<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุจริตใจ-เป็นกลางคือเกราะกำบัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กกต.ช่วงเปลี่ยนผ่าน&amp;nbsp;จากยุค คสช.สู่การเลือกตั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ช่วงเวลานี้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคการเมือง ผู้จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นไปอย่างคึกคัก แต่เมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะหลังมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งออกมา องค์กรที่จะมีบทบาทและมีอำนาจมากที่สุดในช่วงดังกล่าวก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประธาน กกต.คนที่ 5 และเป็นประธาน กกต.คนแรกที่มาจากสายกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ผ่านตำแหน่งสำคัญในกระทรวงการต่างประเทศมาแล้วมากมาย เช่น อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศ-อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญในการสู้คดีเขาพระวิหารที่ศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประธาน กกต.ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางการทำงานในฐานะประธาน กกต. ที่ผู้คนเรียกขานกันว่า ประธาน 7 เสือ กกต. โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมความพร้อมของสำนักงาน กกต.ต่อการจัดการเลือกตั้งในปีหน้า อันเป็นการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังประเทศไทยว่างเว้นการเลือกตั้ง ส.ส.มาร่วม 8 ปี นับจากเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี&amp;nbsp; 2554 (ไม่นับการเลือกตั้งปี 2557 ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เป็นโมฆะ) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-กกต.ชุดนี้เข้ามา ชื่อที่ส่งไปยัง สนช.รวมด้วยกันทั้งสิ้น 7 ชื่อ โดย สนช.โหวตเห็นชอบ 5 ชื่อ แต่ สนช.ถูกตั้งโดย คสช. แล้ว กกต.มาทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะมีการเลือกตั้ง จะมีหลักประกันการทำงานอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ตัวผมเองไม่ได้คิดอะไร ผมคิดว่าระบบการเมืองการปกครองของไทยในขณะนี้ ก็มี สนช.ที่เป็นฝ่ายสภาฯ มี คสช.ที่คอยรักษาความสงบ มีรัฐบาล ในเมื่อประเทศชาติต้องเดินไปเรื่อยๆ สนช.ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อเขาเห็นชอบใคร คนนั้นก็ต้องไปทำหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ส่วนตัวผมไม่ได้คิดจะไปโยงว่า สนช.ตั้งโดยใคร ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะไม่เช่นนั้นบ้านเมืองเราก็จะไม่มีผู้ออกกฎหมาย จะไม่มีรัฐบาล ไม่มีอะไรต่างๆ ในเมื่อขณะนี้ สนช.เป็นเหมือนรัฐสภา มีอำนาจหน้าที่ในการเห็นชอบคนมาทำหน้าที่เป็น กกต. เขาก็ปฏิบัติหน้าที่ของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ยืนยันกับประชาชนได้ว่าจะไม่มีเรื่องทำนองการล็อบบี้ การประสานงานมายัง กกต.เพื่อขอให้ทำหรือช่วยอะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กกต.เราเป็นองค์กรอิสระ เราต้องยึดมั่นมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่บัญญัติว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม&amp;rdquo; และหน้าที่ของเราคือจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเป็นธรรม ไม่ว่าใคร จะมีข้อเสนอแนะหรือมีความเห็นอะไรก็บอกเราได้ เราก็รับฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะปฏิบัติให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาประสงค์หรือพึงประสงค์ได้ เพราะการดำเนินการของเรามีกรอบว่าต้องทำตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อเราอธิบายทุกคนว่าสิ่งที่เราทำเพราะกฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ เราไม่ได้ทำเพราะว่าเราคิดอย่างอื่นนอกกรอบ ผมว่าสิ่งนี้ก็จะเป็นเกราะกำบังความสุจริต และความสุจริตใจของกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นชุดไหนก็ตาม เพราะถ้าทำตามกฎหมาย ไม่มีใครว่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กรรมการทุกคนคิดเหมือนกันว่า ทำตามกรอบกฎหมาย เอาความสุจริตใจ เอาความเป็นกลางเป็นเกราะ เพราะหากมีคนไม่เห็นด้วยหรือว่ามาสั่นคลอน มาทำอะไรที่อยากให้เราทำ แต่หาก กกต.เราใช้หลักนี้ ผลสุดท้าย ก็ไม่มีใครว่าอะไรเราได้ เพราะเราจะไม่ได้ทำอะไรผิด เมื่อเรายึดมั่นในกฎหมายและความเป็นกลาง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อเราเข้ามาทำหน้าที่เราก็ต้องพร้อม เพราะ กกต.ต้องมีความกล้าหาญ ซึ่งความกล้าไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็กล้า แต่บางทีเราต้องกลัวก่อน แล้วก็บริหารตัวเองให้กล้า เพราะเรามีหน้าที่ต้องทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามต่อไปว่า การทำหน้าที่ของ กกต.ในยุค คสช.ที่หัวหน้า คสช.มีมาตรา 44 ถึงขั้นเคยปลดอดีต กกต.มาแล้ว แต่ กกต.ชุดปัจจุบันก็จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด อิทธิพร-ประธาน กกต. ย้ำว่า คือ ณ เวลาใด อำนาจหน้าที่ของใครก็ปฏิบัติให้เต็มที่ของ กกต. เราคือจัดการเลือกตั้งและให้ประชาชนรับรู้เรื่องประชาธิปไตย ให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันการเมือง สิ่งนี้คือหน้าที่ของ กกต.เรา ส่วนหน้าที่ของ คสช.คือรักษาความสงบก็เป็นหน้าที่ของ คสช. และหลายประเด็นเราก็เห็นผลงานว่าเขารักษาความสงบ จัดระเบียบ ส่วน สนช.มีหน้าที่ออกกฎหมายก็ออก ทุกคนต่างปฏิบัติตามหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมก็ไม่ได้คิดว่าใครจะมาล้ำเส้น เพราะว่า คสช.มีอำนาจในการทำอะไร เขาก็มีอำนาจ เราก็ไม่ควรจะมานั่งคิดไปว่า เมื่อ กกต.เราทำงานไปแล้วจะเป็นอย่างไร มันจะเกิดกรณีเช่นนั้น เพราะหน้าที่ของ กกต. เราไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องไปกังวลเรื่องนั้น หน้าที่ของเราคือว่า ทำงานให้เสร็จ ทำงานให้ทัน ทำงานให้ดี มีเท่านี้จริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อิทธิพร-ประธาน กกต. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของ กกต.ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งในปีหน้า โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.2562 ว่า กกต. เราเตรียมมามากพอในระดับที่สามารถมั่นใจได้ว่าถ้ามีเลือกตั้งเรามีความพร้อม เพราะว่าไม่ใช่แค่ กกต.ชุดปัจจุบันที่เข้ามาเตรียมการ แต่ กกต.ชุดก่อนหน้านี้ และทางสำนักงาน กกต.ที่ได้เตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งไว้ค่อนข้างมาก มีการเตรียมงานที่ควรดำเนินการภายในกรอบเวลาต่างๆ มาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...กกต.ชุดปัจจุบันก็ได้เข้ามาสานต่อและตระหนักดีว่าจะต้องรีบทำอย่างรวดเร็วในเวลาที่มีอยู่ในขณะนี้ แต่เราไม่ค่อยหนักใจมาก เพราะว่าเราได้ทำงานกับมืออาชีพอย่างสำนักงาน กกต. เราก็ทำให้มั่นใจว่า ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนและแผนงานที่ได้วางไว้ อะไรที่ต้องวางแผนงานเพิ่มขึ้นเราก็จะวาง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนเจ้าหน้าที่ของ กกต.ก็มีเพียงพอและมีความพร้อมแล้ว อีกทั้งยังมีเครือข่ายอาสาสมัคร และพันธมิตรกับ กกต. เช่น กระทรวงมหาดไทย และยังจะมีหน่วยงานอื่นเข้ามาเสริมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อถามว่าจากระยะเวลาในปัจจุบัน จนถึงวันที่ 24 ก.พ.62 หากการเลือกตั้งไม่เลื่อนออกไป ในฐานะประธาน กกต.เป็นห่วงเรื่องไหนบ้างว่าอาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่อาจทำให้การเตรียมการของ กกต.ทำได้ไม่ทัน ประธาน กกต. แสดงความเชื่อมั่นว่า กกต.พร้อมหมด โดยตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. จังหวัดต่างๆ สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดต่างๆ จะประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 3 รูปแบบให้พรรคการเมือง และประชาชนในจังหวัดต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์ ให้ข้อคิดเห็น ซึ่งคาดว่าใช้เวลา 10 วัน ถึงวันที่ 13 ต.ค. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...หลังจากนั้นวันที่ 14-16 ต.ค. หลังจากปิดรับฟังความคิดเห็น สำนักงาน กกต.จังหวัดจะต้องไปศึกษาประมวลความเห็นต่างๆ ภายใน 3 วัน และส่งให้ กกต.ภายในวันที่ 17 ต.ค. จากนั้น กกต.จะพิจารณาตัดสินว่ารูปแบบไหนดีที่สุด ถูกต้องที่สุด บางครั้งอาจจะมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ กกต.จะต้องใช้บทบาทอำนาจหน้าที่ด้วยความสุจริต เป็นกลางมากที่สุดในการเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยเราต้องตัดสินใจในทางใดทางหนึ่งที่จะมุ่งประโยชน์กับการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ คงเข้าข้างใครไม่ได้ โดย กกต.ต้องอธิบายได้ด้วยว่าเหตุใดถึงเลือกรูปแบบนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลใช้บังคับในวันที่ 11 ธ.ค. สิ่งที่ กกต.ต้องทำหลังจากนั้นคือ เตรียมการเลือกตั้ง ทั้งอุปกรณ์ เตรียมคน สร้างความเข้าใจ ความรู้กับประชาชน ให้ความร่วมมือกับพรรคการเมืองสนับสนุนเพื่อชี้แจงให้ทราบว่าตามกฎหมายใหม่มีอะไรบ้างที่ทำได้ ทำไม่ได้ ต้องซักซ้อมเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจ เพราะกฎเกณฑ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงมาก ประชาชนจะต้องรู้ โดยต้องใช้เครือข่ายและสำนักงาน กกต.จังหวัด ช่วยประชาสัมพันธ์ให้มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับงบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ที่สำนักงาน กกต.ได้เสนอไปยังรัฐบาล เพื่อเป็นงบค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง ประธาน กกต. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาพบว่า งบที่ กกต.ได้ขอไปยังรัฐบาลมีประมาณ 6 พันกว่าล้านบาท แต่เราได้มาจำนวน 4 พันกว่าล้าน ดังนั้นต้องมีส่วนที่ยังขาดอยู่จากที่ กกต.ขอไปกว่าพันล้าน แต่ในขณะนี้เรากำลังพิจารณาดูว่าในส่วนไหนที่เราจะสามารถดำเนินการโดยการปรับลดเงินที่ขอเอาไว้ให้เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับอนุมัติ ถ้าเราสามารถทำได้ก็จะได้ไม่ต้องของบประมาณเพิ่ม แต่ถ้าเราได้พยายามลดค่าใช้จ่ายและประหยัดที่สุดแล้วยังไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายให้เหลือตามที่เราได้ เราก็คงจะต้องทำเรื่องของบกลางเพิ่มขึ้น ซึ่งงบดังกล่าวรวมถึงงบที่ต้องใช้กับกระบวนการเลือก ส.ว.ด้วย โดยเราได้น้อยกว่างบประมาณที่ขอไว้ไม่มากนัก แต่ว่าจะเป็นการดำเนินงานที่เราจะพยายามเพื่อให้จำนวนเงินในการใช้จ่ายการเลือก ส.ว.มีไม่สูงเท่าที่เราขอไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ไม่โละผู้ตรวจเลือกตั้ง คัดออกบางชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ความคืบหน้าการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งทั่วประเทศ 616 ตำแหน่ง ถึงตอนนี้ กกต.ได้หารือกันหรือยังว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เราได้เคยพูดคุยกับ กกต.ชุดที่แล้ว เราก็เห็นว่า กกต.ชุดที่แล้วได้ดำเนินการเรื่องการเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งและแต่งตั้งตามกรอบเวลาที่มีขึ้น เพราะเมื่อ พ.ร.ป.กกต.มีผลใช้บังคับ กกต.มีหน้าที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง และดำเนินการตามกรอบเวลาที่ควรจะเป็น เมื่อถึงเวลา กกต.ชุดที่แล้วได้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ในการคัดเลือกบุคคล ซึ่งในการคัดเลือกเราดูรายชื่อจากที่ผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัด เมื่อได้รายชื่อมาจำนวนหนึ่ง กกต.ชุดที่แล้วก็ได้คัดเลือกบนพื้นฐานของการเสนอชื่อ ที่ได้ทำดีที่สุดตามอำนาจหน้าที่ที่จะทำได้ จนได้ผู้ตรวจการเลือกตั้ง จำนวน 616 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จนต่อมามีการนำชื่อทั้งหมดตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีใครร้องเรียนหรือไม่ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้วและมีการรายงานผลตรวจสอบมาที่ส่วนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยในที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 2 ต.ค.61 ได้มีการพูดคุยกันแล้ว ว่าจำนวน 616 คน เราจะรับทั้งหมดหรือเราเห็นว่าบางคนเราไม่อาจจะรับได้ด้วยเหตุผลความน่าเชื่อถือ ในการเป็นบุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเราในการตรวจสอบการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาว่าตามข้อร้องเรียนที่มีนั้นมีใครที่ไม่ควรผ่านคุณสมบัติ ซึ่งเราไม่ได้พิจารณาเอง แต่พิจารณาบนพื้นฐาน คือ 1.ข้อร้องเรียนที่เราได้รับในระดับจังหวัด 2.ความเห็นในระดับจังหวัด 3.ความเห็นของสำนักงาน กกต. 4.ที่ประชุม กกต.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดยชื่อที่ไม่ผ่านการพิจารณามีไม่มาก เพราะผมก็เชื่อว่ากระบวนการคัดเลือกตั้งแต่ระดับจังหวัด จนส่งมาที่ส่วนกลาง และส่งให้ กกต.ชุดที่แล้ว ต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ และเปิดเผยโปร่งใส การคัดเลือกชื่อมาจาก กกต.ชุดที่แล้ว ผมจึงเชื่อว่าได้ทำอย่างเต็มที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ก็มีบางจังหวัดบางคนที่เราไม่รับรอง แต่ทั้งนี้อยู่ระหว่างทำคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ คาดว่าในอีก 2-3 วัน จะมีการประกาศอย่างชัดเจน เรื่องนี้ กกต.เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนที่สุด เพราะผู้ที่จะเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งจะต้องได้รับความน่าเชื่อถือทั้งจาก กกต.และประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามต่อไปว่า บางจังหวัดที่ชื่อเดิมหายไป ชื่อไม่ครบ จะต้องมีการเลือกและตั้งใหม่หรือไม่ เรื่องนี้ ประธาน กกต. เปิดเผยแนวทางไว้ว่า จะแต่งตั้งใหม่หรือไม่ ตอนนี้มีช่องทางอยู่หรืออาจจะใช้เท่าที่มีอยู่ก่อน เพราะจริงๆ แล้วการตั้งให้ครบ 616 คน เป็นการตั้งให้เต็มจำนวน แต่กฎหมายได้เปิดช่องไว้ว่าไม่ต้องครบ 616 คนก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่เมื่อถึงเวลาจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อิทธิพร-ประธาน กกต. ยังกล่าวถึงเป้าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ การเลือกตั้ง ส.ส.ที่ กกต.ตั้งเป้าไว้ว่าผมและสำนักงาน กกต.ได้ตั้งเป้าว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ คือร้อยละ 80 ของผู้มีสิทธิ์ และบัตรเสียไม่เกินร้อยละ 3 เพราะว่า กกต.ชุดที่แล้วได้วางรากฐานการให้ความรู้ประชาชน ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ดีมาก มีทั้ง รด. จิตอาสา และลูกเสือจิตอาสา มีดีเจของวิทยุชุมชน มีโครงการพระธรรมวิทยากรและพระคาทอลิก มีองค์กร NGO ที่มาร่วมกับเราทั่วประเทศ ซึ่งทำมามากกว่า 5 ปีแล้ว ผนวกกับเรามีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษากว่า 146 แห่ง โดยรณรงค์ในเรื่องหน้าที่พลเมือง และเรายังมีศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) ทุกตำบลของประเทศไทย จึงเป็นกลไกที่จะรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เราจึงหวังว่าการรณรงค์เช่นนี้จะมีส่วนช่วยเสริม ให้มีผู้มาลงคะแนนมากขึ้น จากเดิม 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ ให้ถึงร้อยละ 80 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-มองว่าคนไทยจะตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากแค่ไหน หลังไม่ได้เลือกตั้งกันมาร่วม 8 ปี นับจากปี 2554?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันนี้การที่เรามีสื่อ และคนไทยใช้สื่อกันมากอย่างเห็นได้ชัด ความรับรู้ของประชาชนเรื่องการเลือกตั้ง และการต้องการเพื่อออกไปใช้สิทธิ์ น่าจะมีมากกว่าเดิมมา เช่น ในตำบลต่างๆ มีทั้งอินเทอร์เน็ต และมี ศส.ปชต.ทุกตำบล อีกทั้งตอนนี้ปี่กลองยิ่งตีแรงขึ้น เพราะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งออกมาหมดแล้ว การเลือกตั้งชัดเจนแล้วว่าต้องทำภายใน 150 วัน หลังจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ 11 ธ.ค.2561 ผมเชื่อว่าประชาชนจะมีความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ พรรคการเมืองก็จะมีบทบาทสำคัญเช่นกัน เมื่อสามารถเริ่มหาเสียงได้ตามกฎหมาย ก็จะเป็นพลังและพลวัตรที่จะเป็นแรงส่งให้คนสนใจออกมาเลือกตั้งกันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อตั้งคำถามว่า ก่อนเข้ามาเป็น กกต.มองปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งอย่างไร ที่ผ่านมามีการพูดกันว่า เงินไม่มา กาไม่เป็น กกต.ชุดปัจจุบันจะทำให้เรื่องแบบนี้หายไปได้อย่างไร คำถามดังกล่าว อิทธิพร-ประธาน กกต. ให้ความเห็นว่า ผมเชื่อว่าการให้การศึกษากับประชาชนรุ่นปัจจุบันและรุ่นใหม่ รวมทั้งเยาวชนที่จะเข้ามาเป็นประชาชนในอนาคต เป็นเรื่องที่สำคัญในการปลูกฝังค่านิยมของประเทศของชุมชน มันไม่ใช่เรื่องทำได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องเริ่มทำตั้งแต่ที่เขาเป็นเด็กเป็นเยาวชน จนถึงตอนที่เขามีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่ความมั่นคงทางการเมือง และความมั่นคงทางการเมืองจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม ความวุ่นวายที่เราเคยประสบกันมาน่าจะลดน้อย และหายได้ไปในที่สุด หากเรารู้ว่าหน้าที่ของเราในฐานะพลเมือง นั่นคือการไปใช้สิทธิ์ หรือถ้าอยากมีส่วนในการทำงานเพื่อประเทศ ก็ลงสมัคร ส.ส. โดยต้องเป็นผู้สมัครที่ดี ทำงานกับพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ การเมืองก็จะมีเสถียรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรื่องดังกล่าวเป็นอุดมคติก็จริง แต่ผมคิดว่าต้องเริ่มทำไปเรื่อยๆ และหยุดไม่ได้ และตอนนี้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะอำนวยความสะดวกให้กับคนทั่วๆ ไป ในการหาข่าว เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ช่วงใดช่วงหนึ่งของการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่พึงกระทำ อิทธิพร-ประธาน กกต. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น กกต.จะสามารถลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงลงได้หรือไม่ว่า ขณะนี้ กกต.มีเครื่องมือมากขึ้น โดยเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย นั่นก็คือตัว กกต.เองตอนนี้ สามารถแต่งตั้งพนักงานให้เป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจหน้าที่ตาม ป.วิอาญา เพราะฉะนั้น เรามีขีดความสามารถในการป้องกันการทำผิดมากขึ้น จากเดิมแต่ก่อนต้องพึ่งตำรวจและอัยการ แต่ตอนนี้อำนาจหน้าที่นี้มาอยู่ในมือเรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เรามีอำนาจหน้าที่ในการหาข่าว แสวงหาข่าว และขอความร่วมมือจากหน่วยข่าว เรามีเครื่องมือในการกันบุคคลไว้เป็นพยาน มาตรการในการคุ้มครองพยาน ให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งสิ่งพวกนี้เดิม กกต.ไม่มี แต่ตอนนี้เรามีแล้ว เราก็จะดูว่าเครื่องมือที่ใช้ป้องกันการทุจริตที่เอ่ยมา จะสามารถป้องกันได้แค่ไหน แต่โดยหลักแล้วคาดว่าจะสามารถป้องกันได้มาก เพราะว่าถ้ามีการทุจริต ผู้ทุจริตหรือผู้สมัครหรือใครก็ตาม จะต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง-อาญา และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือในการป้องกัน ที่อยู่ในมือเรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...อย่างเช่น กกต.คนเดียว ก็สามารถสั่งระงับการเลือกตั้งในบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตนั้นได้ หากเห็นว่ามีพฤติกรรมที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต มาตรการใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ ตามกฎหมายอย่างน้อยก็ทำให้ชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้ถ้ากระทำผิดมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ส่วนเราจะใช้เครื่องมือได้ดีแค่ไหน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์ของเราด้วยว่า จะให้สาธารณชนทราบเรื่องพวกนี้ได้มากเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรื่องป้องกันการซื้อเสียง ผมคิดเองว่า เดิมการซื้อเสียงก็เป็นการให้เงิน ส่วนรูปแบบก็หาวิธีการต่างๆ เช่น ให้เงินพาไปดูงาน แต่เป็นการท่องเที่ยว สิ่งที่เราจะพูดได้ก็คือว่า การได้ประโยชน์จากเงินซื้อเสียง ในจำนวนไม่เท่าไหร่ แต่ได้ส่งผลเสียต่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศ และคนที่ร่วมด้วยก็อาจจะมีความผิด เพราะรับเงิน แต่หากไม่รับแล้วมาชี้เบาะแสให้เรา ถือว่าเป็นพลเมืองที่ดี และปกป้องระบบการเมืองประชาธิปไตยของประเทศ และยังมีเงินรางวัลให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -กฎหมายเข้มงวดมากขึ้น คนที่คิดจะทุจริตก็อาจหาวิธีการที่แยบยลมากขึ้น?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การสืบสวนสอบสวนเป็นเรื่องที่ กกต.พยายามเพิ่มขีดความสามารถของคน กกต.เองด้วย เช่น การแสวงหาข่าว ก็เป็นเรื่องการหาเบาะแส หาพยานหลักฐานที่จะต้องทำให้ดีขึ้น ให้ชัดเจนขึ้นเพื่อป้องปรามวิธีการที่จะแยบยลขึ้นในการจะใช้วิธีไม่สุจริต เช่น หากมีการให้เงิน ก็ยังมีลายนิ้วมืออยู่ แบบนี้ก็จะเถียงไม่ออก เราคิดจะนำเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในเรื่องการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อป้องกัน และบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ในอนาคตหากเรามีเวลาพอ เราก็จะขอความร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ที่ผ่านมาการพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีเลือกตั้งของ กกต.เพื่อให้ใบเหลืองใบแดง&amp;nbsp; ถูกมองว่าล่าช้าและบางคดีส่งฟ้องไปศาลก็ยกฟ้อง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ก็เป็นข้อเท็จจริงในอดีตที่ กกต.เองก็เห็นว่าจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำสำนวน ยิ่งปัจจุบันกฎหมาย กกต.ให้อำนาจเราเป็นทั้งพนักงานสืบสวนและไต่สวน เราก็มีการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น เพราะตอนนี้ถือเป็นหน้าที่ของเราโดยตรง จากเดิมสำนวนที่เราเคยทำแล้วส่งไปที่ศาลและอัยการ จะไม่ได้คุณภาพเหมือนที่ผ่านมา ตอนนี้ไม่มีข้อยกเว้นไม่มีข้อแก้ตัวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่ผ่านมาสำนักงาน กกต.มีการจัดสัมมนากันหลายรุ่น ตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ก็เดินทางไปเปิดปิดมาแล้วหลายรุ่น ก็เห็นมีการสรุปกันอย่างเข้มข้น มีการบรรยายจากตัวแทนศาล อัยการ ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องคดี ผู้มีความชำนาญ มีการทำเวิร์กช็อปให้ด้วย เพื่อที่เมื่อมีการดำเนินการจริงสำนวนของ กกต.จะต้องเป็นสำนวนที่ใช้ได้ ไม่ใช่ล่าช้า ไม่มีคุณภาพ มันหมดเวลาแล้ว กกต.เราจะพยายามทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ในฐานะประธาน กกต.ยืนยันได้ว่าการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะต้องไม่เกิดขึ้นหรือลดน้อยลง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ใช่ครับอันนี้คือหน้าที่หลักของ กกต. ผมว่าหน้าที่หลักๆ ของ กกต.ก็เช่น 1.ทำให้องค์กร กกต.เข้มแข็ง 2.ทำให้ประชาชนเข้าใจถึงระบบการเลือกตั้งและระบบการปกครอง และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและสังเกตการณ์กระบวนการเลือกตั้งของเราด้วย รวมถึงทำให้พรรคการเมืองต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เมื่อ กกต.องค์กรเรามีความเข้มแข็ง ประชาชนเข้มแข็ง พรรคการเมืองเข้มแข็ง ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีคุณภาพ เมื่อการเลือกตั้งมีคุณภาพก็จะนำไปสู่การป้องกันป้องปรามการทุจริตไม่ให้มี หรือว่ามีแต่ต้องมีน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบัน กกต.มีเครื่องมือเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อย เราก็ต้องใช้เครื่องมือนี้เป็นตัวกรองทำให้การเลือกตั้งออกมาดีที่สุด โกงน้อยที่สุด ส่วนจะได้หรือไม่ได้เมื่อผลออกมาเราก็ต้องมาวิเคราะห์ตัวเองว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน ถ้าออกมาเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ได้ก็จะดีใจและจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นอีก แต่หากผลออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่เราตั้งเป้าเอาไว้ เราก็ต้องมาดูว่าจุดอ่อนอยู่ที่ตรงไหน ซึ่งเมื่อมีเครื่องมือแล้วเราป้องปรามได้ แล้วผลการเลือกตั้งออกมาพบว่ามีการทุจริตน้อยที่สุด การเลือกตั้งก็จะมีมาตรฐานได้รับการยอมรับทั้งจากคนในประเทศเราเองและต่างประเทศ และความมีประสิทธิภาพจากการเลือกตั้งมันน่าจะดีขึ้น หวังไว้อย่างนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต่อข้อถามที่ว่า ในฐานะอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นถูกจับตาจากนานาประเทศเพราะเป็นการเลือกตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐประหารไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตย&amp;nbsp; หากได้มีโอกาสพบปะหรือพูดคุยกับตัวแทนต่างประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ จะบอกถึงเรื่องการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอย่างไร อิทธิพร-ประธาน กกต. ให้ทัศนะว่า เรากำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นมีหลักประการเดียวก็คือว่า ถ้าเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม มีการทุจริตน้อย ผลการเลือกตั้งก็จะเป็นที่ยอมรับทั้งจากประเทศเราและประเทศอื่นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ผมเคยอยู่กระทรวงการต่างประเทศมา ผมก็ตระหนักดีว่าทุกประเทศต่างให้คุณค่ากับการเป็นประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ เราเองก็ให้ความสำคัญกับประเทศอื่นๆ ที่เราอยากเห็นเขาเป็นประชาธิปไตย แต่เราเองก็เข้าใจว่าบางครั้งประชาธิปไตยต้องมีเส้นทางของประชาธิปไตยตามระบบสังคมการเมืองเฉพาะด้านของแต่ละประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ว่าแต่ละประเทศเขาอาจเฝ้าดูว่า ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากการเลือกตั้งครั้งนี้ได้อย่างไร ผมก็มีหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ต้องอธิบายให้เขาฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ใกล้คลอดกฎเหล็ก&amp;nbsp;หาเสียงผ่านโซเชียล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ประธาน กกต. ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาขอบเขตการหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า เมื่อช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการยกร่างระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้นำเรื่องหลักการเสนอให้ที่ประชุม กกต.รับทราบแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงลงรายละเอียดแต่ละข้อว่าจะทำอย่างไร จะเขียนออกมาอย่างไร ผมเข้าใจว่าระเบียบดังกล่าวน่าจะเสร็จในเร็ววันนี้ เพราะตอนที่ตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาก็มีการกำหนดการทำงานไว้ว่า ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนคงไม่นานไปกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญก็คือ หลัง กกต.มีการยกร่างระเบียบดังกล่าวเสร็จแล้ว เราต้องไปรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ เช่น พรรคการเมือง ประชาชน กกต.ก็ต้องการทำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จะได้มีระเบียบรองรับเตรียมเอาไว้เมื่อมีการหาเสียงได้ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;-การรณรงค์หาเสียงผ่านสื่อโซเชียลมีเดียควบคุมได้ยาก ตรงนี้อาจเปิดช่องให้มีการโจมตีกันทางอ้อมของพรรคการเมือง จะมีแนวทางป้องกันอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การกระทำใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นการหาเสียงที่ต้องห้ามหรือไม่ หากว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป แต่เรื่องระเบียบที่จะออกมาไม่ใช่เป็นการห้ามหาเสียง แต่เป็นการให้หาเสียงได้ เพียงแต่อยากจะให้มีการแจ้งรูปแบบต่อ กกต.ด้วย แต่ไม่ใช่เป็นการขออนุญาต ยืนยันว่ายังคงให้หาเสียงได้ แต่การหาเสียงนั้นต้องไม่เป็นการใส่ร้ายหรือกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น หากพบว่าเข้าข่ายใส่ร้ายเราก็จะขอให้เขาลบ แต่หากเขาไม่ดำเนินการลบ เราก็จะลบเองโดยอาศัยวิธีการทางเทคนิคซึ่ง กกต.เชื่อว่าทำได้ แต่เขาก็จะต้องรับผิดตามเนื้อหาที่เขียน ก็เหมือนกรณีไปหาเสียงแล้วใส่ร้ายคนอื่นแล้วต้องมีความผิดตามกฎหมายแพ่งและอาญา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ในฐานะประธาน กกต.ชุดที่ 5 ต้องการให้คนพูดถึงหรือจดจำ กกต.ชุดนี้อย่างไร เพราะที่ผ่านมานับแต่มี กกต.ก็มี กกต.บางชุดถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงาน ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เวลาผมได้ยินคนพูดคำว่า 7 เสือ หรือ 5 เสือ กกต. ซึ่งผมไม่คิดว่าเป็นเสืออะไร แต่เป็นเรื่องของภาระหน้าที่ซึ่งสำคัญมาก โดย กกต.เราก็ต้องเตือนตัวเองว่าหน้าที่ของเราต้องเป็นกลาง ต้องทำงานให้มีความสุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด ไม่เอาความคิดของตัวเอง ความเชื่อของตัวเองมาใช้เป็นพื้นฐานในการทำงาน เพราะเรื่องที่เรากำลังทำอยู่เป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ที่เราต้องยึดมั่นมุ่งมั่นในการทำงานให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ก่อนหน้าที่ผมจะมารับหน้าที่อย่างเป็นทางการในช่วง 17-18 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.ได้ให้ผมไปพูดเรื่องวิธีคิดและแนวทางการทำงานของผม (งานสัมมนาเจ้าหน้าที่ของ กกต.ที่จังหวัดชลบุรี)&amp;nbsp; ผมก็ได้บอกไปว่าผมมีคาถาไม่กี่อย่าง และคาถาสำคัญเรื่องหนึ่งที่วันสัมมนาดังกล่าวไม่ได้พูด ก็คือเรื่องบทบัญญัติในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่บัญญัติว่า องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เรื่องนี้อยู่ในหัวของผมทุกวัน จะคิดทำอะไรก็ตามผมต้องดึงตัวเองกลับมาว่า ถ้าผมตัดสินใจไปอย่างนี้ มันเรื่องประโยชน์ของสำนักงานผม ประโยชน์ของใคร หรือประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวม อันนี้เป็นคาถาที่ใหญ่ที่สุด เพราะถูกเขียนไว้เป็นมาตราต้นๆ ของรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ประเด็นที่สอง กฎหมายว่าด้วย กกต.ก็บัญญัติไว้ว่า ในการเลือกบุคคลที่จะมาเป็น กกต.ต้องมีความรับผิดชอบสูง ต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีพฤติกรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม&amp;nbsp; ไม่มีพฤติกรรมยอมคน ไปอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมืองใด มีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้ประสบความสำเร็จ ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรม กล้าหาญ ปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลยพินิจ และปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ผมก็เชื่อว่า กกต.แต่ละท่าน แต่ละวันที่มาทำงานจากงานที่ต้องทำ เช่น การให้ความรู้ประชาชน การสนับสนุนพรรคการเมือง เราก็ต้องทำงานบนพื้นฐานนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;เราจึงไม่ได้เป็นเสือ แต่เราเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องทำงานด้วยกันด้วยลักษณะนี้&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ตอนนี้ กกต.ก็หารือกันในทุกๆ เรื่อง เพราะว่าการทำงานในลักษณะเป็นคณะกรรมการจะช่วยทำให้งานของ กกต.ที่ออกมาได้รูปได้ร่างมากที่สุดในทุกเรื่องที่เราต้องปฏิบัติ เราจะนำเข้าที่ประชุม กกต. พิจารณาร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีมติเห็นชอบกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกัน แต่เป็นเพราะว่า ความตั้งใจที่จะรับฟังเหตุผลของแต่ละคนมีส่วนสำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ดังนั้นการทำงานของ กกต.ในขณะนี้ ในรูปของคณะกรรมการจึงดีกว่าที่จะไปแบ่งงานในด้านต่างๆ ให้อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละท่าน เราเห็นว่าวิธีการทำงานที่ทำอยู่ตอนนี้ในลักษณะของบอร์ดดีที่สุด บอร์ด กกต.คิดอย่างไรก็บอกกับสำนักงาน กกต. สำนักงานมีปัญหาอะไรก็เสนอบอร์ด&amp;nbsp; หากเราปฏิบัติหน้าที่แบบนี้เรื่อยๆ ไป ผมก็เชื่อว่าเราจะเห็นความมีคุณภาพและความตั้งใจจริงของคณะกรรมการ ว่าทำงานอะไรก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและบทบาทหน้าที่ตามที่ได้บอกข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ก่อนหน้านี้เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นอดีตเอกอัครราชทูต การทำงานไม่ต้องไปเผชิญหน้าหรือต้องรับแรงกดดันอะไรมาก แต่การเป็น กกต.ต้องแจกใบเหลือง ใบแดง&amp;nbsp; ต้องควบคุมการเลือกตั้ง ต้องเจอแรงเสียดทานจากฝ่ายต่างๆ อาจจะมีศัตรูทางการเมือง พรรคการเมือง ผู้สมัคร ส.ส.ไม่พอใจ หนักใจไหม?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ใครก็ตามที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้ย่อมตระหนักได้ว่าจะต้องเจอแรงเสียดทาน แรงกดดันที่จะต้องมีที่ต้องเจอค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นเรื่องระดับชาติ เป็นการเมืองระดับชาติ แต่สำหรับผมเรื่องแรงเสียดทานก็เคยประสบอยู่บ้างสมัยเป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เช่นทำเรื่องเขตแดน ทำเรื่องคดีปราสาทพระวิหาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เรื่องเขาพระวิหาร ประเด็นว่าไทยเสียดินแดนหรือไม่เป็นเรื่องที่กดดันมากเช่นกัน ผมไม่ได้คิดเป็นห่วงเรื่องแรงกดดัน เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนเมื่อคิดเห็นอย่างไรก็สามารถแสดงความคิดเห็นของเขาได้ จะแรงหรือไม่แรงก็เป็นเรื่องของเขา หากแรงมากก็มีกระบวนการทางกฎหมาย แต่สำหรับตัวผมเองตั้งใจอยู่เสมอว่าเมื่อต้องทำอะไร ผมก็จะต้องทำ หากจะมีใครว่าอะไรก็ไม่เป็นไร เป็นสิทธิ์ของเขา เพราะเขามองการทำงานของผมอยู่ สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวก็คือว่า ผมตั้งใจทำงานให้มากที่สุด ให้ดีที่สุด หากทำอะไรผิดพลาดก็จะทบทวนและแก้ไขให้ดีที่สุด สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการเมื่อปี 2523 ว่าจะทำงานลักษณะนี้ ส่วนจะโดนว่ามากหรือน้อยหรือจะมีการชื่นชม ก็จะน้อมรับแล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่ผมต้องยุติบทบาทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้น ผมก็เตรียมตัวมาแล้วเช่นกัน แต่ผมไม่เห็นว่าจะเป็นแรงกดดัน แต่ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ผมรับได้และมองในแง่ดี โดยจะไม่ไปตอบโต้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของผมและไม่ใช่วิธีคิดของผมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามย้ำว่า ในช่วงการทำหน้าที่หากถูกฟ้องร้องจากการปฏิบัติหน้าที่การเป็น กกต.ก็ไม่หวั่นอะไร&amp;nbsp; ประธาน กกต. กล่าวตอบว่า คนที่เป็นข้าราชการทุกคนมีสิทธิ์ถูกฟ้องร้อง ตอนนี้โอกาสถูกฟ้องร้องอาจจะมากขึ้น แต่ด้วยความเชื่อว่าเราต้องทำอะไรให้ถูกต้องถูกกฎหมาย รวมถึงความเชื่อในระบบยุติธรรมในสังคม ผมก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องคุ้มครองให้ผมทำงาน กกต.ต่อไปโดยไม่ท้อถอย เพราะมันไม่อยู่ในความคิดของผม ผมรู้ว่าผมจะต้องเผชิญสิ่งที่เป็นแรงเสียดทาน แต่ว่าโดยส่วนตัวแล้วเมื่อปวารณามาเป็นข้าราชการ มาทำงานในตำแหน่งนี้แล้ว จะเอาประเด็นเหล่านี้มาเป็นม่านขวางก็คงจะทำงานแบบตอนนี้ไม่ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;............................................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จากอดีตนักการทูต&amp;nbsp; สู่เก้าอี้ประธาน กกต. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ อิทธิพร-ประธาน กกต. ได้รับเลือกจากที่ประชุม 5 กกต.ให้เป็นประธาน กกต. ถือว่าเป็นเรื่องพลิกความคาดหมายอย่างมาก เพราะเป็นชื่อที่ไม่เคยปรากฏผ่านสื่อมาก่อนว่าจะเป็นแคนดิเดตประธาน กกต. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามว่าการได้รับเลือกให้เป็นประธาน กกต. คนมองกันว่าค่อนข้างพลิกล็อก เพราะก่อนหน้านี้มีการเสนอข่าวว่าจะมีแคนดิเดตอีกสองคน อิทธิพร-ประธาน กกต. กล่าวในเรื่องนี้ไว้ว่า ผมตระหนักดีว่าการเป็นประธาน กกต. บทบาทหน้าที่จะมีเยอะ ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง เช่นเข้าร่วมประชุมอะไรต่างๆ แต่ผมเองก็ไม่ได้หนักใจ และไม่ได้แปลกใจอะไรขนาดนั้น เพราะว่าก็เป็นการเลือกกันเองของที่ประชุม กกต. ซึ่งเมื่อเลือกกันเองก็ต้องแล้วแต่ กกต.ท่านอื่นๆ จะบอกว่าผมดีใจหรือไม่ ผมก็ต้องบอกว่าผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเลือกให้เป็น ปธ.กกต.และจะมุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-จากการเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศมาร่วม 36 ปี ตอนนี้มาเป็นประธาน กกต.ประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง ชีวิตการทำงานอะไรต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ก็เปลี่ยนครับ เพราะว่าสมัยรับราชการอยู่กระทรวงการต่างประเทศจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนน้อย แต่การเป็น กกต.เกี่ยวข้องกับประชาชน รัฐบาล เกี่ยวข้องกับรัฐสภา พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง การปฏิบัติสัมพันธ์ในงานของ กกต.จึงมีกับทุกภาคส่วน แต่ของกระทรวงการต่างประเทศจะไม่ทุกภาคส่วน อาจมีแค่บางครั้ง จึงแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามถึงว่าจะนำประสบการณ์สมัยอยู่กระทรวงการต่างประเทศ และการเป็นอดีตนักการทูตมาใช้ในการเป็นประธาน กกต.ได้มากน้อยแค่ไหน อิทธิพร-ประธาน กกต. เผยแนวทางไว้ว่า การรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน และหาจุดที่จะนำไปสู่จุดที่จะยอมรับกันได้เป็นเรื่องสำคัญ และอยากให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าสิ่งที่ถูกในวันนี้อาจเป็นสิ่งที่ถูกน้อยลงในวันหน้า ดังนั้นการหาจุดร่วมกัน การเข้าใจกฎ กติกาจึงสำคัญมากๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...การเลือกตั้งไม่ได้มีครั้งเดียวแล้วก็อยู่ตลอดชีวิต แต่การเลือกตั้งมีขึ้นในครั้งนี้ แล้วก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งหน้า โดยตามกฎหมายก็อีกสี่ปี การเลือกตั้งรอบนี้หากเราคะแนนน้อยกว่า แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาแนวคิดและการทำงานเพื่อประชาชน จากนั้นยกที่สองก็อีกสี่ปีข้างหน้า การรู้แพ้รู้ชนะ รู้ว่าตัวเองยังมีโอกาส มีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ......คือว่าถ้าทุกคนเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน คือผมจะไม่เอาความเห็นของผมไปใส่คุณ&amp;nbsp; บังคับให้คุณเชื่อ ขณะเดียวกันคุณก็ไม่นำความคิดคุณมาบังคับใส่ผม แต่เมื่อใดก็ตามที่เราคุยกันบ่อยครั้งขึ้น เราอาจหาจุดอะไรร่วมกันได้ นั่นคือเราสามารถทำงานร่วมกันได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเลย เพียงแต่ยอมรับว่ามีความแตกต่างอยู่ อันนี้ก็เป็นจุดที่ว่าสมัยอยู่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายมีงานที่ต้องเจรจาสองฝ่าย ก็ต้องพูดกันแบบนี้ ซึ่งหากผลสุดท้ายเห็นพ้องกันมันก็ง่าย แต่หากไม่เห็นพ้องกัน ก็ต้องหาจุดไหนที่จะเป็นจุดกลางที่คุณก็ไม่รู้สึกเสีย ผมก็ไม่รู้สึกเสีย คุยกันครั้งเดียวรู้เรื่องหรือไม่ หากคุยกันยังไม่รู้เรื่องก็มาคุยกันอีกอาจ 4-5 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การทูตแบบนี้ก็ช่วยฝึกคนให้มองอะไรที่กว้างขึ้น รวมถึงการทูตแบบพหุภาคี ซึ่งหากเราไปนั่งที่ยูเอ็นที่ต้องไปเจรจาข้อมติต่างๆ บางทีมีข้อเสนอมามาก ก็ต้องทำอย่างไรให้มีข้อเสนอที่เหลือน้อยลง จนถึงน้อยที่สุดและนำไปสู่การตัดสินร่วมกันได้ อันนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทน โดยความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญมาก ความอดทนด้วยเช่นกัน แล้วก็มองไปข้างหน้า หาทางสายกลาง สิ่งเหล่านี้ผมก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้าจากการที่ได้เคยฝึกตัวเอง ฝึกความคิดตัวเองจากการทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ ก็หวังว่าจะได้ประโยชน์บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อิทธิพร-ประธาน กกต. ยังกล่าวถึงการทำให้ กกต.พัฒนาเป็น กกต.4.0 ตามแนวทางที่เคยไปกล่าวไว้ตอนแสดงวิสัยทัศน์กับกรรมการสรรหาฯ กกต.ว่า 4.0 เป็นเรื่องการทำให้ทันกับยุคสมัย โปร่งใส มีธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นเรื่องตัวองค์กร บุคลากรของ กกต. การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่าย สิ่งเหล่านี้ก็คือแนวทางการทำงาน เพราะผมเชื่อว่าหากองค์กรไม่เข้มแข็งก็จะไม่สามารถผลักดันสิ่งเหล่านี้ได้ คำว่าองค์กรเข้มแข็งไม่ใช่ตัวองค์กรอย่างเดียว แต่ตัวผู้บริหาร, กกต., บุคลากรต้องเข้มแข็งหมด เราจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ&amp;nbsp; เทคโนโลยีเรื่องใดเป็นเรื่องดีก็ต้องนำมาใช้ ภายใต้หลักที่ต้องคำนึงว่าคุ้มค่าเงินหรือไม่ และเมื่อนำมาใช้แล้วจะสามารถอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้หรือไม่อย่างไร.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:144.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:216.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัชดนัย ตันศิริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19240</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, สุจริตใจ-เป็นกลางคือเกราะกำบัง, อิทธิพร บุญประคอง, แทบลอยด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181006/image_big_5bb8b74069518.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
