทธกับ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 กระทงละ 2 ปี (จากเดิมกระทงละ 3 ปี 4 เดือน) เป็นจำคุกคนละ 12 ปี ซึ่งทางนำสืบของจำเลยทั้ง 4 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 เป็นจำคุก นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 12 ปี, ปรับ บ.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 72,000 บาท, นายสรยุทธกับ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 จำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายสรยุทธมีสีหน้าปกติ ได้พูดคุยกับผู้ที่มาให้กำลังใจ ขณะที่ผู้มาให้กำลังใจบางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำตัวกลุ่มจำเลยไปยังห้องคุมขังชั้น 1 ของอาคารศาล เพื่อขึ้นรถเรือนจำไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง รับโทษถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวหลังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รับตัวนายสรยุทธว่า เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัว น.ช.สรยุทธมาถึงเรือนจำ ฝ่ายทะเบียนได้ทำประวัติผู้ต้องขังใหม่ พิมพ์มือ ถ่ายรูป และตรวจร่างกาย ซึ่ง นช.สรยุทธ อายุ 54 ปีมีโรคประจำตัว ไขมันในเลือดสูง มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ แต่ไม่ใช่เนื้อร้าย ร่วมกับมีเลือดออกในลำไส้ และโรคถุงลงโป่งพอง เบื้องต้นพบว่า น.ช.สรยุทธมีสภาพจิตใจปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงแรกจะจัดให้อยู่ในแดนที่หนึ่ง หรือแดนแรกรับนอกในห้องควบคุมที่ 13 พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เวรรักษาการณ์ให้ตรวจตราอย่างต่อเนื่อง และได้จัดให้ผู้ต้องขังช่วยงาน 2 คนช่วยดูแลนักโทษเข้าใหม่อย่างใกล้ชิด เป็นเพื่อนพูดคุยเพื่อปรับสภาพจิตใจให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ สำหรับอาหารเย็นที่เรือนจำจัดให้นักโทษทั่วไปรวมถึง น.ช.สรยุทธคือข้าวสวยกับแกงเผ็ดไก่ใส่ผัก และผัดผักใส่ไข่&amp;quot; อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาทีมงานของนายสรยุทธได้โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว sorrayuth9111 ซึ่งนายสรยุทธที่ได้เขียนไว้ก่อนฟังคำพิพากษาคดีบริษัท ไร่ส้มฯ ตอนหนึ่งระบุ ผมยอมรับคำพิพากษา โดยไม่เคยคิดว่าจะหลบหนี เพราะนั่นจะเท่ากับผมไม่เคารพกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองที่ผมเกิดและเติบโตมา แน่นอนว่าผมย่อมกลัวการติดคุกติดตะราง แต่ชีวิตผมไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ได้สุขสบาย ไม่เคยลำบากตรากตรำ จนจะไปใช้ชีวิตในเรือนจำไม่ได้หรืออยู่ลำบากไม่ได้ บางทีระหว่างที่ผมใช้ชีวิตทำงานมาร่วม 30 ปี ถ้าพูดถึงความยากลำบากทางกาย อาจจะลำบากกว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำ แต่สำคัญที่ร่วม 30 ปีนั้นผมมีอิสรภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ผมคงติดคุกตามคำพิพากษาของศาลสูงสุดความยากลำบากเดียวคือ ทำใจ ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าจะทำได้ขนาดไหน จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ที่จะทำความคุ้นเคยกับมัน แต่ที่สุดผมก็ต้องยอมรับให้ได้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อย่างน้อยวันนี้ชีวิตผมก็จะได้เริ่มต้นใหม่เสียที แม้จะต้องเริ่มต้นจากติดลบอยู่ในคุกตะราง จุดต่ำสุดของชีวิต แต่ก็ได้เริ่มต้น ซึ่งมันจะมีวันหนึ่งในที่สุดที่จะได้นับหนึ่งใหม่&amp;quot; นายสรยุทธระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55181</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีไร่ส้ม, สรยุทธ สุทัศนะจินดา, สื่ออาวุโสทำผิดเอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อสมท., เลี่ยงจ่ายค่าโฆษณาเกินเวลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e2700aa7b7b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
