<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งเป้าครอบครัวเป็นสุข หนุน3โมเดลปราบทุกข์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; การสร้าง &amp;quot;ครอบครัวเป็นสุข&amp;quot; ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่จะส่งให้บุคคลในสถาบันพื้นฐานที่ประกอบด้วยพ่อแม่ลูก ออกไปดำเนินชีวิต อย่างเช่น การเรียน การทำงาน ได้อย่างประสบความสำเร็จ และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาให้เห็นจากงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีการเสวนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม &amp;quot;ชุมชนและรัฐร่วมสร้างครอบครัวสุขภาวะได้อย่างไร&amp;quot; และภายในงานได้มีการเปิดเผยดัชนีความสุขของผู้คนในประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการเสวนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม &amp;ldquo;ชุมชนและรัฐร่วมสร้างครอบครัวสุขภาวะได้อย่างไร&amp;rdquo; ว่า ครอบครัวไทยต้องเผชิญปัญหาที่หลากหลายในภาวะครอบครัวเปราะบางและเข้าสู่ยุคเด็กเกิดน้อยและสังคมสูงวัย โดย สสส. ภายใต้แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว มุ่งเน้นสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้เด็ก เยาวชน และครอบครัว ตามเป้าหมายของ สสส.ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนครอบครัวอบอุ่นให้สูงขึ้นกว่าเดิมหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ดัชนีครอบครัวอบอุ่นของสังคมไทยมีแนวโน้มลดลง ซึ่งช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สสส.สนับสนุนโครงการด้านครอบครัวอบอุ่นภายใต้ตัวชี้วัดครอบครัวอบอุ่น ซึ่งมี 3 องค์ประกอบ คือ สัมพันธภาพของคนในครอบครัว บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว และการพึ่งตนเอง&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมา สสส.จึงสนับสนุนการดำเนินงาน 3 โมเดล ได้แก่ โมเดลที่ 1 การส่งเสริมครอบครัวอบอุ่นในชุมชน โดยดำเนินการนำร่องใน 11 จังหวัด และปี 2562 จะยกระดับเป็นจังหวัดส่งเสริมครอบครัวอบอุ่นต้นแบบ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ลำปาง พะเยา เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุบลราชธานี และตรัง โมเดลที่ 2 สนับสนุนการสร้างเสริมครอบครัวอบอุ่นในองค์กรและหน่วยงานต่างๆ และโมเดลที่ 3 การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่&amp;nbsp;


แทงสล็อต เพื่อขยายผลพื้นที่ต้นแบบให้กว้างขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ศ.ดร.รุจา ภู่ไพบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการดำเนินการโครงการศึกษาครอบครัวไทยแบบบูรณาการตามวงจรชีวิตครอบครัว เรื่อง ครอบครัวไทยยุค 4.0 อยู่ดีมีสุขจริงหรือ? โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือน พ.ย.2560-มี.ค.2561 ด้วยการสำรวจครอบครัวไทย 6,000 ครอบครัว ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครสวรรค์ หนองคาย อุดรธานี ยโสธร สุรินทร์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ชลบุรี ยะลา สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง และ กทม. โดยวัดคะแนนครอบครัวอยู่ดีมีสุขด้วยองค์ประกอบ 9 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านความร่วมใจและปลอดภัยในชุมชน 2.ด้านสัมพันธภาพ 3.ด้านบทบาทหน้าที่ 4.ด้านเศรษฐกิจ 5.ด้านการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง 6.ด้านความมั่นคง และพึ่งพา 7.ด้านการศึกษา 8.ด้านการดูแลสุขภาพ และ 9.ด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ มีคะแนนเต็ม 8 คะแนน&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ครอบครัวอยู่ดีมีสุขโดยรวม 7.72 คะแนน โดยภาคใต้ครอบครัวอยู่ดีมีสุขสูงสุด 7.89 คะแนน รองลงมา เป็นภาคเหนือ และภาคกลาง 7.73 คะแนน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.71 คะแนน และต่ำที่สุด คือ กทม. 7.55 คะแนน เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบพบว่า คะแนนครอบครัวอยู่ดีมีสุขในด้านเศรษฐกิจต่ำที่สุด และด้านการดูแลสุขภาพสูงที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เมื่อแบ่งครอบครัวเป็น 8 ช่วง/ระยะ เพื่อพิจารณาคะแนนความสุขในแต่ช่วง พบว่า ก่อนแต่งงาน/ไม่มีคู่ 3.6 คะแนน เมื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ ไม่มีบุตร 3.8 คะแนน เลี้ยงดูบุตรเล็ก 3.6 คะแนน เลี้ยงดูบุตรวัยเรียน 3.7 คะแนน เลี้ยงดูบุตรวัยรุ่น 3.7 คะแนน เลี้ยงดูบุตรวัยทำงาน 3.7 คะแนน วัยชรา 3.7 คะแนน และวัยชราที่เจ็บป่วย 3.6 คะแนน รวมถึงเมื่อพิจารณาจากจำนวนบุตรที่ทำให้มีความสุข พบว่า มีบุตร 4 คน ได้คะแนนสูงสุด 3.81 คะแนน
ข้อมูลจากการเสวนาดังกล่าวนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก หากมีการไปใช้จัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อผลักดันและพัฒนาความสุขของคนไทยให้เกิดขึ้นต่อไป.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา&amp;rdquo;&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) และมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ตั้งเป้าขยายผลโครงการสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ให้ครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 7,800 แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยนายธวัชชัย ฟักอังกูร ประธาน คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าวว่า สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมเด็กปฐมวัย ให้มีความรู้ทางกาย ทางใจ อีกทั้งทำให้เกิดสติปัญญา สามารถเรียนรู้ต่อยอด สามารถใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง ถือเป็นการเตรียมบุคลากรที่สำคัญของชาติ ให้สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพราะในสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจะฟูมฟักความคิดและหล่อหลอม ความเป็นมนุษย์ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ และที่สำคัญเด็กได้มีความสุขในการมาเล่นมาเรียน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดี สถ. กล่าวว่า สถ.มีหน้าที่ดูแลเด็กปฐมวัยในท้องถิ่นต่างๆ เกือบ 1 ล้านคน ผ่านทางศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเกือบ 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจึงมีความจำเป็น เพื่อสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับเด็กวัย 2-5 ขวบ สถ.จึงได้คัดเลือก อปท. จำนวน 12 แห่ง ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา โดยทั้งหมดจะต้องเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติของภาคีเครือข่าย ทั้ง 76 จังหวัด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2562 ได้จัดสรรงบประมาณให้ อปท. จำนวน 500 แห่ง แห่งละ 1 แสนบาท เพื่อจัดสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาในพื้นที่ของตนเอง และในปีต่อๆ ไป สถ.ตั้งเป้าที่จะให้มีครบทุก อปท.ทั้ง 7,800 แห่ง ซึ่งสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยเฉพาะเด็กๆ และสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยจะเห็นได้จากพื้นที่ที่มีการก่อสร้างไปแล้ว เด็กและคนในชุมชนมีรอยยิ้มและความสุขกันทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24239</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐยา บุญภักดี, ธวัชชัย ฟักอังกูร, ศ.ดร.รุจา ภู่ไพบูลย์, สุขภาวะสร้างได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181214/image_big_5c139548e87d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มอบของขวัญปีใหม่&quot;ทีมเผือก&quot; เดินทางอุ่นใจ-ไร้คุกคามทางเพศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแพร่หลายผ่านรถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า เรือ รถทัวร์ รถตู้ รถสองแถว รถแท็กซี่ แม้กระทั่งเครื่องบิน ซึ่งล้วนกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเพศหญิงมักตกเป็นเหยื่อ และถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมปลอดภัยและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้คน จึงเป็นสิ่งที่จะต้องรณรงค์ช่วยกันหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หมอชิต (จตุจักร) เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง ร่วมกับบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวประกาศความร่วมมือครั้งแรกของไทย ในการยกระดับรถทัวร์ไทยให้ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศ ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;บขส.มอบของขวัญปีใหม่ ยกขบวนชวนพนักงานเผือก เพื่อรถทัวร์ปลอดภัยไร้การคุกคามทางเพศ&amp;rdquo; พร้อมเปิดตัว &amp;ldquo;ทีมพนักงานเผือก&amp;rdquo; จากพนักงาน บขส. ที่ผ่านการอบรมการสอดส่องป้องกันและแก้ไขปัญหาเมื่อมีผู้โดยสารถูกคุกคามทางเพศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์กรแอคชั่นเอด ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะของ บขส. 8-9 หมื่นคน/วัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีผู้หญิงไม่น้อยตกเป็นเป้าการถูกคุกคามทางเพศ แต่ไม่กล้าตอบโต้ ซึ่งหากตกเป็นผู้ถูกคุกคามทางเพศหรือเห็นผู้อื่นถูกคุกคาม ทั้งผู้โดยสารและพนักงานของ บขส.ช่วยยุติการคุกคามทางเพศได้ โดยการ &amp;ldquo;เผือก&amp;rdquo; หรือเข้าไปแทรกแซงเพื่อหยุดการคุกคาม เครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงร่วมกับ บขส. เสนอมาตรการลดการคุกคามทางเพศบนรถสาธารณะ 3 แนวทาง คือ จัดอบรมพนักงาน ติดกล้องวงจรปิดภายในรถ และพัฒนาระบบการแจ้งเหตุถ้ามีการคุกคามทางเพศเกิดขึ้น และทำคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์วิธีรับมือสถานการณ์สำหรับผู้ที่ตกเป็นเป้าการคุกคามทางเพศด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปี 2560 สำรวจพบว่า 45% ของผู้หญิงที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะเคยถูกคุกคามทางเพศในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ มีประชาชนเดินทางกลับบ้าน หรือท่องเที่ยวต่างจังหวัดโดยใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้มีประโยชน์อย่างมาก&amp;nbsp;


แทงสล็อต&amp;nbsp; เชื่อว่าผู้โดยสารจะเดินทางด้วยความอุ่นใจมากขึ้น เพราะพนักงานบริการบนรถ มีองค์ความรู้ทั้งในเชิงการประเมินสถานการณ์ การเข้าแทรกแซง รวมทั้งหากผู้โดยสารที่ถูกคุกคามสามารถดำเนินการทางกฎหมาย สามารถแจ้งส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ ตั้งเป้าว่าจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานขนส่งสาธารณะหรือหน่วยงานกำกับดูแลการขนส่งภายใต้กระทรวงคมนาคม เช่น กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก&amp;quot; น.ส.รุ่งทิพย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นบ่อยบนระบบขนส่งสาธารณะถือเป็นความรุนแรงทางเพศรูปแบบหนึ่ง โดยกว่า 1 ใน 3 ของผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพศต่างๆ เคยถูกคุกคามทางเพศ ทั้งนี้ ผู้ที่เคยถูกคุกคามทางเพศบนขนส่งสาธารณะ อายุมากสุดคือ 74 ปี และอายุน้อยสุดคือ 12 ปี โดยเป็นเพศหญิงทั้งสองกรณี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การคุกคามทางเพศทำให้สังคมไม่ปลอดภัยและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม จึงเป็นภารกิจของ สสส.ที่จะสนับสนุนให้การพัฒนาและเสริมศักยภาพกลไกปัญหาการคุกคามทางเพศ รวมทั้งหนุนเสริมการทำงานของเครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง เพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและคนทุกเพศวัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งการสื่อสารรณรงค์ในแคมเปญ &amp;ldquo;เผือก&amp;rdquo; ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปค่อนข้างมาก มีการเสนอแนวทางและวิธีการง่ายๆ ในการเข้าช่วยเหลือ แทรกแซกการคุกคามทางเพศ เช่น ตะโกนส่งเสียง หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย แจ้งพนักงานรถโดยสาร ทำเป็นทีว่ารู้จักผู้ถูกกระทำ เป็นต้น ตนจึงเห็นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างกระแสให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศไม่เฉพาะบนระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น แต่รวมถึงทุกๆ พื้นที่ในสังคมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความร่วมมือระหว่าง สสส. ภาคีเครือข่าย และ บขส. ประกอบด้วย ข้อ 1 การเสริมศักยภาพพนักงานประจำรถ บขส.ด้านความรู้ความเข้าใจและทักษะเบื้องต้นในการป้องกันการคุกคามทางเพศ ข้อ 2 พัฒนาระบบการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองของพนักงาน บขส. และข้อ 3 สื่อสารรณรงค์ให้ความรู้ปัญหาการคุกคามทางเพศรูปแบบต่างๆ พร้อมข้อมูลแหล่งความช่วยเหลือหรือแจ้งเรื่องร้องเรียนทั้งบนรถ‬บขส. และช่องทางออนไลน์อื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาววราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า นอกจากเครือข่ายจะจัดอบรมพนักงาน บขส. แล้งยังเปิดเว็บไซต์ E-learning เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเรียนรู้ด้วยตนเองเกี่ยวกับแนวทางการ &amp;ldquo;เผือก&amp;rdquo; หรือเข้าแทรกแซงเมื่อพบเจอเหตุการณ์การคุกคามทางเพศ เพราะพนักงานของ บขส.มีจำนวนมาก และมีพนักงานเข้า-ออกในตำแหน่งงานต่างๆ อยู่ตลอด&amp;nbsp;&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดฝึกอบรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมพนักงานทั้งหมด ขณะเดียวกัน บริการขนส่งสาธารณประเภทอื่นก็มีปัญหาการคุกคามทางเพศ การมีช่องทาง E-learning จึงเปิดโอกาสให้พนักงานของหน่วยงานขนส่งสาธารณะอื่นสามารถเข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วยตนเองได้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมสื่อการเรียนรู้ได้ที่เว็บไซต์ teampueak.org แล้วคลิกเลือก &amp;ldquo;พนักงานเผือก&amp;rdquo; ก็จะพบสื่อการเรียนรู้รูปแบบและตัวอย่างการคุกคามทางเพศที่พบบ่อยบนขนส่งสาธารณะ การช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามและแหล่งช่วยเหลือที่เป็นตัวช่วยสำหรับพนักงานในการระงับเหตุ นอกจากนี้ยังมีแบบทดสอบให้ทดลองทำด้วยตัวเอง พร้อมเฉลยและคำอธิบาย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะของพนักงานในการรับมือกับปัญหาการคุกคามทางเพศด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า บขส.รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ ในการออกมาตรการและวิธีการที่หลากหลายและเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศที่อาจเกิดขึ้นบนรถในระบบของ บขส. โดยมาตรการเหล่านี้ถือเป็นของขวัญจาก บขส.ที่มอบให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการในช่วงปีใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยส่งพนักงานชุดแรกเข้ารับการอบรมแนวทางการรับมือและให้การช่วยเหลือผู้โดยสารที่ถูกคุกคามทางเพศ การฉายวิดีโอประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารของ บขส.ทุกคัน เพื่อให้ผู้โดยสารตระหนักและรับรู้แนวทางการรับมือกับปัญหาและแหล่งให้ความช่วยเหลือ ปัจจุบัน บขส.มีรถโดยสารจำนวน 480 คัน และรถร่วมของบริษัทเอกชนที่อยู่ในความดูแลของ บขส.กว่า 4,000 คัน มีเจ้าหน้าที่ 2,800 คน โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2562 พนักงานและรถในระบบของ บขส.จะเข้าร่วมกับโครงการนี้ทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วิธีแก้ปัญหาในส่วนของพนักงาน บขส.ที่ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศต่อเพื่อนพนักงานมี 2 ขั้นตอน คือ ถูกร้องเรียนครั้งแรกจะถูกตักเตือนและภาคทัณฑ์ ถูกร้องเรียนครั้งที่ 2 จะถูกไล่ออกสถานเดียว โดย 3-4 ปีที่ผ่านมามีเพียง 1 กรณีเท่านั้นที่ถูกไล่ออก จึงย้ำกับพนักงานผู้หญิงว่า หากประสบเหตุสามารถร้องเรียนได้ตลอดเวลา ส่วนกรณีการคุกคามทางเพศระหว่างผู้โดยสารกับผู้โดยสารนั้น บขส.ได้จัดให้มี Save Zone สำหรับผู้โดยสารหญิงนั่งคู่กับผู้หญิง หลีกเลี่ยง และป้องกันเหตุการณ์ที่ผู้โดยสารผู้หญิงอาจถูกผู้โดยสารชายลวนลาม ทำให้ที่ผ่านมายังไม่ค่อยได้รับเรื่องร้องเรียนเช่นกัน&amp;rdquo; นายจิรศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บขส.เตรียมออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารใน 3 ด้าน คือ ข้อ 1 การป้องปราม โดยอยู่ระหว่างการเสนอขอติดตั้งกล้อง CCTV ทั้งภายในรถและหน้ารถ ข้อ 2 ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมในการรับมือ และมีเทคนิควิธีการในการดูแลผู้โดยสารและดูแลตนเอง และข้อ 3 พัฒนาช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนให้มีความสะดวกมากขึ้น จากเดิมร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของ บขส. &amp;ldquo;‮transport.co.th&amp;rdquo;‬ และฮอตไลน์ 1490 จะเพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่านคิวอาร์โค้ดซึ่งจะติดไว้บนรถทุกคัน‬‬‬
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การฉายวิดีโอรณรงค์ให้ผู้โดยสารตระหนักและรับรู้แนวทางการรับมือปัญหาการคุกคามทางเพศ การสาธิตวิธีการใช้เว็บไซต์ E-learning และการขึ้นรถโดยสารของ บขส. เพื่อชมการสาธิต &amp;ldquo;วิธีเผือก&amp;rdquo; ของพนักงาน โดยตัวแทนพนักงาน บขส.ที่ผ่านการอบรมแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวังว่า &amp;ldquo;ทีมเผือก&amp;rdquo; จะนำไปสู่การสร้างความปลอดภัยและลดการคุกคามทางเพศ สำหรับผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะได้อย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23182</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถตู้, รถทัวร์, รถสองแถว, รถเมล์, รถแท็กซี่, รถไฟ, รถไฟฟ้า, สุขภาวะสร้างได้, เครื่องบิน, เรือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181130/image_big_5c012da00ab15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกพลังพัฒนาเด็กปฐมวัย ชูความเป็นเลิศก้าวกระโดด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 2-5 ปี ถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดของการพัฒนาและปลูกฝังทักษะต่างๆ แก่ชีวิตทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ศพด.) ในความปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ต้องจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มุ่งหวังให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนา และมีความพร้อมเข้าศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ผ่านหลักสูตรพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่ความเป็นเลิศ (แบบก้าวกระโดด ภายใต้ชื่อ COACT : Capacity of a Community Treasures) ประกอบไปด้วยทีมพี่เลี้ยงที่เป็นทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาคมดับบ้านดับเมือง ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้ามาสนับสนุน เพื่อความเป็นเลิศใน 5 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2.การจัดการสิ่งแวดล้อม 3.การจัดหลักสูตรการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4.การดูแลสุขภาพ และ 5.การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาได้มีการมอบโล่รางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการศึกษา การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่ความเป็นเลิศ (แบบก้าวกระโดด) และปรากฏว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านหลักร้อย เทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ได้รับรางวัลนี้ไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เป็นตัวแทนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านหลักร้อย กล่าวว่า ศพด.โรงเรียนบ้านหลักร้อยมีเด็กในการดูแลตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่ง-5 ขวบ จำนวน 40 คน เนื่องจากมีที่ตั้งในโรงเรียนบ้านหลักร้อย สภาพแวดล้อมของศูนย์ บรรยากาศจึงเหมาะสมต่อการเรียนรู้ของเด็ก อากาศโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด มีพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน ได้แก่ สวนเกษตร สนามเด็กเล่นที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกาย และเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้เต็มที่ในทุกด้าน มีวิทยากรมาช่วยเสริมให้เด็กๆ ถูกพัฒนาทุกทิศทาง ให้สอดคล้องกับสังคม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น วันพระจะนิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมานำสวดมนต์ มีคลาสดนตรี ภาษาอังกฤษ เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้จัดสรรงบประมาณค่าอาหาร กลางวันและค่าอาหารเสริม เช่น นมโรงเรียน ให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเพียงพอสำหรับการเปิดการเรียนการสอนได้ทั้งปีงบประมาณ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ลูกหลานของเราได้รับสิ่งที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้จัดการโครงการพัฒนา ศพด.แบบก้าวกระโดด กล่าวว่า จุดเด่นของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านหลักร้อย คือความเป็นเลิศทั้ง 5 ระบบ โครงสร้างของการบริหารมีความเข้มแข็ง บุคลากรทางการศึกษาและครูมีศักยภาพ ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเด็กร่วมกัน ก่อนเข้าร่วมการดำเนินการพัฒนาคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทางเทศบาลนครนครราชสีมายังพบปัญหาในการพัฒนาคุณภาพที่ชัดเจน ทีมวิชาการ COACT จึงนำทั้ง 5 ระบบเข้ามาช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับ ศพด.บ้านหลักร้อย ใช้เวลาพัฒนาความเป็นเลิศ 6-8 เดือน ด้วยการสนับสนุนจากทีมวิชาการ COACT โดยเข้ามาช่วยปรับวิถีการทำงานของ ศพด.ให้เป็นระบบ ช่วยหนุนเสริมติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยกระบวนการ Group Benchmarking พาไปดูต้นแบบที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว เพื่อให้เกิดการวางแผนการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหลักร้อย ซึ่งทำให้คณะทำงานของ ศพด.มองเห็นช่องว่างของการทำงานและกลับมาปรับปรุงตัวเอง มีการวัดผล &amp;nbsp;เด็กได้รับการกระตุ้นพัฒนาการและได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง มีสุขภาวะที่ดี ส่วนเด็กที่มีปัญหาด้านต่างๆ จะได้รับการแก้ไขได้ทันท่วงที&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผลที่ได้รับหลัง ศพด.บ้านหลักร้อยเข้าร่วมโครงการคือ ชุมชน ผู้ปกครองนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาต่อที่บ้าน ทุกฝ่ายเห็นปัญหาของเด็กร่วมกันและร่วมกันติดตาม เราทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเด็กพัฒนาได้ หรือหากพบปัญหาเร็วจะสามารถกระตุ้นช่วยเหลือได้ทันท่วงที ที่สำคัญคือคุณครูมีศักยภาพในการพัฒนาเด็กมากขึ้น และต่อยอดเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ และจุดขยายผลแลกเปลี่ยนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ต่อไป ปัจจุบันโครงการมีศูนย์เรียนรู้ที่ดีเช่นนี้ทั้งหมด 23 แห่งทั่วประเทศ&amp;rdquo; ผู้จัดการโครงการกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาเด็กเล็กไม่ใช่หน้าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ร่วมกันระหว่างครอบครัว คุณครู โรงเรียน และสังคม ต้องช่วยกันหล่อหลอมและผลักดันจึงจะประสบความสำเร็จ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;วิ่งปลอดภัย ไร้โรค NCDs&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารรัฐสภา มีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เดิน-วิ่ง Great Food Good Run 2018 &amp;quot;วิ่งปลอดภัย กินอาหารปลอดสาร ไร้โรค NCDs&amp;quot; เป็นความร่วมมือของภาคีเครือข่าย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักในเรื่องการมีกิจกรรมทางกาย พร้อมเลือกบริโภคอาหารที่ดีจากสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย และสินค้าเกษตรนวัตกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรม Great Food Good Run 2018 &amp;rdquo;วิ่งปลอดภัย กินอาหารปลอดสาร ไร้โรค NCDs&amp;rdquo; ที่อาคารรัฐสภา จัดโดยโครงการสื่อสารนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี ภายใต้ สสส. เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนหันมาสนใจกิจกรรมทางกายมากขึ้น และให้ความรู้ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมก่อนลงวิ่งเพื่อความปลอดภัย ช่องทางการสมัครวิ่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งแนะนำการรับประทานอาหารที่ปลอดสารควบคู่กับไปการออกกำลังกายเพื่อให้ได้สุขภาพดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม งานเดิน-วิ่ง Great Food Good Run 2018 จะมีในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2561 ณ สนามกีฬาศุภชลาศัย ดูลายละเอียดรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.thaijogging.org.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22120</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุขภาวะสร้างได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181116/image_big_5beea3ad2160b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนามเด็กเล่นปัญญา ช่วยพัฒนาเด็กปฐมวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแวดวงนักวิชาการการศึกษาน่าจะคุ้นเคยกับแนวคิดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (BBL: Brain-Based Learning) ซึ่งมีการนำไปปรับใช้ในการพัฒนาพื้นที่เล่นและเรียนรู้ ปัจจุบันมีผู้นำแนวคิดดังกล่าวพัฒนาสู่ &amp;ldquo;สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา&amp;rdquo; สำหรับเด็กระดับปฐมวัยและประถมศึกษาในสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านสำหรับเด็ก ให้ค้นพบตนเองและเติบโตไปเป็นคนที่ใฝ่เรียนรู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ดิสสกร กุนธร ประธานมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา และสถาปนิกผู้ออกแบบสนามเด็กเล่น เล่าถึงที่มาของแนวคิด &amp;ldquo;สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา&amp;rdquo; ว่า ได้น้อมนำหลักการที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่า ท่านทรงใช้กระบวนการอบรมเลี้ยงดูพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างถูกหลักของมนุษย์ สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจึงได้แนวคิดมาจากสิ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเล่นในพระราชวัง โดยสมเด็จย่าทรงทำของเล่นง่ายๆ เช่น เล่นกองทราย เล่นปีนต้นไม้ เล่นปีนเชือก ทำสระว่ายน้ำให้ว่ายน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา เล่าต่อว่า ปัจจุบันสนามเด็กเล่นสร้างปัญญามีอย่างแพร่หลายในโรงเรียน โดยมีภาพคร่าวๆ คือควรมีพื้นที่อย่างน้อย 100 ตารางวา มีต้นไม้ใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันได้รับการต่อยอดไปในชุมชนท้องถิ่น ล่าสุดกรมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัย ท้องถิ่นไทย ผ่านการเล่น&amp;rdquo; ตามแนวทางเล่นตามรอยพระยุคลบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหลักการสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาว่า อันดับแรกควรมีต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นร่มเงา ต้องมีสระน้ำ อาจขุดดินแล้วรองด้วยพลาสติก ต้องมีอะไรที่ลาดเอียง เป็นสไลเดอร์ อาจมีเนินดินมีทรายละเอียดเพื่อให้เด็กปั้นทรายได้ ทันทีที่เด็กได้สัมผัสกับน้ำแววตาจะมีความสุขขี้นทันทีระหว่างที่เขาเล่นสมองจะถูกพัฒนา เขาจะเอาทรายไปใส่กับน้ำปั้นทรายเล่น จะรู้คำตอบได้ทันที เด็กที่ขี้อ้อน ขี้แย โยเย จะเปลี่ยนเป็นลิง มีแววตาสดใส แสดงออกเป็นตัวเอง ทำให้คนพบตัวเองว่าเขามีความสุขมากว่าได้เล่น ที่ผ่านมาเราไม่ให้โอกาสเด็กๆ ได้มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กช่วง 3-5 ขวบชอบที่จะปีนป่าย จากต้นไม้เราทำบ้านต้นไม้ บันไดเชือก ซึ่งของเล่นของเด็กต้องเป็นปลายเปิดเพื่อกระตุ้นจินตนาการ เช่น เด็กผู้หญิงก็จะฝันอยากเป็นเจ้าหญิง เป็นนางฟ้า แต่งตัวสวยๆ ส่วนผู้ชายก็ฝันเป็นปีเตอร์แพน เหาะเหินเดินอากาศได้ ขี่เรือโจรสลัด แต่อุปกรณ์ที่เรามี ไม่ใช่การยกทุกอย่างแล้วเป็นเจ้าหญิงหรือปีเตอร์แพนได้เลย เราจะเอามาแค่บางส่วนเพื่อให้เขาได้คิดต่อ แล้วเราจะทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์คอยดูว่าเขาตกลงจะเล่นอะไร ซึ่งการเล่นมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากเด็กๆ ได้เรียนรู้ความเป็นไปของธรรมชาติ คลายเครียด รวมทั้งนำไปสู่พัฒนาการของสมองอย่างเต็มที่แล้ว ยังทำให้เขาได้ล้างสารพิษคอร์ติซอล รวมถึงสร้างสารแห่งความสุข และได้ฝึกทักษะในการเข้าสังคมและสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การลงมือทำ การช่วยเหลือตัวเอง รู้จักอดทนอดกลั้น ได้เผื่อแผ่ และได้ให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง อารมณ์ดี มีความมั่นคงทางจิตใจว่าเขาจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่ออารมณ์ดี สมองก็จะหลั่งสารแห่งความสุข แต่สมองก็เป็นทาสของจิตใจ ดังนั้นเราก็ต้องพัฒนาด้านจิตใจไปพร้อมๆ กัน จิตที่มีความสุขก็เมื่อเด็กได้เล่นและก็ได้รับความรักที่ดีจากพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย ในทางกลับกัน ถ้าเด็กไม่ได้เล่นจะเกิดอะไรขึ้น หรือเมื่อเราใช้คำว่าอย่า กับเด็กสมองจะถูกล็อกทันที เด็กจะไม่มีการสร้างสรรค์ คิดอะไรก็ไม่ได้ ต้องทำตามผู้ใหญ่อย่างเดียว คิดนอกกรอบไม่ได้ จะไม่ดื้อ หรือในทางกลับกัน เด็กดื้อมาก เกเรมาก ทำลายข้าวของ ไม่ยอมเรียนหนังสือ ขี้เกียจนอน ดูแต่ทีวี เล่นแต่เกม เด็กเหล่านี้หลังจากได้เล่น เด็กพวกนี้ขยัน อยากไปโรงเรียน อาบน้ำ ทำการบ้านเสร็จ ให้ทำอะไรก็ทำ เพราะในวิทยาศาสตร์ในทางการแพทย์ สมองที่ถูกสร้างความเครียดตั้งแต่เด็ก ห้ามหรือกักไว้ในห้องเรียนทั้งหลาย จะสร้างกรดชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระแสเลือด เรียกว่า คอร์ติซอล ตัวนี้ถ้าไม่ได้เล่นอย่างแรง ทางออกคือไปรังแกเพื่อน เขาจะทำลายของส่วนรวมและโตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่ที่โกง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานมูลนิธิสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา เล่าว่า ในต่างประเทศมีนักจิตวิทยาสัมภาษณ์อาชญากรที่ฆ่าคนตาย คำตอบที่ได้รับของอาชญากรคือในสมัยเด็กไม่ได้เล่น ส่วนหนึ่งเพราะสารพิษคอร์ติซอลไม่ได้ถูกกำจัด ถ้าเขาได้เล่นอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับของเล่นปลายเปิด ไม่ใช่ของเล่นที่ทำสำเร็จ เพราะเด็กไม่ได้คิด ซึ่งของเล่นปลายเปิดมีอยู่แล้วคือต้นไม้ สัตว์ ต้นหญ้า แต่เราหลงลืมที่จะให้เด็กเล่น ง่ายมาก ที่บ้านมีกะละมังให้เด็กใส่ขวดพลาสติกลอยน้ำ ลอยน้ำในกะละมัง ใส่น้ำยาอุทัยทิพย์ลงไปในน้ำ วันรุ่งขึ้นเด็กจะไม่ได้เล่นซ้ำ เด็กจะเล่นอยู่ตรงนี้ได้เป็นชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวหากปล่อยให้เด็กเล่นมือถือ ดูทีวี สมองจะไม่พัฒนา ต่อไปเขาจะคิดไม่ได้ เขาจะเห็นอะไรต้องไปกดดู ซึ่งหลายประเทศตระหนักเรื่องนี้ เราต้องปล่อยให้คนคิดเล่นอิสระ พบว่าเด็ก 8 ขวบได้ที่มาเล่นในสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา บอกว่าเป็นสิ่งเสพติด เขาต้องมาทุกวัน และในสนามเด็กเล่นของชุมชนเอาผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุมานั่งเฝ้าเด็ก เขาจะมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เด็กเมื่อได้เล่นจะแบ่งปัน เสียสละ เมื่อโตขึ้นเขาจะพร้อมดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า สสส.ได้นำเสนอแนวคิดสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาในเวทีสุดยอดผู้นำชุมชนท้องถิ่น (Community Key Actors Summit: Reducing Health Risk Factors, Enhancing Health Reinforcing Factors) ที่เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้ ใน วาระ: ลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เพิ่มปัจจัยเสริมสุขภาวะ&amp;rdquo; เพื่อขับเคลื่อนผลักดันนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นใน 7 ประเด็น ได้แก่ ข้อ 1 การควบคุมยาสูบ ข้อ 2 การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดอุบัติเหตุ ข้อ 3 การพัฒนาระบบอาหารชุมชน ข้อ 4 การพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัยโดยชุมชนท้องถิ่น ข้อ 5 การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น ข้อ 6 การจัดการระบบนิเวศชุมชนและลดโลกร้อนโดยชุมชนท้องถิ่น และข้อ 7 การพัฒนาระบบการดูแลกลุ่มเปราะบางโดยชุมชนท้องถิ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สนามเด็กเล่นสร้างปัญญาจะช่วยแก้ปัญหาเด็กแว้น เด็กติดเกม และป้องกันโรคเรื้อรังได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่&amp;rdquo; อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. บอกเล่าถึงงานป้องกันสุขภาพและแก้ปัญหาสังคมในทีเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมยศ ฤทธิ์ธรรมนาถ นายก อบต.นาทอน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เล่าว่า ได้เริ่มสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเสร็จไปบางส่วน โดยไปเรียนรู้ที่เทศปาลปริก จ.สงขลา ทันทีที่เสร็จไม่ว่าสระทารก ค่ายก สไปเดอร์แมน เด็กมาเล่นแล้วชอบกันมาก ได้เห็นว่าสนามเด็กเล่นนี้ช่วยสร้างร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญาให้กับเด็กได้ และช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ในทุกช่วงอายุ ที่ชุมชนมีศูนย์เด็กเล็กประมาณ 3 ศูนย์ รวมแล้วมีเด็กประมาณ 300 คน โดยใช้งบประมาณกรมส่งเสริมส่วนท้องถิ่นจำนวน 100,000 บาทมาสร้าง ที่เหลือเป็นขบวนการมีส่วนร่วมทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนามเด็กเล่นสร้างปัญญา คือการหล่อหลอมพัฒนาสมบัติของชาติ ซึ่งก็คือ &amp;ldquo;เด็ก&amp;rdquo; สิ่งเล็กๆ แต่ทว่ายิ่งใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะชุมชนจะน่าอยู่ คนต้องมีคุณภาพเป็นสำคัญ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20287</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุขภาวะสร้างได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9b88ee18be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัพเกรดมนุษย์ ด้วยความดียุค 4.0</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การทำความดี&amp;rdquo; เป็นพลังที่สร้างความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าปัจจุบันมีคนมากมายให้ความสำคัญกับการทำความดีมากขึ้น แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองการทำความดีในแบบที่ผิดเพี้ยนไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับธนาคารจิตอาสา และสมาชิกองค์กรจิตอาสาพลังแผ่นดิน 19 องค์กร จัดบรรยายพิเศษหัวข้อ &amp;ldquo;โลกเปลี่ยน คนต้องปรับ&amp;rdquo; อัพเกรดมนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21 ด้วยระบบปฏิบัติการความดี 4.0&amp;rdquo; โดย พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ร่วมเสวนาธรรมเพื่อชวนคิดชวนมองโลกในระยะเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระไพศาลกล่าวว่า มนุษย์ที่สมบูรณ์ในทางพุทธศาสนาเชื่อมโยงกับ 3 สิ่ง คือ ความดี ความจริง และความสุข ซึ่งมนุษย์ที่สมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยความดีจะต้องเข้าใจถึงความจริงอย่างลึกซึ้ง เพราะความดีที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการฉกฉวยประโยชน์จากผู้อื่นหรือ


เว็บแทงบอล ด้วยกิเลสส่วนตัว ทั้งนี้ความดีและความจริงจะหล่อเลี้ยงให้เกิดความสุขในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว เมื่อเราทำความดีอย่างเข้าใจ ความจริงก็จะยังมีความสุขเช่นเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การทำความดีเป็นปฏิบัติการที่ต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ 1.ทัศนคติที่ดีต่อการทำดี 2.สภาพแวดล้อมทั้งกายภาพและชุมชนที่เกื้อหนุน และ 3.สะท้อนการเรียนรู้หลังลงมือทำ ซึ่งในยุคปัจจุบันที่ถูกเรียกว่ายุค 4.0 ก็มีความดีมีหลายรูปแบบ แต่คนสมัยนี้มีความเป็นปัจเจกสูง โดยมองเพียงแต่ผลของการทำดี เช่น จะมียอดกดไลค์ หรือแชร์ เพื่อวัดสิ่งที่ตนทำดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนหลายกลุ่มที่พยายามทำดีอย่างเข้าใจความจริง และมีความสุข อย่างเช่น การทำงานของ สสส. และธนาคารจิตอาสา ที่ร่วมกันเชื่อมโยงเพื่อสร้างความดี ตลอดจนเปิดพื้นที่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้คนได้มาร่วมทำความดีในทุกพื้นที่ของสังคมไทย&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การทำงานของ สสส. คือการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีโดยครอบคลุมมิติกาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งการสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ในการทำกิจกรรมด้านจิตอาสา จัดเป็นการส่งเสริมสุขภาพทางปัญญา หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า &amp;ldquo;จิตตปัญญา&amp;rdquo; โดยล่าสุด สสส.ร่วมกับธนาคารจิตอาสา จัดทำโครงการจิตอาสาพลังแผ่นดิน เพื่อให้คนไทยได้มีประสบการณ์ตรงจากการทำความดี สร้างการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสร้างแรงบันดาลใจในการส่งต่อการทำความดีผ่านช่องทางเว็บไซต์จิตอาสาพลังแผ่นดิน (www.palangpandin.com)&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมก่อตั้งธนาคารจิตอาสาพลังแผ่นดิน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนของการร่วมเป็นจิตอาสาพลังแผ่นดิน คือ 1.ลงแรง เป็นบริการเชื่อมต่อจากธนาคารจิตอาสา โดยผู้ที่สนใจทำงานอาสาสามารถเข้าไปเลือกงานตามความสนใจในช่วงเวลาที่สะดวก 2.จองวัน เป็นบริการที่ให้บุคคล หรือองค์กรใช้วันสำคัญของตนเอง เช่น วันเกิด วันก่อตั้งองค์กร ฯลฯ ในการเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความดี โดยอาจเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมรูปแบบจากการจัดเลี้ยง ฉลอง สังสรรค์ มาเป็นการทำกิจกรรมอาสา และ 3.ปันของ เป็นบริการที่จะนำผู้ต้องการให้ มาพบกับผู้ต้องการรับอย่างถูกคน ถูกของ และถูกเวลา โดยทำให้เกิดการบริจาคสิ่งของที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาที่ตัวแทนองค์กรสมาชิกจิตอาสาพลังแผ่นดิน นางเสมอแข พัวภูมิเจริญ หัวหน้าฝ่ายสำนักงานกลาง โรงเรียนรุ่งอรุณ กล่าวว่า จากการที่ได้ฟังพระอาจารย์ไพศาลให้แง่คิด ทำให้เราได้ทบทวนเรื่องของการปลูกฝังการทำความดีให้แก่เด็กในโรงเรียน เราได้ทำในทางที่ถูกต้องหรือไม่ ตรงกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ ในที่นี้หมายความว่า การทำความดี เราต้องมองเห็นประโยชน์ของผู้รับว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เมื่อผู้รับได้รับประโยชน์ที่แท้จริง นั่นคือประสบความสำเร็จ&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน นางสาวโสธรสินี สุภานุสร ฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา สะท้อนมุมมองให้ฟังว่า เนื่องจากงานของบริษัทเป็นงานที่ต้องเชื่อมโยงประสานงานกับลูกค้าตลอดเวลา พนักงานส่วนใหญ่แทบจะไม่มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นเลย เราจึงพยายามให้ความสำคัญด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมทำสิ่งดีๆ เพื่อสร้างความสามัคคี ตลอดจนเป็นการสร้างความสุขให้พนักงานได้ทำกิจกรรมนอกเหนือจากการทำงานที่เคร่งเครียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับทางบริษัท ได้ร่วมกับโครงการจิตอาสาพลังแผ่นดิน โดยนำกิจกรรมอาสามาอยู่ในวันครบรอบของบริษัท ตลอดจนมีการจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในทุกเดือน และล่าสุดได้มีการออกร้านค้าระดมทุนเพื่อนำรายได้มอบให้กับมูลนิธิและโรงเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งในระยะต่อไปมีเป้าหมายว่าจะนำงานอาสามากลั่นกรองให้เกิดเป็นกิจกรรมดีๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี&amp;rdquo; นางสาวโสธรสินีเล่าทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2461</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุขภาวะสร้างได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a785d4d1a410.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์-นักวิชาการยืนยัน‘จ๊ะเอ๋’ช่วยส่งเสริมพัฒนาการสมองทั้ง IQ และ EQ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;จ๊ะเอ๋&amp;rsquo; การเล่นที่นิยมในทุกประเทศ และมักเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ภายใต้ความสนุกสนานนั้นยังแฝงด้วยแรงกระตุ้นมหัศจรรย์ที่ช่วยให้สมองและพัฒนาการของเด็กเติบโตในหลายด้านที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง
ล่าสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้โครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดตัวเครื่องมือดูแลลูกยุคใหม่ &amp;lsquo;สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก


เว็บแทงบอล &amp;rsquo; เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยอายุ 0-5 ปีมีพัฒนาการที่สมวัย ด้วยเครื่องมือใกล้ตัวในราคาเพียง &amp;lsquo;0&amp;rsquo; บาท ที่ทุกบ้าน ทุกชนชั้นทางสังคมสามารถทำได้เหมือนกัน&amp;nbsp;
จ๊ะเอ๋ ก็เป็นหนึ่งในการเล่นแนะนำในคู่มือสิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูกที่ให้มากกว่ารอยยิ้ม เพราะเป็นการเล่นที่ไม่เคยล้าสมัย และยังปรากฏอยู่ในหลายวัฒนธรรม อย่างในโซนยุโรปเรียกการละเล่นนี้ว่า &amp;ldquo;peekaboo&amp;rdquo;
ประโยชน์ของการเล่นจ๊ะเอ๋ ช่วยฝึกการจดจำข้อมูล เด็กๆ จะจำว่าพ่อแม่นั้นมักจะโผล่ทางไหน และคาดเดาว่าครั้งต่อไปจะเป็นทางใด รู้จักอดทนรอคอย ช่วงเวลาที่แม่ปิดหน้า หรือซ่อนหลังผ้า เด็กก็ต้องรอว่าเมื่อไหร่แม่จะเปิด หรือโผล่มา เกิดสายสัมพันธ์ การเล่นจ๊ะเอ๋คือช่วงเวลาที่ลูกเป็นศูนย์กลาง การสบตาทำเสียงสูงต่ำให้เร้าใจ&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์ ทุกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะล้วนถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวให้แน่นแฟ้น เกิดความผูกพันในหัวใจลูก
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล มองว่า &amp;lsquo;จ๊ะเอ๋&amp;rsquo; เป็นการเล่นที่ง่ายและสนุก สร้างความผ่อนคลายทั้งสองฝ่าย และยังส่งเสริมพัฒนาการที่สำคัญ คือ การเรียนรู้ของเด็กที่ว่าวัตถุยังคงอยู่แม้เราจะมองไม่เห็น ระหว่างที่ปิดตาและเปิดตา คล้ายกับหาของซ่อนแอบ ทำให้เด็กเรียนรู้ความคงอยู่ของวัตถุ (object permanence) เป็นความฉลาดทางปัญญาและความมั่นคงทางจิตใจ สิ่งนี้ลงรากฝังลึกในใจเด็ก ส่งผลเวลาที่ห่างจากพ่อแม่ การเล่นจ๊ะเอ๋จึงเหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี สำหรับเด็ก 2 ปีขึ้นไป พญ.อัมพร แนะนำการเล่นด้วยราคาศูนย์บาทอย่าง &amp;lsquo;เป่า ยิ้ง ฉุบ&amp;rsquo; ที่ช่วยให้เด็กได้รู้จักสัญลักษณ์มากขึ้นจากภาษามือ รู้จักเปรียบเทียบว่าอะไรเหนือกว่าอะไร&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์ เช่น ค้อนชนะกรรไกร แต่ค้อนแพ้กระดาษ และกระดาษก็แพ้กรรไกร เป็นวงจรซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะทางคณิตศาสตร์ และส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์จากการรู้จักแพ้ชนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มองการเล่น &amp;lsquo;จ๊ะเอ๋&amp;rsquo; ว่า จากการที่ผู้ใหญ่ปิดตาหรือซ่อนแอบ เด็กในช่วง 2 ขวบปีแรกจะได้เรียนรู้เรื่องการคงอยู่ของสิ่งต่างๆ ว่าเดี๋ยวแม่ก็จะกลับมานะ ฝึกการจดจำข้อมูลว่าพ่อแม่ชอบโผล่มาทางไหน รู้จักอดทนรอคอย พัฒนาด้านการสื่อสาร เพราะการเล่นจ๊ะเอ๋จะเผยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การมองตาของเด็ก เท่ากับว่าเด็กได้รับการตอบสนอง ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เกิดสายสัมพันธ์ความผูกพันขึ้นในหัวใจของลูก เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง หรือเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาคุณภาพ
ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย มองว่า การเล่น&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง เป็นช่องทางการเรียนรู้ของเด็กเล็ก เพราะวิธีการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ จ๊ะเอ๋ คนกับคน เกิดความสุขในขณะที่เล่น ความสุขในการดำเนินชีวิต และขณะที่เล่นตาเขาดูการเปิดปิดของแม่เป็นการควบคุมกล้ามเนื้อ และช่วยให้เกิดการจดจ่อ ซึ่งยังช่วยให้แม่สามารถเช็กพัฒนาการของลูกได้ หาก 6 เดือนเขาไม่จดจ่อในสิ่งของ จะรู้ว่าเขามีพัฒนาการล่าช้าหรือไม่ เด็กจะจำโทนเสียงของแม่ หรือผู้เลี้ยงดูได้อย่างมหัศจรรย์ จึงสังเกตได้ว่าเวลาที่คนอื่นเล่นจ๊ะเอ๋ เด็กอาจไม่หัน แต่จะหันตามเสียงของคนใกล้ชิดมากกว่า ส่วนเด็กวัยขวบกว่า-2 ขวบ รูปแบบการเล่นจ๊ะเอ๋ จะช่วยให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง โดยให้เด็กเป็นคนพูดจ๊ะเอ๋ด้วยตัวเอง และใช้ผ้า หรืออุปกรณ์มาช่วยปิดหน้า ทำให้เด็กรู้จักการเป็นผู้นำ จะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง พร้อมกับการชมเพื่อเสริมแรงให้มีความมั่นใจมากขึ้น จ๊ะเอ๋จึงเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ดี และการให้รางวัลด้วยการกอด สัมผัสที่นุ่มนวลระหว่างการเล่นจะทำให้การเล่นเป็นเวลาคุณภาพ &amp;nbsp;
การเล่นเป็นช่องทางการเรียนรู้ของเด็กเล็กโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยสิ่งของราคาแพง สิ่งสำคัญคือ &amp;ldquo;เวลาคุณภาพ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;หัวใจ&amp;rdquo; เพื่อให้เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และสานสัมพันธ์ที่มีความหมายต่อพัฒนาการที่สำคัญในชีวิตของเด็ก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1984</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุขภาวะสร้างได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6f289f178c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
