<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดสุขภาพเป็นหลัก บิ๊กตู่ชี้ปัจจัยสำคัญก่อนผ่อนปรน/ศบค.ลั่นห้ามมีระบาดรอบ2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;นายกฯ&amp;quot; ส่งมอบกรมธรรม์ประกันชีวิตให้บุคลากรทางการแพทย์พร้อมเงินสนับสนุน อสม. ขอบคุณที่อุทิศตนเสียสละสู้โควิด-19 ย้ำผ่อนปรนมาตรการต้องยึดสุขภาพประชาชนเป็นหลัก รองลงมาคือเรื่องเศรษฐกิจ เรียก &amp;quot;อนุทิน-ศักดิ์สยาม&amp;quot; หารือ &amp;quot;หมอหนู&amp;quot; เผยส่งข้อมูลด้านสาธารณสุขถึงมือนายกฯ แล้วก่อนเคาะต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ ยันยังต้องเข้มมาตรการเดิมใช้โอกาสนี้สร้าง &amp;quot;นิวนอร์มอล-วิถีชีวิตปกติแบบใหม่&amp;rdquo; ศบค.พบป่วยเพิ่ม 15 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ลั่นไม่ปล่อยให้ไทยระบาดระลอกสอง &amp;nbsp;ทุกมาตรการผ่อนคลายต้องไม่กระทบการแพร่ระบาด คนส่วนใหญ่ต้องเห็นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น. วันที่ 24 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีมอบกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และพิธีมอบกองทุนสนับสนุนและเยียวยาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข และนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เข้าร่วมในพิธีด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการส่งมอบครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.กรมธรรม์ประกันชีวิตสำหรับแพทย์และพยาบาล จำนวน 50,000,000 บาท 2.กรมธรรม์ประกันชีวิตสำหรับผู้ช่วยพยาบาล เทคนิคการแพทย์และรังสีเทคนิค จำนวน 10,000,000 บาท 3.กองทุนสนับสนุนและเยียวยาให้แก่ อสม. จำนวนเงิน 10,000,000 บาท เพื่อเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจ และตอบแทนการกระทำความดีของบุคลากรสาธารณสุขทั้งระบบ จำนวน 400,000 คน และ อสม. จำนวน 1,040,000 คน ที่เป็นกำลังหลักของประเทศ ในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศของเรามีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง บุคลากรของเราทุกระดับมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ และมีความร่วมมือร่วมใจในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอย่างดี รวมถึงภาคเอกชนที่สร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรที่ทำหน้าที่สู้ภัยโควิด-19 ให้กับประเทศชาติของเรา ต้องขอบคุณทีมพลังนักรบเสื้อกาวน์ ทีม อสม. ที่ถือเป็นด่านหน้าสำคัญที่ยับยั้งการแพร่ระบาดสู้ภัยโควิด-19 มาด้วยกัน ด้วยความเสียสละอุทิศตนในการป้องกันเฝ้าระวังคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้านการสาธารณสุข จึงขอเป็นกำลังใจให้กับหน่วยงานด้านการสาธารณสุขทุกแห่ง รวมทั้ง อสม.ในหมู่บ้านทั่วประเทศ ตลอดจนขอขอบคุณผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่เป็นพลังประชารัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอย้ำว่าไม่ได้พูดถึงพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องของการนำพาประเทศไปสู่ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ประชาชน และประชาสังคม ทุกภาคส่วนเดินหน้าเพื่อประเทศไทย วันนี้เราทราบดีว่าสถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยมีแนวโน้มการระบาดลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ประมาท เพราะฉะนั้นการที่จะผ่อนคลายสิ่งต่างๆ จะต้องมีมาตรการเฉพาะออกมา สิ่งสำคัญที่เป็นห่วงประชาชน คือเรื่องของอาชีพและรายได้ การประกอบการทางธุรกิจ แม้กระทั่งในเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าอะไรที่เราทำได้หรือทำไม่ได้ในระยะเวลาต่อไปนี้ ต้องขอความร่วมมือและต้องทำความเข้าใจกันด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ยึดสุขภาพ ปชช.ตัวชี้วัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า โรคโควิด-19 นั้น ทุกคนคงทราบดี ไม่ใช่ว่าการระบาดของประเทศไทยลดลง การติดเชื้อลดลง แล้วจะหมายความว่าปลอดภัย มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะความจริงเชื้อโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกกว่า 200 ประเทศ เชื้อโรคจึงสามารถเข้า-ออกเมื่อไหร่ก็ได้ สิ่งสำคัญจึงต้องทำให้บ้านเมืองของเรานั้นปลอดภัย ทำอย่างไรจึงไม่ให้มีการเจ็บป่วยโดยเป็นการรับเชื้อมาจากต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ยอมปฏิบัติตามกติกาและมาตรการของรัฐ ทั้งเรื่อง Social Distancing หรือการสวมใส่หน้ากากอนามัย หรือไปชุมนุมกันในพื้นที่นอกการควบคุม เช่น บางคนหนีไปทำความผิดในป่าในเขา เรื่องนี้ยอมรับว่ายังเป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่ รัฐบาลคำนึงถึงสองอย่างเสมอ คือเรื่องของสุขภาพคนเป็นหลัก รองลงมาคือเรื่องของเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องหามาตรการมารองรับตรงนี้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่วันนี้บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และแพทยสมาคม มีส่วนช่วยสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือพลังประชารัฐร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 ได้มอบกรมธรรม์ประกันชีวิตให้กับบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข เพื่อให้เกิดความสบายใจและเกิดความอุ่นใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จพิธีดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า คาดว่าเป็นการหารือเกี่ยวกับการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนที่จะนำเข้าสู่ ครม.ในวันอังคารที่ 28 เม.ย.นี้ โดยใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินเปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งรายละเอียดข้อมูลการวิเคราะห์ที่มีภาพรวมด้านสาธารณสุข มาจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ คณะบดีแพทยศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาให้กับนายกฯ ได้รับทราบตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อให้นำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจร่วมกับงานด้านอื่นๆ ว่าจะต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปหรือไม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มยังต้องคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่นั้น ทุกอย่างจะต้องค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไป และนายกฯ ต้องพิจารณาร่วมกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านความมั่นคง เพราะข้อมูลที่ส่งไปเป็นเฉพาะด้านสาธารณสุขที่จะต้องมีการเตรียมการอย่างไร โดยเฉพาะวิถีชีวิตที่จะเปลี่ยนผ่าน ที่ต่อไปไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิดได้ เนื่องจากเวลานี้ยังไม่มีวัคซีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นสิ่งที่สาธารณสุขเสนอไป ยังคงต้องเข้มมาตรการเดิม คือเว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย สนับสนุนทำงานที่บ้าน ลดการเดินทางต่างๆ ที่จะต้องมีมาตรการตรวจเข้ม ทั้งนี้เชื่อว่าสถานการณ์ ณ วันนี้คลี่คลายไปในทางที่ดี สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ต้องผ่านไปด้วยความมั่นใจ จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ระบาดหนักอีกไม่ได้ การควบคุมการแพร่ระบาดมาถึงจุดนี้ได้ นอกจากแพทย์ พยาบาลแล้ว ต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ แต่ต้องไม่ประมาท การ์ดไม่ตก ซึ่งวันนี้การจราจรบนท้องถนนรถเริ่มต้น เนื่องจากคนเริ่มมาทำงาน ตรงนี้อยากให้ทุกคนร่วมมือ ค่อยเปลี่ยนผ่าน สร้าง New Normal ใช้ชีวิตปกติแบบใหม่&amp;rdquo;นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สถานการณ์ในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 15 ราย ในจำนวนนี้มาจากการตรวจเชิงรุกในพื้นที่ จ.ยะลา 4 ราย หลังจากนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะทำแบบนี้ในอีกหลายจังหวัดเพื่อหาเคสให้ได้มากขึ้น ส่วนผู้ป่วยสะสม 2,854 ราย หายป่วยและกลับบ้านเพิ่มเติม 60 ราย หายป่วยสะสม 2,490 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัว 314 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ทำให้ยอดสะสมผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 50 ราย มีจังหวัดที่ไม่มีการรายงานผู้ป่วยเข้ามาเลย 9 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วยช่วง 28 วันที่ผ่านมา 10 จังหวัด มีรายงานผู้ป่วย 14-28 วันที่ผ่านมา 35 จังหวัด มีรายงานผู้ป่วยช่วง 7-14 วันที่ผ่านมา 9 จังหวัด มีรายงานช่วง 7 วันที่ผ่านมา 14 จังหวัด ส่วนจังหวัดที่มีกลุ่มผู้สงสัยติดเชื้อที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค 6 อันดับแรก ได้แก่ กทม. ยะลา นนทบุรี ภูเก็ต ชลบุรี สมุทรปราการ ซึ่งประชาชนที่อยู่ในจังหวัดเหล่านี้หากมีอาการสามารถเข้าไปขอตรวจได้เลย
ไม่ปล่อยระบาดระลอกสอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หากดูกราฟผู้ติดเชื้อของประเทศไทยจะเห็นว่าเป็นระลอกคลื่น มีช่วงติดเชื้อมาก 2-3 ครั้งแล้ว จะให้เกิดการระบาดลูกใหม่ตามมาไม่ได้อีกแล้ว เพราะจะเสียชีวิตและงบประมาณ ตัวเลขเบื้องต้นที่เคยคำนวณป่วย 1 ราย ต้องใช้จ่าย 1 ล้านบาท ขณะนี้เรามีผู้ป่วยไปแล้วกว่า 2,000 ราย ใช้งบไปแล้วเกือบ 3 พันล้านบาท ถ้าตัวเลขผู้ป่วยเป็นหมื่นเป็นแสนเราต้องใช้เงินเท่าไร ต้องชั่งกันสองด้าน เงินเสียบ้างแต่ดีกว่าเสียชีวิต เราไม่มีสิทธิ์ให้ใครอยู่หรือไปเหมือนในต่างประเทศ หลายคนบอกว่าเบาใจได้ ออกมาขายของกัน แต่อยากให้ดูเพื่อนบ้านเรา เผลอนิดเดียวจากหลักพันเป็นหลักหมื่นราย เราจึงต้องระวังและตัดสินใจร่วมกันให้ประเทศเราอยู่รอดปลอดภัย ขณะนี้เรามีศักยภาพตรวจเชื้อในประเทศได้วันละประมาณ 2 หมื่นตัวอย่าง แบ่งเป็น กทม. 10,000 ราย และต่างจังหวัด 10,000 ราย เราจะเพิ่มจำนวนห้องตรวจจากตอนนี้ 123 แห่งทั่วประเทศ ให้ได้ 176 แห่ง ซึ่งต่อไปจะทำให้ได้ในทุกจังหวัดในระยะเวลาอันสั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วโลกมีผู้ป่วย 2,715,614 ราย เสียชีวิต 190,422 ราย หรือ 7% จะเห็นว่าอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากย้ำว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นโรคตามฤดูกาล และลดความสำคัญไม่ได้ เพราะมีอัตราการเสียชีวิตที่สูง หลายประเทศยังตึงและขยายมาตรการเอาไว้ แนวโน้มเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคาดการณ์คงจะไม่แตกต่างกัน ดังนั้นเราไม่ใช่ประเทศเดียวที่ใช้มาตรการเข้มข้นแบบนี้ ต้องพยายามไม่ให้การ์ดตก ต้องใช้ต่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าแต่ละจังหวัดเริ่มให้สถานประกอบการบางประเภทกลับมาเปิดได้ ตรงนี้แต่ละจังหวัดประเทศประกาศเอง หรือต้องประสานกับ ศบค.ก่อน นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการผ่อนปรน ผอ.ศบค.จะต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นลักษณะของการออกกฎใหญ่ของประเทศ ส่วนการผ่อนคลายเป็นเรื่องของจังหวัดที่จะตามมา ต้องมาดูว่าเป็นกิจการและกิจกรรมอะไร ที่จะค่อยๆ ออกมา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกคิดและปรึกษากันอย่างรอบด้านออกมา คนส่วนใหญ่ต้องเห็นด้วย และมาตรการทั้งหลายจะต้องไม่กระทบต่อการแพร่ระบาด เพราะเราจะปล่อยให้มีการระบาดระลอกที่สองไม่ได้อีกแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถาบันบำราศนราดูร นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงการเตรียมความพร้อมใช้วิธีการตรวจน้ำลายเพื่อหาเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งวิธีนี้มีความรวดเร็ว และผลตรวจน่าเชื่อถือ โดย นพ.สุวรรณชัยเปิดเผยว่า การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (การตรวจสารคัดหลั่ง) ปกติจะมีการแยกตรวจ ทั้งหมด 4 ประเภท ประกอบด้วย การตรวจประชาชนในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค PUI, ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง-ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ, การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก เช่น ที่ จ.ภูเก็ต และการค้นหาผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการในชุมชน ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรคได้มีการลงพื้นที่สุ่มตรวจแล้วที่เขตบางเขนและคลองเตย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเก็บตัวอย่างด้วยน้ำลายนั้น มีข้อดีคือสามารถเก็บตัวอย่างได้มากกว่าการตรวจโดยใช้สารคัดหลั่ง ไม่ต้องใช้และลดการใช้ชุดป้องกัน PPE ที่ขณะนี้มีอยู่อย่างจำกัด ยังมีราคาถูกและรวดเร็ว เบื้องต้นอาจจะมีการนำไปใช้ในการตรวจคนที่เดินทางเข้าประเทศ, การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และผู้ที่ไม่มีอาการในชุมชน เช่น พื้นที่แออัด ที่มีคนงานต่างด้าวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก, พื้นที่ภาคใต้ แต่ไม่ใช่การนำไปใช้ทั่วไป เป็นการประยุกต์เพื่อลดการใช้วัสดุอุปกรณ์ป้องกัน และทำให้กลุ่มคนบางคนที่มีความจำเป็นต้องตรวจในห้องปฏิบัติการ สามารถได้รับการตรวจได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว
แนะเยียวยาไทยมุสลิมถือศืลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า โควิด-19 ช่วยลดโรคติดเชื้อ คนเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลและอุบัติเหตุในประเทศไทย คนไข้ในโรงพยาบาลต่างๆ ลดลงมากกว่า 30% คนไข้เจ็บป่วยเล็กน้อยที่สมัยก่อนจะวิ่งเข้าหาโรงพยาบาล เพราะรักษาฟรี ก็ไม่มีใครอยากไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษา การนอนโรงพยาบาล ในช่วงนี้จะลดน้อยลงอย่างมาก นับเป็น 10-10% แน่ๆ แต่มาตรการดังกล่าวทำให้รายได้ต่างๆ ของคนทั่วไปลดลง คนไม่มีจะกิน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหางบประมาณจากส่วนต่างๆ ของกรม กระทรวง พร้อมทั้งกู้เงินมากกว่า 1 ล้านล้าน และจะต้องใช้เงินถึง 2 ล้านล้าน มาดูแลรักษาโรค และช่วยเหลือผู้ว่างงาน การดึงเงินงบประมาณจากส่วนต่างๆ จึงสมเหตุสมผล แต่ก็มีผู้เสียผลประโยชน์จากการกระทำเช่นเดียวกัน งบประมาณ รายจ่ายรายหัวของปีนี้จะถูกตัดไป 1% ก็ควรจะทำได้ เพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่มีจะกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ในระหว่าง 24-25 เม.ย.63 พระสงฆ์จำนวน 226 รูป รวมทั้งแม่ชี ผู้แสวงบุญ และผู้ตกค้างในอินเดีย จำนวน 116 คน ที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย จะเดินทางกลับไทย โดยสายการบิน Air Asia (เช่าเหมาลำ) จำนวน 2 เที่ยวบิน ในเส้นทางคยา-กรุงเทพฯ ( ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง) ทั้งหมดเดินทางถึงประเทศไทย เที่ยวบินแรกใน 24 เม.ย.63 เวลา 15.10 น. และเที่ยวบินถัดไปใน 25 เม.ย.63 เวลา 15.10 น. โดยพระสงฆ์ทุกรูป รวมทั้งผู้แสวงบุญทั้งหมดจะต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองโรค ณ ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง และเข้าสู่มาตรการกักตัวควบคุมโรคของรัฐในสถานที่ที่กำหนด โดยดำเนินการแยกพระสงฆ์ทุกรูป เข้าพักในพื้นที่ H2do Residence จ.สมุทรปราการ อยู่ในการกำกับของพระสังฆาธิการในพื้นที่ สำหรับผู้แสวงบุญทั้งหมด แยกเข้าพักที่ รร.รัตนโกสินทร์ กทม. ภายใต้การดูแลของทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่ออีกว่า ไม่ขัดข้องที่รัฐบาลจะขยายเวลาต่ออายุการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะดีขึ้นก็ตาม แต่ก็อยากจะให้ตัวเลขการติดเชื้อคงที่อยู่ที่จำนวนเลขตัวเดียว หรือต่ำ 10 ต่อไปได้อีกสักระยะหนึ่ง จนแน่ใจว่าจะไม่ขยายตัวอีกต่อไป จึงค่อยมาพิจารณายกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพราะไม่อยากเห็นการหวนกลับมาแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกในรอบที่ 2 &amp;nbsp;ซึ่งจะได้ไม่คุ้มเสีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่สำคัญคือปัญหาปากท้องของพี่น้อง มาตรการการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้เป็นวันแรกของเดือนอันประเสริฐของพี่น้องคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามที่ต้องถือศีลอดในช่วงเดือนรอมฎอน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งในทางปฏิบัติจะต้องถือศีลอดในเวลากลางวัน และกินอาหารได้ในเวลาหลังตะวันตกดินแล้ว ถ้าหากคนกลุ่มนี้ยังไม่รับการเยียวยาจากรัฐบาลเลย นอกจากจะอดอาหารในกลางวันแล้ว ก็อาจจะต้องอดอาหารในเวลากลางคืนด้วย จึงอยากจะให้รัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือเยียวยาดูแลอย่างเร่งด่วน&amp;quot; นายเทพไทกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ระหว่างสถานการณ์การติดเชื้อโควิดกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ลามถึงปากท้องความอยู่รอดของประชาชน อย่างไหนหนักกว่ากัน ในขณะเฝ้าติดตามยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่จะกลายเป็นศูนย์เมื่อไหร่สถิติการฆ่าตัวตายรายวันจากการล็อกดาวน์อาจพุ่งแซงผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็ได้ ไม่ใช่ทุกอาชีพสามารถเวิร์กฟรอมโฮม ทำงานจากที่บ้านได้ทั้งหมด แม้แต่เคอร์ฟิวก็เกิดปัญหาในการบังคับใช้ มาตรฐานในการตั้งด่านเคอร์ฟิวแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน มีหลายกรณีสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ต้องผ่านด่านเป็นอย่างมาก บางด่านมีการใช้อำนาจเกินความจำเป็น ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจอยู่อีกเป็นปี โควิด-19 ทำลายปอด แต่ล็อกดาวน์ ทำลายเงินในกระเป๋าสตางค์ทุกวัน ความทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้ รัฐบาลต้องคลายล็อกอย่างปลอดภัย ประชาชนจะได้กลับไปทำมาหากิน อย่างมีศักดิ์ศรี ปลอดโรค ปลอดภัย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ประธานศูนย์โควิด พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตรวจหาผู้ติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงยังน้อยมาก หากเทียบกับหลายๆประเทศรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าตั้งแต่มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสมีการตรวจหาเชื้อจากประชาชนเพียง 70,000-80,000 คนเท่านั้น ทั้งๆ ที่ควรมีการตรวจมากกว่านี้ ดังนั้นรัฐบาลต้องไม่ละเลยการป้องกันชีวิตของประชาชน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนบางส่วนที่ต้องอยู่ศูนย์กักกันเชื้อตามสถานที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดยังคงน่ากังวล มีหลายคนที่จากไม่ติดเชื้อกลับกลายเป็นว่ามาติดเชื้อภายในศูนย์กักกัน ดังนั้นรัฐต้องมีมาตรการที่ดีกว่านี้ ในการกักกันเพื่อดูอาการ ที่ผ่านมารัฐไม่จริงใจในการปกป้องประชาชน มาตรการรัฐบาลที่ออกมาจึงสอบตกทุกเรื่อง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64161</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กรมธรรม์ประกันชีวิต, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มอบกรมธรรม์ประกันชีวิตให้บุคลากรทางการแพทย์, สุขภาพประชาชนเป็นหลัก, สุขภาพเป็นหลัก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อสม., โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea2d4b799bfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
