<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีสาน-ตอ.ฝนหนัก อิทธิพลพายุนังกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุ &amp;quot;นังกา&amp;quot; เข้าญวน ทำฝนตกหนักด้านตะวันออกและอีสานตอนบนของไทย ขณะที่ภาคใต้ก็ชุ่มฉ่ำ ทะเลคลื่นสูง ปภ.เผยยังมีน้ำท่วม 7 จังหวัด สภาวิศวกรเผย บางนา คลองเตย รามคำแหง พื้นที่เสี่ยงสูงสุด ภูเก็ตดินสไลด์ทำบ้านพักตากอากาศใกล้พัง ผู้ว่าฯ สั่งเป็นเขตอันตรายระงับใช้อาคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ &amp;quot;พายุระดับ 3 (พายุโซนร้อน) &amp;ldquo;นังกา&amp;rdquo; บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14-16 ต.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2563 ความว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (13 ตุลาคม 2563) พายุระดับ 3 (พายุโซนร้อน) &amp;ldquo;นังกา&amp;rdquo; บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 100 กิโลเมตร ทางด้านตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ละติจูด 18.6 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 14-15 ตุลาคม 2563 โดยจะทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นในบริเวณด้านตะวันออกและตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรงดการเดินเรือในระยะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัด รวม 45 อำเภอ 102 ตำบล 304 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9,465 ครัวเรือน ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สระแก้ว ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี พังงา และตรัง ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง รวมถึงสำรวจความเสียหายครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกรและอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สภาวิศวกรร่วมกับสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ใช้บิ๊กเดต้าคำนวณพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมแบบแม่นยำสูง เพื่อเตรียมหาแนวทางรับมือที่ยั่งยืน ตลอดจนนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดโซนนิงเมืองขนาดใหญ่ รวมทั้งกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต จากการตรวจสอบพบว่า กรุงเทพมหานครมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงสุดกว่าร้อยละ 35.52 ของพื้นที่ทั้งหมด 1,571.13 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะเขตพื้นที่บางนา คลองเตย และรามคำแหง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บิ๊กเดต้าดังกล่าวยังสามารถแสดงผลเป็นภาพกราฟฟิก &amp;quot;70 จุดเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&amp;quot; ประกอบด้วย 56 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทันทีหากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง อาทิ ถนนพระราม 3 ช่วงตลาดฮ่องกงปีนัง-แยก ณ ระนอง ถนนงามวงศ์วาน ช่วงแยกเกษตร ถนนรัชดาภิเษก แยกพระราม 9-แยกห้วยขวาง ถนนแจ้งวัฒนะ มรก.พน. ถนนรามคำแหง ช่วงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถนนอโศกมนตรี และถนนพัฒนาการ แยกศรีนครินทร์-คลองบ้านป่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ 14 จุดเสี่ยงน้ำท่วมกรณีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง อาทิ ถนนแจ้งวัฒนะ จากคลองประปา-คลองเปรมประชากร ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ และถนนพหลโยธิน บริเวณหน้าตลาดอมรพันธ์และแยกเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชัชวีร์กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาวิศวกรและสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สจล. ยังมีแนวคิดผลักดันเทคโนโลยีวิศวกรรมอย่าง &amp;quot;แก้มลิงยักษ์ใต้ดิน&amp;quot; อีกหนึ่งทางออกในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีเปิดหน้าดินเป็นช่องเล็กๆ แล้วใช้เครื่องมือเจาะคว้านดินด้านใน สร้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ใต้ดินขึ้น และสร้างท่อระบายน้ำหลัก 4 ท่อ พร้อมเชื่อมกับระบบท่อระบายอื่นๆ ของ กทม. เพื่อลำเลียงน้ำฝนบนพื้นถนนไปกักเก็บไว้ใต้ดิน เพื่อรอระบายไปยังแหล่งน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำในจังหวัดต่างๆ ที่นครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ล่าสุดที่ อ.ปากช่อง สถานการณ์คลี่คลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้กำลังติดตามสถานการณ์ที่มีฝนตกลงมาอีกบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ว่าฝนตกแรงมากน้อยเพียงไร แต่ที่ต้องจับตามากคือ น้ำจากเขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีการระบายน้ำออกมาตามคลองสาขา ทำให้มีบางจุดน้ำเอ่อล้น ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาได้หยุดระบายน้ำก่อน เพื่อให้มวลน้ำที่อยู่ในคลองสาขาไหลผ่านในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปักธงชัยไปก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยน้ำระบายออกมาอีกครั้ง แต่ยังต้องจับตาเขื่อนลำพระเพลิงเป็นพิเศษ เพราะปริมาณน้ำกักเก็บมีจำนวนมาก ถ้าปล่อยออกมามากก็จะล้นคลองสาขา กระทบพื้นที่ชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการคาดการณ์ว่าจะมีพายุเข้ามาอีกระลอก 3-4 ลูก ทางจังหวัดได้ตั้งวอร์รูมศูนย์บัญชาการที่จังหวัดแล้ว และให้ทุกอำเภอตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ติดตามเรื่องนี้และรายงานเรื่องฝนตกน้ำท่วมตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทางไลน์ นอกจากนี้ มีการชุมทุกติดตามสถานการณ์ทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในแต่ละวัน เพราะแต่ละอำเภอที่ได้รับผลกระทบ พื้นที่ค่อนข้างกว้างมาก รอรายงานอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ตอนนี้ต้องรายงานเข้ามาชั่วโมงต่อชั่วโมง ถ้าพายุเข้ามาอย่างที่คาดการณ์ก็รู้สึกกังวลอย่างมาก เพราะปริมาณน้ำตามอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่กักเก็บไว้ตอนนี้บางแห่งเต็มแล้ว และอีกหลายแห่งเริ่มเต็ม&amp;quot; นายวิเชียรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรัง ปภ.จังหวัดรายงานว่า ขณะนี้มีน้ำท่วมแล้ว 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง, สิเกา, วังวิเศษ, กันตัง และนาโยง ประมาณ 100 หลังคาเรือน โดยที่ ต.นาโยงใต้ ต.นาพละ และ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองตรัง ระดับน้ำได้ขยายวงกว้างท่วมหลายหมู่บ้าน เนื่องจากตลอดทั้งคืนที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่หมู่ 1 ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง มีน้ำท่วมสูงเกือบ 1 เมตร ชาวบ้านต้องเร่งช่วยกันทำกระสอบทรายเพื่อกันไม่ให้น้ำเข้าบ้าน และที่หมู่ 4 ต.นาโยงใต้ อ.เมืองตรัง ระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พังงา อ.ตะกั่วป่า เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมเป็นวงกว้าง ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองตะกั่วป่าได้เร่งเดินเครื่องสูบน้ำตลอดทั้งคืน เพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมตัวเมืองตะกั่วป่า ส่วนบริเวณรอบนอก ต.โคกเคียน หมู่ 3 และ ต.บางไทร หมู่ 1 หมู่ 2 พบว่ายังคงมีน้ำไหลท่วมเส้นทางเข้าหมู่บ้านสวนปาล์มน้ำมันและบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำตะกั่วป่าซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่ม โดยทางชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวต้องเตรียมความพร้อมโดยการเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้บนชั้น 2 ของบ้าน และต้องใช้เรือในการสัญจร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภูเก็ต นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ปภ.ภูเก็ตได้รับแจ้งจากเทศบาลตำบลรัษฎา อ.เมืองภูเก็ต ว่าเกิดดินสไลด์บริเวณโครงการหมู่บ้านหรูร่มไม้ชายเล ซอยย่ารื่นอุทิศ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านของนักธุรกิจที่ซื้อไว้เพื่อเป็นที่พักตากอากาศ จะเข้ามาพักเป็นครั้งคราว โดยขณะเกิดเหตุไม่มีคนพักอาศัยในบ้าน ซึ่งเดิมมีการก่อสร้างเป็นกำแพงป้องกันดินถล่ม แต่มีความมั่นคงแข็งแรงไม่เพียงพอ เทศบาลตำบลรัษฎาพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ปภ.จังหวัดภูเก็ต และเจ้าของแปลงที่ดินด้านล่างที่ดินสไลด์ลงมาเข้าตรวจสอบพื้นที่ความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผวจ.ภูเก็ต นำคณะไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ สั่งการให้เทศบาลตำบลรัษฎาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สั่งปิดพื้นที่อันตราย ระงับการใช้อาคาร ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร การก่อสร้าง และการปรับปรุงซ่อมแซมให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง รวมทั้งการเคลื่อนย้ายผู้ที่อยู่บริเวณพื้นที่เสี่ยงไปอยู่ในที่ปลอดภัย. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80379</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณรงค์ วุ่นซิ้ว, วิเชียร จันทรโณทัย, สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โสภณ ทองไสย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201013/image_big_5f859d5797306.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล. ผุดแนวคิด “แก้มลิงใต้ดิน” มูลค่า1พันล้าน ใช้เป็นบ่อพักน้ำรอระบาย แก้ปัญหาน้ำท่วมกทม.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ต.ค.63 -สภาวิศวกร ร่วมกับสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แถลงข่าวเปิดตัว เทคโนโลยีวิศวกรรมแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;แก้มลิงใต้ดิน&amp;rdquo; แบ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองรองรับน้ำรอระบายได้ถึง 100,000 ลบ.ม. และในพื้นที่ซอย 800 ลบ.ม. หากเป็นไปได้พร้อมนำร่องที่ สวนเบญจกิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ให้ข้อมูลว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาหลายปี &amp;nbsp;จะเห็นว่าพื้นที่ใจกลางเมือง หรือในซอยจะเกิดน้ำท่วมเร็ว ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีสภาพเป็นแอ่งกระทะคอนกรีต จากการขยายตัวของเมือง และหลายซอยมีระดับพื้นที่ต่ำกว่าน้ำทะเลหลายซอย ตัวอย่าง พื้นที่ ม.รามคำแหง &amp;nbsp;เราจึงคิดว่าฝนตกนิดหนึ่งน้ำก็ท่วมซอยแล้ว แต่แท้จริงคือน้ำย้อนจากพื้นที่สูงมายังพื้นที่ต่ำกว่า ดังนั้นวิธีที่จะนำน้ำที่ท่วมออกจากพื้นที่ได้คือการสูบน้ำออกจากถนน ไปยังคลองแสนแสบ และขึ้นไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ทั้งนี้แม้ว่าจะมีอุโมงค์ยักษ์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม บางทีน้ำก็มาไม่ถึงเพราะน้ำต้องมาจากซอยขึ้นไปบนถนน ไหลเชื่อมไปยังอุโมงค์ยังกษ์ และขีดความสามารถที่จำกัด มีปัญหาขยะอุดตัน ทำให้ไม่สามารถลำเลียงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดน้ำบนถนนมากเกินไป กลายเป็นน้ำท่วมขัง และหากปั๊มน้ำตัวหนึ่งเสีย พื้นที่กรุงเทพฯอาจจะจมน้ำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อธิการบดีสจล.กล่าวอีกว่า เมื่อดูจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7-12 ตุลาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ได้ใช้บิ๊กเดต้าคำนวณพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แบบแม่นยำสูงสุด ด้วย 5 ปัจจัย คือ พื้นที่แหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม(ถนนสายหลัก) โดยพื้นที่น้ำท่วมในปี 2552-2562 และระดับความสูงของพื้นที่ จากการวิเคราะห์ 70 จุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมบริเวณถนน พบว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมสูงสุดกว่าร้อยละ 35.52 ของพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่บางนา คลองเตย และรามคำแหง โดย 70 จุดเสี่ยงแบ่งเป็น 56 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทันที หากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 60 มม./ชั่วโมง อาทิ &amp;nbsp;ถ.พระราม3 ช่วงตลาดฮ่องกงปีนัง-แยก ณ ระนอง ถ.งามวงศ์วาน ช่วงแยกเกษตร ถ.รัชดาภิเษก แยกพระราม9-แยกห้วยขวาง ถ.แจ้งวัฒนะ มรก.พน. ถ.รามคำแหง ถ.อโศกมนตรี และถนนพัฒนาการ และยังมี 14 จุดเสี่ยงน้ำท่วม กรณีที่มีปริมาณฝนไม่เกิน 60 มม./ชั่วโมง ได้แก่ ถ.แจ้งวัฒนะ จากคลองประปา-คลองเปรมประชากร ถ.รัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ และถ.พหลโยธิน เพื่อเตรียมหาแนวทางรับมือ ตลอดจนนำมาประยุกต์ใช้จัดโซนเมืองขนาดใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ &amp;nbsp;ได้ทำการศึกษาจากประเทศที่ประสบปัญหาน้ำท่วมที่หนักกว่าไทย อย่าง กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีประชากรเกือบ 40 ล้านคน หนาแน่นกว่ากรุงเทพฯ 3-4 เท่า ทำให้สภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ และอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว และยังต้องเผชิญกับพายุใต้ฝุ่นอย่างหนักประมาณ 7-12 ลูกทุกปี วิธีการจัดการน้ำท่วมเมื่อก่อน จึงเป็นวิธีการที่ฝืนธรรมชาติโดยการสูบน้ำจากซอยขึ้นมาบนถนน ส่งต่อไปยังแม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว ซึ่งไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะหากปั๊มสูบเกิดปัญหาก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำย้อนและเมืองอาจจะจมน้ำ ปัญหาเหล่านี้จึงได้ถูกแก้ด้วยวิศวกรรมและเทคโนโลยี ที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยธรรมชาติ คือ การสร้างบ่อพักน้ำรอระบายขนาดยักษ์ใต้ดิน หรือไทยจะเรียกว่าแก้มลิงใต้ดิน ที่ไว้รองรอน้ำรอระบายไม่ต้องสูบน้ำรอระบายไว้บนถนน และไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำ มีทั้งหมด 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ทางตอนเหนือและใจกลางเมืองชินจูกุ ซึ่งหลักการคล้ายกันนี้ก็ยังมีประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแนวคิดนี้ &amp;nbsp;มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว คือ แนวคิดแก้มลิงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีตามธรรมชาติ แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ เนื่องจากการขยายตัวของเมือง ดังนั้นแนวคิดการสร้างแก้มลิงยักษ์ใต้ดินก็ต้องสามารถทำได้ในกรุงเทพฯ โดยประเมินจากพื้นที่ขนาดใหญ่ ใจกลางเมืองที่มีปัญหาหนักสุด อย่าง พื้นที่ย่านอโศก-สุขุมวิท-พระราม 4-บางนา-ราชประสงค์ &amp;nbsp;ที่เมื่อเกิดน้ำท่วมก็จะทำให้การจราจรติดมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากดูพื้นที่โดยรวมแล้ว สามารถนำร่องได้ คือ สวนเบญจกิติ ที่มีพื้นที่ 130 ไร่ มีขอบเขตพื้นที่ให้บริการ 900,000 ตารางเมตร &amp;nbsp;และไม่ต้องเวียนคืนพื้นที่ &amp;nbsp;สามารถสร้างบ่อสี่เหลี่ยมพักน้ำขนาดใหญ่ และสร้างท่อระบายน้ำหลัก 4 ท่อ พร้อมเชื่อมไปยังระบบท่อระบายอื่นๆในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;เป็นการลำเลี้ยงน้ำฝนบนพื้นถนนลงสู่ใต้ดิน ซึ่งในกระบวนการก่อสร้างไม่ยาก ทำเหมือนกับสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่จะง่ายกว่าเพราะไม่ต้องมีคนไปอยู่ใต้ดิน ขนาดอยู่ที่ กว้าง 90 x ยาว 100 x ลึก 20 ม. และด้านบนเป็นตะแกรงที่สามารถกรองขยะ ซึ่งเราก็สามารถเก็บได้ง่าย โดยจะรองรับปริมาณน้ำได้ 100,000 ลบ.ม. และใช้ระยะเวลาระบายลงไปยังแก้มลิงใต้ดินภายใน 15 นาที &amp;nbsp;ในระยะเส้นทางตั้งแต่พระราม 4 ไปจนถึงสุขุมวิท-อโศก &amp;nbsp;ที่คาดว่าการสร้างจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาท เปรียบเทียบงบประมาณที่รัฐต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมมากถึง 1 หมื่นล้าน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกพื้นที่มองไว้ก็คือสวนจัตุจักร &amp;nbsp;ส่วนน้ำท่วมในซอยที่เราต้องเผชิญ เพราะมีเพียงท่อระบายน้ำขนาดเล็ก และน้ำบนถนนยังทะลักเข้ามาอีก เราก็สามารถที่จะสร้างแก้มลิงเล็กใต้ดินขนาดเล็กหน้าซอย กว้าง 4 x ยาว 20 x ลึก 10 ม. สามารถรองรับน้ำเพื่อรอระบายได้ 800 ลบ.ม. ที่วางบประมาณไว้ 2-3 ล้านบาท ซึ่งความกว้างจะไม่ขัดขว้างการสัญจรในซอย และยังช่วยระบายน้ำจากถนนด้วย หากเป็นไปได้ภายใน 1 ปีนี้จุดที่ควรสร้างให้เร็วที่สุดคือย่านสุขุมวิท อโศก และพระราม4 และแนวทางนี้เราหวังว่าทางกรุงเทพฯ จะนำแนวคิดแก้มลิงใต้ดินที่ออกแบบเสร็จเรียบแล้ว ไปพิจารณาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80245</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ, สจล., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, แก้มลิงใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f841f6160b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล.สร้าง3นวัตกรรมสู้โควิด เครื่องช่วยหายใจพกพา ห้องแยกโรคความดันลบ  ประตูสแกนอุณหภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมเดลเครื่องช่วยหายใจแบบพกพา นำไปใช้ที่บ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค. 63 -สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้แถลงข่าวผ่าน Facebook Live Streaming เปิดตัวศูนย์ KMITL GO FIGHT COVID-19 ศูนย์รวมองค์ความรู้ และนวัตกรรมในด้านการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคโควิด-19 ภายใต้โครงการ 60 ปี พระจอมเกล้าลาดกระบัง ไร้ขีดจำกัด โชว์ 3 นวัตกรรมที่มีความพร้อมในการใช้งาน อาทิ ห้องแยกโรคความดันลบ (Negative pressure room) &amp;nbsp;เครื่องช่วยหายใจ (GO RES) และประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ เป็นต้น เพื่อขยายผลไปยังโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่สนใจต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจบุันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกมีผู้ป่วยเกิน 1 ล้านคน และคาดว่าอาจจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นสำหรับสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อกำลังของบุคลากรทางการแพทย์ การรองรับของโรงพยาบาล หรือเครื่องมือแพทย์ที่ไม่เพียงพอและมีอย่างจำกัด ในฐานะสถาบันการศึกษาก็ได้มีส่วนยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ โดยได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นโรงพยาบาลสนาม ในกรณีที่ประชาชนหรือกระทรวงสาธารณสุขต้องการจำนวน 351 ห้อง และในส่วนของอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่าง &amp;nbsp;เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นโมเดลแรกในประเทศไทย ที่ใช้เวลากว่า 1 เดือนในการคิดค้นและประดิษฐ์ &amp;nbsp;ซึ่งชิ้นส่วน อย่าง กระบอกสูบหรือลูกสูบ ที่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังได้จำลองคุณสมบัติของเครื่องช่วยหายใจขนาดใหญ่ในโรงพยาบาล ให้อยู่ในขนาดที่พกพาได้ เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาล และผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งาน สามารถนำไปใช้เองได้ที่บ้าน ทั้งนี้ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5,000 &amp;ndash; 10,000 บาท เพื่อเป็นกำลังในการผลิตให้ได้ปริมาณมากทาง สจล.ได้บริจาคแล้ว 1 ล้านบาท หากประชาชนสนใจร่วมบริจาคได้ที่ 693-031-750-0 สาขา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง &amp;nbsp;ชื่อบัญชี &amp;nbsp;สจล. นวัตกรรมสู้ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมเดลห้องแยกโรคความดันลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อธิการบดี สจล. กล่าวต่อว่า สำหรับห้องแยกโรคความดันลบ เป็นนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องคัดกรองเชื้อโรค โดยหลักการทำงานจะปรับความดันภายในห้องให้เป็น Negative หรือมีแรงดันต่ำกว่าห้องข้างเคียง เพื่อไม่ให้อากาศซึ่งอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนภายใน ไหลออกมาสู่ห้องภายนอก ในต้นทุนการสร้างเพียงประมาณ 150,000 &amp;ndash; 200,000 บาทต่อห้อง โดยติดตั้งแล้วที่ โรงพยาบาลวชิรพยาบาลจำนวน 5 ห้อง และโรงพยาบาลสิรินธรจำนวน 3 ห้อง โดยคาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในต้นเดือนเมษายน 2563 และประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI คัดกรองแม่นยำ พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติ เพื่อคัดกรองบุคคลและพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าหรือออกจากสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น สนามบิน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น โดยได้นำร่องใช้งานนวัตกรรมดังกล่าวเพื่อคัดกรองบุคคลก่อนเข้าอาคารภานในมหาวิทยาลัย และพร้อมต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องแยกโรคความดันลบ ที่สร้างให้รพ.วชิรพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI คัดกรองแม่นยำ พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติI พร้อมด้วยระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติ โดย สจล. พัฒนาเครื่องมือดังกล่าวขึ้นเพื่อคัดกรองบุคคลและพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าหรือออกจากสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น สนามบิน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น อีกทั้งการคัดกรองด้วยระบบ AI จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้คนตรวจ ซึ่งอาจเกิดการแพร่เชื้อระหว่างผู้ใช้งานและผู้คัดกรองได้ ทั้งนี้ วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบิน สจล. ได้นำร่องใช้งานนวัตกรรมดังกล่าวเพื่อคัดกรองบุคคลก่อนเข้าอาคาร และพร้อมต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สำหรับมาตรการในส่วนของนักศึกษา ได้มีการปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่อสอดรับกับมาตรการลดระยะห่างทางสังคม ได้ดำเนินการติดตามผลการเรียนในรูปแบบออนไลน์ ขยายเวลาเรียนและจ่ายค่าเทอม &amp;nbsp;และรับฟังปัญหาของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และได้ออกมาตรการช่วยเหลือนักศึกษา อาทิ ประกันสุขภาพ ฯลฯ ที่จะทยอยประกาศเพื่อเป็นการช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยังต้องติดตามผลการประชุมจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)&amp;rdquo; &amp;nbsp;อธิการบดี สจล. ทิ้งท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศูนย์ KMITL GO FIGHT COVID-19 ยังมีนวัตกรรมอื่นๆอีก อาทิ ระบบตรวจจับอุณหภูมิด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนเวอร์ชั่นที่ 1 และ 2, หน้ากากพร้อมการ์ดป้องกัน, อุปกรณ์ในการฆ่าเชื้อเครื่องมือทางการแพทย์, หุ่นยนต์ในการบริหารจัดการยาและเก็บของเสีย, ระบบดูดและกรองอากาศสำหรับชุดป้องกันเชื้อโรค, ระบบควบคุมลิฟต์แบบไม่สัมผัส, หุนย์ฆ่าเชื้อด้วยแสง UV C, ห้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภาคสนาม และแอพพลิเคชั่นเฝ้าระวังและติดตามตัวผู้ป่วยโควิด-19 เป็นต้น สำหรับโรงพยาบาลและหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อสอบถาม และรับคำแนะนำด้านการพัฒนานวัตกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่สำนักงานบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) โทร. 091-812-0416 หรืออีเมล kannika.li@kmitl.ac.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61941</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประตูสแกนอุณหภูมิ, สจล., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, ห้องแยกโรคความดันลบ, เครื่องช่วยหายใจแบบพกพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86fa67170a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสนอปรับPM2.5 ค่ามาตรฐานที่20</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาวิศวกรเสนอรัฐบาลปรับมาตรฐานรถยนต์เป็นยูโร 6 เทียบเท่าทั่วโลก พร้อมกำหนดมาตรฐานค่า พีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 20 เพื่อให้สังคมตระหนักปัญหาฝุ่นจิ๋วคุกคาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล สภาวิศวกรเปิดเวทีการเสวนา ระดมสมองจากนักวิชาการ-นักวิชาชีพ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ซึ่งเวทีนี้มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมระดมสมอง ได้แก่ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย, สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร เปิดเผยถึงการจัดเวทีระดมความคิดในครั้งนี้ว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM 2.5 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2563 ซึ่งส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับรุนแรง บางพื้นที่มีปริมาณความหนาแน่นของฝุ่นทะลุเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สั่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกันยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังจากที่กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานโลก ดังนั้นสภาวิศวกรในฐานะเสาหลักทางด้านวิศวกรรมของชาติ จึงเชิญ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันระดมสมอง หาทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังการจัดเสวนาระดมความคิดจากนักวิชาการและนักวิชาชีพ คาดว่าทางสภาวิศวกรจะรวบรวมทุกข้อมูลที่ได้ร่างเป็นนโยบายสาธารณะ เสนอต่อรัฐบาลในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสภาวิศวกร และอดีตกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวว่า ละอองฝุ่น PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก หลายคนอาจจะมองว่าเป็นฝุ่นที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก แต่แท้จริงฝุ่นละอองขนาดจิ๋วเป็นต้นตอของการให้เกิดโรคมะเร็งในปอด ดังนั้น เราจึงควรจะต้องใส่ใจและจริงจังต่อการแก้ปัญหา เวทีนี้ได้เสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาทางออกเร่งด่วน คือมาตรฐานของรถยนต์และเชื้อเพลิง ซึ่งบ้านเรายังใช้รถยนต์ที่เป็นมาตรฐานยูโร 4 ขณะที่ทั่วโลกเป็นยูโร 6 อาจจะให้ปัญหานี้ลดลง ทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงคมนาคม ต้องเร่งวางมาตรฐานรถใหม่-รถเก่า รวมถึงรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งสินค้า ให้มีมาตรฐานการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ส่งผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับการปรับมาตรฐานการวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้เท่าเทียมกับมาตรฐานโลก ซึ่งกำหนดมาตรฐานให้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ประเทศไทยกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หากมีการกำหนดตามค่ามาตรฐานให้เท่ากันจะทำให้ทุกภาคส่วนเล็งเห็นถึงว่าเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นจะได้ร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อไม่ให้ลุกลามยากเกินเยียวยาด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57441</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรงแรม เดอะ สุโกศล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200217/image_big_5e4a8dbf77e06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2019 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.ยันไม่ได้ตัดงบฯวิจัย มหา&#039;ลัย เพียงแต่โยกเข้ากองทุนส่งเสริมวิทย์ฯ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8ต.ค.62-นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ในวันที่ 10-11 ตุลาคม ทปอ.จะมีการประชุมรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ฝ่ายแผน และฝ่ายวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของมหาวิทยาลัย รวมทั้งระบบทีแคส และสรุปเป็นหนังสือปกขาวเสนอต่อ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ปลายเดือนตุลาคมนี้ สำหรับปัญหางบประมาณประจำปี 2563 ของสถาบันอุดมศึกษานั้น ทปอ.รับทราบจากมหาวิทยาลัยสมาชิกเบื้องต้นว่า งบฯ วิจัยและงบฯ ดำเนินการของมหาวิทยาลัยหลายแห่งถูกปรับลด &amp;nbsp;ซึ่งต้องยอมรับว่างบฯ วิจัยเป็นงบฯ ที่จำเป็นสำหรับมหาวิทยาลัยในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการด้านแผนและงบประมาณของ ทปอ. ได้มีการหารือกับ รมว.อว.และนพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัด อว. เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมในฐานะประธาน ทปอ. จะต้องไปชี้แจงด้านงบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมจะพยายามชี้แจงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของงบฯ ด้านวิจัยที่มีต่อมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมางบฯ วิจัยอาจเป็นของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) แต่ตอนนี้ วท. รวมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แล้ว เป็น อว. &amp;nbsp;หากตัดงบฯ วิจัยของมหาวิทยาลัยไป ก็จะส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย ทั้งการที่ ทปอ.จะเข้าพบกับ รมว.อว. ก็จะหารือถึงเรื่องงบฯวิจัยด้วย&amp;rdquo;ประธาน ทปอ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัด อว. กล่าวว่า สำหรับกรณีงบประมาณด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย ประจำปี 2563 นั้นไม่ได้ถูกตัด &amp;nbsp;แต่เป็นการโยกงบฯ วิจัยไปไว้ในกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม &amp;nbsp;เมื่อโยกงบฯแล้ว เราจะทำเกณฑ์ ซึ่งงานวิจัยจะมีทิศทางที่ชัดเจน มหาวิทยาลัยก็ส่งโครงการให้ตรงกับทิศทาง ก็จะได้เงินวิจัยคืนมา เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะไม่ได้ถูกตัดงบฯ เพราะจะมีงบฯวิจัย &amp;nbsp;แต่งานวิจัยนั้นจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์และทิศทางของกระทรวง สำหรับโครงการวิจัยที่จะต้องทำต่อเนื่องนั้น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะทำหน้าที่จัดสรรงบฯการวิจัยให้ ส่วนโครงการวิจัยที่มหาวิทยาลัยอยากดำเนินการเอง ก็ให้ใช้งบฯรายได้ของมหาวิทยาลัย ดำเนินการได้ &amp;nbsp;โดยปลายเดือน ต.ค.นี้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อว. จะประชุมร่วมกับ ทปอ. เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องงบฯวิจัยกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งนี้ทันการใช้งบฯปี 2563 แน่นอน เพราะกว่าจะใช้งบฯ ปี 2563 ได้คาดว่าจะเป็นประมาณเดือน มกราคม พ.ศ.2563 โดยขณะนี้สามารถใช้งบฯปี 62 ไปพลางก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47599</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบวิจัยมหาวิทยาลัย, ทปอ., สรนิต ศีลธรรม, สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d95f5307a8cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2019 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot; ทปอ.&quot;เตรียมปรับปรุง&quot;TCASปี64-66&quot;  เป็นระบบDouble Sorting เพิ่มโอกาสเรียกสำรองที่นั่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ส.ค.62-ทปอ. เดินหน้า ทำประชาพิจารณ์ ระบบ TCAS&amp;nbsp; แต่ปี63 ยังใช้ระบบเดิม แต่ปี 64-66จะต้องเป็นระบบใหม่เป็นระบบ Double Sorting&amp;nbsp; เพิ่มโอกาสเด็กได้ที่นั่งตามต้องการ และเนียกสำรองที่นั่งได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สุชัชวีร์&amp;quot;เผยจะมะยอยลดการยืนยันสิทธิ์ เหลือเพียง 3รอบ ส่วนการ ลงทะเบียนข้ามมหา&amp;#39;ลัยเริ่มแล้ว Tcas กำลังพัฒนาให้อยู่ในแพลตฟอร์มที่ง่ายขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวภายหลังการประชุมในการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และการประชุมสามัญสมาคมทปอ. ครั้งที่ 4/2562&amp;nbsp;&amp;nbsp;ว่า ที่ประชุม ทปอ.ได้มีการสรุประบบการรับสมัครคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) 2562 ซึ่งเป็นระบบที่มีการเปลี่ยนตามปัญหาที่เกิดขึ้นใน TCAS 2561 ดังนั้น ในปี 2563 TCAS จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะยังเป็นเป็นไปตาม TCAS 2562 แต่ระบบใดๆ ในโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูล พฤติกรรมของนักเรียนในระบบTCAS 2562 พบว่า น้องๆ นักเรียนได้มีการเลือกเข้าเรียนที่แตกต่างไปจากในอดีต ฉะนั้น ระบบ TCAS 2564- 2566 จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2564 จะใช้ระบบสมัคร 5 แบบ ยืนยันสิทธิ์ 4 รอบ เริ่มจัดสอบความถนัดทั่วไป (GAT)และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) ใหม่ ซึ่ง TCAS 2564-2566 ใช้ระบบ Double sorting เพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้ที่นั่งความต้องการและเรียกสำรองที่นั่งให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า ส่วนระบบ TCAS 2565 ใช้เหมือนกับระบบ TCAS 2564 ใหม่ และจะประชาสัมพันธ์การรวมรอบยืนยันสิทธิ์รอบ 1 และรอบ 2 รวมทั้งจะเตรียมความพร้อมการปรับข้อสอบ 9 วิชาสามัญ ส่วน TCAS 2566 จะใช้แบบใหม่ คือ สมัคร 5 แบบยืนยันสิทธิ์ 3 รอบ ใช้เกณฑ์การคัดเลือก แอดมิชชั่นใหม่ และใช้คะแนนผลการสอบรายวิชาGAT/PAT ใหม่ และ 9 วิชาสามัญรูปแบบใหม่ โดยจากนี้ ทปอ.ได้มีการลงทุกพื้นที่ทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน และครูแนะแนว เพื่อให้ทราบว่า TCAS 2563-2566 จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง อีกทั้ง ขณะนี้ ทปอ.ได้ส่งข้อมูลบิ๊กดาต้าถึงความต้องการของเด็กว่าจะเรียนสาขา/คณะใด และไม่ต้องการสาขา /คณะใด สละสิทธิ์ในสาขาใดไปยังอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อให้มหาวิทยาลัยปรับตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับปฏิทิน TCAS 2563 จะสอบGAT/PAT 22-25 กุมภาพันธ์ 2563 ประกาศผล 1 เมษายน 2563 สอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) 25 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2563 ประกาศผล 27 มีนาคม 2563 สอบ 9 วิชาสามัญ 14-15 มีนาคม 2563 ประกาศผลสอบ 9 วิชาสามัญ 5 เมษายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการประกาศผล TCAS 2563 นั้น ในรอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน (Protfolio) 2 ธันวาคม 2562- 4 กุมภาพันธ์ 2563 รอบที่ 2 โควต้า 6 กุมภาพันธ์ 2563 -25 เมษายน 2563 รอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน 17 เมษายน 2563 -19 พฤษภาคม 2563 รอบที่ 4 แอดมิชชั่น 9 พฤษภาคม 2563 -8 มิถุนายน 2563 และรอบที่ 5 รับตรงอิสระ 30 พฤษภาคม 2563 -17 มิถุนายน 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนั้น ที่ประชุม ทปอ.ได้มีการแจ้งเกี่ยวกับการลงทะเบียนข้ามมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยได้มีการดำเนินการแล้ว เช่น หากนักศึกษาเรียนอยู่ที่ มจพ. จะไปเรียนในสาขาอื่น มหาวิทยาลัยอื่น ก็สามารถเรียนได้ ต่อไปจะไม่มีกำแพงระหว่างคณะ มหาวิทยาลัย โดยการลงทะเบียนข้ามมหาวิทยาลัยกำลังพัฒนาให้อยู่ในแพลตฟอร์มที่ง่ายขึ้น เช่น ลงทะเบียนข้ามคณะบนโทรศัพท์มือถือได้ ส่วนการได้รับปริญญานั้น นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนข้ามมหาวิทยาลัยหากเรียนจบตามหลักสูตรในมหาวิทยาลัยที่ตนเองข้ามไปเรียนก็สามารถขอจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยนั้นๆ ได้ &amp;quot;ประธาน ทปอ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้ช่วยเลขานุการทปอ. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า TCAS 2562 พบว่า กลุ่มสาขาที่มีอัตราการแข่งขันสูงสุด นั่นคือ กลุ่มสาขาแพทย์ศาสตร์ 1:9.24 แต่เมื่อพิจารณาลงไปแต่ละสาขาที่มีอัตราการแข่งขันสูง พบว่า สาขาทันตแพทยศาสตร์ 1:15 และสาขาเภสัชศาสตร์ 1:14 ขณะที่ สาขาที่แข่งขันน้อยที่สุด คือ สาขาศิลปกรรม 1:2.7 ส่วนสาขาที่ผ่านการคัดเลือกมากที่สุด คือ สาขาครุศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ สำหรับสาขาที่เด็กสละสิทธิ์มากที่สุด คือ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ และสาขาสุขภาพ ร้อยละ 35.6 ข้อมูลบิ๊กดาต้าที่เรามี เช่น สถิติของแต่ละสาขา และหลักสูตรที่เด็กเลือกเรียน อัตราการแข่งขัน ข้อมูลการสละสิทธิ์ เช่น รอบ3 พบว่า มีการสละสิทธิ์ ทุกอันดับบางรายติดอันดับ 1 ก็ยังสละสิทธิ์ เป็นต้น รวมทั้งเห็นข้อมูลด้วยว่า เด็กบางคน ติดรอบ 3 ในสาขาและมหาวิทยาลัยหนึ่ง แต่สละสิทธิ์ และสมัครรอบ 4 โดยเลือกในสาขาและมหาวิทยาลัยเดียวกันกับรอบ 3 ซึ่งบางรายก็สอบติด บางรายก็สอบไม่ติดในรอบ 4 เพราะเด็กมีความมั่นใจว่า ในเมื่อรอบ 3 สอบติด รอบ 4 ก็ต้องสอบติด และอยากมีตัวเลือกอื่นในรอบ 4 ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เด็กมีความโลเล และอยากลองของ โดยที่ลืมไปว่า รอบ 3 และ รอบ 4 คนละเกณฑ์กันทั้งเห็นว่า มหาวิทยาลัยในเมืองและมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ มีอัตราการแข่งขันสูงกว่า มหาวิทยาลัยนอกเขตเมือง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44285</URL_LINK>
                <HASHTAG>Double sorting, TCAS, TCAS63, ปรับระบบTCAS64-66, สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfbd03298039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัดอว.เตรียมหารือ&quot;ปลดล็อก&quot;กรอบคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา รับมือโลกเปลี่ยน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ก.ค.62-นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ปลัด อว.) กล่าวว่า ตามที่ตนได้รับมอบหมายจากนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ให้ปรับปรุงมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) ในรายละเอียดให้ได้ข้อสรุปภายใน 3 เดือนนั้น สำหรับ มคอ. เป็นเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร ซึ่งประกาศมาตั้งแต่ปี 2558 และปรับปรุงล่าสุดเมื่อปี 2561 ดังนั้นตนคิดว่าต้องมีการหารือกับ รมว.อว. ว่า การปลดล็อกครั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักคืออะไร &amp;nbsp;ต้องการปรับเพื่อให้มหาวิทยาลัยแสดงศักยภาพได้เต็มที่ หรือ ต้องการเติมพลังให้มหาวิทยาลัยในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จึงจะสามารถมาศึกษาในรายละเอียดได้ว่า &amp;nbsp;เรื่องอะไรบ้างที่เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันที่การเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เช่น เด็กทุกวันนี้ ไม่ได้เรียนเพื่อต้องการปริญญา &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว โดยอาจเปิดสอนเป็นหลักสูตรเฉพาะ ที่คนสนใจเรียน &amp;nbsp;หรือเปิดโอกาสให้มีการเรียนแบบเก็บหน่วยกิต ข้ามสถานได้ เป็นต้น &amp;nbsp;เพื่อจัดทำข้อเสนอเบื้องต้น ส่งให้คณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) คณะกรรมการมาตรฐานอุดมศึกษา (กมอ.) เห็นชอบ โดยคาดว่า จะจัดทำข้อเสนอเบื้องต้นได้ทันภายใน 3 เดือน &amp;nbsp;ส่วนการปรับมากน้อยแค่ไหนนั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบ ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งบางอย่างจำเป็นต้องปรับก็ปรับ บางอย่างที่ไม่ทันสมัย ไม่เข้ากับยุคปัจจุบัน หากจำเป็นต้องยกเลิก ก็ต้องเลิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ตนเชื่อว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่ง รู้สึกเช่นเดียวกันว่า มคอ. สร้างภาระในการทำงานให้กับมหาวิทยาลัย &amp;nbsp;โดยเฉพาะอาจารย์ที่ต้องกรอกข้อมูลรายละเอียดค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรต่าง ๆ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ทำอยู่แล้ว เพราะต้องใช้ในการประเมินเพื่อเข้าสู่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดยใช้มาตรฐานระดับสากล &amp;nbsp;แต่ก็เข้าใจว่า ยังจำเป็นต้องมีมคอ. กำกับดูแลหลักสูตรอยู่ด้วย เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีมาตรฐานไม่เท่ากัน &amp;nbsp;ดังนั้นจึงอาจไม่จำเป็นต้องยกเลิก มคอ.แต่ขอให้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนที่ รมว.อว. จะเข้าร่วมกับฟังปัญหาของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการประชุมวันที่ ‪25 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นั้น ทปอ. ได้เตรียมข้อมูลรายงานหลายเรื่องทั้ง การปรับการรับสมัครการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ประจำปีการศึกษา 2563 &amp;nbsp; ตัวเลขความต้องการกำลังคนของประเทศในสาขาต่าง ๆ กำลังการผลิตของมหาวิทยาลัย รวมถึงความจำเป็นที่ต้องรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านต่าง ๆ เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้&amp;rdquo;อธิการบดี สจล. กล่าว‬
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41939</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบคุณวุฒิมาตรฐานอุดมศึกษา, นพ.สรนิต ศีลธรรม, สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd29b9ca9eee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
