<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่สาว&#039;บูม&#039;มอบตัว พ่อแม่ส่อโดนด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่สาว &amp;quot;บูม&amp;quot; เข้ามอบตัวกองปราบฯ ปฏิเสธร่วมตุ๋นบิตคอยน์ แต่รับพี่ชายโอนเงินเข้าบัญชีตนเองถึง 200 ล้าน โดยที่ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน และเอาไปซื้อที่ดินส่วนหนึ่ง ตำรวจคุมตัวขออำนาจศาลฝากขังข้อหาร่วมฟอกเงิน &amp;quot;ไมตรี&amp;quot; เผยได้หลักฐานพ่อแม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หลังนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้าน อยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่กองบังคับการปราบปราม น.ส.สุพิชย์ฌา จารวิจิต พี่สาวนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม จารวิจิต ดารานักแสดง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญข้อหาร่วมกันฟอกเงิน พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หลังถูกออกหมายจับพร้อมนายจิรัชพิสิษฐ์ และนายปริญญา จารวิจิต พี่ชาย ที่อยู่ระหว่างหลบหนีไปต่างประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่า 797 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ว่าถูกผู้ต้องหาพร้อมกับพวกร่วมกันหลอกลวง และร่วมกันวางแผนชักชวนให้ลงทุนประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิตอล ในชื่อ dragon coin (DRG) โดยหลอกลวงให้ซื้อหุ้นของบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, NX Chain Inc. และหุ้นของบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) มีผู้เสียหายหลงเชื่อและร่วมลงทุนด้วยการโอนเหรียญบิตคอยน์ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิตอลจำนวนหนึ่งเข้าไปกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมเป็นเงิน 5,564.44650956 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นสกุลเงินบาทไทย 797,408,454.33 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมายที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับส่วนแบ่งหรือเงินปันผลแต่อย่างใด จึงเข้าแจ้งความร่องทุกข์ที่กองปราบฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. เปิดเผยว่า น.ส.สุพิชย์ฌาได้เข้ามอบตัวตามที่ทนายได้ติดต่อ ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบปากคำ โดยเฉพาะประเด็นการรับโอนเงินจากนายปริญญา พี่ชาย ตามเส้นทางการเงินในบัญชี ซึ่ง น.ส.สุพิชย์ฌารับว่านายปริญญาได้โอนเงินเข้ามาในบัญชีของตนเองจริง แล้วก็โอนออกไป หมุนข้า-หมุนออกมียอดเงินประมาณ 200 ล้านบาท แต่ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหน เข้าใจว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการเล่นหุ้น อย่างไรก็ตาม น.ส.สุพิชย์ฌายอมรับว่านำเงินที่ได้รับโอนส่วนหนึ่งไปรับซื้อฝากที่ดินเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.กล่าวว่า ในส่วนของผู้ร่วมขบวนการซึ่งเป็นนักธุรกิจในตลาดหุ้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองปราบปรามได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของพ่อและแม่ของบูม-จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม เบื้องต้นพบเอกสารเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน ซึ่งพ่อหรือแม่ของบูมจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เบื้องต้นมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหากับพ่อและแม่นายบูมฐานฟอกเงินด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับครอบครัวจารวิจิต ก่อนหน้านี้ตำรวจได้จับกุมตัวบูม-จิรัชพิสิษฐ์ ซึ่งศาลให้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท มีเงื่อนไขห้ามเดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ส่วนนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องและพนักงานสอบสวน บก.ป.เตรียมออกหมายจับมีอยู่ราว 5-6 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 14.30 น. พนักงานสอบสวนควบคุมตัว น.ส.สุพิชย์ฌา จารวิจิต ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน ไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-26 ส.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอีก 10 ปาก และรอเอกสารทางการเงินของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับรอผลการตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือจาก สตช. โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนีและเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ (Mr.aarni Otava Saarimaa) ชาวฟินแลนด์ ซึ่งประกอบธุรกิจซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของผู้ต้องหา กับพวก กรณีที่ได้ร่วมกันหลอกลวงเอาเงินของนายอาร์นีไปโดยทุจริต จำนวน 797,408,454.33 บาท จากการหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นบริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, ลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิตอล (dragon coin หรือ DRG) และการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หลังจากนั้น นายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหา กับพวก ได้นำเหรียญบิตคอยน์ที่ได้รับโอนมาจากผู้เสียหาย ทยอยขายออกไปแล้วถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มพี่ชายผู้ต้องหารวม 7 ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนมีหนังสือรายงานความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไปยังเลขาธิการสำนักงาน ปปง. ขอให้ตรวจสอบพิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่ง ปปง.สรุปรายงานแจ้งว่านายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา, นายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาอีกรายซึ่งเป็นน้องชาย และตัวผู้ต้องหานี้ได้รับเงินจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ เป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทนายความของ น.ส.สุพิชฌาย์ ผู้ต้องหา ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลพิจารณาคำร้องขอประกันตัวดังกล่าว ก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาไประหว่างการฝากขัง พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ผู้เสียหายจำนวนกว่า 10 คน จากคดีแชร์ลูกโซ่, บิตคอยน์, แชร์เหล็ก และโอดี แคปปิตอล เดินทางมารวมตัวกันเขียนคำร้องเพื่อขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด โดยมีนายประเสริฐ กาญจนอุทัย อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือประชาชนเฉลิมพระเกียรติ (สคช.) เป็นผู้แทนอัยการให้คำปรึกษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผู้เสียหายทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีแชร์ลูกโซ่ทั้งหมด 3 คดี และมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับเงินคืน แม้ผู้ต้องหาจะถูกจับกุม อย่างคดีที่ จ.ชลบุรี พนักงานสอบสวน สภ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี กลับทำสำนวนคดีบิตคอยน์เป็นคดีฉ้อโกง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วคดีดังกล่าวเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายประเสริฐ อัยการ สคช. เปิดเผยว่า ผู้เสียหายจะมายื่นคำร้องทั้งหมด 3 เรื่องต่ออัยการสูงสุด ซึ่งหากดูแล้วที่เข้าข่ายจะยื่นคำร้องได้อาจจะไม่ทั้งหมด เนื่องจากบางเรื่องยังไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ อย่างไรก็ตาม ทางเราก็จะพิจารณาให้คำปรึกษาทั้งหมดตามประสงค์ของผู้ยื่น ซึ่งตนก็แนะนำไปว่าการยื่นคำร้อง ถ้าเป็นเรื่องเดียวกันให้ยื่นมาด้วยกันคำร้องเดียว หากยื่นเป็นรายบุคคลอาจจะมีการตอบกลับที่ล่าช้า และเมื่อได้รับคำร้องแล้วก็จะส่งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15482</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอฟท์แวร์ จำกัด, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, สุพิชย์ฌา จารวิจิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b742cdb32419.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
