<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 07:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท. ลุย ‘อินโนบิก’ พัฒนายา-สุขภาพ ผุดโปรดักซ์ตีตลาดขึ้นแท่นผู้นำภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ปตท. เดินเครื่อง &amp;ldquo;อินโนบิก (เอเซีย)&amp;rdquo; เต็มกำลัง ลุยธุรกิจยา สุขภาพและเครื่องมือแพทย์ พร้อมจ่อดึงผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศ ใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีพัฒนานวัตกรรม ผุดผลิตภัณฑ์สร้างตัวตนเจาะตลาดตอบโจทย์ผู้บริโภค หวังขึ้นแท่นผู้นำภูมิภาค &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยภายในการบรรยายในหัวข้อ &amp;quot;บทบาทของนักลงทุนในการกระตุ้นอุตสาหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพหลังโควิด&amp;quot; ในงาน Bio Asia Pacific 2021 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Virtual Exhibition &amp;amp; Conference ว่า ปตท. ได้ดำเนินการจัดตั้งอินโนบิก (เอเซีย) ขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ด้วยทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท เพื่อหาโอกาสการลงทุนในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อดำเนินธุรกิจเพื่อสุขภาพ หรือ &amp;ldquo;Life Science&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บุรณิน กล่าวว่า บริษัท อินโนบิก มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำทางด้าน Life Science ของภูมิภาค โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย ทั้งนี้ยังมีโจทย์หลักในการดำเนินงานที่สำคัญคือจะต้องเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว โดยอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ คน กระบวนการ และผลิตภัณฑ์ โดยจะต้องร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) คิดค้นยารักษา การป้องกัน และอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งป้องกันและรักษา รวมถึงการตรวจวินิจฉัยโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะต้องมีการร่วมมือกับผู้ที่อยู่ในตลาดอยู่แล้วให้เกิดการลงทุนที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายขององค์กร โดยเปิดให้หน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมอาร์แอนด์ดีกับเรา ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มเอกชนอื่นๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์หรือบริการที่จะสร้างชื่อให้อินโนบิกเป็นที่รู้จักในตลาด ซึ่งบริษัทยืนยันว่ามีการเปิดกว้างรับนวัตกรรมใหม่ๆ และมีกระบวนการวิเคราะห์พิจารณาการลงทุนอย่างดี และจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรที่เข้ามาร่วมมือ&amp;rdquo;ดร.บุรณิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดบริษัทประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน บริษัท Lotus Pharmaceutical จำกัด (Lotus Pharmaceutical Co., Ltd.) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยาสามัญชั้นนำ ในตลาดเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน โดยการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้มีผลหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท Lotus Pharmaceutical เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ได้มีมติอนุมัติขายหุ้นเพิ่มทุนให้ อินโนบิก (เอเซีย) 17,517,348 หุ้น ในราคา 80.7 เหรียญไต้หวันใหม่ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วนการถือครองหุ้น 6.66% &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงยังมีมติเห็นชอบจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด และ บริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด (บริษัทย่อยที่ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 100%) ในสัดส่วนการถือหุ้นที่เท่ากันบริษัทละ 50% เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชแบบครบวงจร ตั้งเป้าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2564 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมจัดตั้งโรงงานผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าชั้นสูงในไทย ด้วยกำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี รวมไปถึงการพัฒนาร้านค้าต้นแบบ คาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2565 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;นอกจากนี้ ปตท. โดยอินโนบิก (เอเซีย) ยังได้ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ตั้งโรงงานผลิตยารักษามะเร็งแห่งแรกของไทยที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อ (NCD) เช่น โรคมะเร็ง ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกส่วนในร่างกาย และสอดคล้องกับสังคมสูงอายุของไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในประเทศไทยในอนาคตถ้าไม่ได้ลงทุนเรื่องสุขภาพ หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ ก็จะเกิดปัญหาว่ามีประชากรสูงวัยมากขึ้นและต้องรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นตามมา กลับกันที่ปัจจุบันคนในสังคมก็เริ่มมีการตระหนักเรื่องการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้เกิดการพัฒนาไปในสู่ทิศทางที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งในด้านการรักษา ด้านตรวจวินิจฉัยโรค และการป้องกัน ผ่านการพัฒนายา อุปกรณ์การแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้การลงทุนในด้านดังกล่าวมีความน่าสนใจ&amp;rdquo; ดร.บุรณิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ได้ร่วมกับบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 260 ล้านบาท โดยไออาร์พีซี ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 60 และอินโนบิก (เอเซีย) ถือหุ้นร้อยละ 40&amp;nbsp; เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ ด้วยวิธี Meltblown เพื่อเป็นวัตถุหลักสำหรับทำหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ เป็นต้น สำหรับโรงงานผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown จะตั้งอยู่ที่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ในช่วยไตรมาส 4 ปี 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ, ปตท, สุขภาพ, เครื่องมือแพทย์, ‘อินโนบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141b477ec1a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 06:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคล็ดลับอายุยืนมีสุขภาพดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ดร. จิล คาร์นาแฮน&amp;rdquo; ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่ทำงานในรัฐโคโลราโดกล่าวว่า &amp;ldquo;คำว่าอายุยืนยาวนั้นหมายความว่า ต้องเป็นความชราที่สมอง ตลอดจนร่างกายและจิตใจนั้นยังทำงานได้เป็นอย่างดี นั่นจึงทำให้คุณสามารถทำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดี และทำได้ต่อไปเรื่อยๆจวบจนอายุของคุณ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การวิจัยพบว่าผู้คนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกไม่ได้เข้ายิม แต่กลับอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน เช่น การที่พวกเขามักจะเดินไปโรงเรียน หรือ ไปทำงานที่สวนหลังบ้าน กระทั่งการทำความสะอาดบ้านของเขาเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่สำคัญนั้นกลุ่มคนที่มีอายุยืนยาวเกิน 100 ปีนั้น มักจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายทุก 20 นาที &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้ที่รับประทานอาหารที่ครบหมู่ ที่ประกอบด้วย พืชที่เต็มไปด้วยธัญพืชกลุ่มที่มีหัว ถั่วและไม่ดื่มนมมีแนวโน้ม ที่จะมีอายุขัยเพิ่มขึ้นถึง 6 ปี เมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานอาหารอเมริกันทั่วไป หัวใจสำคัญของการบริโภคอาหารให้มีอายุยืนยาวนั้น ได้แก่ ถั่วฟาวา หรือถั่วปากอ้า ถั่วดำ ถั่วเหลือง และถั่วเลนทิลหรือถั่วเมล็ดเล็ก ที่สำคัญถั่วเหล่านี้เป็นสุดยอดอาหาร และอาหารที่เผาผลาญช้าดังกล่าว อีกทั้งเต็มไปด้วยเส้นใยและโปรตีน จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณได้รับการปรับสมดุลที่ดี ดังนั้นหากคุณปรุงเมนูสตูว์ต่างๆ ให้เพิ่มถั่วเลนทิลเมล็ดเล็กๆลงไป หรือใส่ข้าวบาร์เลย์ลงไป ซึ่งจะมีโปรตีนสูง และมีกรดอะมิโนในอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ค้นหาวิธีในการลดระดับความเครียด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คนที่มีชีวิตที่ยืนยาวที่สุดในโลก มีกิจวัตรในการลดความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชั่วโมงแห่งความสุขหรืองีบหลับ ซึ่งในความเป็นจริงการวิจัยของเราพบว่าการงีบหลับช่วยลดโรคหัวใจได้ประมาณ 1 ใน 3 และแนะนำให้ทำสมาธิทุกวัน พร้อมกับการอาบน้ำด้วยการแช่ดีเกลือฝรั่งอย่าง Epsom ซึ่งจะช่วยให้คุณผ่อนคลาย และช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หยุดกิน ก่อนที่คุณจะอิ่มอย่างเจ็บปวด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หากคุณต้องการมีสุขภาพที่ดีให้หยุดกิน เมื่อคุณรู้สึกอิ่มประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้คุณมีน้ำหนักที่สมดุล และแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยและเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหารของคุณ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ร่างกายของคุณทำงานได้อย่างดีเยี่ยม และช่วยควบคุมน้ำหนักไปด้วยในตัว วิธีง่ายๆในการกินคือการรับประทานอาหารเช้าให้มากขึ้น กินอาหารกลางวันในปริมาณกลางๆ และมื้อเย็นให้กินน้อยที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เข้าสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ไม่ว่าคุณจะไปสักการะบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ หรือเป็นอาสาสมัครกับองค์กรในท้องถิ่น หรือเข้าร่วมชมรมตามความสนใจ ดังนั้นการมีเครือข่ายชุมชนที่คุณเชื่อมต่อเป็นประจำสามารถทำให้ชีวิตของคุณยืนยาวได้ตั้งแต่ 4 - 14 ปี ถ้าเป็นไปได้นั้นการใช้ช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อเข้าสังคมที่คุณชื่นชอบ เช่น การฝึกโยคะ การไปร่วมกิจกรรมของชมรมรักการอ่านเดือนละ 1 ครั้ง หรือกินข้าวกลางวันกับเพื่อนของคุณทุกๆวันศุกร์ ก็ทำให้จิตใจของคุณสดใสเบิกบานแข็งแรงแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดื่มไวน์สักแก้วไหม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์วันละ 1-2 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองได้ 25 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือระดับความเครียดของคุณ และช่วยผ่อนคลายความเครียดในแต่ละวัน ที่สำคัญในกลุ่มประเทศบลูโซนที่คนสุขภาพดีและอายุยืนยาวเกิน 100 ปี ทั้ง 5 ประเทศนั้น เกือบทั้งหมดพวกเขาดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง และดื่มอย่างสม่ำเสมอกับเพื่อนๆของเขา เพื่อให้พวกเขามีสังคมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อยู่อย่างมีจุดมุ่งหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชาวจังหวัดโอกินาวา ในญี่ปุ่น เรียกมันว่า&amp;ldquo; อิคิไก&amp;rdquo; ที่แปลว่า &amp;ldquo;ฉันถึงตื่นตอนเช้า&amp;rdquo; หมายความว่า มันเกี่ยวกับการรู้ว่าบทบาทของคุณคืออะไร ในครอบครัว ในชุมชน หรือในงานของคุณ และรู้สึกว่าได้รับการเติมเต็มในสิ่งนั้นให้สำเร็จถือเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้การรู้ถึงจุดประสงค์ของคุณที่ต้องทำในแต่ละวัน สามารถเพิ่มอายุขัยของคุณได้ 7 ปี แม้ว่าจะพูดง่ายกว่าทำ แต่การมีความกตัญญู รวมถึงการใช้เวลาส่วนหนึ่งในแต่ละวัน ในการทำสิ่งที่คุณชอบ ก็สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับจิตใจ และร่างกายของคุณได้ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106116</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต., ดร. จิล คาร์นาแฮน, สุขภาพ, อายุยืน, เวชศาสตร์ชะลอวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c4352fe0d91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 22:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4 วิธีเสริมความแกร่งให้ปอด สร้างเกราะป้องกันเชื้อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 มาพร้อมกับความรุนแรงของเชื้อไวรัสที่พัฒนาตัวเองพร้อมกลายพันธุ์อยู่เสมอ จากเดิมที่สาเหตุของผู้เสียชีวิตในระลอกแรกทั่วโลกเกิดจากปอดถูกทำลาย แต่ปัจจุบันสาเหตุการเสียชีวิตยังเกิดจากอาการไตวาย-เลือดไม่ไปเลี้ยงแขนขาได้อีกเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ปอดทำงานไม่เต็มที่ หากติดเชื้อมีโอกาสที่เชื้อจะทำลายปอด 10-20% จนปอดไม่ฟื้นกลับมา ดังนั้นการ #ดูแลปอดให้แข็งแรง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส COVID-19 เพื่อช่วยให้สุขภาพปอดแข็งแรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มี Tips ดีๆ กับ 4 วิธีเสริมความแกร่ง สร้างความแข็งแรงให้กับปอดจาก Fitness First (Thailand) มาแนะนำในวันนี้ ทั้งนี้เพราะปอดแข็งแรง เราสร้างได้ โดย Dr. Raymond Casciari แพทย์โรคปอด โรงพยาบาล St. Joseph แคลิฟอร์เนีย ก็ย้ำเตือนว่า &amp;ldquo;หากปอดของคุณสุขภาพดี โอกาสที่จะติดเชื้อก็น้อยลง หรือถ้าติดแล้วก็มีโอกาสฟื้นตัวเร็วขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การดูแลปอดมีหลายวิธีที่จะช่วยให้ปอดของคุณแข็งแรงมากพอที่จะต่อกรกับไวรัส COVID-19 ได้ เริ่มตั้งแต่การดูแลสุขภาพเบื้องต้น กับ 4 วิธีเสริมความแกร่งให้ปอด ที่ Fitness First แนะนำ นั่นคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ: โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) - Bruce Levy หัวหน้าแผนกเวชศาสตร์การดูแลปอดและวิกฤต โรงพยาบาล Brigham and Women&amp;#39;s Hospital ในบอสตันยืนยันว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ จะช่วยให้อากาศเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของปอด และยังเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจ ที่สำคัญช่วยให้ปอดนำออกซิเจนมาใช้ได้มากขึ้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดูแลปอดให้อบอุ่นอยู่เสมอ: หลีกเลี่ยงการนอนในห้องที่อุณหภูมิเย็นเกินไป รวมไปถึงการรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ดีที่สุดหากนอนในห้องแอร์ควรห่มผ้า ปิดหน้าอกให้มิดชิดเพื่อให้ปอดอบอุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รับประทานผักและผลไม้มากขึ้น: ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน อย่างแอปเปิ้ล จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปอด ในขณะที่แครอทนอกจากจะมีเบต้าแคโรทีนสูงแล้ว ยังมีวิตามินเอ ช่วยป้องกันอาการหอบหืด และกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ไม่สูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่ทางอ้อม: อย่างที่รู้กันดีว่า การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด และหากติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อปอดของคุณได้เร็วและแรงกว่าคนที่สุขภาพปอดแข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงให้ปอดนั้น มีคำแนะนำว่า หากเป็นกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ ก็สามารถออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ที่มีแรงกระแทกต่ำได้ เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ออกกำลังกายในน้ำ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของปอดและทรวงอกจะลดลง การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยให้ปอดแข็งแรงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนเยาวรุ่นหรือสายฟิตที่อยากจะท้าทายตัวเองด้วยการออกกำลังกายแบบ Cardio เพื่อฝึกความแข็งแรงทั้งระบบหลอดเลือดหัวใจและการหายใจ หรือการออกกำลังกายแบบ HIIT หรือ High-Intensity Interval Training ที่เน้นออกกำลังกายหนักในช่วงเวลาสั้นๆ สลับกับการออกกำลังกายแบบเบา ใช้เวลาเพียงแค่ 10-30 นาทีเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105310</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 วิธีเสริมความแกร่ง, Fitness First, สุขภาพ, ออกกำลังกาย, แข็งแรง, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba415699517.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กินอยู่ให้เป็น..ช่วงหน้าฝน ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ด้วยไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่ผู้คนนิยมสั่งอาหารผ่านทางแอพเดลิเวอรี่ต่างๆ และหันมาทำอาหารเองเพิ่มมากขึ้น การให้ความสำคัญด้านสุขอนามัย ความสะอาดของวัตถุดิบและเมนูอาหารต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงฤดูฝนที่มีหลากหลายสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ เช่น กลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุงเป็นพาหะนำโรค รวมถึงกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร หากเราไม่ดูแลป้องกันตัวเองให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผลิตภัณฑ์แอลจี&amp;nbsp; ตามสโลแกน &amp;ldquo;Life&amp;rsquo;s Good&amp;rdquo; มีเคล็ดลับในการรับประทานอาหารอย่างปลอดภัย ที่ทำได้ง่ายๆ มาฝาก เพื่อช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการและสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อันดับแรก รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ เสมอ เพื่อป้องกันการเกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่มักจะมาพร้อมกับฤดูฝน เช่น ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ปรุงอาหารด้วยความร้อนเกิน 100 องศาเซลเซียส สำหรับน้ำดื่ม ก็ควรต้องผ่านการต้มสุกก่อนด้วย เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มากับความชื้นในหน้าฝน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อันดับต่อมา ทำความสะอาดและเก็บรักษาวัตถุดิบให้สดใหม่ ก่อนปรุงอาหาร ควรล้างผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทุกชนิดให้สะอาดหมดจด เก็บรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อช่วยยืดอายุและรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้นานยิ่งขึ้น การเก็บเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ควรล้างทำความสะอาดและซับให้แห้งก่อนนำเข้าตู้เย็น โดยใส่ในกล่องที่มีฝาปิดสนิทหรือถุงซิปล็อคเพื่อคงความสดใหม่ สำหรับผักสด ควรแยกประเภทของผักก่อน จากนั้นห่อด้วยกระดาษหรือพลาสติกให้มิดชิด และควรเก็บผลไม้ในถุงซิปล็อคหรือกล่องพลาสติกที่มีรูระบายอากาศเพื่อไม่ให้ผลไม้ชื้น ไม่ควรเก็บผักและผลไม้ไว้ในถุงเดียวกันเพราะผลไม้สุกจะปล่อยก๊าซเอทิลีนออกมา ทำให้ผักที่อยู่ใกล้กันเน่าเสียเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อันดับสาม ล้างอุปกรณ์เครื่องครัวให้สะอาด อุปกรณ์ทำครัวต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือที่แขวนเอาไว้ ควรล้างให้สะอาดก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันเชื้อราและเชื้อโรค สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้บนโต๊ะอาหาร เช่น ช้อน ส้อม หลังจากทำความสะอาด ควรใช้วิธีผึ่งหรืออบให้แห้ง ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดเด็ดขาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรื่องสุดท้ายคือ หลีกเลี่ยงอาหารปรุงสุกที่ตั้งทิ้งไว้นานเกินไป อาหารปรุงสุกที่เก็บไว้นานเกินกว่า 2 ชั่วโมง ควรอุ่นใหม่ให้ร้อนอย่างทั่วถึงก่อนนำมารับประทานอีกครั้ง ไม่ควรรับประทานอาหารปรุงสุกที่ตั้งทิ้งไว้นานเกิน 4 ชั่วโมงโดยไม่มีการอุ่นซ้ำ หากซื้ออาหารมาแล้วยังไม่ได้รับประทานในทันที ควรเก็บในตู้เย็น และอุ่นให้ร้อนจนเดือดก่อนนำมารับประทาน ไม่ควรเก็บอาหารที่ปรุงสุกแล้วในตู้เย็นนานเกิน 2-3 วัน นอกจากนี้ หากลืมหรือวางอาหารเอาไว้ในที่อากาศร้อนจัด เช่น ทิ้งไว้ในรถยนต์ นานกว่า 3-4 ชั่วโมง ไม่ควรนำมารับประทานอีก เพราะเชื้อแบคทีเรียอาจเจริญเติบโตแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104679</URL_LINK>
                <HASHTAG>กินอยู่ให้เป็น, คุณภาพชีวิต, สุขภาพ, โรคภัยไข้เจ็บ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b35c2d73702.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 08:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Work from home ให้สุขภาพดีน้ำหนักไม่พุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายคนยังคงต้องทำงานอยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และแน่นอนว่าการ Work from home ทำให้การขยับร่างกายน้อยลง ประกอบกับบ้านไหนที่ชอบตุนขนมและอาหารอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นพรวด ๆ แบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเรามีทริคในการเลือกรับประทานสิ่งดี ๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี และน้ำหนักไม่พุ่ง ฟิตแอนด์เฟิร์ม เพื่อพร้อมสำหรับการใส่เสื้อผ้าตัวเก่งไปทำงานเมื่อสถานการณ์ปกติ &amp;quot;กิฟฟารีน&amp;quot; มีคำแนะนำ 3 ทิปส์ง่ายๆ ในการเลือกรับประทานสไตล์ กิฟฟารีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ระวังแป้งและน้ำตาล พร้อมเพิ่มกากใยในมื้ออาหาร : แน่นอนว่าเมื่ออยู่บ้าน หลายคนอาจจะเบื่อและมีความกังวล เลยสรรหาเมนูของหวาน เพิ่มน้ำตาลในเลือด คลายความเครียด ดังนั้นหากอยากกินพวกแป้ง ควรหันมากินแป้งขัดสีอย่างข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีตแทน เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายด้วยน้ำผึ้งมะนาว และถ้าหากใครอยากรับประทานกากใยเพิ่ม และอยากให้ระบบขับถ่ายทำงานดีมากขึ้น ลองหาตัวช่วยดี ๆ อย่างไฟเบอร์ ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ผสานสารสกัดจากธรรมชาติ ผักและผลไม้หลากหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดโปรตีน : หลักการทางโภชนาการแนะนำว่าในคนวัยทำงานสุขภาพปกติต้องการโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้นอาหารในแต่ละมื้อควรมีโปรตีนดีๆ&amp;nbsp; อย่าง ไข่ไก่ ปลา ไก่ ถั่ว เต้าหู้ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะถ้าร่างกายขาดโปรตีนจะทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมสลายง่าย ที่สำคัญโปรตีนจะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มได้นานขึ้นด้วย และ ลดความอยากกินขนมระหว่างวันได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะสายวีแกน ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์&amp;nbsp; ทำให้ส่วนใหญ่ต้องทำอาหารเอง ตัวช่วยดี ๆ ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช จากถั่วเหลือง ก็ถือเป็นตัวช่วยที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทานให้อิ่ม แต่แคลอรี่น้อย: 2 กฏเหล็ก ที่ต้องจำให้ขึ้นใจยุคที่ความสะดวกสบายเสิร์ฟให้กับเรา ถ้าไม่ต้องการให้น้ำหนักตัวพุ่งจนใจหาย เพราะเมื่อหิวเราจะทานอาหารในปริมาณเยอะ สำคัญที่เราต้องทานอาหารให้อิ่ม แต่ต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่น้อย ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด และหันมาเลือกสั่งอาหารที่มีประโยชน์ หรือ สั่งอาหารสด ผัก ผลไม้ รวมถึงเครื่องดื่มยอดฮิตชานมไข่มุก น้ำหวานต่างๆ ถ้าเสพติดแล้วดื่มทุกวันคงไม่ดีแน่ มาหาเครื่องดื่มทดแทน เป็น ไอเท็มเครื่องดื่มที่มีประโยชน์อย่าง เครื่องดื่มธัญญาหารสำเร็จรูปกลิ่นข้าวโพดไม่ใส่น้ำตาลทราย ก็สามารถเป็นเมนูของว่างได้ง่ายๆ และอิ่มท้อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลองทำตาม 3 ทิปส์ง่ายๆ ในช่วง Work from home เพียงแค่เลือกรับประทานสิ่งดี ๆเสิร์ฟให้กับร่างกาย เพียงแค่นี้ รับรองไม่ว่าจะ Work from home อีกนานแค่ไหน คุณก็น้ำหนักไม่พุ่ง และอาจจะฟิตแอนด์เฟิร์มและสุขภาพดีกว่าเดิม หรือสามารถเข้าไปดูผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อทดแทนอาหารหรือเสริมสร้างวิตามินให้ร่างกายได้อิ่มโดยมีตัวฃ่วยได้ ที่ www.giffarine.com &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104547</URL_LINK>
                <HASHTAG>Work from Home, สุขภาพ, อาหาร, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b195273a373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าละเลยบำรุงผิวพรรณ..แม้จะเวิร์คฟอร์มโฮม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดูแลสุขภาพผิวพรรณในทุกฤดูกาล &amp;nbsp;เป็นสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจแม้จะเป็นหน้าฝน หรือในช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนเป็นเหตุให้หลายคนต้องหยุดทำงานอยู่กับบ้าน หรือ Work from Home ก็ตาม &amp;nbsp;เพราะการที่ปล่อยให้ผิวแห้งเสีย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าหรือผิวกาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสวมหน้ากากอนามัย ออกไปทำธุระหรือทำงานนอกบ้าน ก็ยิ่งต้องหมั่นบำรุงผิวพรรณ รวมถึงช่วงนี้โรคโควิด-19 กำลังกลับมาระบาดอีกละลอก การดูแลผิวพรรณให้สะอาดอยู่เสมอ ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสร้ายไปด้วยในตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช แพทย์ทางเลือกเวชศาสตร์ชะลอวัย เจ้าของ &amp;ldquo;ณัฐชญา คลินิก&amp;rdquo; (Natchaya Clinic) ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo; ในช่วงหน้าฝนเรายิ่งต้องเพิ่มความใส่ใจในการดูแลผิวพรรณ เนื่องจากผิวของเรามักจะมีภาวะแห้งและแพ้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นการบำรุงให้นุ่มชุ่มชื่นทั้งผิวหน้าและผิวกาย จะช่วยป้องกันอาการระคายเคืองผิวหนังได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยไปนอกบ้าน หรือที่สาธารณะ ซึ่งการบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ก็จะป้องกันผิวแห้ง และระคายเคือง และไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิว ผดผื่นแดงคัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ลืมไม่ได้การดูแลผิวด้วยการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายให้แห้ง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากในช่วงนี้ต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน หรือไปทำงาน และหากโดนฝน ยิ่งต้องรีบอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดทันที ซึ่งเป็นหลักสุขอนามัยที่ช่วยป้องกัน การติดเชื้อโรคโควิด-19 ไปด้วยในตัว และป้องกันโรคเชื้อราในร่มพากต่างๆ ที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝนเช่นกัน ซึ่งหลังจากการชำระล้างร่างกายแล้ว หมอแนะนำให้ทาโลชันบำรุงผิว หรือบำรุงผิวด้วยการรับประทานคอลลาเจน ที่ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง รวมถึงวิตามิน ซี ,ดี และวิตามินอี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างผิวให้แข็งแรง ลดภาวะผิวระคายเคืองและอักเสบ รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพราะการนอนหลับสนิทจะทำให้ร่างกายซ่อมแซม และฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง และการหมั่นดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร ก็เป็นการเติมน้ำให้ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ลดผิวแห้งระคายเคืองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเลือกหน้ากากอนามัย ที่ถือเป็นอุปกรณ์เซฟตี้ตัวเองทั้งจากโรคโควิด-19 และป้องกันปัญหาผิวหน้าแพ้ง่ายและมีผดผื่นคันแดง จากการใส่แมส์กนั้น หมอแนะนำว่าให้เลือกใส่หน้ากากอนามัยแบบผ้าระบายอากาศ แต่ถ้าใครที่แพ้หน้ากากอนามัยแบบผ้า ก็แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หน้ากากทางการแพทย์แทน อีกทั้งก่อนจับหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ควรล้างมือให้สะอาดก่อน และถ้าจะให้ดีนั้นแม้อยู่ในบ้านก็ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ภายในครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ลืม บำรุงผิวให้ชุ่มชื่นไม่แห้งกร้าน ทั้งผิวหน้าและผิวกายในช่วงหน้าฝนนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์ทางเลือกเวชศาสตร์ชะลอวัย บอกอีกว่า &amp;ldquo; การขับถ่ายที่ไม่เป็นปกติเป็นปัญหาสำคัญต่อปัญหาผิวพรรณได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกกินอาหารที่เส้นใย หรือกากอาหาร ที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี เช่น กินผักผลไม้เป็นหลัก เพราะเมื่อไรที่เราท้องผูกนั้น ลำไส้ของเราจะมีอาหารเสียที่ค้างอยู่ และนั่นจะทำให้ลำไส้ทำงานหนัก อีกทั้งลำไส้มีภาวะบวม ซึ่งคล้ายกับเหงือกของเราที่เมื่อมีเศษอาหารติดค้าง ก็จะทำให้มีปัญหาเหงือกบวมนั้นเอง ที่สำคัญเมื่อลำไส้เกิดภาวะบวมจากของเสียที่ค้างอยู่ ก็จะทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้ ประกอบกับเมื่ออวัยวะภายในร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เกิดการบวมอักเสบ ก็จะส่งผลไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย และหนึ่งในนั้นคือปัญหาผิวพรรณและสิวอุดตันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันเป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103984</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครีมบำรุงผิว, บำรุงผิวพรรณ, พญ.ณัฐชญา ไมตรีเวช, สุขภาพ, เวิร์คฟอร์มโฮม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab4e2ad3d80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 13:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 13:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นพดลมาแปลก!โผล่ชงแก้ปัญหาน้ำกร่อยระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ.2564 - นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง จนทำให้น้ำดิบซึ่งใช้ทำประปามีปัญหาค่าความเค็มจนเป็นน้ำกร่อย หรือบางวันอาจมีความเค็มมากขึ้น มีคำเตือนว่าคนแก่ เด็ก ผู้ป่วยโรคไต ควรหลีกเลี่ยงดื่มน้ำประปาในวันที่มีปัญหา อย่างน้อยการประปาและกรุงเทพมหานคร ก็ออกมาเตือนประชาชนว่า ช่วงเวลาไหนน้ำประปาอาจมีรสกร่อย แต่กังวลในเรื่องนี้ว่า จะแก้และเตือนกันรายปีไม่ได้ รัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบในระยะยาว แก้ที่ต้นตอ แก้อย่างจริงจัง คนกรุงเทพฯและปริมณฑลต้องประสบปัญหาฝุ่นPM 2.5 ลมหายใจยังมีฝุ่น จะดื่มน้ำประปาในบางช่วงเวลายังเสี่ยงได้รับเกลือเกินเกณฑ์หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้เป็นปัญหาคุณภาพชีวิตที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้น้ำประปาในการดื่มกิน และไม่สะดวกไปซื้อน้ำขวดมาดื่มทดแทนเหมือนคนที่พอซื้อได้ หรือไม่สามารถไปซื้อเครื่องกรองน้ำแบบ RO หรือ reverse osmosis ที่สามารถกรองสารตกค้างในน้ำกร่อยได้ เคยเสนอให้รัฐลงทุน ในระบบน้ำขนานใหญ่เพื่อป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง เพิ่มพื้นที่ชลประทานเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรนำไทยสู่ฐานการผลิตอาหารปลอดภัยของโลก ปัญหาน้ำประปากร่อย เป็นหนึ่งประเด็นในการบริหารจัดการน้ำ ไม่ทราบว่ารัฐบาลทำอะไรไปถึงไหน ยุทธศาสตร์เรื่องน้ำเป็นอย่างไร และการแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง จนต้องปล่อยน้ำจืดมาไล่น้ำเค็ม รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบอย่างไร โดยเฉพาะปีที่มีภัยแล้งและน้ำดิบน้อย ทำอย่างไรคนกรุงเทพฯและพื้นที่ใกล้เคียงจะมั่นใจว่าสามารถดื่มน้ำประปาในบางช่วงเวลาที่ไม่ต้องเสี่ยงว่ามีความเค็มเกินมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก รัฐบาลช่วยชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงมาตรการต่างๆและกำหนดเวลา งบประมาณที่เตรียมไว้ด้วย อย่างน้อยสงสารชาวบ้าน เด็ก คนแก่ที่เสี่ยงต้องกินน้ำกร่อยและอาจกระทบต่อสุขภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91862</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายนพดล ปัทมะ, น้ำกร่อย, สุขภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbcc158a9eab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
