<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อีอีซี”ปลุกอสังหาฯคึก  หวังรัฐส่งเสริมไม่ใช่แค่เคาะระฆัง (สถานี...อีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อีอีซี&amp;rdquo;ปลุกอสังหาฯคึก &amp;nbsp;หวังรัฐส่งเสริมไม่ใช่แค่เคาะระฆัง (สถานี...อีอีซี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อพูดถึงตลาดของ อสังหาริมทรัพย์ การเปรียบเทียบของผู้เล่นในด้านนี้ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในมืออย่าง บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เห็นว่าเหมือนเด็กกำลังโต ซึ่งบางปีก็โตเยอะมากสูงขึ้นหลายเซนติเมตรแต่บางปีก็โตน้อยหน่อยอยู่ที่พัฒนาการ และการมองว่าที่ผ่านมาธุรกิจด้านนี้มีการอัตราลดลงและกำลังแย่แล้วก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะถ้าดูดี ๆ ก็จะเห็นว่ายังมีการเติบโตอยู่แต่อาจจะมีสัดส่วนที่น้อยลงเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนา ผู้ที่ให้คำนิยามดังกล่าวมา และจากการพูดคุยกันก็ยังกล่าวให้เห็นถึงปัจจัยบวกและลบของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปีที่ผ่านมาและอนาคตข้างหน้าด้วยว่าจะสามารถก้าวไปในทางไหน และผลกระทบหรือผลบวกจากสถานการณ์โลกหรือแม้แต่เศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสังหาฯมีทั้งปัจจัยบวกและลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่มีผลกระทบหลัก ๆ ส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านเทียบกับมูลค่าบ้าน (แอลทีวี) และเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้สถานการณ์ซื้อขายบ้านในปัจจุบันอาจจะหวือหวามากนัก จากเดิมที่จะเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์โตสูงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการซื้อขายเพื่อลงทุนเป็นกลุ่มที่ทำให้ตลาดเดินหน้าต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะกลุ่มลูกค้าที่ซื้อขายบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง ๆ คงไม่มีใครซื้อและขายเพื่อย้ายที่กันบ่อย ๆ แต่กลุ่มซื้อเพื่อลงทุนต่างหากที่จะมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้บรรยากาศการซื้อขายที่อยู่อาศัยคึกคัก แต่ในเมื่อจากผลกระทบต่าง ๆ ทำให้กลุ่มดังกล่าวนี้ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการเข้ามาเล่นในตลาดซื้อขายบ้านแล้วก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบและความวูบวาบของตัวเลขทีผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นั่นเป็นเพียงในแง่มุมของปัจจัยลบอย่างเดียว แต่ถ้าเรามาพูดถึงปัจจัยบวกบ้าง ในปีที่ผ่านมา รวมถึงปีใหม่นี้ก็ยังมีปัจจัยที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้าง รวมถึงอาจจะทำให้การซื้อขายที่อยู่อาศัยกลับมาคึกคักอีกด้วย อย่างแรกก็คงเป็นการที่ประเทศไทยกำลังมีโครงการขนาดใหญ่อย่างโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งได้มีการสนับสนุนให้เกิดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโครงการดังกล่าวไว้หลายเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
รวมถึงเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่มีมากขึ้น เนื่องจากต้องการพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ส่งผลให้เกิดตลาดมากขึ้น เพื่อที่จะให้ผู้เล่นในหลาย ๆ ธุรกิจไปร่วม ขณะเดียวกันประเด็นของการเก็บภาษีที่ดิน ที่กระทรวงการคลังกำลังทำกฎหมายเพื่อกำหนดใช้ในการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2563 นั้น ก็จะทำให้ผู้ที่มีที่ดินจำนวนมากอยู่ในมือ หากไม่ขายออกมาก็ต้องเสียค่าภาษีรายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;และนั่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่จะทำให้เกิดการขายที่ดินมากขึ้น และอาจจะส่งผลให้ราคาที่ดินถูกลง เป็นโอกาสของผู้ที่ต้องการใช้งานอย่างคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม เสนา จะมีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ตั้งใจมาตลอดว่าการสร้างบ้านหรือโครงการต่าง ๆ อย่าตั้งใจที่จะทำออกมาขายเพื่อนักลงทุนอย่างเดียว เนื่องจากมีความผันผวนที่สูง เพราะจะขึ้นลงตามปัจจัยบวกลบต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยง&amp;quot; นางสาวเกษรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุขุมวิทาเลทอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรา กล่าวว่า พื้นฐานของราคาที่ดินที่มีการขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาส่วนใหญ่จะต้องแบ่งเป็นย่าน ๆ ไป ซึ่งราคาจะถูกหรือจะแพงก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้พื้นที่ การตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และความนิยมของพื้นที่นั้น ๆ ขณะเดียวกันก็จะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเสริมอย่างเช่นการคมนาคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ยกตัวอย่างเช่นที่ดินในย่านสุขุมวิท ที่มีหลายธุรกิจเข้าไปดำเนินการ แบ่งเป็นหลายวัตถุประสงค์ อย่างเช่นในย่านศูนย์การค้าที่เป็นศูนย์กลางในพื้นที่นั้น ๆ หากจะมีคนขายพื้นที่ 1 ไร่ในบริเวณนั้น ก็จะเห็นกลุ่มผู้ที่สนใจหลายกลุ่มมากที่อยากได้อย่างเช่นธุรกิจทำคอนโดที่พักอาศัย ธุรกิจทำโรงแรม ตั้งเป็นออฟฟิศ คนทั่วไปที่จะเปิดร้านค้าหรือโชว์รูมต่าง ๆ ก็อยากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่ในขณะเดียวกันหากมองภาพกลับกันจากพื้นที่ในย่านอื่น ๆ ที่สิ่งอำนวยความสะดวกหรือความนิยมน้อยกว่าเช่น พื้นที่บนถนนจรัญสนิทวงศ์ ถึงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างรถไฟฟ้า ก็อาจจะมีเพียงธุรกิจทำคอนโดเท่านั้นที่สนใจ เพราะหากมองถึงความเหมาะสมในการใช้งานพื้นที่ไปในเรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะไม่มีคนมองว่ามันเป็นย่านที่ดีพอหากจะทำการลงทุน ทั้งโรงแรม ออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งโชว์รูม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ขณะที่ราคาที่ดินจะสูงขึ้นก็ต้องดูถึงวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินด้วย หากหลากหลายก็มีคนสนใจมาก และราคาก็สูงมากตามมา ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวหากราคาที่ดินขึ้นไปสูงมาก การลงทุนจะทำอะไรสักอย่างก็จะมีความเสี่ยงเข้ามาเพราะราคาต้นทุนในเรื่องที่ดินก็สูงมากพอสมควรแล้วยังไม่รวมการพัฒนาพื้นที่ไปในรูปแบบต่าง ๆ และยิ่งเป็นที่พักอาศัยเชื่อว่าคนที่มีกำลังพอจะสามารถซื้อได้มีไม่กี่คนเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้การทำธุรกิจของเสนาจึงยังเกาะกลุ่มกับคนที่ไม่ใช่อยู่ระดับสูงที่สุด เนื่องจากเชื่อว่าคนในโลกนั้นมีสมการเป็นสามเหลี่ยม ที่คนรวมมาก ๆ จะอยู่บนยอดสูงสุดและมีน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ ขณะที่คนที่พอมีรายได้ขึ้นมาหน่อยอยู่ระดับกลาง ๆ ซึ่งเสนาจะทำธุรกิจกับกลุ่มนี้ แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีปัญหา เพราะว่าการเข้ามาเล่นในตลาดระดับกลางนั้นถึงจะมีผู้ซื้อมาก แต่ก็มีคู่แข่งมากเช่นกัน จึงทำให้การแข่งขันทางด้านราคานั้นสูงกว่ากลุ่มระดับบน ที่มีกำลังซื้อแน่นอนอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เน้นลงทุนในกรุงเทพเป็นหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรากล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2562 ว่าบริษัทจะลงทุนโครงบ้านพักที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพ โดยเตรียมพัฒนาและเปิดคอนโดมิเนียมรวม 13 โครงการ &amp;nbsp;และโครงการบ้านจัดสรร 5-6 โครงการ ขณะเดียวกันมีแผนที่จะไปพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรในต่างจังหวัดรวม 6 โครงการ โดยเป็นในพื้นที่ตะวันออก 2-3 โครงการ ซึ่งรวมมูลค่า โครงการทั้งหมดที่เสนาจะทำในปีนี้เป็นเงินกว่า 30,000 - 40,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;บริษัทยังตั้งใจที่จะใช้การติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) เป็นกลยุทธ์ในการทำธุรจกิต่อไป และจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ในโครงการในกรุงเทพ ขณะที่โครงการในต่างจังหวัดการติดตั้งโซลาร์ตามบ้านอาจจะยังไม่ใช้การสนับสนุนที่ชัดเจน รวมถึงเป็นการทำงานต่างพื้นที่ของเสนาด้วย อาจจะใช้โมเดลเดิมเมื่อ 5 &amp;nbsp;ปีก่อนที่เราจะติดโซลาร์ไว้ในส่วนกลางก่อนและค่อย ๆ พัฒนาต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามยอมรับว่ากรุงเทพมีที่มาของการหารายได้ดีกว่าต่างจังหวัด จึงเป็นแรงจูงใจที่จะให้คนเข้ามาอยู่ในนี้มากขึ้น เห็นว่าความต้องการบ้านและคอนโดในเขตกรุงเทพยังมีความต้องการที่สูงอยู่ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพก็มีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจราจร รถไฟฟ้า ก็มีมากกว่าต่างจังหวัด แต่ขณะเดียวกันในปีนี้ เสนา ก็ยังมีโครงการที่จะเข้าไปพัฒนานต่างจังหวัดด้วย แต่ก็จะไปในแบบโครงการไม่ใหญ่ ราคาไม่แพง และปริมาณไม่เยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคาที่ดินอีอีซีพุ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรา กล่าวถึงนโยบายการส่งเสริมโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ว่าถ้ามองยาว ๆ เป็นเรื่องที่ช่วยส่งเสริมอยู่แล้ว เนื่องจากเมื่อดูรูปแบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะแยกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มที่ซื้อมาขายไป กลุ่มขายบ้านขายคอนโด กลุ่มโรงแรม กลุ่มทำออฟฟิศ และห้างสรรพสินค้า ซึ่งถ้ามองในมุมของการพัฒนาพื้นที่อีอีซีที่จะมีการลงทุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย รวมถึงจะต้องมีการใช้แรงงานในพื้นที่ด้วยนั้น คนเหล่านั้นก็จำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย คนขายบ้านก็ขายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และเมื่อคนเยอะขึ้นเกิดการเป็นอยู่ที่เป็นสังคมมากขึ้น ห้างก็จะต้องไปเปิด เพราะห้างไม่สามารถไปตั้งก่อนคนได้ แต่บ้านสามารถไปตั้งก่อนห้างได้ และขณะเดียวกันหากมีคนทำงานเยอะ จะมีการตั้งออฟฟิศ สร้างบริษัท และจะส่งผลไปยังการตั้งโรงแรมเพื่อรองรับความต้องการคนทำงาน ไปสัมมนา หรือจัดงานเลี้ยงต่าง ๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ซึ่งการที่จะเดินหน้าให้เป็นโมเดลดังกล่าวได้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมารองรับ เช่นการทำถนน หรือด้านอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการทำกิจกรรมในพื้นที่แบบขยายวงกว้างเพื่อให้เกิดการลงทุนอื่น ๆ ตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันกำลังเคาะระฆังเพื่อบอกว่ากำลังทำสิ่งต่าง ๆ อยู่ แต่การเคาะระฆังครั้งนี้เป็นการเคาะที่เสียงดังมาก และเคาะทุกวัน จนกระทั่งทำให้ราคาที่ดินแถวนั้นเพิ่มขึ้นสูงไปดักเหมือนกับว่าความเจริญต่าง ๆ หรือโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และขึ้นไปสูงเหมือนมีโรงงานตั้งขึ้นแล้วเป็นร้อยแห่ง หรือมีคนไปอยู่เกิดกิจกรรมทั้งสังคมครบวงจรหมดแล้วทั้งที่อยู่อาศัยและห้างสรรพสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และนี่เป็นหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น แม้กระทั่งยังไม่มีกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เกิดขึ้นก็ตาม แต่ทำให้คนที่อยู่เดิมตรงนั้นไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ได้ เพราะราคาเพิ่มสูงกว่าที่คาดไว้ อันนี้เป็นเพียงผลกระทบในแง่ลบเท่านั้น แต่ในระยะยาวนั้นหากโครงการต่าง ๆ เรียบร้อยจริง ๆ แล้วก็จะเป็นผลดีแน่นอนกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ต้องยอมรับว่าราคาที่ดินตรงนั้นเพิ่มสูงขึ้นมากจริง ๆ เหมือนกันโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินเสร็จแล้ว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปิดซองไปไม่นาน แต่ก็ต้องเข้าใจหากเราเป็นคนที่มีที่ดินและเห็นว่าจะมีการลงทุนขนาดใหญ่แบบนั้นเข้ามาในพื้นที่ เป็นเราก็ต้องขาย และยิ่งที่ประเทศไทยที่ดินเป็นสิ่งที่ไม่มีเพิ่มอีกแล้ว บางบ้านมีที่แปลงเดียวที่อาจจะตกทอดมาจากรุ่นก่อน จึงไม่มีใครยอมขายในราคาถูกแน่นอน เราก็ต้องขายราแพงที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะมีของอยู่ชิ้นเดียวและไม่สามารถทดแทนได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจหากบรรยากาศเป็นแบบนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับคนที่ทำธุรกิจอย่างเราเพราะต้นทุนแพง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผนึกพันธมิตรลุยต่างจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรากล่าวว่าที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเข้าไปถือหุ้นในบริษัท พราว วานิจ จำกัด โดยถือหุ้น 55% ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการด้านอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว ก็เป็นหนึ่งในการปรับแผนเพื่อที่จะลุยในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งอาศัยความเชี่ยวชาญของเสนาและความชำนาญของวานิจเพื่อที่จะขยายไปในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มี เสนา อาจจะยังไม่มีความชำนาญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยเราเชื่อว่าพื้นที่ไหนที่มีการแข่งขันสูง ก็จะเกิดการพัฒนามากขึ้นอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ จึงอาศัยศักยภาพที่มีของเสนาที่ผ่านการแข่งขันในการทำธุรกิจในกรุงเทพแล้ว ออกไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการแข่งขันน้อยกว่า ซึ่งปัจจุบัน เสนา ก็ได้มีการเตรียมพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในพื้นที่อีอีซีแล้วประมาณ 2-3 โครงการ แต่ก็ต้องดูความเคลื่อนไหวของพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลือกตั้งโปร่งใสนโยบายต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวเกษรา กล่าวถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นว่า ประเทศกำลังอยู่ในช่วงจะมีการเลือกตั้งเพื่อเป็นรัฐบาลชุดใหม่ในปี 2562 &amp;nbsp;นี้ในมุมมองของเอกชนที่ดำเนินธุรกิจทุกวันนี้ ต้องการแค่อยากให้ดำเนินการต่อไปจริง ๆ และขอให้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส รวมถึงการต่อเนื่องของนโยบายที่เอื้อต่อประโยชน์การลงทุน ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตามซึ่งจะสามารถเป็นจุดที่สนับสนุนการลงทุนของเอกชนได้อย่างดี รวมถึงการพัฒนาประเทศให้แข่งขันกับคนอื่นได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;เราเชื่อว่ารัฐบาลทุกยุคที่เข้ามาทำงานก็มีแนวคิดคล้าย ๆ กันที่มองว่าโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะต้องดำเนินไปข้างหน้า แต่ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลที่มีการเปลี่ยนมือก็ไม่มีใครอยากใช้โครงการของชุดเดิม ส่วนใหญ่ก็รื้อใหม่ ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง เพราะมองว่าไม่ใช่ผลงานตัวเอง แต่ในมุมของเอกชนถือจะมีการเปลี่ยนผู้นำเท่าไหร่ แต่ถ้าของสิ่งนั้นมีประโยชน์และเป็นของที่ดีสามารถดำเนินการต่อยอดได้ เราก็จะทำไปเลยโดยไม่ได้คิดว่าของใครเป็นของใคร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามนางสาวเกษรากล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า รัฐที่ดีไม่ต้องช่วยเหลือเอกชนมากก็ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือการผลักดัน และเดินหน้าเสียงระฆังที่เคาะออกไปแล้ว ออกมาเป็นวัดเร็วขึ้น และกลไกตลาดก็จะเดินหน้าไปได้เอง เพราะมองกันจริง ๆ หน้าที่ของรัฐบาลไม่ได้การมาเพิ่มยอดขายให้เอกชน แต่เป็นการสนับสนุนให้เอกชนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่ติดขัด ตอนนี้นโยบายต่าง ๆ ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ถึงจะเป็นเรื่องใหญ่และยากแต่ก็อยากให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า.รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26324</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), สุขุมวิท, อสังหา, อสังหาริมทรัพย์, อีอีซี, เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์, เมกะโปรเจกต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c38892704dcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนโดฯลักชัวร์รี่ซีบีดีบูม ฮาบิแทท สบช่องลุยเปิดวาลเด้นท์ สุขุมวิท 39</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮาบิแทท เล็งตลาดคอนโดฯลักชัวร์รี่ทำเลซีบีดีโตต่อ เชื่อความต้องการสูง ดันราคาขายปรับตัวเฉลี่ย 5-10% ต่อปี คาดปี 62 เปิดเพิ่ม 10,000 ยูนิต ล่าสุดเปิดตัว&amp;rdquo;วาลเด้น สุขุมวิท 39&amp;rdquo;มูลค่า 950 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงานครึ่งปีแรกโกยยอดขายแล้ว 1,500 ล้านบาท มั่นใจสิ้นปีตามเป้า 3,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย. 61 นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2561 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมในระดับบน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคยังคงมีความสนใจซื้อเพื่อผู้อาศัยและลงทุน ส่วนทำเลในการพัฒนาในปัจจุบันค่อนข้างจะมีจำกัด เช่น ในย่านสุขุมวิท 39 (พร้อมพงษ์-ทองหล่อ) ส่งผลให้ระดับราคาที่ดินและราคาขายคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวขึ้น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2557-2561) มีระดับราคาขายเฉลี่ย 160,000 บาทต่อตร.ม.เป็น 275,000 บาทต่อตร.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมในทำสุขุมวิท (อโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ) หรือในทำเลซีบีดี คาดว่าในแต่ละปีจะมีการเปิดขายใหม่ที่ประมาณ &amp;nbsp;60,000-70,000 ยูนิตต่อปี สำหรับในปี 2561 ทำเลทองหล่อ-เอกมัย มีการเปิดตัวใหม่ ไม่เกิน 10,000 ยูนิต อย่างไรก็ตามว่าในปี 2562 จะมีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับลักชัวร์รี่ใหม่ประมาณ 10,000 ยูนิต เนื่องจากซัพพลายที่ดินมีค่อนข้างจำกัด สำหรับราคาขายคอนโดมิเนียมมีการปรับตัวขึ้น 5-10% ต่อปี หรือประมาณ 250,000 ต่อตร.ม. ส่วนระดับราคาขายที่ 200,000-250,000 มีอัตราการขายอยู่ที่กว่า 80% ขณะที่ระดับราคาขายที่มากกว่า 250,000 บาทต่อตร.ม.มีอัตราการขายอยู่ที่ประมาณ 60%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ&amp;rdquo;วาลเด้น สุขุมวิท 39&amp;rdquo;เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวร์รี่ พัฒนาบนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ อยู่ในซอยสุขุมวิท 39 จำนวน 1 อาคาร สูง 8 ชั้น รวม 116 ยูนิต มูลค่า 950 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท โดยเจากลุ่มเป้าหมายเน้นกลุ่มผู้ซื้อเพื่อการลงทุน 70% และกลุ่มผู้ซื้ออาศัยเอง 30% ทั้งนี้หากมองในแง่ของการลงทุนในทำเลสุขุมวิทจะให้กำไรด้ดีจากการปล่อยเช่าอยู่ที่ 30,000-60,000 บาทต่อเดือนและให้ผลตอบเทนเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5% ต่อปี โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ประมาณไตรมาส 2 ปี 2564 อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าภายในส้ินปีนี้มียอดขายที่กว่า 80%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดคอนโดมิเนียม, ทองหล่อ, ทำเลซีบีดี, พร้อมพงษ์, สุขุมวิท, อสังหาฯ, ฮาบิทแทท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b98cfa8aab31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดรีเทล กับการเปลี่ยนแปลง?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจรีเทลเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ตลาดรีเทลของไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับตลาดรีเทลในประเทศอื่นๆ ที่โดนผลกระทบจากตลาดออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลาดรีเทลเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบการต่างเร่งพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ โดยตั้งแต่ศูนย์การค้าอย่างสยามพารากอนเปิดให้บริการเมื่อปี 2549 เป็นเหตุให้ศูนย์การค้าชั้นนำหลายแห่งทำการปรับปรุงพื้นที่ โดยเฉพาะย่านพระราม 1 ราชประสงค์ เพลินจิต และสุขุมวิท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพื้นที่เช่าเฉลี่ยในย่านนี้ ซึ่งคลอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หัวถนนพระราม 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ ตลอดแนวจนถึงสุขุมวิทตอนกลาง และเอ็มควอเทียร์ มีอัตราว่างของพื้นที่เฉลี่ยน้อยกว่า 5% อีกทั้งค่าเช่ายังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ร้านค้าอาจต้องรอเป็นปีเพื่อให้ได้พื้นที่เช่าในห้างดังหลายๆ แห่ง &amp;nbsp;ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจหลักในการดึงดูดลูกค้าของห้าง โดยใช้สื่อออนไลน์เป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้าจากทั้งในและต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวในประเทศไทยยังเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อตลาดรีเทลของไทยอีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมารายได้จากนักท่องเที่ยวเติบโต 11.66% &amp;nbsp;สำหรับอาคารเกษร ทาวเวอร์ เป็นซัพพลายล่าสุดในย่านพระราม 1-สุขุมวิท ซึ่งทำการเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วด้วยพื้นที่เช่าเชิงพาณิชยกรรมกว่า 10,000 ตารางเมตร ทำให้ตลาดรีเทลในย่านพระราม 1-สุขุมวิท มีพื้นที่เช่ารวมที่ประมาณ 660,000 ตารางเมตร ค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3,900 บาท/ตารางเมตร/เดือน และมีอัตราการเช่าที่ 96.4%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม ที่ดินขนาดใหญ่ในย่านพระราม 1 ราชประสงค์ต่อเนื่องไปถึงสุขุมวิทตอนกลางในปัจจุบันหาได้ยากมาก และราคาที่ดินสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้มีซัพพลายใหม่ๆ ในย่านนี้เกิดขึ้นอย่างจำกัด ผู้ประกอบการจึงให้ความสนใจในการเช่าที่ดินระยะยาวมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังมองหาทำเลใหม่ๆ ในโซนอื่นของกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับพฤติกกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หลายผู้ประกอบการเริ่มให้ความสนใจในการเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธีรวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด ได้กล่าวถึงตลาดรีเทลในปัจจุบันว่า ตอนนี้มีหลายธุรกิจที่ต้องการเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร โคเวิร์กกิ้ง สเปซ หรือแม้กระทั้งศูนย์บริการความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ โดยมองว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และเป็นโอกาสที่ดีของหลายธุรกิจ ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบของตลาดรีเทลไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;เทคโนโลยียังเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่หันมาให้ความสนใจกับสุขภาพอย่างจริงจัง โดยจะเห็นได้จากกิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังต้องการความสะดวกสบายที่จะเข้าถึงสุขภาพที่ดี จึงทำให้เกิดธุรกิจเพื่อสุขภาพเช่นฟิตเนส หรือคลาสสุขภาพต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสถานที่ออกกำลังกายกระจายอยู่ในแทบทุกอาคารโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่อยู่อาศัยอย่างคอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงอาคารสำนักงานต่างๆ ธุรกิจฟิตเนสในไทยเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา หลายแบรนด์ดังมีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ฟิตเนสเชนส่วนมากจับกลุ่มตลาดระดับบน และส่วนมากฟิตเนสระดับกลางจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาดของฟิตเนสระดับกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในอนาคตตลาดรีเทลยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีเสน่ห์ที่น่าสนใจ สิ่งที่จะท้าทายผู้ประกอบการ คือ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำอย่างไรที่จะดึงจุดเด่นทางเทคโนโลยีเข้ามาสร้างความแตกต่าง เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคได้สูงสุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15804</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ตลาดรีเทล, ธีรวิทย์ ลิ้มทองสกุล, พระราม 1, ราชประสงค์, ศรยุทธ เทียนสี, สุขุมวิท, เพลินจิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนโดฯไทยโดนใจผู้ซื้อจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนักลงทุนต่างชาติได้หลั่งไหลมาในประเทศไทยเป็นจำนวน ซึ่งบางส่วนก็มาเพื่อท่องเที่ยวอย่างเดียว มาบ่อยเข้าก็เกิดสนใจหาซื้อคอนโดมิเนียมไว้เป็นที่พักเพื่อพักร้อนในปีถัดๆ ไป ขณะที่จีนแห่นำเงินมาลงทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์มากยิ่งขึ้น แต่รัฐบาลจีนก็ยังคงใช้มาตรการคุมเข้มให้ประชาชนของตนนำเงินออกนอกประเทศได้ไม่เกินคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 ล้านบาทต่อปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่จากการสังเกตการณ์โดยบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ชาวจีน จากแผ่นดินใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติที่มีสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มากที่สุด โดยประเมินว่าราว 50% ของชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เป็นผู้ซื้อชาวจีน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ที่เข้ามาทำงานกับบริษัทจีนที่ดำเนินธุรกิจในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่บริษัทจีนเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจมากที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก และเช่าใช้พื้นที่สำนักงานมากที่สุดเป็นอันดับ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันคอนโดมิเนียมที่ชาวจีนนิยมซื้อ คือจำนวนพวกห้องชุดในย่านรัชดาภิเษก-พระราม 9 มีราคาอยู่ในช่วงราคาระหว่าง 1.5 ล้าน ถึง 3 ล้านบาท โดยทั่วไปผู้ซื้อชาวจีนกลุ่มนี้มักไม่มีปัญหากับมาตรการควบคุมการนำเงินออกจากจีน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาไม่สูงเกินเพดานที่กำหนด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีธนาคารต่างชาติและสถาบันการเงินของไทยบางแห่งที่มีนโยบายปล่อยกู้ให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในไทย นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบว่า มีชาวจีนจำนวนมากที่ซื้อคอนโดฯ เพื่อเป็นการลงทุน เพื่อใช้เป็นที่พักในช่วงที่เข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในสิบเมืองของโลกที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับจีนมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ที่ชาวจีนนิยมซื้อ ส่วนใหญ่มีระดับราคาที่ประมาณ 6 ล้านบาทในย่านสุขุมวิท แต่ในขณะเดียวกัน ยังพบด้วยว่ามีเศรษฐีชาวจีนจำนวนมากขึ้นที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมกลุ่มลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ และทำเลริมน้ำเจ้าพระยา ซึ่งนักลงทุนเศรษฐีจีนเหล่านี้บางรายเลือกซื้อคอนโดมิเนียมหรูไว้เป็นสมบัติสะสมที่สร้างความภูมิใจให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของมาตรการของรัฐบาลจีนในการจำกัดปริมาณเงินที่ประชาชนของตนสามารถนำเงินออกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์นอกประเทศได้ แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ชาวจีนพบกับความยุ่งยากมากขึ้นในการซื้อคอนโดมิเนียมหรูในกรุงเทพฯ หรือเมืองอื่นๆ ทั่วโลก แต่ยังคงมีวิธีการต่างๆ ที่ผู้ซื้อชาวจีนสามารถใช้ได้ อาทิ การใช้เงินที่มีอยู่ในต่างประเทศเพื่อซื้อ โดยเฉพาะนักธุรกิจจีนที่มีธุรกิจที่สร้างรายได้ในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2561 นี้คอนโดมิเนียมในโครงการที่สร้างเสร็จแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้นราว 524,000 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นระดับบน 46,000 ยูนิต ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา ราคาคอนโดมิเนียมมือหนึ่งเฉลี่ยทั่วกรุงเทพฯ มีราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แต่พบว่าคอนโดมิเนียมระดับบนมีราคาเฉลี่ยปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 0.4% เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้นจากการที่มีผู้ประกอบการหันมาพัฒนาโครงการในตลาดบนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ซื้อที่ดินแปลงสำคัญๆ จำนวนหนึ่งในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายที่ดินของสถานทูตอังกฤษ โดยการร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและฮ่องกงแลนด์ในราคาราว 18,700 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการซื้อขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงสุดที่เคยมีมา การซื้อที่ดินที่ถนนหลังสวนโดยเอสซีแอสเสท ในราคาตารางวาละ 3.1 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นราคาซื้อขายที่ดินต่อตารางวาที่สูงสุดเท่าที่เคยมีมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีบริษัทพัฒนาคอนโดมิเนียมชั้นนำรายอื่นๆ อีกที่มีการซื้อที่ดินในทำเลชั้นดี ที่มีมูลค่าหรือราคาย่อมลงไป อาทิ ไรมอน แลนด์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ และในบรรดาที่ดินเหล่านี้ คาดว่าจะมีหลายแปลงที่ถูกใช้สำหรับพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี และมีความเป็นไปได้ว่าบางโครงการอาจสร้างสถิติราคาเสนอขายสูงสุดครั้งใหม่ให้กับตลาดคอนโดมิเนียมของกรุงเทพฯ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศรยุทธ เทียนสี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12010</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, คอนโดมิเนียม, ชาวจีน, นักลงทุนต่างชาติ, พระราม 9, รัชดาภิเษก, ศรยุทธ เทียนสี, สุขุมวิท, อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์, อสังหาริมทรัพย์, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น, ไรมอน แลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2018 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2018 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ชินวะ”ผนึกพันธมิตรผุดโครงการเร็น สุขุมวิท 39</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชินวะ เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมมือพันธมิตรอสังหาริมทรัพย์ จัดตั้งบริษัท ชินวะ เอส 39 จำกัด ลงทุนพัฒนา&amp;rdquo;เรน สุขุมวิท 39&amp;rdquo;มูลค่ากว่า 2,600 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 61 นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล กรรมการบริหาร บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) บริษัทในเครือชินวะกรุ๊ป เปิดเผยว่า กลุ่มชินวะกรุ๊ป มีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยโดยได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตร 3 บริษัท จัดตั้งบริษัท ชินวะ เอส 39 จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งแบ่งเป็น บมจ.พรีบิลท์ เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 49% กลุ่มชินวะกรุ๊ป ประเทศญี่ปุ่น 26% และ บริษัท พรีแซนส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด 25% ซึ่งบริษัทตั้งเป้ามีแผนพัฒนาโครงการใหม่ปีละ 1-2 โครงการ มูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี และมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การร่วมลงทุนของ 3 บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากไทยและประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้มีการนำจุดแข็งของแต่ละบริษัทมาพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ โดยบริษัทพรีบิลท์ จะเป็นผู้ก่อสร้างโครงการ ขณะที่กลุ่มชินวะกรุ๊ป ได้นำนวัตกรรมในชื่อ&amp;rdquo;รูเนะสุ&amp;rdquo;เข้ามาใช้ภายในโครงการ ส่วนบริษัท พรีแซนส์ คอร์ปอเรชั่น จะเป็นผู้ทำการตลาดและนำโครงการไปทำการตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 2561-2562 นี้บริษัทยังคงมีนโยบายในการพัฒนาโครงการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการขายนวัตกรรม&amp;rdquo;รูเนะสุ&amp;rdquo;ไปยังหัวเมืองใหญ่ภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย&amp;rdquo;นายวิชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามนอกเหนือจาการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแล้วบริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบในอนาคตเพิ่มเติมอีกด้วย สำหรับในปี 2561 นี้บริษัทได้พัฒนาโครงการ เร็น สุขุมวิท 39 เป็นคอนโดมิเนียมหรู บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ บนถนนสุขุมวิท ซอย 39 เป็นอาคารสูง 7 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 298 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท โดยจะเจาะตลาดในกลุ่มลูกค้าคนไทย นักลงทุน และ กลุ่มผู้เช่าลูกค้าชาวญี่ปุ่น ราคาขายเฉลี่ยประมาณกว่า 200,000 บาทต่อตรางเมตร หรือราคาขายเริ่มต้นที่กว่า 6 ล้านบาท ทั้งนี้จะเปิดขายอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11119</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชินวะ, พันธมิตร, สุขุมวิท, อสังหาริมทรัพย์, เรน สุขุมวิท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e1dca50150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2018 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2018 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคพีเอ็นแลนด์ เล็งปลายปีจ่อผุดคอนโดฯหรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคพีเอ็นแลนด์ เล็งปลายปีจ่อพัฒนาคอนโดฯระดับลักชัวร์รี่เพิ่ม 1 โครงการ ปลื้มโครงการ เดอะ ดิโพลแมท เทอร์ตี้ไนท์ กวาดยอดขายแล้วกว่า 90% คาดสิ้นปีนี้ปิดการขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค. 61 นายวีระ ธาตุนิยม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 นี้ บริษัทยังคงมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าทีมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ โดยในครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 1 โครงการ คือโครงการ ฌา อโศก เป็นคอนโดมิเนียม ระดับลักชัวร์รี่ จำนวน 143 ยูนิต มูลค่า 2,500 ล้านบาท ราคาขายอยู่ที่ 350,000-450,000 บาทต่อตร.ม. ระดับราคาขาย 15 ล้านบาท ปรับขึ้น 25% และอีก 1 โครงการจะเปิดในช่วงปลายปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการ เดอะ ดิโพลแมท เทอร์ตึ้ไนท์ ซึ่งเป็นโครงการระดับลักชัวร์รี่ ในทำเลสุขุมวิท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการอาศัยอยู่จริงและมีกำลังซื้อสูง ปัจจุบันระดับราคาที่ดินในทำเลสุขุมวิท โดยเฉพาะในใจกลางเมือง เช่น ทำเลสุขุมวิทมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 55% ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 330,000-450,000 บาทต่อตร.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ เดอะ ดิโพลแมท เทอร์ตี้ไนท์ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวร์รี่ บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ สูง 31 ชั้น จำนวน 156 ยูนิต มูลค่า 3,600 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 13 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 90% ซึ่งมีสัดส่วนเป็นลูกค้าชาวไทย 90% และอีก 10% เป็นลูกค้าชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าภายในสิ้นปีจะสามารถปิดการขายได้ทั้งโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10330</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโด, ดิโพลแมท, สุขุมวิท, เคพีเอ็น, เคพีเอ็นแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e71fa1bc8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนโดฯย่านสุขุมวิท39-ทองหล่อราคาพุ่ง40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจตลาดคอนโดฯเปิดใหม่ช่วง 5 ปี ทำเลสุขุมวิท 39-ทองหล่อ ครองแชมป์ ปรับตัวเพิ่ม 183,000 บาทต่อตร.ม. เป็น 255,000 บาทต่อตร.ม.โต 40% พร้อมคาดแนวโน้มลงทุนอีก 3 ปีข้างหน้าคาดปรับตัวเพิ่มเฉลี่ย 8-10% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 61 นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยถึงผลสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ทำเลกรุงเทพชั้นในและโดยรอบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีการปรับตัวทางด้านราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยที่ดินเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทั้งชาวไทยชาวต่างชาติ อีกทั้งที่ดินที่จะนำมาพัฒนาโครงการเหลือน้อย เมื่อนำมาพัฒนาโครงการจึงได้รับผลตอบแทนสูง ไม่ว่าจะขายหรือให้เช่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยราคาขายในทำเลสุขุมวิท 39 ถึงทองหล่อ ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดจาก 183,000 บาทต่อตร.ม. เป็น 255,000 บาทต่อตร.ม.หรือปรับเพิ่มสูงถึง 40% ในขณะที่บริเวณรัชดา &amp;ndash; พระรามเก้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 34% และเอกมัย ปรับตัว 30% ทั้งนี้ ราคาคอนโดมิเนียมรอบ ๆ ใจกลางเมือง เช่น พหลโยธินตอนต้น พญาไท และ ธนบุรี ก็มีราคาขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน &amp;nbsp;อยู่ในอัตรา 13-26%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มการลงทุนในคอนโดมิเนียมในอีก 3 ปีข้างหน้า จากการคาดการณ์ราคาตลาดที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 8-10% ต่อปี โดยที่คอนโดมินเนียมกลางเมืองจะมีอัตราเพิ่มสูงกว่าที่ 12-15% ทำให้แนวโน้มคอนโดมิเนียมรอบใจกลางเมือง อาจให้ผลตอบแทนระยะสั้นในแง่ของค่าเช่าดีกว่า ในขณะที่ระยะยาวผลตอบแทนโดยรวมคอนโดใจกลางเมืองก็ไม่แตกต่างกันมากนัก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9799</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโด, คอนโดนิเนียม, ทองหล่อ, นักลงทุน, สุขุมวิท, เน็กซัส, เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b0522d1d9de9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
