<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุทธิพงษ์’ผงาดปลัดมท. โยกผู้ว่าฯหมูป่าไปปทุมฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สุทธิพงษ์&amp;quot; อธิบดีหมื่นล้าน สามีนักธุรกิจบิ๊กพลังงาน-ศิษย์เอกสมเด็จพระสังฆราชฯ แรงปลายเข้าวินเก้าอี้ปลัดมหาดไทยคนใหม่ &amp;quot;ผู้ว่าฯ หมูป่า&amp;quot; ขยับใกล้เข้าเมืองกรุง โยกจากลำปางมาอยู่ปทุมธานี ส่วน &amp;quot;ชัยวัฒน์-ผวจ.ปทุมฯ&amp;quot; สายตรงบิ๊กป๊อก เข้าไลน์รอคั่วปลัด มท. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ส.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติ ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงประจำปีของกระทรวงมหาดไทย (มท.) รวม 28 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ได้แก่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน โดยนายสุทธิพงษ์จะมาเป็นปลัด มท.คนใหม่ ตั้งแต่ 1 ต.ค. เพื่อมาแทนนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัด มท.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์เหลืออายุราชการอีก 3 ปี และเป็นแกนนำกลุ่มสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในกระทรวงมหาดไทย โดยก่อนหน้านี้นายสุทธิพงษ์ถูกจับตามองว่าเป็นแคนดิเดตคั่วเก้าอี้ปลัดมหาดไทยคนใหม่กับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนร่วมรุ่นสิงห์ดำ ที่มีกระแสข่าวว่า พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายฉัตรชัยจะผลักดันให้ข้ามห้วยกลับถิ่นเดิมมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ต่อมามีกระแสคัดค้านจากข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ไม่เห็นด้วยกับสูตรดังกล่าว จนทำให้การตั้งปลัด มท.รอบนี้ ฝุ่นตลบ เกิดความไม่ลงตัวในกระทรวงมหาดไทยมาร่วม 3 สัปดาห์กว่าถึงจะหาข้อยุติได้ จนในที่สุดพลเอกอนุพงษ์และนายฉัตรชัย สุดท้ายก็ยอมเสนอชื่อนายสุทธิพงษ์เป็นปลัด มท.คนใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์ก่อนหน้านี้เคยสร้างความฮือฮา เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช.มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุทธิพงษ์และภรรยา ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. โดยพบว่าแม้นายสุทธิพงษ์จะมีทรัพย์สินแค่ 15,724,125 บาท แต่ภรรยาคือ น.ส.วันดี กุญชรยาคง คู่สมรส มีทรัพย์สิน 10,209,774,199 บาท โดยรวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 10,225,498,325 บาท ไม่มีหนี้สิน ซึ่ง น.ส.วันดีก็คือนักธุรกิจด้านพลังงานทดแทนรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ เพราะเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นอันดับ 1 ของบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจพลังงาน อีกทั้งยังเป็น ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็เป็นที่รู้กันดีสำหรับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยว่า นายสุทธิพงษ์ถือเป็นศิษย์เอกคนสำคัญของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมายาวนานหลายปี จนเมื่อเร็วๆ นี้ นายสุทธิพงษ์ได้รับประทานตราตั้งพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรวัดราชบพิธมาแล้ว จึงทำให้ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยมองว่า แม้ก่อนหน้านี้พลเอกอนุพงษ์และนายฉัตรชัยพยายามเลี่ยงจะไม่เสนอชื่อนายสุทธิพงษ์เป็นปลัด มท.คนใหม่ แต่ข้าราชการมหาดไทยก็ยังเชื่อว่านายสุทธิพงษ์จะแรงปลาย เพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายให้เป็นปลัดมหาดไทย จนสุดท้าย ครม.จึงเห็นชอบให้เป็นปลัด มท.คนใหม่ ตามที่พลเอกอนุพงษ์เสนอชื่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มติ ครม.ดังกล่าว นอกจากจะมีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงอีกหลายตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 28 ชื่อ ซึ่งชื่ออื่นๆ ที่น่าสนใจก็เช่น การโยกนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก ผวจ. ปทุมธานี มาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยนายชัยวัฒน์ถือเป็นสายตรงพลเอกอนุพงษ์ เพราะเป็นอดีตหัวหน้าสำนักงานพลเอกอนุพงษ์มาก่อนสมัยยังไม่ได้ขึ้นเป็นรองผู้ว่าฯ ซึ่งนายชัยวัฒน์ที่เป็นผู้ว่าฯ ที่โด่งดังในโซเชียลมีเดีย เพราะปรากฏภาพและข่าวต่างๆ ให้เห็นบ่อยครั้ง เช่น ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือการประกาศไม่รับเงินเดือน ผวจ.ปทุมธานี เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อช่วยรัฐบาลประหยัด จะได้นำงบประมาณไปแก้ปัญหาโควิด โดยนายชัยวัฒน์ที่เหลืออายุราชการอีกร่วม 5-6 ปี ทำให้เริ่มถูกจับตามองว่า มีสิทธิ์ลุ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ในอนาคต ในฐานะเครือข่ายสิงห์ดำเช่นกัน นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้มีการย้ายนายสมคิด จันทมฤก จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนแทนนายสุทธิพงษ์ หลังนายสมคิดทำงานเข้าตาพลเอกอนุพงษ์หลายเรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในตำแหน่งพ่อเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แม้จะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายหลายจังหวัด แต่ที่หลายคนสนใจก็คือ การย้ายนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร หรือผู้ว่าฯ หมูป่า อดีต ผวจ. เชียงราย ที่ตอนนี้เป็น ผวจ.ลำปาง ล่าสุด นายณรงค์ศักดิ์ได้ถูกเสนอชื่อให้ย้ายมาเป็น ผวจ.ปทุมธานี ที่เป็นจังหวัดใหญ่กว่า และเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มโควิด โดยก่อนหน้านี้นายณรงค์ศักดิ์ตกเป็นที่พูดถึงกันมากกับการเป็น ผวจ.ลำปาง โดยเฉพาะช่วงโควิด เพราะทำให้เป็นจังหวัดที่มียอดประชาชนลงทะเบียนฉีดวัคซีนเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวมถึงเป็นผู้ว่าฯ คนแรกที่ออกนโยบายพาคนในจังหวัดคือลำปางที่ติดโควิดในกรุงเทพฯ แล้วไม่มีที่รักษาให้กลับไปรักษาตัวที่ลำปาง หรือโครงการรับคนลำปางกลับบ้าน จนต่อมาหลายจังหวัดเลยทำตาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112124</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ปทุมธานี, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ลำปาง, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, อธิบดีหมื่นล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049db0fb01bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช. ร่วมกับ สภาสตรีแห่งชาติฯ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน รวมเป็นเงิน 500,000 บาท   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;นายสุทธิพงษ์&amp;nbsp; จุลเจริญ&amp;nbsp; อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (พช.) พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ&amp;nbsp; ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดกิจกรรมกองทุนพัฒนาเด็กชนบทเคลื่อนที่ (Children Development Fund Mobile : CDF Mobile) และกิจกรรมแบ่งปันสุข บรรเทาทุกข์ด้วยการช่วยเหลือและแบ่งปัน พร้อมมอบทุนอุปการะเด็ก พร้อมของใช้จำเป็นสำหรับเด็ก จำนวน 100 ทุน ๆ ละ 1,500 บาท เป็นเงิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) และของใช้จำเป็นสำหรับเด็ก จำนวน 100 ชุด ๆ ละ 1,000 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) รวมเป็นเงิน 250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) และมอบทุนการศึกษาเด็กเรียนดีที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ที่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้มอบทุนการศึกษา ในโครงการแบ่งปันความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการช่วยเหลือและแบ่งบัน รวม 100 ทุน โดยแบ่งเป็นทุนการศึกษาระดับประถมศึกษา จำนวน 50 ทุน ๆ ละ 2,000 บาท และระดับมัธยมศึกษาจำนวน 50 ทุน ๆ ละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)&amp;nbsp; ในการนี้ นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นาวาเอกปฏิรูป อยู่พรหม ผู้บังคับการฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 นายวิเชียร ทรัพย์เจริญ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด นายฉันท์ แป้นเพชร นายอำเภอแหลมงอบ นางสาวเบญจมาศ วงษ์สุวรรณ ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดตราด คณะข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดตราด ร่วมในพิธีมอบทุน โดยมีนางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมฯ โอกาสนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ เครือข่ายผู้ประกอบการ OTOP ชวนชิม และ ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดตราด คณะกรรมการพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด ร่วมนำอาหารกลางวันมาเลี้ยงเด็ก ผู้ปกครอง และผู้มาร่วม จำนวน 23 ร้านค้า ณ กองบังคับการฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า &amp;ldquo;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยลูกหลานชาวไทยอยู่ตลอดเวลา พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาของพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะปัญหาความขาดแคลนของเด็กในชนบทห่างไกล ด้อยโอกาส ให้ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึงและเหมาะสม กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในกิจกรรมกองทุนเด็กพัฒนาชนบทเคลื่อนที่ ในวันนี้ คือการนำเอาความห่วงใย ความยินดี ในการนำเอาสิ่งที่ดี มาสู่เด็กๆ เป็นทุนการศึกษาพร้อมด้วยอุปกรณ์การเรียนการศึกษา นำเงินกองทุนฯ ไปใช้ในการทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กก่อนวัยเรียน อายุแรกเกิดถึง 6 ปี โดยได้มอบทุนช่วยเหลือเด็กเล็กที่ยากจนและด้อยโอกาสในชนบท&amp;nbsp; ทรงมีพระราชประสงค์ มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนอย่างสมดุลรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีภาวะโภชนาการและสุขภาพดี มีความรู้ทางวิชาการ การงานอาชีพ เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ แต่ต้องรู้จักเรียนรู้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงทักษะทางมือช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น ในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาน ตำรวจตระเวนชายแดน ส่งเสริมให้เด็กๆ รู้จักเพาะปลูกพืชผักสวนครัว มีความมั่นคงด้านอาหาร ส่งเสริม สร้างเสริมให้เด็กเรียนรู้การปลูกพืชปลูกผักสวนครัวในโรงเรียน เด็กมีความสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก เด็กในวันนี้คืออนาคตในวันหน้า ตามโครงสร้างทางสังคมที่ประเทศไทย ที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในวันนี้ขอฝากแง่คิดเรื่องของการศึกษาว่า คุณครู ผู้ปกครอง ต้องส่งเสริมให้ลูกหลานได้พัฒนา ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ต้องทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีความมั่นคงทางอาหาร มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีการออกกำลังกาย ด้านจิตใจ พัฒนาให้เด็กมีความสุข&amp;nbsp; ด้านอารมณ์ ให้เด็กมีภาวะทางอารมณ์ที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อยู่ในธรรมชาติ อยู่อาศัยบ้านเรือนสะอาด สร้างโอกาสให้ได้เรียนรู้อยู่กับทะเล ต้นไม้ แปลงผัก ด้านสติปัญญา ได้รู้จักใช้จินตนาการ จากอ่านหนังสือนิทาน ให้ศึกษาหาความรู้ที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงหาได้ในห้องเรียนหรือตำรา แต่ทุกสิ่งรอบตัวนั้นสามารถเสริมสร้างเด็กได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชผักสวนครัว&amp;nbsp; และด้านสังคม ให้เด็กต้องรู้ระเบียบ วินัย รู้จักปฏิบัติตน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝากพ่อแม่พี่น้อง ให้ตระหนัก กองทุนการศึกษาต่างๆ เกิดขึ้นเพราะมหากรุณาธิคุณ ทรงห่วงใยลูกๆหลานๆทั่วประเทศ อยากให้ลูกหลานได้มีการศึกษาที่ดี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp; ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาทรงตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาไว้ทั่วประเทศ ตั้งแต่ประถมจนจบปริญญา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทาน จัดตั้งมูลนิธิ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน พี่น้องประชาชนทุกคนที่เห็นความสำคัญ ของการให้การศึกษา และการอบรมคุณธรรมแก่เยาวชน แม้วันนี้ทุนจะมาชั่วครั้งชั่วคราว จะมีช่องทางในการเรียนได้สูงๆ ได้มีโอกาสที่ดีของชีวิต ทุกคนโชคดี ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงดูทุกมิติ ด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกคน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ กล่าวว่า &amp;ldquo;สภาสตรีแห่งชาติ&amp;nbsp; ในพระบรมราชินูปถัมภ์&amp;nbsp; มีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นองค์อุปนายิกา ก่อตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 มีองค์กร สมาชิกทั่วประเทศกว่า 200 องค์กร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&amp;nbsp; ทรงพระราชทานหน้าที่ของสตรีว่า แม่บ้านที่ดี ดูแลบ้านเรือน เป็นแม่ที่ดีของลูก รักษาวัฒนธรรมของแผ่นดิน แต่งกายด้วยผ้าไทยอันเป็นลมหายใจของวัฒนธรรมไทย สร้างรายได้ให้กับชุมชน และการพัฒนาตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ สำหรับทุนการศึกษาโครงการแบ่งปันความสุข บรรเทาความทุกข์ ด้วยการช่วยเหลือและแบ่งบัน รวม 100 ทุน อันเป็นทุนเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตมนุษย์ทุกคน ทุนปัญญาถือว่าเป็นทุนอันดับแรกใจนชีวิต เป็นการติดอาวุธ ติดมือติดปัญญาของลูกหลานของเรา ประเทศชาติจะเจริญได้ก็ด้วยความรู้ ด้วยปัญญาของลูกหลาน สิ่งที่ได้มอบให้ในวันนี้ เป็นกำลังใจให้กับเด็กๆ และผู้ปกครอง ในการส่งเสียลูกหลานของเรา การศึกษา มีความรู้ มีอาชีพ เพื่ออนาคตของลูกหลาน กำลังสำคัญสร้างชาติในวันข้างหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังมีทุนสามารถขอทุนไปที่มูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้า&amp;nbsp; ผู้ปกครอง คุณครู สามารถขอทุนการศึกษา เพื่อลูกหลานประชาชนได้ โดยผ่านผู้ว่าราชการาจังหวัด ได้ทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายภิญโญ ประกอบผล ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า จังหวัดตราดรู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างสูง ที่ได้มามอบทุนการศึกษา และเยี่ยมจังหวัดตราด ในวันนี้ จังหวัดตราด มีพื้นที่ประมาณ 10,076 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดชายแดนทางภาคตะวันออกของประเทศไทยติดกับประเทศกัมพูชาโดยมีเขาบรรทัดเป็นพรมแดนธรรมชาติ แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ อำเภอเมือง อำเภอเขาสมิง อำเภอแหลมงอบ อำเภอคลองใหญ่ อำเภอบ่อไร่ อำเภอเกาะกูด และอำเภอเกาะช้าง ในโอกาสที่ท่านได้เดินทางมาเยี่ยมเยือนจังหวัดตราด&amp;nbsp; รวมทั้งจัดกิจกรรมกองทุนพัฒนาเด็กชนบทเคลื่อนที่ (Children Development Fund Mobile : CDF Mobile) ในครั้งนี้ รู้สึกขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงที่ให้การสนับสนุนทุนให้แก่เด็กในพื้นที่จังหวัดตราด แบ่งปันความสุข บรรเทาความสุข อันเป็นการสร้างกำลังใจแก่เด็กในจังหวัดตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สามารถติดต่อได้ ณ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 และส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ทั่วประเทศ หรือตั๋วแลกเงิน เช็ค หรือโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ เลขที่บัญชี 955-0-028569 โดยเงินบริจาคช่วยเหลือเด็กท่านสามารถนำใบเสร็จรับเงินไปลดหย่อนภาษีได้&amp;rdquo; อธิบดี พช. กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94651</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพช., ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, มอบทุน, สุทธิพงษ์  จุลเจริญ, เด็กและเยาวชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603cd118ed7a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พร้อมลุยงานในพื้นที่! ครัวเรือนต้นแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” รุ่นที่ 4 จังหวัดนครราชสีมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; กิจกรรมฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; รุ่นที่ 4 ระหว่างวันที่ 6 &amp;ndash; 10 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีนางอรุณรัตน์&amp;nbsp; ชิงชนะ พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวรายงาน และนางสาวกาญจนา ทองเกษม ผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานแผนและยุทธศาสตร์ สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน พัฒนาการอำเภอปากช่อง และเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกิจกรรมฯ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จังหวัดนครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฝึกอบรมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; รุ่นที่ 4 จังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพและยกระดับความรู้ความเข้าใจให้กับครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of life : HLM) และนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (นพต.) พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 69 คน ประกอบด้วย ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of Life : HLM) ระดับครัวเรือน จำนวน 39 คน ผู้เข้าร่วมโครงการจ้างงานสร้างรายได้ ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of Life : HLM) ระดับครัวเรือน จำนวน 22 คน และเจ้าหน้าที่โครงการฯ จำนวน 8 คน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 5 วัน 4 คืน โดยมีเนื้อหาการฝึกอบรมและกิจกรรมต่างๆ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 1 การรับฟังนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การเรียนรู้ตำราบนดิน และการฟังบรรยายศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน &amp;ldquo;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&amp;rdquo; และการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติแบบเป็นขั้นเป็นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 2 การเรียนรู้หลักกสิกรรมธรรมชาติ และฐานการเรียนรู้ อาทิ ฐานคนรักษ์ป่า ฐานคนรักแม่ธรณี ฐานคนรักษ์ดิน ฐานคนรักษ์น้ำ ฐานหัวคันนาทองคำ ฐานคนรักษ์สุขภาพ ฐานคนมีน้ำยา ฐานปุ๋ยหมักแห้งและน้ำชีวภาพ และการทอดบทเรียน &amp;ldquo;วิถีภูมิปัญญาไทยกับการพึ่งพาตนเองในภาวะวิกฤติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 3 การพัฒนา 3 ขุม (พลังกาย พลังใจ พลังปัญญา) การฝึกปฏิบัติจิตอาสาพัฒนาชุมชน เอามื้อสามัคคี พัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 4 การลงมือปฏิบัติสร้างหุ่นจำลองการจัดการพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ฯ และการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ &amp;ldquo;หาอยู่ หากิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 5 การพัฒนาจิตใจ การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา กลไก 3 5 7 การจัดทำแผนปฏิบัติการ &amp;ldquo;ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้ นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ครัวเรือนต้นแบบฯ และนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ที่ผ่านการฝึกอบรมในครั้งนี้ทุกคน จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาพื้นที่ของตนเองและเป็นครูพาทำ ขยายผลแก่ครัวเรือนต่างๆ ได้ ทั้งนี้ได้มอบนโยบายให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. การน้อมนำศาสตร์พระราชาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ ทั้ง 2 สิ่งนี้ จะนำพาประเทศให้อยู่รอด และเป็นการสนองงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ละท้องที่ เพื่อไปพัฒนาฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า วิถีวัฒนธรรมของตนเองฟื้นฟูทุนเดิมที่มีอยู่ให้นำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านกลไกการสร้างความสามัคคีโดยการใช้จิตอาสาพัฒนาชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. กรมฯ เน้นย้ำในการสร้างคน การพัฒนาคน &amp;ldquo;สร้างคนให้เป็นครู&amp;rdquo; และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ระดับตำบล ระดับพื้นที่ต้นแบบฯ เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคนตลอดชีวิตทุกช่วงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จังหวัดนครราชสีมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92704</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210211/image_big_6024b1c7efed7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดี พช. นำข้าราชการบริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทยบรรเทาวิกฤติขาดเลือดช่วงโควิด 19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นำผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรกรมการพัฒนาชุมชน หน่วยงานภาคี และประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มารับบริจาค ณ ห้องประชุม 3003 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยพระราชดำริที่ล้วนสร้างสรรค์ความผาสุกสงบแก่พสกนิกรชาวไทย และความมั่นคงมาสู่ประเทศตลอดมา เมื่อประชาชนชาวไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก พระองค์ทรงห่วงใยในสุขภาพและพลานามัยของพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง กิจกรรมการรับบริจาคโลหิต ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดจนสนองงานตามพระราชปณิธานสืบสาน รักษา และต่อยอด สร้างคุณค่า ผลประโยชน์คืนสู่สังคมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ขณะนี้ ในการระบาดโควิด-19 นี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมด้วย การดำเนินกิจกรรมโดยเฉพาะที่ต้องเกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนมากต้องเลื่อน งด หรือปรับรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงและความกังวลของสังคม วิกฤตครั้งนี้ยังผลให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ไม่สามารถจ่ายเลือดให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากผู้บริจาคโลหิตมีจำนวนลดลงทุกแห่งทั่วประเทศ หน่วยงานยกเลิกการจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ควบคุมการแพร่ระบาด ส่งผลให้มีปริมาณโลหิตบริจาคลดลงมากถึงร้อยละ 50 ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายแห่งมีความต้องการเลือดสูงมาก ที่ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดให้ผู้ป่วย รวมทั้งผู้ป่วยเด็กโรคเลือดที่ต้องใช้เลือดในปริมาณมากและต่อเนื่อง ด้วยภาวะขาดแคลนอย่างหนักเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กรมการพัฒนาชุมชน จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกุศลครั้งใหญ่ โดยได้เชิญชวนทั้งบุคลากรกรมการพัฒนาชุม ประชาชน ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ขอขอบคุณผู้ร่วมทำความดีด้วยความสมัครใจ จำนวน 137 คน โดยมีปริมาณโลหิตที่ได้รับบริจาค จำนวน 89 ยูนิต หรือไม่น้อยกว่า 31,150 ซีซี ตลอดจนผู้ที่ร่วมประชาสัมพันธ์บอกบุญต่อสังคม คุณความดีที่ท่านได้เสียสละมีจิตสาธารณะโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จะสามารถขับเคลื่อนสนับสนุนให้งานบริการโลหิตของประเทศไทยเป็นไปอย่างเพียงพอ เป็นดังความหวังและแสงสว่างที่จะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อีกมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวต่อไปว่า &amp;ldquo;หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะเป็นสื่อกลางก่อเกิดความอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้ ผู้รับ และสังคม ช่วยเติมเต็มความต้องการของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ซึ่งในแต่ละวันต้องการโลหิตเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ และเป็นยารักษาโรคที่สำคัญ มากกว่า 1,800 - 2,000 ยูนิต อย่างไรก็ดี ขอให้ความเชื่อมั่นว่า กรมการพัฒนาชุมชน ปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. รักษามาตรการสร้างความมั่นใจให้เป็นสถานที่ปลอดภัยจาก COVID-19 มีการควบคุม ดูแล รักษาความสะอาด อุปกรณ์ สถานที่ และสุขอนามัยของผู้มาบริจาคโลหิต และบุคลากรที่ปฏิบัติงาน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ &amp;quot;บริจาคโลหิต&amp;quot; อีกหนึ่งความดีที่ทำได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีใจกุศลที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิตฝ่าวิกฤติโควิด-19 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งต่อโลหิตที่ปลอดภัยให้กับผู้ป่วย ได้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ อยู่จังหวัดไหน บริจาคจังหวัดนั้น หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.0 2256 4300 หรือ 1664&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91885</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สภากาชาดไทย, กรมการพัฒนาชุมชน, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601a60338364f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช.  สนองพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เตรียมการประกวดลายผ้า ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มกราคม 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามผลการดำเนินงาน &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo;ตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมีรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม คณะผู้บริหาร กรมการพัฒนาชุมชน นาย อัครชญ แก้วอาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ร่วมประชุมการดำเนินงานผ้าไทย นายกุลวิทย์&amp;nbsp; เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นางรติรส ภูวิภาดาวรรธน์ เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุม War Room ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ขอบคุณนาย อัครชญ แก้วอาภรณ์ และคณะ ที่เป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญ ที่ทำให้กรมการพัฒนาชุมชนคึกคักในการขับเคลื่อนงานผ้าไทย งานประเภทผ้าซึ่งเป็นงานภาคที่สำคัญที่ใหญ่ของ OTOP เป็นงานที่ชัดเจน สืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธาน ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบการผ้าไทย กรมการพัฒนาชุมชนมีการผลักดันรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย จนเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 มีความคึกคักเป็นอย่างมาก&amp;nbsp; และเป็นที่โชคดี ด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทาน แบบลายผ้า &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; แก่พสกนิกรชาวไทย เป็นการสื่อความหมายถึงการมอบความรักและความสุขให้แก่ชาวไทยทุกคน และประทานอนุญาตให้เป็นลายต้นแบบในการรังสรรค์ถักทอเรื่องราวไปตามแต่ละภูมิปัญญาของทุกภูมิภาค ดึงอัตลักษณ์ศิลปะชุมชน สร้างเรื่องราวความกระตื้อรื้อ ปลุกกระแสต่อกลุ่มทอผ้าให้คึกคัก การประชุมในวันนี้เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน กรอบการดำเนินงาน &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; ตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และการดำเนินงานการจัดประกวดลายผ้าพระราชทาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาย อัครชญ แก้วอาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย กล่าวว่า การดำเนินงาน &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo;ตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา การประชุมในวันนี้ ได้เห็นถึง Time Line การดำเนินงานมากขึ้น ร่างแผนปฏิบัติการเป็นรูปธรรม ทั้งกิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรม ตามพระวินิจฉัยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการเสด็จทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรม&amp;nbsp; การดำเนินการประชาสัมพันธ์ การแถลงข่าว การพัฒนารูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและงานหัตถกรรม บ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร &amp;ldquo;ดอนกอยโมเดล&amp;rdquo; ร่วมถึงการดำเนินร่างกรอบแนวทางการประกวด &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ทั้งคุณสมบัติ เงื่อนไข ประเภทผ้าลายพระราชทานที่ส่งเข้าประกวด หลักเกณฑ์การพิจารณา รางวัล คุณภาพของอุปกรณ์ในการทอผ้า พระองค์ให้ความสำคัญในกากระตุ้นศิลปินหน้ารุ่นเก่า และสร้างศิลปินรุ่นใหม่ ในการสร้างสรรค์งานผ้า มุ่งสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเกิดประโยชน์ สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ทรงมีพระเมตตาห่วงใยพสกนิกรชาวไทยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงาน OTOP City 2020 ที่ผ่านมาและยังทรงพระราชทานแบบลาย &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo;ให้แก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะชาวบ้านที่ทอผ้า ผ่านกรมการพัฒนาชุมชน นับเป็นเกียรติประวัติแก่ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนทุกคนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้วงการผ้าไทยคึกคักตื่นตัวไปทั่วประเทศแล้วยังช่วยกระตุ้นยอดขายผ้าไทยได้อย่างดียิ่งและเป็นกำลังใจที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนทุกคนอย่างสูงยิ่ง กรมการพัฒนาชุมชน จะดำเนินงาน ขับเคลื่อนสนองพระดำริ&amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย เพื่อให้สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;อธิบดี พช. กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91365</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP City 2020, กรมการพัฒนาชุมชน  (พช.), กระทรวงมหาดไทย, ผ้าไทยใส่ให้สนุก, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210129/image_big_60137fdc74c31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช.ปลื้ม&quot;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ของขวัญปีใหม่พระราชทานแก่คนไทยทุกคนจุดประกายแห่งการพัฒนาภูมิปัญญาผ้าไทยสู่สากล ปลุกกระแสกลุ่มทอผ้า 4 ภาค คึกคัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า &amp;ldquo;กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระกรุณาประทานพระอนุญาตแบบลายมัดหมี่ ชื่อลาย &amp;quot;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ผ่านกรมการพัฒนาชุมชน และประทานอนุญาตให้กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ดำเนินการประกวดผ้าลายพระราชทานต่อไป โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้รับสนองพระกรุณาธิคุณ มอบแบบลาย &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ไปสู่กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่ม ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งถือเอาฤกษ์มงคลในวันคล้ายวันประสูติ 8 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา นำความปลาบปลื้มมาสู่เหล่าข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ภาคีเครือข่ายกลุ่มช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้า ที่ได้รับโอกาสอันพิเศษเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่มีพระราชประสงค์ให้ ศิลปิน ช่างทอผ้าทุกภูมิภาค ที่รับพระกรุณานำลายผ้าพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ไปเป็นต้นแบบ หรือแบบฝึกหัดในการรังสรรค์ถักทอเรื่องราวไปตามแต่ละภูมิปัญญาของทุกภูมิภาค ดึงอัตลักษณ์ศิลปะชุมชน กระตุ้นช่างฝีมือท้องถิ่น ตลอดจนสร้างโอกาสให้กับนักออกแบบหน้าใหม่ โดยมีผ้าไทยประจำถิ่นเป็นสื่อนำ เพื่อคงคุณค่าแห่งภูมิปัญญา ควบคู่ไปกับการประยุกต์พัฒนาต่อยอดได้อย่างสมบูรณ์ ให้ผ้าไทยมีชีวิตชีวาอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความคืบหน้าในขณะนี้ทราบว่ามีกลุ่มช่างฝีมือ กลุ่มผู้ทอผ้าราว 1,022 กลุ่ม ใน 74 จังหวัด ทั่วทุกภาค ได้รับมอบลายผ้าพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ซึ่งต่างมีความชื่นชมในพระปรีชาญาณของพระองค์ และได้ลงมือทุ่มเทตั้งใจในการถักทอด้วยฝีมืออันประณีต ด้วยทุกภาคต่างมีผ้าตามแบบฉบับเฉพาะถิ่นอันขึ้นชื่อ เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้ามัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยพวน สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามกรรมวิธีการประดิษฐ์ลวดลายให้เกิดบนผืนผ้าด้วยการใช้เชือกมัดเส้นไหมหรือฝ้ายส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีเวลาย้อมเป็นเปราะหลังจากการย้อมแล้วเมื่อตัดเส้นเชือกที่มัดออกจึง เกิดลวดลายตามต้องการ โดยมีการพัฒนาต่อยอดจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะโดดเด่นอย่างกลุ่มทอผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร จุดเด่นสำคัญคือการการนำวัตถุดิบจำพวกฝ้ายมากรอเป็นด้าย แล้วนำมาเรียงเพื่อแกะลายมัดหมี่บนผืนผ้า และนำมาย้อมครามด้วยสีธรรมชาติ ใบคราม ขี้เถ้า และเปลือกไม้ ใช้วัสดุที่มีอยู่ในชุมชน จนได้รับการคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดสกลนคร ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของพระวินิจฉัยในการออกแบบลายผ้า &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;,ผ้ายกดอก ที่ทุกผืนผ้าจะมีลวดลายในตัว ทอยกลวดลายให้นูนสูงขึ้นกว่าผืนผ้า โดยเลือกยกบางเส้นและข่มบางเส้น แล้วพุ่งกระสวยไปในระหว่างกลางด้วยดิ้นเงินหรือดิ้นทอง ซึ่งเทคนิคในการทอยกให้เกิดลวดลายนี้เรียกว่า &amp;ldquo;เทคนิคการยกดอก&amp;rdquo; โดยเฉพาะจังหวัดลำพูนโดยรูปแบบของลวดลายผ้ายกลำพูน มีลวดลายที่หลากหลายผสมผสานกัน เอกลักษณ์คือลายดอกพิกุลหรือดอกแก้วเป็นลวดลายผ้าโบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;,ผ้าขิด ที่ทอขึ้นและสร้างลายด้วยวิธีการที่เรียกว่า &amp;quot;ขิด&amp;quot; หรือ &amp;quot;สะกิด&amp;quot; แพร่หลายทางภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีการทอผ้าขิดมากที่สุด ทางจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสระเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์ กรรมวิธีที่ต้องมีชั้นเชิงทางฝีมือสูงกว่าการทอผ้าอย่างอื่น ๆ เพราะทอยาก ด้วยการงัดซ้อนขึ้นหรือสะกิดซ้อนขึ้นเพื่อสร้างลวดลาย เพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเหมือนการจก แต่ลายขิดทำติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผืนผ้าโดยใช้ไม้แผ่นบางๆ เรียกว่า &amp;quot;ไม้ค้ำ&amp;quot; สอดเข้าไปในเส้นด้ายยืนเพื่อสร้างลวดลายที่ต้องการ เส้นด้ายพุ่งและเส้นด้ายยืนจะขัดกันตามจังหวะที่ต้องการจนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ เห็นจากทั้งด้านหน้าและหลังของผืนผ้า ผ้าขิดจึงมีลักษณะพิเศษที่ความหลากลายของลายทอทั้งประเภท จำนวน และขนาดของลายที่ประกอบไปด้วยลายเรขาคณิต ลายประดิษฐ์ ลายที่เกี่ยวกับศาสนา ลายจากดอกไม้ใบไม้ตามธรรมชาติ ลายรูปสัตว์ต่างๆ ลายเครื่องมือเครื่องใช้ ลายเหล่านี้มีมากมายสะท้อนถึงภูมิปัญญาและขนบธรรมเนียมของท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;,ผ้าปัก ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าชนเผ่า มีทั้งการปัก การเย็บ และการเขียนเทียน โดยเฉพาะผ้าปักม้งทางภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้ายทอมือ และ ผ้าใยกัญชง เทคนิคที่ใช้ในการปักผ้าม้งโดยหลักจะมี 2 แบบคือ แบบปักเป็นกากบาท และอีกแบบหนึ่งคือ การปักแบบเย็บปะติด เอกลักษณ์ลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าของชาวเผ่าม้งมีหลากหลายลักษณะ ทั้งลวดลายดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ลวดลายที่ถูกสร้างสรรค์จากจินตนาการเลียนแบบมาจากธรรมชาติ วิถีชีวิต ปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;,ผ้าบาติก ถือเป็นหัตถศิลป์ที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของภาคใต้ มีชื่อเสียงในหลายจังหวัดทางจังหวัดยะลา ปัตตานี สงขลา นราธิวาส ภูเก็ตโดยการใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี และใช้วิธีการแต้ม ระบาย หรือย้อมในส่วนที่ต้องการให้ติดสี ความโดดเด่นของผ้าบาติกจึงอยู่ที่การใช้สี และลวดลายที่คมชัดของภาพ ผ้าบาติกจึงเป็นจิตรกรรมที่สามารถบอกเล่าทั้งถิ่นที่มา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ธรรมชาติ ไปจนถึงเอกลักษณ์ของแหล่งผลิตนั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นถึงสุดยอดภูมิปัญญาที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ด้วยพลังฝีมือของพี่น้องกลุ่มทอผ้าไทย ในวันนี้จึงเริ่มเห็นผลงานจากความตั้งใจที่เรียกได้ว่าหากเสร็จสมบูรณ์ย่อมเป็นผลงานที่มีคุณค่าอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น ผ้าปัก กลุ่มผ้าปักชนเผ่าม้ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มปักลายพระราชทานและคิดต่อยอดโดยจะนำลายผ้าปักของเผ่าม้งมาประดับ ,กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก จังหวัดอุดรธานี ใช้กรรมวิธีการทอแบบผสมผสาน ไหม และ ฝ้าย ,กลุ่มทอผ้าบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา ทอเป็นผ้าสีส้มเป็นสีประจำพระองค์และเป็นสีประจำจังหวัดโดยใช้สีธรรมชาติจากต้นคำแสดตัว S สิบแถวเป็นผ้าไหมมัดหมี่ตัวเชิงจะทำเป็นผ้าขิดเก็บตะกอแบบผู้ดีอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือการใช้เทคนิคสร้างสรรค์บนผืนผ้าบาติก โดย ครูสิริชัย จันทร์ส่องแสง หรือครูชัย ร้านชัยบาติก ซึ่งเป็นผู้ผลิตผ้าบาติกรายแรกของจังหวัดภูเก็ต ที่แม้ว่าเอกลักษณ์ของ &amp;ldquo;ผ้าบาติก&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ผ้าปาเต๊ะ&amp;quot; จะไม่ใช่การถักทอ แต่ก็อยู่ที่การเขียนเทียนหรือพิมพ์เทียนแล้วจึงนำไปย้อมแต่งแต้มสี โดยเป็นเรื่องน่ายินดีที่ครูชัย ได้ใช้ภูมิปัญญาในการริเริ่มแกะลายต้นแบบจาก ลายผ้าพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ซึ่งได้เตรียมความพร้อมเผยแพร่ให้กลุ่มต่างๆ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการไปผลิตเป็นผ้าบาติก ด้วยความยินดีไม่หวงห้าม เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เพียงแต่ผ้าบาติกจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น กลุ่มฅญาบาติก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ได้นำผ้าไหมมาเขียนลวดลายเป็น รูปตัว S ด้วยเทคนิคการใช้กาวกั้นเทียนเป็นรูปร่าง และหลังจากนั้นนำน้ำเทียนมาเขียนตามแบบร่าง โดยผ้าไหมที่ใช้มีขนาด 2 หลา แล้วนำผ้ามาย้อมเป็นสีเขียวใบตองอ่อน ตามเทรนด์ความฝันแห่งวันวาน ในหนังสือ (THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING / SUMMER) เป็นต้น เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงนิมิตหมายอันดีจากความสามารถสร้างสรรค์เรียงร้อยพัฒนาต่อยอดในกระบวนวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น สมดังพระดำริของพระองค์ ที่ว่า &amp;ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;rdquo; คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับสู่ชุมชน ส่งเสริมกระตุ้น ผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากลเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัยและทุกโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการพัฒนาชุมชน มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในการสนองงานตามพระดำริของพระองค์ โดยมีแผนในการดำเนินการประกวดผ้าลายพระราชทาน &amp;quot;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; และได้ตั้งคณะทำงานติดตามผลการดำเนินงาน &amp;quot;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&amp;quot; ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 28 มกราคม 2563 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และดำเนินการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลายผ้าพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทยทุกคน และประทานอนุญาตให้คนไทยทุกคนสามารถนำไปใช้ทอผ้า ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ หรือภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น ชุมชนได้ แม้ไม่ได้เข้าร่วมในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทานตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้จัดขึ้น อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของการจัดพิธีที่ต้องดำเนินตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด และการเชิญมารับมอบอาจไม่ทั่วถึง ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับลายผ้าพระราชทาน &amp;ldquo;ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ&amp;rdquo; ทางเว็บไซต์กรมการพัฒนาชุมชน www.cdd.go.th หรือทาง Facebook กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage&amp;rdquo; นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90858</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน  (พช.), สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d4935989a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2021 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2021 21:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช. เดินหน้า ชวนทุกท้องถิ่นสร้างวัฒนธรรมปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ดูแลสิ่งแวดล้อมฝ่าภัยโควิด 19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มกราคม 2564 &amp;nbsp;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ตามที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชน &amp;ldquo;น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;rdquo; ทั้งในระดับครัวเรือน และระดับกลุ่มอาชีพในชื่อแผนปฏิบัติการ 90 วันสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ในช่วงวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 และขยายผลดำเนินการตลอดทั้งปี 2563 มีพี่น้องประชาชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมากโดยมีภาคีเครือข่าย เช่น บริษัท อีสท์-เวสท์ ซีด หรือศรแดง ,บริษัท เจียไต๋, มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ,กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ,โอทอปเทรดเดอร์ และอีกหลายส่วนได้ร่วมมือช่วยกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อเป็นการต่อยอดและขยายผลการดำเนินงานโครงการปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน ระดับชุมชนหมู่บ้านให้มีความยั่งยืน ในช่วงนี้ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 หรือในภาวะปรกติตลอดไป กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีหนังสือขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ช่วยบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการ &amp;ldquo;ปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;rdquo; โดยให้ความสำคัญของ&amp;ldquo;อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก&amp;rdquo; หรือ อถล. ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ.2561 โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้ถอดบทเรียนความสำเร็จของโก่งธนู โมเดลที่ นายก อบต.นายบรรหาร นวรัตน์ และนางแสงจันทร์ ระวังกิจปลัด อบต.โก่งธนู&amp;nbsp; อำเภอเมืองลพบุรี ได้ขับเคลื่อนจนประประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมภายใต้โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีส่งมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนตามความเหมาะสมสอดคล้องกับภูมิสังคมโดยระดับจังหวัดให้พิจารณามอบหมายให้พัฒนาการจังหวัดประสานความร่วมมือกับท้องท้องถิ่นจังหวัด และภาคีเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อน &amp;ldquo;โครงการปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;rdquo; โดยมีอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลกหรือ อถล.ช่วยขับเคลื่อนในระดับพื้นที่&amp;nbsp; ตามรูปแบบการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู (โก่งธนู โมเดล) เพื่อใช้ในการกำหนดแนวทาง/การบูรณาการความร่วมมือในระดับพื้นที่สนับสนุนอำเภอ สนับสนุนทางด้านวิชาการ ระบบนิเทศ/ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงาน ตลอดจนประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สู่สาธารณชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ระดับอำเภอ&amp;rdquo;&amp;nbsp; มอบหมายสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ โดยพัฒนาการอำเภอ ศึกษารูปแบบ/แนวทางการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู (โก่งธนู โมเดล) สร้างการเรียนรู้กับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทุกคน&amp;nbsp; ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ออกแบบรูปแบบ/แนวทางในการบูรณาการกิจกรรม &amp;ldquo;ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;โครงการอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก&amp;rdquo; เป็นพื้นที่ในการดำเนินกิจกรรมสำคัญ เช่น รณรงค์ให้ทุกหลังคาเรือนมีความสามารถในการคัดแยกขยะ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ทุกครัวเรือนสามารถในการบริหารจัดการขยะเปียก นำเศษอาหารมาทำเป็นปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ใส่แปลงผัก การดูแลรักษาความสะอาดครัวเรือนให้ถูกสุขลักษณะ ดูแลรักษาภูมิทัศน์/สิ่งแวดล้อมให้ชุมชนน่าอยู่ น่ามอง ขยายผลการปลูกผักสวนครัว การสร้างคลังอาหารเพิ่มขึ้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน และอื่น ๆ โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และส่งเสริม/สนับสนุนให้ผู้นำ กลุ่ม/องค์กร เครือข่ายการพัฒนาชุมชน เช่น ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นำ อช.)/อาสาพัฒนาชุมชน (อช.) คณะกรรมการพัฒนาสตรีทุกระดับ (กพสม./กพสต./กพสอ./กพสจ.) เข้าร่วมเป็นเครือข่ายอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลกและร่วมปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ และประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาคี&amp;nbsp; การพัฒนา กำหนดรูปแบบกิจกรรมติดตามเยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ รวมถึงกำหนดกิจกรรมสร้างแรงจูงใจ แก่ชุมชนและผู้ปฏิบัติงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในส่วนกลาง กรมการพัฒนาชุมชน ยังคงดำเนินการประสานสร้างเครือข่าย ขยายผล กับหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ และเมล็ดพันธุ์ผักบางส่วนให้กับพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าหากทุกภาคส่วนมีการบริหารร่วมกัน สามารถจัดการผลผลิตส่วนเกินให้มีมูลค่าเพิ่ม จะทำให้&amp;ldquo;ชุมชนสีเขียวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; สร้างจิตวิญญาณรักสิ่งแวดล้อม และสร้างชุมชนสีเขียว &amp;ldquo;จากวัฒนธรรม สู่นวัตกรรม&amp;rdquo; ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารและของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจากพืชผักอาหารรักษ์สุขภาพ อาหารรักษ์โลก ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพื้นบ้าน นำไปสู่ &amp;ldquo;ชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนสามัคคี วิถีพอเพียง&amp;rdquo; เกิดชุมชนเกื้อกูล สามารถดูแล ช่วยเหลือ และแบ่งปันจัดตั้งศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์หรือต่อยอดในรูปแบบอื่นๆ&amp;nbsp; การขับเคลื่อนครั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดความมั่นคงทางอาหารอย่างแท้จริงในทุกชุมชนทั่วประเทศ ทำให้พี่น้องประชาชนมีพืชผักปลอดภัยไว้กินเอง และแบ่งปัน รวมถึงขยายผลต่อยอดสร้างรายได้ และสิ่งสำคัญคือเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับโภชนาการ ส่งเสริมการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในประเทศไทยของเรา&amp;rdquo; อธิบดี พช. กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89311</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน (พช.), สุทธิพงษ์ จุลเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210109/image_big_5ff9c214d61ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
