<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดกระทู้ถาม 097  &#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; ซักเดือด &#039;ขุนคลัง&#039; เคลียร์ปมใช้งบกลาง-ยอดเงินเยียวยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กระทู้ถามที่ 097 ร. สภาผู้แทนราษฎร 18 พฤษภาคม 2563 เรื่อง &amp;quot;การแก้ไขใช้งบกลาง และยอดเงินเยียวยา ในปีงบประมาณ 2563&amp;quot; ของ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส. พรรคก้าวไกล &amp;nbsp;ถามไปยังนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล ตั้งคำถามว่า สืบเนื่องมาจาก นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้เปิดเผยไว้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 31 มีนาคม 2563 เกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์งบประมาณ ปี 2563 ว่างบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2563 ขณะนี้มีรายจ่ายที่ผูกพันไว้ใกล้ครบ 96,000 ล้านบาทแล้ว ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 - 25 มีนาคม 2563) รัฐบาลได้มีการอนุมัติเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 11 ครั้ง รวมวงเงินประมาณ 96,835 ล้านบาท เรียกว่าเต็มพิกัดแล้ว หากรัฐบาลไม่ตัดสินใจอาจไม่มีงบใช้จ่ายในมาตรการใหม่เพื่อแก้ภัยแล้งและวิกฤตโรคโควิด 19 จึงขอเรียนถามว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การอนุมัติเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 11 ครั้ง จ่ายให้กับหน่วยรับงบประมาณใด เมื่อใด ผลสัมฤทธิ์คือประการใด และกระทรวงการคลังจะแก้ไขปัญหางบกลางอย่างไร และขอให้ชี้แจงว่าเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของงบกลางทั้งหมดในครั้งนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้วหรือไม่ ภายใต้แผนงาน กิจกรรมโครงการใดและของหน่วยรับงบประมาณใด ขอทราบรายละเอียด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. จากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มีนาคม 2563 ได้มีคำสั่งให้ส่วนราชการบริหารงบประมาณกรณีที่ไม่ได้ใช้จ่ายและให้ตัดออกเพราะได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 เช่น งดเดินทางประชุมในต่างประเทศ ดูงาน สัมมนา การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยขอตัดงบ 10% และโอนย้ายงบประมาณมาที่งบกลาง การแก้ไขด้วยวิธีตัดโอนงบประมาณนี้มีผลสัมฤทธิ์อย่างไร มีหน่วยรับงบประมาณใดบ้างที่ส่งรายงานระบุว่าได้ตัดงบบริหารได้และไม่ได้ตัดงบ มีเหตุผลใดและเกิดปัญหาใดๆ ในการดำเนินงานหรือไม่ กระทรวงการคลังจะมีการบูรณาการระหว่างปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพเพียงพอในการควบคุมสถานการณ์ รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้รอดพ้นช่วงวิกฤติในครั้งนี้และที่อาจตามมาในอนาคตอย่างไร โดยขอให้จัดทำรายละเอียดในการเยียวยากลุ่มต่างๆ ให้ปรากฏเป็นยอดเงินที่แต่ละกลุ่มได้รับและภาพรวมทั้งสิ้นเท่าใด ขอทราบรายละเอียด ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอาคม ตอบกระทู้ถาม ของพล.ต.ต.สุพิศาล &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบข้อ 1 และข้อ 2 กระทรวงการคลัง ขอเรียนว่า ผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินส ารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น พ.ศ. 2562 หมวด 1 การขอรับจัดสรร งบกลาง ข้อ 5 การขอจัดสรรงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น บัญญัติไว้ว่าให้กระทำได้ในกรณีที่เป็นรายจ่าย เพื่อป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ เพื่อการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง เป็นรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว แต่มีจำนวนไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐต้องใช้จ่ายหรือ ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว และเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณแต่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องดำเนินการและต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจ าเป็น ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน 96,000.00 ล้านบาท รับโอนจากพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 88,452.60 ล้านบาท รวมงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งสิ้น จำนวน 184,452.60 ล้านบาท ผลการปฏิบัติงาน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งสนับสนุนภารกิจส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่ 76 จังหวัด มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนและพัฒนาพื้นที่กักเก็บน้ำให้สามารถรองรับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกร ผู้ประสบภัยจากภาวะฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย รวมทั้งการช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ทั้งทางด้านการเกษตร ด้านปศุสัตว์ และด้านการประมง การฟื้นฟูโครงการสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบรรเทาและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID- 19)เพื่อป้องกัน บรรเทาปัญหา และเยียวยาสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ที่แพร่ระบาดทั่วโลกตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2563 เป็นการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนตามมาตรการชดเชยรายได้แก่ลูกจ้าง ของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบอื่นๆของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID- 19) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 3 ล้านคน รายละ 5,000 บาทต่อเดือนเป็น ระยะเวลา 3 เดือน และการเตรียมความพร้อมเสริมความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขและระบบคัดกรอง การส่งเสริมการป้องกันให้กับประชาชนทั่วไป การจัดตั้งสถานกักตัวของรัฐ (State Quarantine) การแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนในช่วงวิกฤต และโครงการจ้างงานของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนที่ตกงานได้มีงานทำในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีวัคซีน และการเตรียมความพร้อมในการรองรับการระบาดในระยะที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ภารกิจจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการและต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค่าใช้จ่ายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่มีความเร่งด่วนจำเป็นต่างๆ เช่น มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านการท่องเที่ยว และทางด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การสร้างความเข้มแข็ง และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกร และลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว แก้ไขปัญหาการระบาดทางด้านการเกษตรและปศุสัตว์ แก้ไขปัญหา การทำการประมงผิดกฎหมาย การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งมาตรการต่างๆ ดังกล่าว ส่งผลให้มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยพยุงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งปัญหาต่างๆ ของประชาชนได้รับการแก้ไขและ/หรือบรรเทาความรุนแรงลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องปฏิบัติตามภาระผูกพันตามกฎหมายที่ภาครัฐจำเป็นต้องจ่าย และค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ สำหรับรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ภาครัฐสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ตรงกับความต้องการของพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107172</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้ถาม, งบกลาง, พรรคก้าวไกล, สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เงินเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1501a5a034.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.อนาคตใหม่มาแล้ว!โพสต์ 9 ปีคดีแพรวากับประเด็นที่สังคมต้องทบทวนบทเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.62 - พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชื่อรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ โพสต์แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก Supisarn Bhakdinarinath - สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ในหัวข้อ &amp;quot;9 ปี อุบัติเหตุคดี แพรวา กับ 3 ประเด็นที่สังคมต้องทบทวนบทเรียน&amp;quot; โดยตอนหนึ่งระบุว่า คดีที่สำคัญ อันเป็นคดีจากการขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ถือได้ว่าเป็นคดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาโดยตลอด และมี 3 ประเด็นที่สำคัญ ที่อยากให้สังคมไทยได้ทบทวนบทเรียนเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำขึ้นอีก คือ&amp;nbsp;

1. การบังคับใช้กฎหมายนับตั้งแต่ผู้ขับขี่บนท้องถนน จะพบว่า มีการละเมิดจากการปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์กฎหมายกำหนด เด็กและเยาวชนที่ขาดเกณฑ์และขาดสภาวะของความเป็นผู้ใหญ่ในการใช้ยานพาหนะ นำเอายานพาหนะมาใช้บนถนนหนทาง โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถหรือครอบครัวที่มีความสามารถในการจัดการพาหนะให้ได้ ถือเป็นความประมาทของครอบครัว ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เจ้าพนักงานบังคับตามกฎหมายเอง ก็มักจะไม่เข้มงวดต่อผู้ขับขี่ รวมถึงปราศจากการควบคุมอย่างต่อเนื่องและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;

2. การดำเนินคดี ในชั้นการดำเนินคดี สิ่งที่สำคัญในคดีขับรถโดยประมาท คือ การเจรจาและการเยียวยาเบื้องต้นจากหน่วยงานของรัฐเอง จากคู่กรณีเอง และผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆ ซึ่งจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การวิเคราะห์ข้อมูลของสภาพถนนเหตุการณ์ สภาวะแวดล้อมต่างๆ ค้นหาความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าวอย่างแท้จริง ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายนั้นควรจะรวดเร็วและเป็นธรรมแก่คู่กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเยียวยาให้กับเหยื่อ ว่าควรจะอยู่ในระดับที่เท่าไหร่และสมควรที่จะได้รับเมื่อไหร่ ตาม วัน เวลาที่เหมาะสม มิใช่ให้มีการสืบคดีหรือต่อสู้ทางคดีในทางแพ่งยาวนาน&amp;nbsp; และทุกกระบวนการของการบังคับใช้กฎหมาย ทุกคดีที่เกิดจากความเสียหาย ควรนำมาวิเคราะห์และค้นหาความจริง เพื่อหาแนวทางการป้องกันร่วมกันเหตุที่เกิดขึ้นในอนาคต ยิ่งขณะนี้มีเทคโนโลยีไม่ว่าจะ เป็นกล้อง CCTV, GPS ระบบการติดตามและแท็กของรถยนต์ตลอดจนเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ปรากฏ ก็สามารถนำมารวบรวมและวิเคราะห์ลงในฐานข้อมูลและสามารถที่จะนำมาสังเคราะห์แยกเป็นประเด็นประเด็นได้โดยเฉพาะการเอา Big Data มาใช้

3. การเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต&amp;nbsp; ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของสังคม เพราะความสูญเสียดังกล่าวไม่สามารถเรียกคืนมาได้ และเป็นความสูญเสียขนาดใหญ่ที่แต่ละครอบครัวและสังคมได้รับการกระทบกระเทือน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้กระทำ หากยังขาดจิตสำนึกในการที่จะดูแลหรือมีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคมที่เกิดขึ้นหรือทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมทางลบอีกอย่างต่อเนื่องแล้ว คงจะต้องทบทวนการกระทำของผู้กระทำผิดเป็นส่วนสำคัญ เน้นไปยังครอบครัว ตลอดจนการอบรมสั่งสอนตั้งแต่เยาว์วัยของเยาวชนและการบ่มเพาะ เรื่องนี้ถือเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สร้างจิตสำนึกให้กับคนในสังคมไทย เด็ก เยาวชนไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าหากยังขาดความสำนึกดังกล่าวอยู่ ก็จะพบว่าสังคมไทยจะมีสภาพของการเกิดอุบัติภัยและอุบัติเหตุขนาดใหญ่ ลักษณะคดี เรื่องราวต่างๆ ดังกล่าวนี้อยู่เรื่อยๆ

&amp;quot;ยิ่งในกรณีที่ผู้กระทำไม่สามารถที่จะดำเนินการเยียวยาหรือไม่มีสำนึกในการดูแลผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิตด้วยแล้ว ซึ่งความบาดเจ็บมิใช่เกิดที่แก่กายเท่านั้น แต่ยังบาดลึกเข้าไปในจิตใจของคนในครอบครัวและคนรอบข้างของครอบครัวที่ถูกกระทำอย่างชัดเจน จนเป็นรอยร้าวสามารถแบ่งให้เห็นถึงขนาดชนชั้นและการเข้าถึงความเป็นธรรมของสังคม ตลอดจนการได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันหรือไม่? เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำถามที่ภาครัฐเองควรที่จะต้องเริ่มเอาใจใส่ และเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้สังคมตั้งคำถามเสมอมา&amp;quot; พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41305</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, อนค., อนาคตใหม่, แพรวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d3024b00a94c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
