<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อตั้งหน่วยใหม่ คุม&#039;บัตรคนจน&#039; ลุยแก้ปัญหาหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; เล็งผุดหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลเรื่องบัตรคนจนโดยเฉพาะ หวังปรับโฉมสวัสดิการครั้งใหญ่ให้เฉพาะเจาะจง ในการจดทะเบียนรอบใหม่ มีทั้งแก้หนี้-ค่ารักษาพยาบาล บัญชีกลางแจงไม่ต้องรีบกดเงิน ออมได้ไม่ทวงคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ศึกษาการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมารับผิดชอบการจัดสวัสดิการให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อรองรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในรอบใหม่ภายในสิ้นปี 2562 พร้อมทั้งยังให้ตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ถือบัตรเข้ามารวบรวมเป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) เข้าไปใส่ระบบบล็อกเชน โดยใช้เทคโนโลยีเอไอมาวิเคราะห์ว่าใครจนจริงไม่จริง เพื่อให้สามารถจัดชุดสวัสดิการที่ตรงจุดเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้าที่ผ่านมา ในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.5 ล้านคน จะทราบว่าแต่ละรายมีภาระหนี้เป็นอย่างไร และเป็นหนี้นอกระบบอยู่เท่าใด ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ในกลุ่มผู้ถือบัตรเป็นหนี้ในระบบกว่า 2.97 หมื่นราย ส่วนที่เหลือยังมีหนี้นอกระบบอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงมีข้อมูลไว้ทั้งหมดแล้ว ความช่วยเหลือบัตรคนจนรอบต่อไปก็ต้องมีมาตรการเสริมเข้าไปดูแล ช่วยการบริหารจัดการหนี้ &amp;nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงกว่า 70-80% ส่วนกลุ่มที่มีภาระหนี้ต่ำกว่าก็ต้องจัดหาองค์ความรู้ พัฒนาอาชีพให้&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังกล่าวอีกว่า ข้อมูลบิ๊กดาต้ายังมีประวัติการใช้จ่ายผ่านระบบอีเพย์เมนต์ว่าส่วนใหญ่มีการใช้ซื้อสินค้าประเภทใด และในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ รวมถึงการรักษาพยาบาล เนื่องจากกลุ่มที่ถือบัตรใช้ในการรักษาพยาบาล 12,960 ล้านบาทต่อเดือน โดยรูปแบบสวัสดิการรอบใหม่ยืนยันว่าจะเป็นการจัดชุดที่มีความแตกต่างกันตามความต้องการ หรือเติมความขาดแคลน ซึ่งยังไม่ได้สรุปชัดว่าจะมีสวัสดิการรูปแบบใด และใช้ประมาณเท่าใด และยังไม่ได้มีการสรุปว่าจะให้สวัสดิการเป็นรายบุคคลหรือแบบครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ให้แนวทางไปว่า ต้องพัฒนาโครงข่ายที่ได้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้จริงจังและถูกจุดมากขึ้น ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจไม่ตรงจุดบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่เราก็แก้ไขโดยการใช้เครือข่ายลงพื้นที่ ดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการควบคู่ไปกับอีเพย์เมนต์&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมยอมรับว่า กระทรวงการคลังไม่ได้มีเป้าหมายว่าต้องการลดจำนวนผู้มาลงทะเบียนบัตรคนจนรอบ 2 ให้ลดลงจากครั้งแรกที่ประมาณ 14.5 ล้านคน แม้ว่าต้องการคัดกรองผู้ที่จนจริงออกไป แต่การให้สวัสดิการพื้นฐานก็เป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นคงไม่สามารถบอกได้ว่าการลงทะเบียนรอบสองจะมากหรือน้อยกว่ารอบแรก เป็นเรื่องที่พูดลำบาก แต่ถ้าให้สวัสดิการไปแล้ว จะสามารถหลุดพ้นจากความยากจนหรือไม่ต้องมาดู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางเตรียมโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีมันนี) ในเดือน ก.ย.2562 ไว้พร้อมแล้ว โดยเฉพาะมาตรการพยุงการบริโภคสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น จะเริ่มโอนเงินในวันที่ 6 ก.ย.2562 สำหรับผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 31, 33, 3, 38 และ 39 และวันที่ 7 ก.ย.2562 สำหรับผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 32, 34, 35 และ 36 ขณะที่วันที่ 8 ก.ย.2562 จะโอนเงินให้ผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 1, 2, 4, 5 และ 8
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาทต่อคนต่อเดือน และมาตรการช่วยเหลือการเลี้ยงบุตรสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 300 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น จะโอนเงินในวันที่ 9 ก.ย.2562 ซึ่งกรมได้ประสานให้ธนาคารกรุงไทย กำกับดูแลเรื่องการเติมเงินในตู้ ATM เป็นกรณีพิเศษ ทั้งการเติมธนบัตรใบละ 100 บาท และ 500 บาท โดยเพิ่มรอบการเติมเงิน เพื่อมิให้เกิดผลกระทบกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทราบโดยทั่วกันว่า เงินในกระเป๋าอีมันนีไม่จำกัดเวลาใช้จ่ายสามารถถอนวันใดก็ได้ หรือใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่รับชำระเงินผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีซีดี) และโมบายแอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ หรือร้านค้าทั่วไปที่รับชำระเงินผ่านเครื่องอีซีดีแบบพร้อมการ์ด หรือสะสมไว้ใช้จ่ายเมื่อจำเป็น สะสมไว้เป็นเงินออมในบัตรได้&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้าอีมันนีในเดือน ส.ค.2562 เรียบร้อยแล้ว คิดเป็นวงเงินกว่า 9 พันล้านบาท หลังพบว่าในช่วงวันที่ 21-25 ส.ค.2562 มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม 9.5 ล้านครั้ง จำนวนเงินกว่า 5 พันล้านบาท (เฉลี่ย 500-600 บาทต่อครั้ง) ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 23 ส.ค.2562 เงินในตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยในบางพื้นที่ธนบัตรใบละ 100 บาท และ 500 บาทไม่เพียงพอต่อความต้องการ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44663</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประสงค์ พูนธเนศ, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d69281277982.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เศรษฐกิจจ่อเคาะ แพ็กเกจกระตุ้นล็อต2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;กอบศักดิ์&amp;rdquo; แพลม ครม.เศรษฐกิจเตรียมคลอดมาตรการกระตุ้นมหภาคอีกล็อต มีทั้งผ่านบีโอไอและพาณิชย์ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; วอนคนมีตังค์อย่าสวมรอยบัตรคนจนเลย คลังฝัน &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;rdquo; ดันจีพีดีเพิ่ม 0.1-0.2%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการในคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยในงาน &amp;ldquo;Thailand Focus 2019&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจวันศุกร์ที่ &amp;nbsp;30 ส.ค. จะพิจารณามาตรการกระตุ้นลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมาตรการกระตุ้นการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกันนี้เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเร่งรัดการลงทุนภาครัฐให้ ครม.เศรษฐกิจพิจารณาด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;รัฐบาลเดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นด้วยการอนุมัติโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่ถนน สนามบิน ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า พร้อมกับการเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ ลดความซ้ำซ้อนภายใต้เกณฑ์พื้นฐาน 3 ข้อ ความชอบธรรมทางกฎหมาย ความจำเป็นสอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและความเป็นมิตรกับธุรกิจ&amp;rdquo; นายกอบศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงมาตรการประกันราคาข้าวว่า แตกต่างจากจำนำข้าว ซึ่งจะใช้เงินไม่มากตามที่ประมาณการไว้ เพราะราคาข้าวถูก แต่เราก็ต้องเตรียมไว้เพื่อไม่ให้เกิดภาระผูกพัน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่มาตรการที่ยั่งยืน โดยวางไว้ 1 ปี บางอย่างแค่ 2 เดือน เฉพาะในช่วงที่เกิดปัญหา และปีหน้าก็ต้องดูกันใหม่ โดยรัฐบาลต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ยืนยันว่าจะไม่ทำอะไรให้เสียหาย และจะระมัดระวังอย่างที่สุด ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญใน 5 ปีที่ผ่านมา และต่อไปก็จะทำแบบเดิมอีก ส่วนจะมีการทุจริตในส่วนไหนหรือไม่ ก็ต้องไปดูกัน ซึ่งวันนี้ได้สั่งการหน่วยงานไปแล้วในการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรต้องจ่ายตรงเข้าบัญชีไปเลย ไม่เช่นนั้นจะเป็นโอกาสที่คนจะใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ต้องมีการขึ้นทะเบียนไว้ ตรงนี้ต้องขอร้อง และต้องค่อยๆ ปลดล็อกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องให้เปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมว่า กำลังตรวจสอบ ซึ่งที่ผ่านมาเปิดสองครั้ง โดยครั้งที่ 2 ได้มีการปลดล็อกบางอย่างให้คนเข้ามาได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือความซื่อสัตย์สุจริต ใครที่รู้ตัวว่ามีเงิน มีที่ดินและมีบ้านอย่าเข้ามาเลย เพราะจะทำให้คนอื่นเสียโอกาส ต้องมีจิตสำนึก เพราะรัฐบาลใช้เงินต้องดูจากการจัดระเบียบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามว่าบางคนมีที่ดิน มีบ้าน แต่ไม่มีรายได้ จึงอยากมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งบางคนไม่มีบัญชีธนาคาร แต่มีบ้านหลังใหญ่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14.6 ล้านราย สามารถมาลงทะเบียนเพื่อรับเงิน 1,000 บาท ตามมาตรการชิมช้อปใช้ได้ด้วย เพราะไม่มีการจำกัดสิทธิ์ประชาชน โดยเปิดกว้างให้ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป รวมทั้งไม่ได้มีการห้าม หรือจำกัดไม่ให้นำเงิน 1,000 บาท ที่รัฐบาลจะจ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (จี-วอลเลต) นำไปซื้อสินค้าประเภทสุรา เบียร์ บุหรี่ โดยห้ามไม่ให้นำไปเติมน้ำมันตามสถานีบริการน้ำมันเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้นำเงินที่รัฐแจกให้ 1,000 บาทไปใช้ซื้อสุรา เบียร์ บุหรี่ ตรงนี้ถือเป็นสิทธิของผู้ถือเงิน คงไปห้ามไม่ได้ แต่ถ้าพิจารณาตามหลักการแล้วก็ไม่ควร นอกจากนี้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถ้ามีอายุ 18 ปี ก็ลงทะเบียนได้ ซึ่งจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมรายละ 200-300 บาทต่อเดือน และได้รับเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกเดือนละ 500 บาท จำนวน 2 เดือน และได้รับจากมาตรการชิมช้อปใช้อีก 1,000 บาทด้วย&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดีกรมบัญชีกลางยังกล่าวอีกว่า กรมได้เริ่มเปิดรับสมัครผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมมาตรการชิมช้อปใช้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีร้านค้าทั้งที่อยู่ในส่วนร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลเดิม และร้านค้ารายใหม่ที่สนใจสมัครเข้าร่วมมาตรการทั้งสิ้น 1.3 แสนร้านค้า ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอรองรับการใช้งานจากประชาชน 10 ล้านราย ส่วนประชาชนที่สนใจลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิมาตรการชิมช้อปใช้ รับเงินเป๋าตัง 10 ล้านคนนั้น ลงทะเบียนได้ทาง w ww.ชิมช้อปใช้.com ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.-15 พ.ย.2562 (วัน/รอบละ 1 ล้านคน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อลงทะเบียนสำเร็จระบบจะยืนยันให้ทราบทันทีว่าลงทะเบียนสำเร็จ และจะแจ้งทางอีเมลให้ทราบอีกครั้ง ส่วนกรณีไม่สำเร็จ (กรณีรายที่เกิน 1 ล้าน) ระบบจะแจ้งให้ทราบว่าเต็มจำนวนสำหรับรอบวันนั้นแล้ว) และสามารถลงทะเบียนได้อีกครั้งในรอบถัดไป หลังจากนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปตรวจสอบความถูกต้องกับกรมการปกครอง และภายใน 3 วัน ธนาคารกรุงไทยจะส่งเอสเอ็มเอสไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งไว้ &amp;nbsp;หากถูกต้อง จะแจ้งให้ทราบว่าได้รับสิทธิ พร้อมแจ้งรายละเอียด จังหวัด และระยะเวลา วันที่สามารถไปใช้สิทธิให้ทราบ (ภายใน 14 วัน หลังจากได้รับเอสเอ็มเอส) หากไม่ถูกต้อง จะแจ้งให้ทราบกรณีที่ผิดพลาด ซึ่งสามารถลงทะเบียนใหม่ในรอบถัดไปได้ และดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตัง เมื่อได้รับเอสเอ็มเอสยืนยันการได้รับสิทธิตามขั้นตอน โดยจะมีระบบให้ยืนยันตัวตน หลังจากนั้นจะแจ้งวงเงิน 1,000 บาทในเป๋าตัง ช่องที่ 1 และเริ่มใช้งาน และจะมีเป๋าตังช่อง 2 เพื่อให้เติมเงินและนำไปใช้จ่าย และได้รับเงินชดเชย (แคชแบ็ก) 15% ของจำนวนเงินที่ใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 4,500 บาท จากวงเงินการใช้จ่ายไม่เกิน 3 หมื่นบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า จากการประเมินว่ามาตรการชิมช้อปใช้ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1-0.2% โดยเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.2562 พบว่าเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากปัจจัยสนับสนุนด้านอุปสงค์จากการส่งออกกลับมาขยายตัวได้ในรอบ 5 เดือน โดยขยายตัวที่ 4.3% ต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การลงทุนภาคเอกชนก็ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 17.5% ต่อปี ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งกลับมาขยายตัว 0.8% ต่อปี และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว 11.5% ต่อปี ส่วนยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวติดลบ 9.1% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลงอยู่ที่ระดับ 62.2 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า&amp;rdquo; นายพรชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรชัยกล่าวอีกว่า ภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ สะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือน ก.ค.2562 ขยายตัว 4.7% ต่อปี คิดเป็น 3.33 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนกลับมาขยายตัวได้ในรอบ 5 เดือน โดยขยายตัวที่ 5.8% ต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวประเทศอื่นยังคงขยายตัวได้ดี อาทิ อินเดีย ลาว และมาเลเซีย เป็นต้น ส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 1.67 แสนล้านบาท ขยายตัว 3.1% ต่อปี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44524</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, พรชัย ฐีระเวช, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d6690f14245f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2019 17:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2019 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คนจนเฮ! พรุ่งนี้บัญชีกลางจ่ายเงินเข้าบัตรสวัสดิการเพิ่ม 500 บาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค. 62 - นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนของรัฐบาล ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ผ่านบัตรสวัสดิการแหงรัฐ ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในส่วนของการจ่ายเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในเดือน ส.ค. &amp;ndash;ก.ย. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการพยุงการบริโภคของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 31, 33, 37, 38 และ 39 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 21 ส.ค. 2562 และวันที่ 6 ก.ย. 2562 ส่วนผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 32, 34, 35 และ 36 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 22 ส.ค.2562 และวันที่ 7 ก.ย. 2562 และผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 1, &amp;nbsp;2, 4, &amp;nbsp;5 และ 8 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 23 ส.ค. 2562 และวันที่ 8 ก.ย. 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ &amp;nbsp;500 บาทต่อคนต่อเดือน ที่มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 5 ล้านราย เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 24 ส.ค. 2562 กับวันที่ 9 ก.ย. 2562 &amp;nbsp;และมาตรการช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรับ 300 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวนกว่า 8 แสนราย เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 24 ส.ค. 2562 กับวันที่ 9 ก.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำเงินไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่รับชำระเงินผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC), &amp;nbsp;Mobile Application ถุงเงินประชารัฐ, &amp;nbsp;ร้านค้าทั่วไปที่รับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC แบบพร้อมการ์ด (Prompt Card) หรือสะสมไว้ใช้จ่ายเมื่อจำเป็น สะสมไว้เป็นเงินออมในบัตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง สามารถถอนเป็นเงินสดได้ โดยผู้มีสิทธิไม่ต้องกังวลใจ เนื่องจากเงินในกระเป๋า e-Money ดังกล่าว ไม่จำกัดเวลาในการใช้จ่าย สามารถถอนวันใดก็ได้ ไม่มีการดึงเงินคืนหากไม่มีการใช้จ่ายตามระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43878</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5bca3e8e844.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังดีเดย์  8 เม.ย. บัตรคนจนใช้แอปฯ “ถุงเงินประชารัฐ” ซื้อของได้เพิ่มอีกกว่า 2 หมื่นร้านค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย. 2562 นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 เม.ย.2562 จะเป็นวันแรกที่กรมบัญชีกลางจะเปิดให้ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) สามารถใช้แอปพลิเคชั่น &amp;ldquo;ถุงเงินประชารัฐ&amp;rdquo; กับร้านค้ารายย่อยที่ลงทะเบียนไว้กับธนาคารกรุงไทย ที่ขณะนี้มีแล้วกว่า 2 หมื่นร้านค้า จากเป้าหมายที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง มอบให้ดำเนินการ 1 แสนร้านค้า ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการใช้จ่ายด้วยบัตรคนจนจากเดิมที่ต้องจ่ายกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ และ ร้านที่ติดตั้งเครื่องรูดบัตรอัตโนมัติที่ใช้รับชำระค่าสินค้าและบริการ (อีดีซี) ซึ่งครบแล้ว 3.7 หมื่นเครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การใช้แอพลิเคชั่นมีกลุ่มเป้าหมายสำหรับร้านค้ารายย่อย เช่น ในตลาดสด ร้านแผงลอย โดยผู้ถือบัตรคนจนสามารถโหลดแอปพลิเคชั่น และเชื่อมต่อข้อมูลจากบัตร เพื่อใช้สแกนบาร์โค๊ดกับร้านค้าที่ได้ลงทะเบียนกับธนาคารกรุงไทยได้ทันที ในลักษณะเดียวกับการโอนเงินพร้อมเพย์ ซึ่งเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้ผู้ถือบัตรมีทางเลือกในการใช้บัตร และใช้บริการได้ครอบคลุมมากขึ้น มีร้านค้าเข้ามาร่วมโครงการได้มากขึ้น โดยกรมบัญชีกลางจะขอความร่วมมือคลังจังหวัดทุกแห่ง พาณิชย์จังหวัด และธนาคารกรุงไทย เข้าไปให้ข้อมูลกับร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมบัญชีกล่าว เปิดเผยภายหลังพิธีมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศ ในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ว่า กรมบัญชีกลางได้รับเกียรติจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลให้กับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลองค์กร ที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัล จำนวน 27 หน่วยงาน &amp;nbsp;31 รางวัล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินตามขั้นตอนการบริหารด้านการเงินการคลัง 5 มิติ ประกอบด้วย มิติด้านการจัดซื้อจัดจ้าง มิติด้านการเบิกจ่าย มิติด้านการบัญชีภาครัฐ มิติด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐ &amp;nbsp;และมิติด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด โดยจะส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการเงินการคลัง ในภาพรวมของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ ยกย่องเชิดชูหน่วยงานสำหรับความมุ่งมั่นและปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารจัดการการเงินการคลังให้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีความโปร่งใส ลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณในปีนี้คาดว่าจะสามารถทำได้เกินเป้าหมายที่วางไว้ โดยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดเกณฑ์การเบิกจ่ายใหม่ โดยวัดจากเม็ดเงินงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ สามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าเป้าหมายทุกเดือนเฉลี่ย 10%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33036</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงเงินประชารัฐ, บัตรคนจน, ร้านค้ารายย่อย, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180909/image_big_5b95200614411.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บัญชีกลาง” เปิดตัวเลขงบอัดฉีดบัตรคนจนพุ่งแตะ 7.68 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 2562 นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การใช้สิทธิสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้มีสิทธิ จำนวน 14.5 ล้านราย (ผู้ที่ลงทะเบียนในปี 2560 และลงทะเบียนเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 &amp;ndash; 28 ก.พ. 2562 รวมทั้งสิ้น 7.68 หมื่นล้านบาท โดยมีการใช้สิทธิผ่านวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ แบ่งเป็น ใช้จ่ายที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ/ร้านค้าประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง/ร้านถุงเงินประชารัฐ 5.53 หมื่นล้านบาท, ร้านก๊าซหุงต้ม 127.43 ล้านบาท, รถไฟฟ้า (รฟม.) 31.72 ล้านบาท, รถ บขส. 202.77 ล้านบาท, รถไฟ 358.84 ล้านบาท และรถ ขสมก. 0.23 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นเงิน 5.05 พันล้านบาท รวมถึงการปรับการเติมเงินรายเดือนวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นเงิน 4.89 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ถือบัตรสามารถมีระยะเวลาในการใช้จ่ายสอดคล้องกับความต้องการ และสามารถสะสมเงิน (e-Money) ไว้ใช้จ่ายเมื่อจำเป็น หรือสะสมไว้เป็นเงินออมในบัตรได้ รวมทั้งยังสามารถนำไปซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมมาตรการชดเชยภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อรับเงินคืน 5% ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 มาตรการ กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ของผู้มีสิทธิ ประกอบด้วย มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปี 7.14 พันล้านบาท, มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีภาระค่าเช่าบ้านและไม่มีที่อยู่อาศัย 247.11 ล้านบาท, มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุ 3.17 พันล้านบาท รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา 146.99 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้โอนเงินมาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระแบ่งเป็น 5% โอนเข้ากระเป๋า e-Money เป็นเงิน 20.02 ล้านบาท และ 1% เพื่อการออม โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน (ผู้มีสิทธิอาชีพอื่นนอกเหนือจากเกษตรกรและรับจ้างทางการเกษตร) เป็นเงิน 3.37 ล้านบาท บัญชีเงินฝาก ธ.ก.ส. (ผู้มีสิทธิอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทางการเกษตร) เป็นเงิน 0.35 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันของผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างรากฐานการออมในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มีเงินเก็บสำหรับการใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว&amp;rdquo; นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32488</URL_LINK>
                <HASHTAG>การใช้สิทธิสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, ใช้งบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8971c5d8cd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กม.ร่วมทุนใหม่ วงเงิน5พันล้าน มีสิทธิเช่าล่อใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; กฎหมายร่วมทุนรัฐ-เอกชนฉบับลุงตู่ประกาศใช้แทนฉบับหนูไม่รู้แล้ว เพิ่มวงเงินก้าวกระโดดจากพันล้านเป็น 5,000 ล้านบาทถึงเข้าเกณฑ์ &amp;nbsp;แต่คลอดเกณฑ์ยิบสารพัดโปรเจ็กต์ตั้งแต่ถนนจนถึงโรงพยาบาล พร้อมให้สิทธิจูงใจเอกชน โดยเฉพาะเรื่องเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 50 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 ที่ประกาศแล้วในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 29 ก โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 มี.ค.นี้ ซึ่งกฎหมายนี้มีทั้งสิ้น 70 มาตรา ที่จะมาแทนที่ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ที่มี 72 มาตรา ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2556 ในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกฎหมายร่วมทุนฯ ฉบับนี้มีทั้งสิ้น 8 &amp;nbsp;หมวด และบทเฉพาะกาล โดยหมวด 1 บททั่วไป ตั้งแต่มาตรา 6 ถึงมาตรา 11, หมวด 2 แผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน มาตรา 12, หมวด 3 คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน มาตรา 13 ถึงมาตรา 21, หมวด 4 การจัดทำและดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นส่วนที่ 1 การเสนอโครงการ มาตรา 22 ถึงมาตรา 31 ส่วนที่ 2 การคัดเลือกเอกชน มาตรา 32 ถึงมาตรา 42 ส่วนที่ 3 การกำกับดูแลโครงการร่วมลงทุน มาตรา 43 ถึงมาตรา 45 และส่วนที่ 4 การแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนและการทำสัญญาใหม่ มาตรา 46 ถึงมาตรา 49, หมวด 5 การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ มาตรา 50, หมวด 6 กองทุนส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน มาตรา 51 ถึงมาตรา 59, หมวด 7 บทเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่มาตรา 60 ถึงมาตรา 62 และหมวด 8 บทกำหนดโทษ มาตรา 63 ส่วนบทเฉพาะกาลตั้งแต่มาตรา 64 ถึงมาตรา 70
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า โดยที่ พ.ร.บ.ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 มีบทบัญญัติในเรื่องของขอบเขตของโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างกว้างขวาง อันส่งผลให้มีโครงการร่วมลงทุนที่ไม่ได้อยู่ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจของรัฐที่ต้องจัดทำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่รัฐประสงค์จะสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนต้องเข้ามาสู่กระบวนการตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กฎหมายยังไม่มีการสะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนที่ร่วมลงทุนในโครงการของรัฐที่ชัดเจน ประกอบกับยังขาดมาตรการในการแก้ไขปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าและเอกชนไม่ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เพื่อให้มีการกำหนดนโยบายของรัฐที่ชัดเจน และแน่นอนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ โดยมุ่งเน้นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน กำหนดกลไกในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคหรือความล่าช้าในการจัดทำหรือดำเนินโครงการร่วมลงทุน และมีมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยมุ่งเน้นการใช้ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของเอกชน รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปยังหน่วยงานและบุคลากรของภาครัฐ ในขณะเดียวกันหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนยังคงกระชับ โปร่งใส และตรวจสอบได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเนื้อหาที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่มาตรา 7 ที่ระบุว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการที่จะจัดทำโครงการร่วมลงทุนในกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะดังต่อไปนี้ ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ คือ 1.ถนน ทางหลวง ทางพิเศษ การขนส่งทางถนน 2.รถไฟ รถไฟฟ้า การขนส่งทางราง 3.ท่าอากาศยาน การขนส่งทางอากาศ 4. ท่าเรือ การขนส่งทางน้ำ 5.การจัดการน้ำ การชลประทาน การประปา การบำบัดน้ำเสีย 6.การพลังงาน 7.การโทรคมนาคม การสื่อสาร 8.โรงพยาบาล การสาธารณสุข 9.โรงเรียน การศึกษา 10.ที่อยู่อาศัยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง ผู้สูงวัย ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้พิการ 11.ศูนย์นิทรรศการและศูนย์การประชุม 12.กิจการอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; มาตรา 8 โครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือมูลค่าที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยกฎกระทรวง ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.นี้ ซึ่งในกฎหมายเดิมกำหนดมูลค่าเพียง 1,000 ล้านบาท ในขณะที่มาตรา 13 การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งจะมีนายกฯ เป็นประธานกรรมการ, รมว.การคลัง เป็นรองประธาน , ปลัดกระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, &amp;nbsp;เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการ, คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, อัยการสูงสุด, ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง ครม.แต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 5 คน เป็นกรรมการ ซึ่งกฎหมายเดิมจะมีกรรมการคุณวุฒิจำนวน 7 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่น่าสนใจคือ ในส่วนของมาตรการเสนอโครงการ ตั้งแต่มาตรา 22 ที่ระบุว่า ในการเสนอโครงการต้องประกอบด้วย 1.ความเป็นมาของโครงการ 2.สาระสำคัญของโครงการ 3.ความพร้อมในการจัดทำและดำเนินโครงการที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความสำเร็จ 4.ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านเทคนิค ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกฎหมาย ด้านการเงิน หรือด้านเศรษฐศาสตร์ 5.ความเสี่ยงของโครงการ 6.ทางเลือกและรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 7.ความพร้อมของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำและดำเนินโครงการ และ 8.ผลการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ส่วนมาตรา 23 ระบุอีกว่า กรณีหน่วยงานเจ้าของโครงการเห็นว่าจำเป็นต้องกำหนดมาตรการสนับสนุนเพื่อให้โครงการร่วมลงทุนบรรลุวัตถุประสงค์ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการระบุรายละเอียดพร้อมทั้งเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งมาตรการสนับสนุนมีทั้ง 1.สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน 2.สิทธิการเช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในโครงการร่วมลงทุนที่มีระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 50 ปี โดยมิให้นำความในมาตรา 540 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ 3.มาตรการสนับสนุนทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงินอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่ม หลังเงินในกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ที่มีจะใช้หมดภายในเดือน มี.ค.ว่า ภายในเดือน มี.ค.นี้ สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาทเข้าในกองทุนฯ ซึ่งจะทำให้มีงบใช้ได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2562 หรือเดือน ก.ย.2562 เพียงพอดูแลผู้ถือบัตรทั้ง 14.5 ล้านคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การจัดสรรงบครั้งนี้ส่งผลให้ตั้งแต่เริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีการตั้งกองทุนประชารัฐฯ ตลอดเวลา 2 ปีได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาทในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 14.5 ล้านคน และในจำนวนนี้ก็มีหลายล้านคนที่พ้นเส้นความยากจน นอกจากนี้ในปีงบประมาณหน้า กรมยังได้เสนอขอจัดทำงบประมาณปี 2563 วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตอีกด้วย&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30998</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190310/image_big_5c852e53cbf89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยไม่ทิ้งกัน แห่บริจาค132ล. ช่วยเหยื่อปาบึก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ปัดแอคสร้างภาพปีนหลังคาตอกตะปู แจงให้กำลังใจคนทำงาน สั่งเร่งดูแลชีวิตความเป็นอยู่ชาวประมง 22 จังหวัด ขีดเส้นสรุปยอดเสียหาย 10 ม.ค. ครม.เคาะ 19 มาตรการยืดชำระหนี้ให้สินเชื่อเหยื่อปาบึก พร้อมอนุมัติลดหย่อนภาษีเงินบริจาค-ค่าใช้จ่ายซ่อมบ้าน สมเด็จพระสังฆราชฯ &amp;nbsp; ประทาน 1 ล้านช่วยผู้ประสบภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยพายุโซนร้อนปาบึก เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า จากการลงพื้นที่เห็นแล้วว่าประชาชนน่าสงสาร เขาจนแย่อยู่แล้ว บ้านช่องแม้จะซ่อมมาก็เหมือนเดิม ให้อยู่อาศัยได้ แต่เมื่อดูในบ้านที่นอนหมอนมุ้งเขาดูได้ที่ไหน เครื่องมือประกอบอาชีพก็ไม่ดีพอ จึงได้สั่งการไปแล้ว จะเน้นดูแลพี่น้องประมงทั้งชายฝั่งและประมงพื้นบ้านให้ดีขึ้นทั้ง 22 จังหวัด ในเรื่องบ้านและอุปกรณ์ที่เป็นพื้นฐานความจำเป็นของครอบครัว โดยเร่งรัดให้ดำเนินการควบคู่ไปกับการดูแลพื้นที่ประสบภัยพิบัติจากปาบึก ตนทนเห็นสภาพแบบนั้นไม่ได้ ต้องหามาตรการให้เหมาะสมในการดำเนินการ รัฐมนตรีหลายกระทรวงได้รับไปแล้ว เพื่อเร่งดำเนินการให้ทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ตนเดินทางไปต่างจังหวัด ไม่ได้ไปหาเสียง หรือไปเพื่อสร้างคะแนนนิยม แต่ไปเพื่อรับฟังจากเขา และเวลาเดินพบประชาชน ไม่ได้เดินตามที่เขาจัดให้เดิน จะเห็นได้ว่าตนเดินเข้าไปที่บ้าน เข้าไปที่เรือนั้นอยู่นอกกำหนดการทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การที่ผมขึ้นหลังคา ไม่ใช่ผมเท่ ผมแอค ไม่ใช่ ต้องมองว่าที่ผมทำ ทำเพื่ออะไร ผมให้กำลังใจคนที่กำลังตอกอยู่ข้างบน และถามว่าเหนื่อยหรือไม่ ร้อนหรือไม่ อยู่บนนี้ทั้งวัน เขาก็ตอบว่าไม่เป็นไรครับ ผมทำได้ ซึ่งผมเห็นว่ามันต้องพูดกับลูกน้องเขาบ้าง ให้กำลังใจ นายกฯ ก็ขึ้นมาได้เหมือนกัน ทุกคนจะได้มีกำลังใจในการทำงาน ลูกน้องเขาไม่ได้มุ่งหวังว่าผมจะต้องไปทำเก่งกว่าเขา ผมพอทำได้ เด็กๆ เคยฝึกเคยเรียนมา สมัยประถม มัธยม เขาก็สอนมา ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย ฉะนั้นอย่าไปมองว่าทุกอย่างสร้างภาพ ไม่ใช่หรอก ทุกอย่างต้องมีการฝึกฝนทั้งสิ้น&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการซ่อมบ้านเรือนได้สั่งการไปแล้ว จะต้องแบ่งโซนนิ่งพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนหรือประชาชนทั่วไป ถ้าเป็นไปได้ช่วยบริจาคสิ่งของที่ไม่ได้ใช้แล้ว ดีกว่าทิ้งเป็นขยะ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ให้วงเงินจากกรมบัญชีกลางไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่มเติม 20 ล้าน ทุกจังหวัด ดังนั้นต้องใช้จ่ายให้คุ้มค่า เมื่องบบริจาคมาต้องแยกสัดส่วนการใช้จ่ายให้ดี ทั้งนี้ อย่างที่ดำเนินการถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน ไม่ใช่รัฐบาลทำอย่างเดียว และขอบคุณทุกคนที่ร่วมบริจาคสมทบช่วยผู้ประสบภัย นี่คือประวัติศาสตร์ความเป็นไทย ไม่มีที่อื่นทำแบบนี้ได้ นอกจากประเทศเราเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งสำคัญเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จิตอาสาทำงานต่อไป เพราะบ้านเรือนต้องช่วยกันทำความสะอาดอีกนาน รวมถึงครัวจิตอาสาพระราชทาน จะมีต่อเนื่องไปจนกว่าเขาจะหากินกันเองได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนผ่อนคลาย มีขวัญกำลังใจ ที่ครัวทหารและจิตอาสาลงไปประกอบเลี้ยง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ได้เป็นประธานรับมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุปาบึกในพื้นที่ภาคใต้ ในงาน &amp;quot;รวมน้ำใจไทยช่วยวาตภัยใต้&amp;quot; ซึ่งจัดโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยมีการถ่ายทอดสดออกอากาศตลอดการจัดรายการผ่านช่อง 9 และเครือข่ายทั่วประเทศ รวมทั้งเปิดหมายเลขโทรศัพท์พิเศษระบบอัตโนมัติ หมายเลข 0-2245 0700-19 (20 คู่สาย) เพื่อให้ประชาชนได้โทรศัพท์เข้ามาร่วมบริจาคในขณะดำเนินรายการ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบเงินส่วนตัวช่วยเหลือ จำนวน 100,000 บาท ก่อนที่นายกฯ จะร่วมรับสายโทรศัพท์ด้วยตนเอง พร้อมเปิดเผยด้วยว่า สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานเงินจำนวน 1 ล้านบาท ในการช่วยเหลือครั้งนี้ด้วย
สรุปยอดเสียหาย 10 ม.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้รายงานในที่ประชุมว่าจะมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อลงไปช่วยฟื้นฟูบ้านเรือนของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าไปซ่อมแซมบ้านพักอาศัย รวมถึงการทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการช่วยเหลือของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย ที่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบจำนวนความเสียหายของบ้านเรือน รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำลังสำรวจความเสียหายของพื้นที่การเกษตร และการทำประมง ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเข้าไปสำรวจให้เสร็จภายในวันที่ 10 ม.ค.นี้ สำหรับการเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ได้รับเงินบริจาคมาแล้วทั้งสิ้น 132.3 ล้านบาท แต่ยังไม่รวมการบริจาคโดยการโอนผ่านบัญชี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) แถลงว่า ครม.อนุมัติมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก ได้แก่ 1.มาตรการหักลดหย่อนภาษีสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยบุคคลธรรมดา สามารถนำเงินที่บริจาคไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เท่ากับจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิ เช่นเดียวกันบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เท่าจำนวนเงินที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ นอกจากนี้ บุคคลธรรมดายังได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ หรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมอาคาร หรือห้องชุดไม่เกิน 100,000 บาท และค่าซ่อมแซมรถ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถ ไม่เกิน 30,000 บาท โดยต้องเป็นการใช้จ่ายระหว่างวันที่ 3 ม.ค.-31 มี.ค. 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มาตรการทางด้านการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จำนวน 7 แห่ง รวม 19 มาตรการ ประกอบด้วย การพักชำระหนี้ตั้งแต่ 3-6 เดือน และการให้สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือการซ่อมแซม เช่น ธนาคารออมสิน พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 เดือน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามความหนักเบาของผู้ประสบภัย และให้สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและฟื้นฟูการประกอบอาชีพ, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี เป็นระยะเวลา 4 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่หลักประกันเสียหาย และให้สินเชื่อเพื่อซ่อมแซมหรือทดแทนอาคารเดิม วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี เป็นต้น ทั้งนี้ มีการประเมินว่ารัฐอาจสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีด้านอสังหาริมทรัพย์ 60 ล้านบาท และด้านรถ 820 ล้านบาท แต่เป็นประโยชน์เพื่อการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายจากพายุโซนร้อนปาบึก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางจะนำเสนอมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึก ให้คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุพิจารณาในวันที่ 9 ม.ค.นี้ เพื่อออกหนังสือเวียนแจ้งให้ผู้มีอำนาจของหน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลพินิจในการงดหรือลดค่าปรับ หรือขยายเวลาสัญญาได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาต
พณ.เยียวยาผู้ประสบภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าขึ้น บ้านท่าสูงบน บ้านแหลมโฮมสเตย์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประสบภัยจากพายุปาบึก มีประชากรได้รับผลกระทบกว่า 179,868 ครัวเรือน หรือกว่า 5 แสนคน โดยได้นำสิ่งของที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และวัสดุก่อสร้าง ไปมอบให้กับประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่จำนวนกว่า 2,200 คน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและลดภาระด้านค่าครองชีพในเบื้องต้น พร้อมทั้งร่วมทำความสะอาด &amp;ldquo;Big Cleaning&amp;rdquo; ชายทะเลหาดบ้านเราะด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ล่าสุดได้ประสานไปยังผู้ผลิต ให้เร่งผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นในการทำความสะอาดบ้านเรือนและซ่อมแซมบ้านเรือน เช่น น้ำยาทำความสะอาด อุปกรณ์ทำความสะอาด กระเบื้องมุงหลังคา สังกะสี ตะปู ฝาไม้ เป็นต้น เพื่อจัดส่งเข้าพื้นที่ และให้ลดราคาเป็นพิเศษ รวมทั้งได้ประสานห้างสรรพสินค้า ร้านค้าในพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยในราคาพิเศษด้วย นอกจากนี้ ได้นำคณะเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจชาวสวนทุเรียนและมังคุด โดยมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ไปสำรวจว่ามีอะไรเสียหายเพิ่มเติม และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยา จะประสานให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยดูแล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบภัย และได้รับผลกระทบใน 23 จังหวัด ใน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ผ่อนผันการแจ้งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย 2.ผ่อนผันการยื่นงบการเงินประจำปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ขยายระยะเวลาการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลที่ต้องยื่นจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัด และการส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ครบกำหนดส่งระหว่างวันที่ 1-31 ม.ค.2562 และ 4.จัดตั้งศูนย์บริการรับจดทะเบียน ณ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นขอจดทะเบียนให้กับนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ใน 23 จังหวัดที่ประสบภัย ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2561 มีจำนวนนิติบุคคลใน 23 จังหวัด คงอยู่ทั้งสิ้น 192,575 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26103</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c34bd52dfede.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
