<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯ ตั้งศูนย์ติดตามเฟก นิวส์ รับมือข่าวปลอมป่วนข้อมูลประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย. 2564 น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือศูนย์ต่อต้านเฟก นิวส์ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้หน่วยงานราชการทุกกระทรวงติดตามข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างรวดเร็ว โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงนามแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานศูนย์ เพื่อให้การปฏิบัติราชการของกระทรวงเป็นรูปธรรม ชัดเจน และนำเสนอข้อเท็จจริงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วทันท่วงที ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการดำเนินการด้านการตรวจสอบข่าวปลอมอย่างต่อเนื่องกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC Thailand) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่แล้ว โดยกลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน หาข้อมูลและสนับสนุนการชี้แจงประเด็นข่าวปลอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านเฟก นิวส์ ประจำกระทรวงอุตสาหกรรมจะช่วยทำให้กระทรวงสามารถติดตาม ตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสังคมออนไลน์ และสื่อต่างๆ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบและแนวโน้มของการแพร่กระจายข่าวปลอมได้อย่างทันท่วงที รวมถึงสามารถประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลได้รวดเร็วและเป็นเอกภาพ สะดวกในการชี้แจงให้ข้อเท็จจริง แก้ไขความเข้าใจผิดและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของสาธารณชน โดยกรอบการทำงานตรวจสอบติดตามเบื้องต้นจะไม่เกินเวลา 1 วันหรือภายใน 24 ชั่วโมง&amp;rdquo; น.ส.สุชาดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106462</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศูนย์ต่อต้านเฟก นิวส์, สุชาดา แทนทรัพย์, โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c866687ea73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2019 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตสาหกรรมเหล็ก ตบเท้าเข้าพบ“สุริยะ”หาทางแก้ไขถูกต่างชาติดัมพ์ราคาแย่งตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 พ.ย. 2562 นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลัง 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เข้าพบนายสุริยะ จึงรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ว่าสมาคมฯ ได้รายงานสถานการณ์เหล็กว่าประเทศไทยเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ โดยปี 2561 ไทยมีปริมาณการใช้เหล็ก 19.3 ล้านตัน เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศเพียง 7.3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตเพียง 33% แสดงให้เห็นว่าภาพรวมของปัญหาหลักเกิดจากสินค้าในประเทศถูกสินค้านำเข้าแย่งส่วนแบ่งตลาด ส่งผลต่ออัตราการใช้กำลังการผลิต รวมทั้งได้รายงานความคืบหน้าการแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กที่ได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ตลอดจนความคืบหน้าแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) กล่าวว่าสมอ.ได้กำหนดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กอย่างเข้มงวด และเฝ้าจับตาการนำเข้าสินค้าดังกล่าวอย่างใกล้ชิดผ่านระบบ National Single Window หากพบมีการนำเข้าในปริมาณมากผิดปกติ จะเข้าทำการตรวจสอบทันที พร้อมเก็บตัวอย่างทดสอบก่อนปล่อยใช้งานทุกครั้งที่นำเข้า เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมาย และควบคุมการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนจากประเทศเวียดนาม โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดก่อนทุกครั้งที่นำเข้า รวมทั้งเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจสอบ เนื่องจากปัจจุบันมีการนำเข้าเหล็กดังกล่าวจากประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา สมอ.ได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรัฐบาล และภายใต้กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก รวมทั้งควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเป็นพิเศษ ตามนโยบายของรมว.อุตสาหกรรม ปัจจุบัน สมอ. ประกาศใช้มาตรฐานบังคับกับผลิตภัณฑ์เหล็กแล้ว 20 มาตรฐาน และได้เร่งรัดแก้ไขมาตรฐานและกำหนดใหม่ เพื่อบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์เหล็กที่ด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ โดยมีมาตรฐานที่อยู่ในขั้นตอนการประกาศบังคับใช้อีก 7 มาตรฐาน ได้แก่ มอก. 50-2561 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก, มอก. 528-25xx เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป, มอก. 1228-25xx เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็นสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป, มอก. 1390-2560 เข็มพืดเหล็กกล้ารีดร้อน, มอก. 1999-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างรถยนต์, มอก. 2060-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานถังก๊าซ และมอก. 2140-2560 เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานรถยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานที่อยู่ระหว่างการแก้ไขและกำหนดใหม่อีก 16 มาตรฐาน ซึ่ง สมอ. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ สามารถยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน และเพื่อป้องกันการนำเข้าเหล็กที่ด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50859</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สุชาดา แทนทรัพย์, อุตสาหกรรมเหล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d8497a10a063.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
