<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้งลามสู่ภาคใต้ นา2จว.จ่อพังยับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.เกษตรฯ สั่งทุกหน่วยงานในสังกัดทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จี้กรมชลประทานเร่งสร้างแหล่งน้ำ 421 โครงการให้แล้วเสร็จ ทหารส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วขุดลอกแม่น้ำยมหลังแห้งขอดประชาชนสองฝั่งเดือดร้อนหนัก อุปนายกโรงสีข้าวไทยเผย นาข้าวสงขลา-นครศรีธรรมราช 2 แสนไร่จ่อเสียหายยับ 2 พันล้านหากไร้ฝนถึงเดือนหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร นำเสนอสถานการณ์น้ำและการบรรเทาผลกระทบต่อปลัดกระทรวง และ รมว.เกษตรฯ ทุกวัน อีกทั้งให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ กรมชลประทานจะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 421 โครงการ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942 ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงบประมาณปี 2563 จะดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม. จากสภาพฝนมีความผันแปรสูงมากในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม ซึ่งต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 ปริมาตร 850 ล้าน ลบ.ม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดหน่วยการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด พร้อมปฏิบัติการทั่วประเทศในบริเวณที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะพื้นที่แม่น้ำยม น้ำแห้งเร็วกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้เหลือกักเก็บน้อยมาก บางช่วงเป็นแอ่ง บางช่วงเป็นดินทรายยาว ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงแล้ว ชาวบ้านเดือดร้อนไม่มีแหล่งน้ำทางการเกษตร ถึงแม้ว่าจะขุดเจาะบ่อบาดาลกลางแม่น้ำยมแล้วก็ตาม แต่พบว่าบ่อหลายแห่งอุดตัน ทางประชาชนในพื้นที่ ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและทหาร ซึ่งทาง พ.อ.ณรงค์ชัย ไชยชนะ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการคลื่อนที่ 34 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว นพค.34 พร้อมยานพาหนะและเครื่องจักรกลเข้าทำการขุดลอกแม่น้ำยม หาน้ำให้เพียงพอสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งนำไปใช้แก้ปัญหาเบื้องตันในด้านการเกษตร ซึ่งโดยส่วนใหญ่ปลูกข้าวและข้าวโพด และหลังจากที่ได้ดำเนินการที่สถานีสูบน้ำที่ 1 หมู่ 5 ต.วังอิทก แล้ว จะไปดำเนินการขุดลอกท้องน้ำ ที่สถานีสูบน้ำจุดที่ 2 หมู่ 3 ต.วังอิทก และหลังจากนั้นจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันที่สถานีจุดที่ 3 หมู่ 2 ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน เป็น 2 หมู่ของ ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และอีก 1 หมู่ของ ต.กำแพงดิน จ.พิจิตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการแก้ปัญหาภัยแล้งดังกล่าว หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือในพื้นที่อื่นๆ โดยการจัดตั้งกองอำนวยการแก้ปัญหาภัยแล้งขึ้นที่ ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยจัดชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว นพค.34 ใน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์, อ.ตาคลี อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ และ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิพร กาฬสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวและชาวนาภาคใต้ และอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ชัดเจนว่าเกิดภาวะขาดแคลนน้ำจืดทำนาบริเวณพื้นที่ทำนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยฝั่ง จ.สงขลา ภาพรวมพื้นที่ปลูกประมาณ 200,000 ไร่ โดยเฉพาะ อ.ระโนด จ.สงขลา เป็นแหล่งปลูกข้าวรายใหญ่ &amp;nbsp; กำลังรอน้ำจืดทำนาข้าว และหากฝนไม่ตกลงมาประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จะได้รับผลกระทบทันที 80 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์จะได้ข้าวประมาณ 40,000-50,000 ไร่ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ กว่า 100,000 ไร่ จะได้รับผลกระทบ จะสร้างความสูญเสียไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิพรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีพื้นที่นาข้าว จ.นครศรีธรรมราช ประมาณกว่า 100,000 ไร่ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ภาพรวม 2 จังหวัดไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงพัทลุง เพราะขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องกระทบภัยแล้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ชาวนาภาคใต้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมาร่วม 2 ปี รวม 4 รอบ โดยเฉพาพื้นที่นาข้าว อ.ระโนด เมื่อคราวฤดูกาลที่ผ่านมา ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเค็มเกินขนาดเช่นกัน ขาดน้ำจืด ได้ผลผลิตประมาณ 300 กก./ไร่ จากเดิมประมาณ 700 กก./ไร่ ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของชาวนา และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวม ทางรอดของชาวนา คือวันนี้รอฝนตกหนักลงมาระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และหากฝนไม่ตกลงมา ขอเรียนถึงรัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวนา ซึ่งขณะนี้ขวัญกำลังใจได้รับผลกระทบที่แรงมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทธิพรเสนอแนะด้วยว่า ทางออกคือการระดมน้ำจากลุ่มน้ำปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ลงสู่ทะเลสาบสงขลา กันน้ำเอาไว้ลงสู่ในนา ระดมเครื่องสูบน้ำ และทำฝนเทียม เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีภัยแล้งว่า ล่าสุดได้รับรายงานมีโรงพยาบาล 9 แห่งในจังหวัดสุรินทร์และชัยภูมิได้รับผลกระทบ เบื้องต้นได้ให้ทุกแห่งสำรองน้ำ พร้อมประสานหน่วยงานพื้นที่หาแหล่งน้ำสำรอง เตรียมขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อให้มีน้ำเพียงพอไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า รพ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เป็นพื้นที่เป็นเสี่ยงขาดน้ำประปาจากสภาวะฝนทิ้งช่วง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่นำเครื่องจักรเข้าขุดเจาะบ่อบาดาล จำนวน 4 บ่อ ส่วน จ.ชัยภูมิมีโรงพยาบาล 8 แห่ง ได้แก่ ภักดีชุมพล เกษตรสมบูรณ์ หนองบัวแดง ซับใหญ่ ภูเขียวเฉลิมพระเกียรติ เทพสถิต คอนสาร และบ้านแท่น เป็นพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำประปา สสจ.ชัยภูมิได้เตรียมขุดเจาะบ่อบาดาลและปรับปรุงซ่อมแซมบ่อบาดาลเดิม พร้อมดำเนินการตามมาตรการของ สธ. โดยสำรองเก็บกักน้ำไว้ใช้ในงานบริการรักษาพยาบาล และการอุปโภคบริโภคของเจ้าหน้าที่ให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน และขอความร่วมหน้าที่และประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ โรงพยาบาลสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งติดตามสถานการณ์ เตรียมแผนรับภาวะภัยแล้ง ทำแผนสำรองน้ำให้เพียงพอสำหรับบริการประชาชน และประสานหน่วยงานในท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล การประปาในพื้นที่ ฝ่ายความมั่นคง ในการจัดหาแหล่งน้ำสำรอง หรือขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อไม่ให้กระทบบริการผู้ป่วย รวมทั้งจัดทำมาตรการประหยัดน้ำในโรงพยาบาลและบ้านพักเจ้าหน้าที่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า แนวโน้มปัญหาขาดแคลนน้ำของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยมีปัจจัยจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การทำเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนสูง นับเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการแก้ปัญหาด้านอุปทานผ่านโครงการต่างๆ ยังไม่พอ จะต้องลดอุปสงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น สทนช.จึงได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำโครงการจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคิดค่าน้ำ และจัดทำกฎหมายลำดับรองตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ (หมวด 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ) ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรน้ำสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำ การกำหนดนิยาม ลักษณะและรายละเอียดการใช้น้ำแต่ละประเภท และเสนอแนะกรอบอัตราค่าน้ำสาธารณะ 3 ประเภท คือ 1.เพื่อดำรงชีพทั้งอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย 2.การใช้เพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่น และ 3.การใช้น้ำเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติยืนยันว่า การเก็บค่าน้ำไม่กระทบเกษตรกรรายย่อยแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ สทนช. ในฐานะหน่วยนโยบายด้านน้ำจะทำหน้าที่ในการออกมาตรการ และส่งต่อให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องนำหลักการดังกล่าวไปคำนวณและประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าน้ำจากผู้ใช้น้ำในอัตราที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54978</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สุทธิพร กาฬสุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฉลิมชัย ศรีอ่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e2458bbdc992.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
